350628 โรคร้ายกว่าเอดส์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350628 โรคร้ายกว่าเอดส์ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
โรคร้ายกว่าเอดส์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก
อย่างที่ท่านเดินดิน ติกขวีโร ได้เล่าสู่ฟังว่า มีนักบวชฟรานซิสกันที่เขามาเยี่ยมเรา แล้วก็มาโอภาปราศัย ซักไซ้ไล่เลียงสัมผัส เพื่อที่จะได้รับความรู้ เกิดทักษะเกิดอะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้นนั่นแหละ ที่เขาถามประโยคหนึ่งว่า ศาสนาพุทธให้คนนี่หนีจากสังคม หนีจากโลก ทิ้งจากโลก ทิ้งจากเรื่องของแสงสีสังคม ความหวือหวาฟู่ฟ่าอะไร หรือแม้กระทั่งเขาเข้าใจเลยๆเถิดๆไป เหมือนกับพุทธ- ศาสนิกชนส่วนใหญ่เลยทุกวันนี้ เข้าใจกันว่า ศาสนาพุทธคือศาสนาหนีโลก พุทธ-ศาสนาหนีโลกนะ สรุปได้ง่ายๆว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพออาตมาบอกว่า ชีวิตของเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น พวกเราก็ไม่เป็นอย่างนั้น แล้วแถมยังบอกมีดูวิดีโอ ดูโทรทัศน์ด้วย แล้วเขาสงสัยใหญ่ เพราะเขาเองฟรานซิสกันนี่ คือพวกสืบทอดมาจากฟรานซิสโก้ นักบุญฟรานซิสโก้ ถ้าใครเคยดูหนังนักบุญฟรานซิสโก้ ก็คงจะรู้ว่าเขาเป็นผู้ที่เคร่งไปในทางมักน้อยสันโดษ แล้วก็ไม่เอาหนี เป็นคนมักน้อยอยู่จริงน่ะ เป็นๆเขาเรียกเป็นนักบุญผู้ยากไร้ ฟรานซิสโก้นี่ นักบุญผู้ยากไร้ เป็นนิกายอันนี้ นักบุญนิกายนี้ เขาก็มักน้อย เขาก็มีแนวโน้ม มีความเห็นไปค่อนๆไปในข้างที่น้อยๆอยู่ สอดคล้องกับทางฤๅษีอยู่ทีเดียว พอเขามาเห็นอย่างนี้ เขาก็ชักแปลกใจถาม อาตมาก็อธิบายไปเท่าที่มีเวลา ไม่ได้อธิบายรายละเอียดมากมายอะไรหรอก พอพูดพอคุยกันมีเวลาไม่มากไม่มาย อธิบายให้ฟังอย่างที่ได้ ท่านติกขวีโร ได้เล่าให้ฟังบ้างแล้ว ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นศาสนาเช่นนั้นหรอก เป็นศาสนาที่เขาเข้าใจผิดกัน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม อยู่กับสังคมไม่ใช่หนีสังคม เหนือสังคม อ
อ่านต่อ
ยู่เหนือลาภยศสรรเสริญ อยู่เหนือรสอร่อย อยู่เหนือความหลงติด อยู่เหนือความติดความยึดนั้นจริงๆ ไม่ได้ติดไม่ได้ยึดอะไร รู้เท่าทัน ก็เป็นผู้มักน้อยสันโดษ อยู่บนสิ่งที่มีมากมายนั่นแหละ อยู่บนลาภบนยศบนสรรเสริญบนโลกียสุขนั่นแหละ อยู่เหนือบนนั้น ไม่ต้องไปติด ไม่ต้องไปยึด ไม่ต้องไปเป็นโลกียสุข ไม่ต้องเป็นลาภ เป็นยศเป็นอะไรของเราอะไร แต่เราก็รังสรรค์อยู่ในโลก อยู่ในสังคมช่วยเหลือเขาตามฐานะได้ไปตามลำดับๆได้จริงๆ ทีนี้เมื่อเวลาเรามานำศาสนาอย่างนี้แล้วนี่ ชาวอโศกเราทำได้ขึ้นมาลักษณะพวกนี้ ทีนี้มาติดขัด มาติดขัดที่มันมีคำสอนซ้อนว่า เราเองเราไม่ไปหลงติดภาษาไทยมันซับซ้อนไม่ไปหลงยินดี ไม่ไปหลงยินดีภาษาไทยมันมีอย่างนี้ ไม่ไปหลงยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คำว่าไม่ยินดีมันก็เลยไม่ยินดี เมื่อไม่ยินดีมันก็เฉยๆ เฉยๆมันก็เป็นเฉยอันธพาล ที่อาตมาเคยย้ำแล้วมันมาเป็นอุเบกขาเฉยอันธพาล มันก็เลยกลายเป็นเฉยเฉื่อย เฉยชา เป็นการเฉื่อยชา เฉยชา มันไม่กระตือรือร้น มันไม่มีความภาคภูมิ มันไม่มีความชุ่มชื่น มันไม่มีความเบิกบานมันไม่มีความร่าเริงอะไร มันกลายเป็นจืดๆๆไปอย่างนั้นเลย ซึ่งลักษณะนี้เป็นลักษณะละเอียด ลึกซึ้ง พอเวลาปฏิบัติธรรมมาได้บ้างแล้วนี่ แล้วก็ยังเข้าใจในตัวลึกตัวนี้ไม่ได้นี่ มัน มันพูดยากเหมือนกันน่ะ ถ้าจะบอกให้คุณบอกว่า ยินดี ให้ยินดี ชมชื่น ชื่นใจ ไอ้นี่ซี นี่น่าดีใจน่ะ น่าได้ น่าอะไรขึ้นมา น่ายินดีนะนี่ มันเป็นลักษณะเหมือนกิเลสฟูใจ แต่ด้วยความจริงแล้ว มันเป็นกรรมกิริยาของกรรมกิริยาในฉันทะ ภาษาบาลีท่านเรียกว่าฉันทะ เป็นกรรมกิริยาของความที่รู้ดี ยินดี เข้าใจดีว่าไอ้นี่ดีแล้วนะ มันเป็นธาตุรู้ที่ลึกซึ้งอยู่เหนือความติด สำหรับพระอรหันต์เจ้านี่ มีธาตุรู้ที่รู้เหนือความติด ไอ้นี่ดี น่าที่จะสร้างขึ้น น่าที่จะมีอยู่ น่าที่จะรังสรรค์มันต่อไป เพราะว่ามันเป็นสิ่งสำคัญมันเป็นสิ่งจำเป็น มันเป็นสิ่งที่จะอาศัยในฐานะแต่ละฐานะ ผู้จะต้องอาศัยรสชาติ หรือว่ารูปลักษณะอะไรของมันที่ต้องปรุง ต้องแต่งขนาดนั้น ขนาดไหนก็แล้วแต่ตามฐานะ เขาก็จะต้องอาศัยขนาดนั้นเป็นสิ่งนำพา หรือเป็นสิ่งที่สดชื่น เป็นสิ่งที่เรียกว่าฉันทะนั่นแหละ ยินดี พอใจ เป็นสิ่งที่พอใจ ยินดี พอใจ พอใจ สุดท้ายจริงๆนี่มันใจพอ ฟังดีๆนะอาตมาพยายามอธิบายอยู่นี่ มันยาก มันเป็นเรื่องยาก มันเป็นเรื่องสัจธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นมา คือมันเป็นจุดบกพร่อง ที่เราชาวอโศกได้ดำเนินกันมาอยู่ขณะนี่นี่นะ บางคนก็ไม่ลดตัวรสอร่อย หรือตัวยินดี ตัวชื่นชอบ ตัวนี้มันเป็นกิเลสอยู่ในตัวด้วย แล้วมันก็เป็นการเรียนรู้เพื่อลดกิเลสตัวนี้ด้วย แต่อาการที่ยังเข้าใจด้วยภาษาที่ คำว่าฉันทะนี่ คืออาตมาไม่รู้จะแปลอย่างไร ภาษาไทยแปล ไม่มี คำที่จะแปลได้ดีกว่านี้ คำว่ายินดีหรือพอใจนี่ แปลฉันทะนี่ว่ายินดีหรือพอใจนี่ มันก็ได้แค่นี้แหละภาษาไทย ถ้ายิ่งไปแปลว่าชื่นชอบ มันก็ยิ่งเป็นกิเลส มันก็เป็นลักษณะของอาการที่มันสื่อให้เรารู้ว่า การชื่นชอบที่มันเป็นรสกิเลสแล้ว มันก็ยิ่งเป็นกิเลสที่คนปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะล้างอย่างไรแล้ววาง ชื่นชอบอย่างไร แล้วจะเปลี่ยนจิตเป็นจิตที่มีลักษณะฉันทะนี่แหละ แต่ไม่มีอาการของความชื่นชอบ ดูดติด ดูดๆติดๆแบบโลกๆนี่ จะทำอย่างไร เพราะสื่อด้วยภาษาคำบอกว่าชื่นชอบไป เขาก็วางไม่ได้ ก็ต้องมาบอกให้ออกว่า แม้แต่อาการชื่นชอบก็ต้องวาง แต่ฟังดีๆนะ ก็มีอาการยินดี หรือจะ ลักษณะจะว่าชื่นชอบ มันเป็นภาษาบอกแล้วว่า มันยังเชิงดูดๆติดๆมาก มากกว่าปกติ แต่ในลักษณะที่ไม่ดูดไม่ผลักนี่แหละ แต่รู้ว่าดีน่ายินดีน่าพอใจ น่าสนับสนุนให้มีให้เป็นอย่างที่ว่านี่ อาการจิตใจอย่างนั้นนะเขาเรียกว่าฉันทะ แล้วมันยาก มันยาก มันจะเป็นฐานะของแต่ละฐานะ ผู้มีภูมิธรรมแต่ละฐานะนี่ จะรู้อาการของจิตของตัวเองว่า มันละความดูดความติดลงไปได้เรื่อยๆ แต่มันก็มีความรู้ เป็นธาตุรู้ ที่รู้ว่า เออ มันก็น่ายินดี อาตมาก็ว่าภาษาไทยไม่มีภาษาแล้วนะ ยินดีนี่มันกลางแล้ว แต่ถ้าขยายนิดหนึ่งเท่านั้นแหละ มันจะรู้สึกทันทีเลยว่ามันเป็นกิเลส ชื่นชอบอย่างที่ว่านี่ อะไร เต็มใจ ยินดีเต็มใจ เต็มใจคุณก็ฟังคำว่าเต็มใจเฉยๆ มันไม่มีลักษณะความร่าเริง ถ้าเต็มใจมันก็ไม่มีร่าเริงอะไรเฉยๆ มันก็จะจืด แต่ถ้ายินดีมีลักษณะร่าเริงนะ มีลักษณะเบิกบาน เพราะฉะนั้นพุทธะเขาถึงแปลว่าเบิกบาน คือมีลักษณะที่ไม่ใช่เศร้าหมอง ไม่ใช่จืดๆชืดๆ แต่มีลักษณะที่ชื่น เต็มปลื้ม โอ้โฮ เต็มปลื้มเลย มันไม่แรงไปหรือเต็มปลื้มนี่ อาตมาว่า เขาใช้คำว่ายินดีนี่ แปลมาแต่ไหนแต่ไรนี่ มันก็ดูกลางๆดีนะ เอาเถอะ คุณจะใช้ภาษาอะไรนี่ ถ้าคุณรู้สึก อาตมาว่าภาษานี่พูดออกมาแล้วนี่ แต่ละคนก็มีความรู้สึกกับภาษานั้น หรือว่ามีค่าของอาการของจิตใจในแต่ละภาษานั้นๆ ก็ไม่เท่ากันอีกนั่นแหละ แต่รู้ความหมายก็แล้วกัน ว่าที่อาตมากำลังอธิบายนี่ มันเป็นความหมายที่มีอาการโน้ม โน้มเอนไปในทางที่เรียกว่า เป็นคนเบิกบานร่าเริงเป็นลักษณะจิตใจที่เบิกบาน ร่าเริง ไม่ติดไม่ยึดหรอก แต่ก็เบิกบานร่าเริง มีกำลังด้วย กำลังความกระตือรือร้น ความขวนขวาย ไม่ใช่ความเฉื่อยชา ชืดจืด เฉยๆกัน เฉยอันธพาล เฉยมิจฉาทิฐิ เฉยกระด้าง เฉยมะลื่อทื่อ เหมือนฤๅษีนะ ใครว่าอะไรก็เฉย แหม นี่ท่านบรรลุแล้ว ท่านไม่ยิ้ม เฉย อะไรท่านก็เฉย สงบ ดุษณีย์ นิ่ง มะลื่อทื่อ มันไม่ใช่ มันเบิกบานร่าเริง มันแสดงอาการกิริยาคอรัปชั่นเป็นชีวิตชีวาอยู่กับคน แล้วมันก็เป็นการแสดง หรือว่ามันเป็นการเกิด การเป็นในอากัปกิริยาของมนุษย์ธรรมดาๆ ที่มีอันนี้เป็นเครื่องอาศัย ท่านรู้แล้วละว่าอันนี้นี่ มันไม่ใช่ของเรา แล้วมันก็ไม่ใช่ตัวเรา ซึ่งเราจะติดจะยึด จะผูกใจไม่ยอมพรากไม่ยอมห่างไม่ได้ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่มันเป็นเครื่องอาศัย มันเครื่องอาศัยสิ่งอย่างนี้ ดีกว่าอาศัยสิ่งมะลื่อทื่อ แข็งเฉย อย่างนี้มันไม่เกิดมนุษย- สัมพันธ์ มันไม่เกิดความน่ารื่นรมย์ มันไม่เกิดสภาพที่จะกระตือรือร้น ขวนขวาย มีกำลัง มันไม่ มันพาให้เมื่อย มันพาให้หยุด มันเป็นการหยุดอย่างมิจฉาทิฐิ หยุดอย่างโง่ๆ เพราะฉะนั้น คนที่มีความเข้าใจไม่สมบูรณ์ในเรื่องนี้ จึงปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า กลายเป็นคนหยุดอย่างไม่มีบทบาทการงาน หยุดอย่างไม่ขยันหมั่นเพียร หยุดอย่างขี้เกียจ หยุดอย่างไม่ทำอะไร มันก็เลยกลายเป็นคนไร้ค่า กลายเป็นคนไม่สร้างสรร กลายเป็นคนไม่มีสมรรถภาพ กลายเป็นคนไม่เจริญ ซึ่งความจริงแล้ว อาตมาก็ว่ามัน ศาสนาพุทธนี่เป็นศาสนาสุดยอดแห่งความสมบูรณ์แบบ ในเรื่องที่ทำให้คนประเสริฐ มีคุณค่ามีประโยชน์ แล้วเรื่องของกิเลสอย่างที่อาตมากำลังพยายามอธิบายนี่ มันเป็นแนวลึก อาตมาเห็นว่าพวกเรานี่แม้แต่ในๆ ฝ่ายในนี่ที่อยู่ในพุทธสถาน ปฏิบัติธรรมตั้งแต่สมณะไปนี่ ก็ยังแก้ไขประเด็นนี้ยังไม่ได้ ที่อาตมากำลังอธิบายหรือเทศน์จุดนี้นี่ กำลังเทศน์เรื่องฉันทะนี่มากทีเดียว เพราะว่าฉันทะมันหมดแล้ว ฉันทะมันผิด ฉันทะของมันไม่ถูกลักษณะที่อาตมากำลังขยายความฉันทะนี่ ไม่ถูกลักษณะมันแล้ว มันกลายเป็นตัวไม่มีฉันทะ เพราะมันต้องมีฉันทะ มันต้องมียินดี แล้วมันไม่กลายเป็นตัวยินดี มันกลายเป็นตัวเฉยๆ มันกลายเป็นตัวจืดๆ มันก็เจ๊งซิ คนคนนั้นก็เจ๊งแล้ว เมื่อกี้อาตมาก็อธิบาย เขาก็เปิดเทปฟัง คนที่เริ่มไม่มีฉันทะนี่ อาตมาเทศน์ตั้งแต่ม้วนนี้นะ ที่เปิดม้วนนี้นี่ อาตมายังจำได้เมื่อกี้เปิดมานี่ ซึ่งอาตมาอธิบายไปแล้ว เขาก็อัดเท็ปไว้นี่ ว่าคนที่ขาดฉันทะนี่คือคนขาดภูมิคุ้มกัน ชนิดที่ร้ายแรงยิ่งกว่า HIV คือโรคขาดฉันทะ นี่เป็นโรคที่ร้ายแรงกว่าเป็นโรคเอดส์ ตัวไวรัส HIV นี่คือตัวไวรัสขาดภูมิคุ้มกัน คือไวรัสเอดส์ เพราะฉะนั้นใครที่ขาดฉันทะนี่ลงไปเมื่อใดแล้วละก็ เมื่อนั้นผู้นี้มีโรคที่ร้ายแรงกว่าโรคเอดส์ ไม่ใช่อาตมาแกล้งพูดนะ คนนั้นเป็นคนที่นับวันเสื่อม ไม่ใช่ตายเท่านั้น โรคเอดส์นั้นตายร่างกายเท่านั้นนะ แต่คนที่ขาดฉันทะนี่นะ เป็นคนที่ตายทั้งๆที่ชีวิตยังดิ้นอยู่ แล้วเน่าด้วยนะ แล้วเสื่อมด้วยนะ แล้วเลวลงไปด้วยนะ ทราบลงไปด้วยนะ เพราะมันตายยิ่งกว่าตาย ตายเน่า ตายเหม็น ตายทุเรศทุรังการ ถ้าจะว่าตายแล้วมันไม่ใช่ตายดีเลย คนที่เป็นโรคขาดฉันทะนี่ ร้ายแรงมาก ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ถ้าทางโลกคุณขาดฉันทะ คุณขาดความยินดี ความกระปรี้- กระเปร่า ความภาคภูมิอะไรก็แล้วแต่เถอะ ถ้าอธิบายให้มันสูงๆขึ้น ให้มันดูฟังแล้วมีความหมายแรงๆที่เข้าใจนะ ความยินดีมันมีความภาคภูมิ มันมีความสดชื่น มันมีความร่าเริง ความเบิกบานนะ ลักษณะของมันนะ แต่ซ้อนเชิงลงไปอีกที ผู้ที่ปฏิบัติธรรมสูงแล้วนี่ เมื่อมีสิ่งเหล่านี้นำแล้ว ก็ต้องปฏิบัติซ้อนลงไปอีก ไม่ให้ขาดฉันทะ แต่ต้องไม่ติดฉันทะ ไม่นึกว่าฉันทะ ไม่เห็นว่าฉันทะเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตน เป็นอัตตา เป็นอัตนียา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นธาตุหนึ่งอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ ที่มนุษย์จะต้องมีอาศัย พระอรหันต์เจ้าต้องมีฉันทะเป็นเครื่องอาศัย พระอริยเจ้าต้องมีฉันทะเป็นเครื่องอาศัย แม้แต่คนธรรมดานี่ไม่ใช่พระอริยะ เป็นปุถุชนนี่ เขาก็มีฉันทะ เขาก็ต้องมีความยินดีเป็นเครื่องอาศัย เขาทำมาหากิน โอย ได้เงินดีไปเล่นไพ่ได้เงิน แหม ฉันทะ เกิดฉันทะ เกิดยินดี เล่นไพ่ได้เงิน แล้วก็ติดใจ ก็ไปมีอาชีพเล่นไพ่ หรือไปทำงานเล่นไพ่เพื่อหาเงิน เพราะติดใจ ไปโกงเขาได้เงิน ไปคอร์รัปชั่นได้เงิน ไปเป็นรัฐมนตรีแล้วก็คอร์รัปชั่นได้เงิน โอย ติดใจ เพราะฉะนั้นก็พยายามที่จะไปเป็นรัฐมนตรี ที่มันมีช่องทางคอร์- รัปชั่น แล้วก็ไปคอร์รัปชั่นมาจนได้ ก็ชอบใจ ก็มีชีวิต มีฉันทะ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าสู้นะ ต้องต่อสู้หนักหนาก็เอา เพราะมันมีฉันทะ ฉันทะที่มีแรงมาก เพราะฉะนั้นขาดฉันทะแล้วไม่มีแรง หมดแรง ขาดฉันทะแล้วหมดแรงต่างๆ ถึงบอกว่าเป็นการขาดภูมิคุ้มกัน หรือขาดสิ่งที่สำคัญของชีวิต ภูมิคุ้มกันตัวนี้ของมนุษยชาตินี่ตัวฉันทะนี่นะ ถ้าขาดฉันทะนี่ คือขาดภูมิคุ้มกัน หรือภูมิที่จะช่วยชีวิตมนุษย์อย่างร้ายแรงยิ่งกว่าเอดส์ แม้แต่ทางโลกบอกแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่หากินทางทุจริตก็ตาม เขาก็มีฉันทะในงานหรือบทบาทที่เขาได้มา เขาก็ยินดีภาคภูมิในสิ่งที่เขาได้ พอใจ ยินดีพอใจในสิ่งที่เขาได้อันนั้น หรือไม่เลวอย่างนั้น ไม่ใช่ปุถุชนอย่างเลวไปทำงาน ทุจริตแล้วก็ยินดีในงานทุจริตของตน ไม่ทำงานทุจริต