351031 ความปรารถนาของอาริยชน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351031ความปรารถนาของอาริยชน โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
ความปรารถนาของอาริยชน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2535 ณ พุทธสถาน สันติอโศก
เจริญธรรม ท่านผู้ยังใฝ่ในธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย เมื่อวานนี้ อาตมาได้ขยายความในเรื่อง ปาปิกา อิจฉา เรื่องของความต้องการ หรือความปรารถนา หรือว่าความมุ่งหมาย มุ่งมั่น คนเราต้องมีความมุ่งหมาย มุ่งมั่น มีจิตใจที่จะต้องอาศัยเจตสิกตัวนี้ อิจฉาวจรนี่ จะต้องมีอยู่เสมอ นอกจากเวลาพักหยุด เราต้องมีจิตตัวนี้เป็นตัวทำงานในความเป็นมนุษย์ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว มนุษย์เราอยู่แช่ๆ เฉื่อยๆ อยู่เฉยๆ ไม่มีปรารถนาอะไร ไม่อยากอะไร อย่างคนที่เข้าใจแบบสุดโต่ง เป็นแบบพาซื่อนะ เป็นมะลื่อทื่อ ว่าคนที่จะเป็นพระอาริยเจ้า ก็คือคนที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่อยากอะไร อยากอะไรก็ไม่อยาก ไม่อยากอะไรก็ไม่อยาก กลายเป็นคนทึ่มๆ ทื่อๆ เลย กลายเป็นการทำจิตใจให้อยู่เฉยๆ เฉยแบบเฉย ที่อาตมาก็เคยว่าหลายทีแล้ว เฉยเด๋อ เฉยขาเก เฉยเซ่อๆซื่อๆ มะลื่อทื่อ ทำตัวเป็นก้อนดินก้อนหินไปเลย นั่นเป็นการเข้าใจผิดนะ ในคนเป็นอย่างนั้น ก็ทำให้เป็นอย่างนั้นได้ แต่ว่าทำให้คนเป็นอย่างนั้นแล้ว คนอย่างนั้น ก็คือคนไร้ค่า คนที่โง่ลงๆ ก็เท่ากับทำให้ตัวเองกลายเป็นแท่งวัตถุ กลายเป็นสิ่งที่ไร้คุณไร้ค่าลงไป แต่แท้จริงก็เป็นไม่ได้ๆ ไม่ได้อย่างสมบูรณ์หรอก มันจะต้องมีความปรารถนา มีความต้องการ ต้องการอย่างนั้น อย่างนี้บ้าง เช่น มันมีทุกข์ สรีระร่างกายปวดเยี่ยวแล้ว ปวดอุจจาระแล้ว มันก็ต้องการไปเยี่ยว ต้องการไปอุจจาระ เป็นธรรมดา ธรรมชาติ อย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเวลาอาหารมันพร่อง ร่างกายต้องการอาหารแล้ว แม้จะเป็นเรื่องร่างกายต้องการอาหาร ประสาทหรืออะไรมันก็ต้องต่อเนื่องมาถึงจ
อ่านต่อ
ิต ก็ใช่ เป็นธรรมดา ก็จะต้องแสวงหาอาหาร ต้องการอาหารมาให้ตัวเองที่จะยังขันธ์ต่อไป ก็ต้องการอาหารมาให้แก่ตัวเอง เพราะเขาก็ต้องการ เรียกว่าหิวก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ใช่โหยหานะ หิวหรือว่าเป็นภาวะจะต้องเป็นธรรมชาติอันหนึ่งซึ่งสัญชาตญาณหรือว่าจิตวิญญาณจะเป็นตัวรู้ จะต้องเป็นไปโดยจริง โดยตรง ไม่ถึงกับขนาดเกินการ ไม่ถึงขนาดที่จะต้องเป็นกิเลสที่จะต้องบำเรอบำบัดอะไรเกินการ แต่ควรดำเนินไปอย่างสมดุลสมบูรณ์ ชีวิตร่างกายควรตั้งอยู่ ควรดำเนินไป ควรมีอาหารเข้าไปสังเคราะห์หมุนเวียนให้ได้สัดส่วน พอเหมาะพอดี มัชฌิมา ปานกลาง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น หรือแม้แต่ว่าชีวิตของคน เมื่อเข้าใจแล้ว เราจะต้องมีจิตเจตจำนง หรือว่าต้องการ หรือว่ามุ่งหมาย มีมโนสัญเจตนา การกำหนดโดยภูมิธรรม โดยปัญญา รู้ว่าเราควรจะต้องเจตนาอะไร กำหนดสร้างสรรอะไร ทำอะไร มีคุณค่าอะไร ซึ่งเราใช้ชีวิตร่างกายของเรา ความรู้ ความสามารถของเรานี่ กอปรก่อประโยชน์คุณค่าอะไรในโลกได้กว่าจะตาย ลงมือสร้างสรร ลงมือทำกิจทำการ ทำนั่นทำนี่ ซึ่งไม่ใช่ความเสื่อมของชีวิต ไม่ใช่ความเสื่อมของร่างกายเลย ถ้าชีวิตได้ทำงาน ได้ออกกำลังกาย นี่แหละทำงานเป็นการออกกำลังกายไปในตัวนี่ มันก็เกิดการหมุนเวียนร่างกายที่ดี สังเคราะห์ดี ชีวิตก็แข็งแรง ชีวิตก็สมดุล ชีวิตก็เป็นไปด้วยดี เกิดความชำนาญ เกิดความสามารถ เกิดการสร้างสรร เป็นประโยชน์คุณค่าด้วยในตัว ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องเหลวไหลอะไร เป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นคนเราจะต้องมีตัวสำนึกนี้ หรือมีตัวกรรมกิริยาอันนี้ ที่จะต้องเป็นไปอยู่ ดำเนินอยู่ จึงเรียกว่าเป็นการต้องการที่ไม่ใช่กิเลส ไปตัดรอบของคำว่ากิเลสตรงไหน ตัดรอบคำว่ากิเลส ตรงที่ว่าไม่ได้ทำมาบำเรอตน เป็นการทำให้ตนเองติดยึด ทำให้ตนเองเกิดโลภจัดเกินขีดเกินควร แทนที่จะเสียสละ เผื่อแผ่เกื้อกูล สร้างสรรขึ้นมา ก็เพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติ เพื่ออะไรต่อมิอะไร ต่างๆนานา โดยไม่ใช่ว่าเพื่อที่จะต้องร่ำรวย ตนเองได้เปรียบ ตนเองจะต้องสะสมกอบโกยอะไร ไม่ใช่ สร้างขึ้นโดยการช่วยเหลือโลก โลกทุกวันนี้ยิ่งพร่อง โลกทุกวันนี้ยิ่งขาดแคลน ยิ่งไม่มีอะไรที่พอเพียง เราก็รังสรรค์ช่วยกันขึ้นมา เราก็กระทำกันขึ้นมาได้ ทำอะไรได้ ทำ สมัยพระพุทธเจ้านั้น ไม่ต้องสร้างสรรอะไรมาก ธรรมชาติยังอยู่อีกเยอะ ยังอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้เยอะ เพราะฉะนั้นงานในด้านที่จะรังสรรค์ สร้างสรรสิ่งที่ขาดแคลนบกพร่อง ยังไม่พร่องเท่าไหร่ 2,000 กว่าปี การพร่องในอัตราการพร่อง หลังๆมานี่ มันพร่องเอามากๆ เพราะคนผลาญมาก จำนวนคนก็มากขึ้น ความโลภจัดก็มากขึ้น การทำลายจึงมากขึ้น ไม่ว่าวัตถุดิบ ไม่ว่าการสังเคราะห์ที่โง่ๆเง่าๆ การทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดดิน น้ำ ลม ไฟ อะไรนี่ อากาศธาตุอะไรเน่าเสีย จิตวิญญาณมนุษย์ก็เลวร้ายเน่าเสีย เสื่อมโทรมลงไปหมด ทุกธาตุ ทั้ง 6 ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ 6 ธาตุเสื่อมหมด เสื่อมร้ายกาจ อัตราการเสื่อมหนักหนาสากรรจ์ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็น คนเราจึงต้องมีเจตนารมณ์ มีความมุ่งหมาย มีความต้องการ ที่จะต้องเห็น ต้องรู้ว่า เออ เราต้องช่วยโลก ต้องการช่วยโลก ไม่ได้เป็นกิเลส เป็นคุณค่าจริงๆอย่างยิ่งของมนุษย์ที่รู้ดี มันเอาเปรียบ หรือมันโลภมาให้แก่ตนอย่างไร ก็ต้องเข้าใจความจริง ทำให้ได้ ว่าเราไม่ได้โลภมาให้แก่ตนนะ แม้เราจะสร้างสรรขึ้นมา เรายังขอแบ่งกินแบ่งใช้ ขออาศัยให้แก่ตนเองบ้าง ก็ไม่ใช่ความผิด ไม่ใช่บาป ไม่ใช่หนี้ เราก็แบ่งแล้ว ถ้าเราเป็นคนปรับปรุงตนเอง ศึกษาตนเอง จนกระทั่งตนเองมีชีวิตอยู่อย่างอาศัยน้อย ไม่ใช่อาศัยมาก อาศัยไม่เปลือง เราก็อยู่ได้แล้ว ปัจจัย 4 เครื่องบริขารอะไรเล็กๆน้อยๆ แม้จะเป็น เครื่องบริขาร หรือเป็นเครื่องที่เราจะมาใช้เพื่อสร้างสรร รังสรรค์แก่ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนเอง ถ้าตนเองไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ถึงขนาดนั้น ไม่ต้องเอาอะไรมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ อาตมาไม่ต้องใช้ปากกาเลย ไม่ต้องเขียนหนังสือเลย อาตมาก็ทำงานคุ้มตัวเองอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่ต้องใช้ปากกา ต้องใช้ดินสอ ต้องใช้อะไรเขียน ต้องใช้อะไรนี่ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เพราะอาตมาไม่ได้เอาดินสอปากกาเหล่านี้มาเขียนเพื่อขาย เพื่อมาหาเงินหาทอง เพื่อสร้างลาภ ยศ สรรเสริญให้แก่ตนเอง ไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างง่ายๆ หรือเครื่องมือ เครื่องประกอบ เครื่องใช้อะไรต่างๆนานาของเรานี่ มีเยอะแยะ เราไม่ได้ทำแบบทุนนิยม เขามีเครื่องมือ มีเครื่องทุ่นแรง เป็นเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูง เครื่องเทคโนโลยีที่ดีๆ เพื่อมาสร้าง เพื่อจะได้เอาไปค้าไปขาย เพื่อได้เปรียบสังคมเขา ไปอะไรต่ออะไร สร้างขึ้นมาเพื่อจะได้สร้างมากๆ คุณภาพดีๆ เอาไปล่าลาภ ล่ายศ ล่าสรรเสริญ โลกียสุข เอามาให้ตนเองได้หนักๆหนาๆ กว่าเก่า ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเครื่องบริขาร หรือว่าเครื่องช่วยทุ่นแรง อะไรต่างๆนานาพวกนี้ เราจะมีความเข้าใจพอสมควรว่า เรามีมาเพื่อบำเรอตน เพื่อเอาเปรียบเอารัด เพื่อทำลายสังคม หรือเพื่อช่วยสังคมกันแน่ คนในโลกเขาก็ว่าเขาช่วยนะ เขามีเครื่องมือมากๆ มาสร้างมาสรร แต่สร้างขึ้นมาแล้ว ก็มาขูดรีดประชาชน ไม่ใช่ทำเพื่อเกื้อกูล เพื่อเสียสละ ไม่ใช่หรอก เอาเปรียบเอารัด มีส่วน เกินส่วนเหลือขึ้นมา เป็นระบบทุนนิยมจริงๆ นี่ก็ขยายความให้ฟังกันให้ชัดขึ้น จริงๆ ก็พูดซ้ำซากมาเยอะแล้ว เพียงขยายคำว่า อิจฉาวจร อาตมาก็ขยายออกไปเยอะนะ เพราะฉะนั้นสรุปแล้วก็คือ คำว่า ความต้องการนี่เป็นบาป หรือเป็น ปาปิกา เป็นความชั่ว เป็นความเลวได้ เราต้องมาเรียนรู้ความเลว ความชั่วที่เป็นความปรารถนา หรือว่าเป็นความอยาก หรือความต้องการมุ่งหมายอะไรนี่ ที่มันเป็นไปในทิศทางที่เสียหาย ถ้าเราไม่รู้นะ เราอ่านไม่ได้นะ เราวิจัยวิเคราะห์ไม่เป็นนะ เราไม่รู้หรอกว่า เราทำบาปหรือทำบุญ เป็นคุณค่าหรือไม่เป็นคุณค่า เพราะฉะนั้น บาปบุญนี่เป็นกรรมเป็นวิบากที่เราจะได้ติดตัวไป เป็นกัมมัสสโกมหิ กัมมัสสกตา ต้องเห็น ต้องเข้าใจ ถ้าคุณเห็น คุณก็จะเชื่อกัมมัสสกตา คือกรรมนี่เป็นของๆตน ตนทำ เป็นของๆตน โดยสุจริตของมัน เพราะฉะนั้นการจะวัดค่า ว่ามีบุญ หรือมีบาป เป็นกุศล หรือไม่เป็นกุศล มีลึกซึ้งละเอียดลงไปเยอะ พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ บอกว่าการจะตรวจใจตัวเองว่ามีศรัทธา หรือไม่มีศรัทธา และศรัทธานั้นเป็นปัญญา เป็นความรู้รอบแค่ไหน เป็นผู้ทุศีลหรือเป็นผู้ไม่ทุศีล ถ้าเผื่อว่าเราเป็นคนที่มีความต้องการที่บาป ที่ไม่ดีก็ คนไม่มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือในสาระสัจจะต่างๆนี่ เราไม่รู้ เราศรัทธาสิ่งที่ไม่ใช่สาระ ว่าเป็นสาระ เราเชื่อในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ อย่างนั้นแหละ ชีวิตของเราก็จะ ตั้งค่าของอิจฉา ตั้งค่าของความต้องการเป็นบาปไปได้เรื่อยๆ เรามีศีล ศีลถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ทุศีลหรือว่าศีลบริสุทธิ์ หรือศีลดี เราก็ไม่เข้าใจ เราว่าเรามีศีล แต่พยายามปฏิบัติศีล แต่แล้วทุศีลก็ได้ จริงๆ นะ ปฏิบัติศีลไปในทางที่เป็นมิจฉาทิฐิ ไปทางที่กลับกลายเป็นใช้ศีลนี่แหละไปทำบาป ทำหนี้เพิ่มขึ้นได้ซ้อนเชิงเลยนะ อาตมาขยายมาแล้วนะ อธิบายมาแล้ว หรือว่าพหูสูต เราไม่ได้เป็นผู้รู้แท้ รู้จริง ไม่ได้เข้าใจดี แต่เราก็ไปบอกคนอื่น อยากให้คนอื่นเข้าใจเราว่าเป็นคนมีความรู้ มีความเข้าใจดี มีพหูสูต เป็นผู้คงแก่เรียนอะไรก็แล้วแต่ หรือแม้แต่ที่สุดจะเป็นผู้รู้สูง ชนิดเป็นความลึกซึ้งในสภาวะก็ตาม ยินดีด้วยหมู่คณะ เรายินดีในการคลุกคลีกิเลส คลุกคลีหมู่คณะคนพาล คนไม่ดีอะไร เราอยากให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า เราคนที่ละเว้นได้แล้ว เป็นคนไม่คลุกคลี เป็นคนชอบสงบสงัด สงบสงัดก็คือ จิตใจมันสงบ ไม่คลุกคลี เพราะฉะนั้นข้อนี้ยิ่งเห็นชัดเจนเลย เขาแปลคู่นี้ สังคณิการาโม กับ ปวิวิตโต นี่ เป็นคู่เทียบกันให้เห็นว่า การคลุกคลีด้วยหมู่คณะนั้น ไปแปลเอาบุคคล แต่แท้จริงแล้ว อันสุดท้ายว่าสงัด ก็เอาแค่สงัดจากผู้คนแค่นั้นเหรอ มันไม่ใช่ปวิเวกะ ไม่ใช่สงัดแค่ผู้คนเท่านั้น สงัดทางจิต อันนี้เป็นต้นนะ เพราะฉะนั้นเราไม่มีความสงัดทางจิต แล้วก็ไปคุยโอ่ ไปอวด อยากให้คนเขาเข้าใจ มีความปรารถนาลามก ให้เขาเข้าใจว่าเราสงบสงัด ก็ต้องตรวจอ่านจิตใจเรา เราไม่มีคุณธรรม เราไม่มี อุตริมนุสธรรม การสงบสงัดจากกิเลสนี่เป็นอุตริมนุสธรรมนะ เป็นฌาน เป็นวิมุติ หรือเป็นวิราคะ พวกนี้นะ มันเป็นอุตริมนุสธรรม เราเกียจคร้าน ก็อยากให้คนอื่นเข้าใจว่า เรามีความปรารถนาอยากให้คนอื่นเขาเข้าใจว่า เห็นว่าเราเป็นคนขยัน เป็นคนปรารภความเพียร อย่างนี้ เป็นต้น อาตมาอธิบายมาถึงตรงนี้เมื่อวานนี้ ได้ขยายความตรงเกียจคร้านกับปรารภความเพียร ยังมีอีก 3-4 คู่ คู่ต่อมาเราเป็นผู้มีสติหลงลืม ก็ปรารถนาลามก ปรารถนาชั่วช้าอยากให้เขา คนเขาเข้าใจว่าเราผู้มีสติตั้งมั่น แม้จิตใจแค่นี้ เราก็เป็นการอวดโอ่ เป็นการอยากในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดี ไม่งาม การเป็นคนมีสติตั้งมั่น ต้องสร้างต้องสั่งสม การเป็นคนขยันก็ต้องสั่งสม การเป็นผู้มีศีล เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีอะไรๆไล่ๆ มาตลอด เราก็ต้องสร้าง เราก็ต้องสะสมทั้งนั้น การจะมีสติตั้งมั่น เราก็ต้องประพฤติปฏิบัติ เข้าใจว่าสติคืออะไร และเราก็ทำให้สตินั้นมีสันตติ มีการต่อเนื่อง เป็นคนมีสติประจำตัว มีสติ แล้วก็เป็นสติสูงขึ้นไประดับที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพอย่างที่อาตมาเคยอธิบาย สติสัมโพชฌงค์ มิจฉาสติก็อย่างหนึ่ง สติธรรมดาเป็นกัลยาณสติก็อย่างหนึ่ง เป็นสติสัมโพชฌงค์ ก็อีกอย่างหนึ่ง หรือสัมมาสติ มิจฉาสติ สัมมาสติ กัลยาณสติ สติที่มันดีเหมือนกัน เป็นสติของคนในโลกธรรมดา ที่เป็นกัลยาณชน เขาก็มีสติรู้ตัว และเขาก็มี ปัญญาเท่าที่เขามี เขาก็รู้สึกของเขา รู้สึกตัวเขา ก็ใช้ปัญญาของเขานั่นแหละ เป็นตัวตัดสิน เป็นตัววิจัย แล้วเขาก็ตัดสินตามภูมิปัญญาของเขา เขาก็จะตั้งใจอย่างนี้ เขาจะชอบ ไม่ชอบ จะต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร ก็ตามฐานะของเขา ส่วนโลกุตระ หรือว่าสติสัมโพชฌงค์ สติที่จะเป็นสัมมาสตินั้น จะต้องรู้รายละเอียดของบาปบุญ ของกุศลอกุศล ของกิเลส โลภ โกรธ หลง ของกรรมกิริยา ที่จะไปเบียดเบียน หรือกรรมกิริยาที่จะเป็นมิจฉา แต่กรรมกิริยามิจฉา มิจฉาสังกัปปะ มันเป็นกาม เป็นพยาบาท ถ้าจิตอยู่ในอาการอย่างนี้ ตั้งสติแล้วก็ตรวจตราให้รู้ตัว ให้ลึกซึ้งลงไป มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติสัมโพชฌงค์ รู้ว่าตอนนี้อ่านอาการ ลิงค นิมิตของจิตออก นี่เป็นกามวิตก นี่เป็นไปเพื่อพยาบาทวิตก นี่เป็นเบียดเบียนแล้ว เป็นวิหิงสาวิตกแล้ว อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราอ่านรู้เท่าทัน มีสติรู้ มีธรรมวิจัยออกได้ มีวิริยะ คือทำให้มันดี อะไรที่เกิดไปทางอกุศล ไปในทางที่เป็นมิจฉาวิตก มิจฉาวิตกก็คือ กามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกนั่นแหละ เรารู้อาการเหล่านั้น แล้วเราก็เลิกละ ปรับเปลี่ยน ปรับปรุงขึ้นมาได้เรื่อยๆ อย่างนี้ มีสติสัมโพชฌงค์ มีสัมมาสติ พยายามมีสัมมาสติ และมีวายามะ มีสัมมาสติเท่าที่เรามีสัมมาทิฐิ เราก็ประพฤติปฏิบัติ อบรมฝึกฝนให้ตัวเองเข้าสู่สัมมาจริงๆ วาจาก็เหมือนกัน วาจา 4 เป็นมิจฉา 4 กัมมันตะก็มีมิจฉา 3 ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เราก็ปรับรู้อาการของเรา ที่จะเป็นไปเพื่อฆ่านี่นะ อยากฆ่านะ เจตนาฆ่า องค์แห่งการฆ่ามีอะไรบ้าง ก็เรียนรู้ ลักทรัพย์ เจตนาที่จะลักทรัพย์ อะไรต่างๆ หรือว่าเอาของของคนอื่นเขา เอาเปรียบ เอารัดเขา ขี้โกงบ้าง หลอกลวงบ้าง เอาเปรียบเขามั่ง เป็นอย่างไรไปละ อาการจิตอย่างนี้ อ่านจริงๆ รู้จริงๆ ปฏิบัติประพฤติจริงๆ มีสติที่สามารถรู้ เป็นสัมโพชฌงค์อย่างนี้ ซึ่งต่างจากสติที่เป็นมิจฉาหรือที่แม้จะเป็นสติธรรมดาสามัญ เขาก็ว่าเขาเป็นคนมีความสำนึกดีนะ ใช้สามัญสำนึก หรือแม้อย่างเก่งก็พยายามที่จะเข้าไปสู่สำนึกที่มีจิตใต้สำนึกหน่อยว่า เออ สำนึกที่ยังไม่ชัดก็พยายามมีสำนึกชัดๆ ลึกไปถึงจิตได้บ้าง ก็พยายามหยั่งจิตตัวเองลงไปบ้าง ตามกัลยาณชนที่ไม่ได้เรียนรู้ปรมัตถ์ที่ดี เขาก็ไม่สามารถหยั่งลึกเข้าไปได้มาก หรือว่าจิตใต้ สำนึกแค่นั้น เขาก็ไม่ค่อยจะเป็นไป จะไม่แข็งแรงพอ สุดท้ายก็จะพยายามแก้สำนึกต่างๆ จนกระทั่งหมด จิตสำนึกก็มาเป็นจิตที่ดีหมด จิตใต้สำนึกก็มาเป็นสิ่งที่ดี แม้จิตไร้สำนึกก็หยั่งถึง จิตไร้สำนึกก็เข้าไปหยั่งถึง เข้าไปแก้กลับได้หมด จนกระทั่งแก้จิตใจทุกๆตัว ทุกๆด้าน มันก็ไม่ได้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่มีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ฝึกฝนไปจริงๆ ตรงทางนะ เพราะฉะนั