แต่ทำงานที่สุจริตขึ้นมาว่าอย่างนั้นเถอะ ทำงานสุจริตขึ้นมาแล้วเขาก็ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข เขาก็ภาคภูมิมีฉันทะในในงานนั้นอีก ตามฐานะของคนที่เจริญขึ้นมาหน่อย คนไม่เจริญก็ไม่มีงานอบายมุข งานเลว งานชั่ว งานต่ำ อย่างที่กล่าวแล้ว คนเจริญขึ้นมาไม่เอาแล้วงานชั่ว งานต่ำ เขาก็มาพากเพียรในงานที่เจริญขึ้นไปกว่านั้น ดีขึ้นไปกว่านั้น สัมมาอาชีพขึ้นมากกว่านั้น แต่ก็ยังมีบทบาทเอาเปรียบเอารัดอะไรอยู่พอสมควร ตามฐานะของคนโลกๆนะ แต่ดีขึ้นกว่าอบายมุข ดีขึ้นกว่าทุจริตกรรมต่างๆนั้น เขาก็ยินดี เขาก็ต้องฉันทะในงานนั้น ฉันทะในกิจนั้น ทีนี้พอได้มากๆขึ้นมาแล้วนี่นะ มันก็ชักจะเมื่อย มันก็ชักจะได้ระบบที่มันหมุนเวียนให้แก่ตัวพอสมควรแล้ว มันเป็นระบบ ในโลกนี้พอสร้างแล้วมันจะเกิดระบบ แล้วมันก็เป็นกลไกที่หมุนมาให้แก่ตัวเอง โดยเฉพาะยิ่งเป็นระบบทุนนิยม สร้างกลไกสร้างเครือข่ายสร้างระบบเอาไว้ โอ้โฮ ซับซ้อนหลายชั้น สุดท้ายพอมาเป็นผู้หัวหน้าใหญ่วางระบบไว้ดีแล้ว นั่งกินนอนกินไม่ต้องทำอะไร โรคขี้เกียจก็เข้ากิน เข้าแทรก คนนี้หมดฉันทะที่จะทำงาน มีแต่จะใช้คนอื่น มีแต่จะให้คนอื่นทำ ตัวเองก็ได้ ได้สมโลภแล้ว แต่ว่าจะลงไปทำงานนั้นน่ะ ไม่ทำแล้ววางมือมาเรื่อยๆ นี่เป็นระบบของโลกของโลกียะ แล้วมันก็จะหนีงานหนัก มาสมัครงานเบา แต่ถ้าใครยังยินดีในงานหนักนั้นอยู่นะ คนนั้นไม่ล่มสลายง่าย ระบบทุนนิยมมันซับซ้อน มันก็เป็นกลไกที่มันดูดมาให้แก่ ผู้ที่ วางโครงสร้าง หรือวางระบบกลไกของไอ้นั่นแหละ ใครทำได้ ใครสามารถที่จะสร้างกลไกอันนั้นให้แก่ตัวเองได้ คนนั้นก็ได้เปรียบมาก ร่ำรวยมาก แต่ก็มีบาปมากๆ ซึ่งอาตมาได้ขยายความมากแล้วเรื่องเหล่านี้นะ วันนี้ขยายความไปก็คงไม่ถึงนะ อาตมาจะขยายความตัวฉันทะนี่ ตัวนี้ให้เห็นสำคัญ ที่โลกๆก็เป็นอย่างนี้ อะไรนะ ความเพียรมันต่อจากฉันทะ มันมีฉันทะนี่สำคัญกว่าความเพียร ถ้ามีฉันทะแล้วมันจะเพียรตาม ถ้าฉันทะไม่มีแล้วเพียรนี่ดูเป็นอืดเลยนะ เข็นยากนะความเพียรนี่มันไม่มีฉันทะ แต่มันรู้ว่ามันดี แต่มันไม่มีฉันทะนี่ มันไม่มีความยินดีเท่าไรหรอก แต่ว่าเพียร เอาเถอะน่ามันก็ควรจะทำนี่นะ มีปัญญารู้ว่ามันดี เอ้า เข็นเพียร เอ้า ขยันนะ อืดนะ แต่ถ้ามีฉันทะนำนี่เพียรก็ดูคล่องตัว เพียรก็ตามมาง่าย เพราะฉะนั้นฉันทะนี่ มันไม่ใช่ธาตุตัวเดียวกับกับเพียร มันวิเศษกว่าเพียร นำหน้าตัวเพียรได้ดี มีตัวเพียรแล้ว โอ กว่าจะเกิดฉันทะ กว่าจะเกิดความยินดี ต้องพิสูจน์กันนาน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีฉันทะก็ต้องเข็นตัวเพียรเข้าสู้ เพียรพิสูจน์ เพียรสร้างๆ ถ้ามันได้ผลขึ้นมา มันจะเกิดฉันทะได้เหมือนกัน บอก เฮ้ย รวยนี่ ได้นี่ นี่แนวโน้มของโลกียะนะ ไปเจอรวยก็ชอบ ได้ลาภก็ชอบ ได้ยศก็ชอบ ได้สรรเสริญก็ชอบ หรือได้เสพย์โลกียสุขตามที่ตัวสมใจ ในอุปาทานของตัวก็ชอบ โลกียะก็เป็นอย่างนั้น มันก็จะเกิดหมุนเวียนระหว่างฉันทะกับวิริยะนี่แหละ ถ้ายังไม่มีฉันทะก็เข็นวิริยะ เข็นความเพียรก่อน เพียรจนได้ผล แล้วก็มาพิจารณา โอ้ มันดีนี่ๆ ฉันทะก็จะตาม พอฉันทะตามวิริยะก็จะมากขึ้น ก็จะเกิดฉันทะวิริยะ ฉันทะวิริยะ แต่ถ้าเผื่อว่า มันมีฉันทะนำนะ วิริยะนี่ตามได้ทันที เพราะฉะนั้นตัวฉันทะจึงสำคัญกว่าวิริยะ แต่ถ้าไม่มีฉันทะก็ต้องเข็นตัววิริยะขึ้น สร้างจนกว่ามันจะได้สิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่มี แล้วก็ถึงจะมาพิจารณาไอ้สิ่งที่ได้ ที่เกิด ที่เป็น ที่มีว่า มันน่ายินดี แล้วมันจะเองนะ มันจะเกิดพอใจ มันจะเกิดยินดีเอง เมื่อเราได้ผล ได้รับสิ่งที่เรามุ่งมาดปรารถนา ต้องการ มันก็จะยินดี มันก็จะเกิดฉันทะ ในโลกีย์ก็ตัองใช้ เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าโลกนี้ถ้าขาดนะ แม้ในโลกีย์ก็ยิ่งกว่าเอดส์ ในโลกุตระก็เหมือนกัน ยิ่งกว่าเอดส์ ตัวนี้จึงสำคัญมากในมนุษยชาติ อาตมาไม่ได้พูดเกินไปนะ ฟังดีๆ ไม่ใช่มาพูดโมเมเล่นนะ ไม่ใช่มาสมมติเล่นๆนะ มันจริงอย่างนั้น ฉันทะตัวนี้ แล้วฉันทะนี่แหละน่ารื่นรมย์ ไอ้ตัวมีธาตุฉันทะที่จริงแล้วนี่นะ จะแปลเป็นไทยว่าความยินดีพอใจนี่เท่านั้น อาตมาว่ามันไม่พอ แต่มันก็ฟังได้ มันมากๆกว่านั้นมันจะหวือหวาไป น้อยกว่านั้นมันก็จะอ่อนไป คำว่าฉันทะนี่ น้อยกว่าคำว่ายินดี น้อยกว่าคำว่าพอใจ มันก็จะอ่อนไป ลีลาของมัน หรือว่าลักษณะสภาว- ธรรมก็จะอ่อนไป เพราะฉะนั้นใครมี ใครเกิดธาตุตัวนี้ มีธาตุตัวนี้ใช้อยู่ตลอดเวลาเลยนะ สร้างให้ตัวเองมีฉันทะอยู่ตลอดเวลาเลย เจริญ ไม่ว่าจะอยู่ทางโลกหรือทางธรรม เป็นแต่เพียงว่าทางโลก โลกียะนั้นอย่างที่อาตมาอธิบายไปแล้ว ทีนี้มาทางธรรม มันก็นัยคล้ายกัน ใหม่ๆมาปฏิบัติธรรมนี่ โอ้โฮ ได้ผลนะ คนที่มีบารมีนี่ปฏิบัติมีบุญเก่านี่ มีบารมีเก่า โอ๊ ลดไอ้นั่นก็ได้ ละไอ้นี่ก็ได้ มันย้อนแย้งกันอยู่นะ ผลของเรา เราเข้าใจด้วยปัญญาแล้วว่ามาลดละ มาเลิกอบายมุขก็เลิกได้ โอ ดี เห็นคุณค่าในการเลิกอบายมุขได้ ลดรสชาติของอบายมุขก็ได้ ไม่ติดละ ไม่เอาแล้ว อบายมุขเราละได้อย่างสบายแล้ว ไม่ต้องไปบังคับใจ ไม่ต้องไปฝืนอะไรก็ได้แล้ว สบายเห็นมันก็อยู่เหนือมันได้แล้ว อบายมุขหรือ เคยสูบบุหรี่ เคยสูบฝิ่นดื่มเหล้า แล้วก็เคยเล่นหวย เล่นเบอร์ เล่นการพนัน เห็นการพนันก็เฉยๆจืดๆอันนั้นแหละคือจืดๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าไร้ฉันทะ เห็นไหมในจิตวิญญาณนี่ มันซ้อนแซงกันอยู่ มันซ้อนกันอยู่ อุเบกขาที่จืดนะจืดนะ เฉย วาง ไม่มีการอยาก หรือไม่อยาก ไม่มีผลัก แต่ไม่ได้หมายความว่า จิตใจก็จืดไปตามด้วย ไม่ มันมีธาตุ มีเจตสิกตัวฉันทะอยู่ด้วย นี่เป็นลักษณะของจิตที่มันมีองค์ประกอบที่สมบูรณ์ของพุทธ ไม่ใช่เป็นอย่างฤๅษีที่อธิบายผิดไป จืดก็เลยจืดไปหมดเลย แห้งไปหมดเลย เฉยก็เฉยไปเลย จิตก็เลยไม่มีกำลัง อะไรเลยจิต ก็เลยกลายเป็นจิตแห้งๆ เพราะฉะนั้นถ้ามีจิตตัวนี้แล้ว มันก็ไม่ก้าวหน้าไปไหนเลย มันจะคอยพาถ้าเข้าใจผิดและพลอยพาจืดไปหมด เริ่มต้นตั้งแต่เลิกอบายมุขนี่มาทางโลกุตระแล้วนะ เริ่มต้นตั้งแต่รสชาติของอบายมุขก็จืด จืดก็เลยบอก เออ ก็จืด ก็ไม่กระตือ รือร้นอะไรมันก็จืดไปอีก ทีนี้จะเข็นมันขึ้นมา เอ้า ถ้าคุณมีปฏิภาณแล้วคุณก็บอก เออ เลิกอบายมุขมาได้นะ มันก็ยังเจริญขนาดนี้นี่นะ เราก็ยังได้หยุด ได้ว่าง ได้เบาขนาดนี้นะ แต่ความเคยทางปุถุชนมานี่ มันก็จะมีความรู้สึกอยู่อันหนึ่งเหมือนกันว่า มันจืดๆชืดๆอย่างนี้ คนในทางปุถุชนก็จะมานึกเดาเลยนะว่า เอ๊ มันจืดๆอย่างนั้น มันมีความกระตือรือร้นอะไร มันก็คงว้าเหว่ อ้างว้างเหี่ยวๆแห้ง มันจะสดจะชื่นอะไร เพราะมัน มันนึกไปว่า ไอ้ ธาตุฉันทะนี่มันเป็นอย่างไร ไม่มีใช่ไหม อธิบายไปอย่างอุเบกขาเลยวางเฉยจืดๆชืดๆ มันก็ต้องเดาอย่างนี้ อาตมาถึงบอกว่าไม่ใช่นะ ธาตุของพระพุทธเจ้า ธาตุอุเบกขา นั่นมันมีฉันทะนะ มันมีฉันทะ มันมีมุทิตา มันมีฉันทะ มันมีปีติ แต่ปีติมากๆ ปีติแรงกว่าฉันทะ นั่นคือความฟูใจมากๆ ใจได้ใหม่ๆนี่ โอ้โฮ ตื่นเต้น มันแรงนะ มันความดีใจ ปลื้มใจ ตื่นเต้นแรงนะ มันแรง ธาตุตัวนี้แรงกว่าฉันทะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราได้ลักษณะนี้ขึ้นมาประกอบอยู่แล้ว แล้วเราก็พิจารณาซ้อนลงไปอีก ตอนแรกๆมีไว้ก็ดี ยังไม่ต้องไปละไปล้างอะไรก่อนไม่เป็นไร โสดา สกิทา จะมีบ้างก็ได้ เพื่อที่จะให้จิตวิญญาณของเรานี่ไม่จืดชืด ไม่แห้ง ไม่แข็ง ไม่วางไว ไม่ปล่อยไว จนกระทั่งไม่มีกำลังทำขั้นสูงต่อไป เหมือนกันกับชาวโลก เอาละกลับมาอธิบายอย่างชาวโลกีย์ก่อน เขาแสวงหาขนาดนี้ มีงานขนาดนี้ เขาก็ได้สิ่งที่ได้เป็นลาภเป็นยศเป็นสรรเสริญ ขนาดนี้พอใจแล้ว พอใจของเขานะ เสร็จแล้วเมื่องเขาได้ไปนานๆ แล้วเขาก็เลย เออ มันก็ได้แล้ว เป็นกลไกแล้ว มันเป็นกลไกที่หมุนมาให้เขาแล้ว เขาพอแล้ว เขาไม่มาก เขาไม่ตะกละตะกลาม ไม่ทะเยอทะยานกว่านี้ คนนี้ก็จะหมดฉันทะลง ก็จะหมดความภาคภูมิ หมดความกระตือรือร้น หมดจุดที่จะขวนขวายเพิ่มขึ้น ก็จะหาทางวาง หาทางปล่อย แล้วก็ไม่ทำอะไรต่อเพิ่มสูงขึ้นไปกว่านี้ เพราะฉะนั้น ความเจริญกว่านี้ แม้ในทางโลกก็ไม่มี ฉันใดก็ฉันนั้น ทางโลกุตระก็เหมือนกัน ได้คุณธรรมระดับหนึ่ง เป็นพระโสดาบัน อบายมุขเลิกได้ ศีลห้าปฏิบัติได้ ไม่หยาบคายแล้ว การที่จะมีจิตอำมะหิต ในศีลข้อที่ 1 ก็ลดลงแล้ว ไม่โทสะ ไม่พยาบาทรุนแรง ไม่มีความรุนแรงอะไรมากแล้ว ศีลข้อที่ 2 ก็ไม่ทุจริต ไม่ตะกละตะกลาม ขี้โกงหลอกลวงเอา ก็ไม่เอาแล้ว แต่ก็เป็นคนยังได้เปรียบนะ ยังเฉลียวฉลาด ด้วยกฎหลักของสังคม ทำมาหากินใช้กลไกระบบ ทุนนิยมอะไรก็แล้วแต่ อยู่ในสังคม ก็ไม่ถึงโกง แต่ถือว่ายุติธรรมแล้วละ สุจริตแบบโลกๆเขากำหนดหมาย ต่างยอมรับว่าอย่างนี้ไม่ถือว่าทุจริต แม้จะออกหลักเกณฑ์มานี่ตามกติกานะ ตามหลักเกณฑ์อย่างนี้นะ ทั้งๆที่กติกานั้นเป็นกติกาเอาเปรียบ ของระบบทุนนิยมก็ตาม ที่อาตมาเคยพูดหลายอย่าง ฟังไว้อีกทีหนึ่ง ข้าราชการนี่ เงินเดือนข้าราชการฉ้อฉล ไม่ยุติธรรมหรอก เอาเปรียบ ฟังไว้ ไม่ใช่อาตมาว่าข้าราชการ แต่ที่จริงว่านะ เพราะว่าเขาตั้งระบบ อันนั้นมา ตั้งอัตราเงินได้อะไรมา ซึ่งที่จริงมันเอาเปรียบ ยิ่งข้าราชการการเมืองด้วย โอ้โฮ โห เจ้าประคุณเอ๊ยตั้งขึ้นมาตอนนี้ นายกแสนกว่า เดือนละ รัฐมนตรีเท่าไหร่ 9 หมื่น ส.ส. 7 หมื่น ไม่ถึงนี่เขาว่าลด 7 หมื่นกว่า หา รัฐมนตรี 9 หมื่น นายกแสนกว่า พวกนี้กินทองคำ เอาเงินไปซื้อทองคำกิน แพงนี่ มากินทองคำ ต้องกินแพงใช้เงินแพง คือมันฉ้อฉลนะ มันเอาเปรียบเอารัดจนกระทั่ง เขาก็ถือเป็นยุติธรรมใช่ไหม อัตราสังคม แท้ที่จริงมันไม่ เอาละเขาถือเป็นสุจริตแล้ว โอ้ นี่ไม่ได้ไปโกง ก็เป็นอัตราของสังคมนี่นะ เขาก็ถืออย่างนี้ เอาเถิดคุณไม่ไปโกง ไม่ไปฉ้อฉลหลอกลวงทุจริตมากกว่านั้น คุณรับขนาดนี้เขาก็ถือว่าเป็นความสุจริตทางสังคม ยุติธรรมของสังคมเท่านั้น แต่ในความซับซ้อนนะ มันยังฉ้อฉล มันยังเอาเปรียบเอารัดอยู่จริง หรืออัตราของพวกบริษัทห้างร้าน นักธุรกิจตั้งราคาอันนั้นอันนี้ไว้ มันก็ฉ้อฉลเหมือนกัน มันฮั้วกัน บอกฮั้วกำหนดราคาอย่างนี้ ลื้อจะทำไม อั๊วก็กำหนดเอาไป มันก็มีฤทธิ์เดชอยู่ทางสังคมทุกวันนี้แหละ อาตมาก็ขอยืนยันว่ามันก็ตั้งอัตราไว้ สำหรับความได้เปรียบของพวกนี้แหละ เพราะฉะนั้นพวกที่ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีแรง เป็นคนชั้นล่างนี่ ก็ถูกพวกนี้แหละครอบงำระบบทุนนิยมอยู่อย่างนี้ กำลังช่วยอยู่ แต่ยากเหลือเกิน แล้วพวกนี้ไม่ยอมลดราวาศอกเลย เขาไม่ยอมเสียแต้ม ช่วยอยู่อย่างไร ก็พาที่จะมาหัดจนนี่ อาตมาไม่ได้พามาหัดรวยเหมือนทุนนิยมนี่ มาหัดจนแล้วก็ให้ขยันทำงานเพื่อที่จะเกื้อกูลกัน ซึ่งขณะนี้ก็ถูกขัดถูกแย้ง ถูกต้าน เขาก็ต่อสู้นะ เขาก็กลัวเสียบัลลังก์ของเขา เผยแพร่กระจายไปอยู่นี่ มาค้าขาย ราคาการค้าระบบบุญนิยมนี่ จะต้องขายราคาต่ำกว่าตลาด แข่งกันต่ำ ไม่ใช่แข่งกันสูง ทุนนิยมเขาจะแข่งกกันสูง ใช้เล่ห์เหลี่ยม ใช้วิธีการอะไรก็ตามใจ นั่นเป็นทางทุนนิยมซึ่งผิด แล้วสังคมก็ยิ่งพัง ใช่มันยิ่งเอาเปรียบเอารัดกันเข้าไปอย่างจัดจ้าน ก็ต้องขยายถ้าคนที่มีจิตใจที่เข้าใจทางนี้ แล้วจะมาช่วยทางนี้ เราก็ปฏิบัติตัวเราให้ลดความมักได้ หรือลดกิเลสโลภเห็นแก่ตัวลงไปเรื่อยๆจริงๆ แล้วยิ่งเราทำก็ได้ฝึกตัวเองจริงๆ ก็ลดต่ำกว่าราคาตลาดให้ได้มาก ใครลดให้ได้มากเท่าไรก็เป็นการเจริญมากเท่านั้น จนกระทั่งสามารถมีระบบ มันขายเท่าทุนได้ เท่ากับราคาทุนได้ อยู่ได้ไหม ทุกวันนี้ในระบบของอโศกมีหมดนะ ราคาต่ำกว่าราคาตลาดก็มีแล้ว การค้าพาณิชย์ของบุญนิยมนี่ พยายามเจตนาของราคาตลาดเท่าไร เราก็พยายามขายต่ำกว่าตลาดให้ได้มากขึ้นๆ มีอยู่เดี๋ยวนี้เราพยายามอยู่ ไม่ใช่ว่าบริษัทพลังบุญ หรือว่าร้านค้าอื่นๆ บริษัทอะไรก็แล้วแต่ที่เรากำลัง ทำเครือข่ายของเรานี่ ก็พยายามทำ เสมอทุน เท่าทุน แล้วก็ต่ำกว่าทุน จนกระทั่งฟรี นี่เป็นทิศทางอย่างนี้จริงๆ เราเห็นจริงแล้วเราก็มาเจตนาทำ สร้างระบบให้มีความเป็นอยู่ เราก็อยู่รอด นี่การพาณิชย์ระบบบุญนิยม ต่อไปนี่พาณิชยศาสตร์จะต้องมาเรียน อาตมาคงจะต้องไป (Lecture) เล็คเชอร์บ้างก็ได้ แต่ไม่คิดค่าเล็คเชอร์หรอก เป็นอาจารย์ก็ไม่คิดค่าเล็คเชอร์หรอก แล้วอยากจะให้ได้รู้ด้วยจริงๆ แล้วมันจะทำได้อย่างไร ทุกวันนี้ก็พิสูจน์ความจริงๆไปเรื่อยๆอยู่ เป็นไปได้ ทุกวันนี้เราเป็นไปได้แล้วนะ ที่อาตมาพูดนี่เป็นไปได้แล้ว ในความหมายของคำว่าทุนนี่ เขาไม่ได้หมายความว่า คือสิ่งที่ซื้อมาเท่านี้ แล้วก็ทุนทั้งหมด ไม่ใช่ เขาเอาหรือผลิตอะไรนี่ เขาไม่ใช่เอาแต่ของซื้อวัสดุมาแล้วก็คือทุน ค่าแรงงาน ค่าความรู้ ค่าโสหุ้ยอะไรต่างๆ เขาก็บวกมาหมด แม้แต่ยังบวกว่า บวกเออเร่อ (error) ไว้อีกเท่านี้เปอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive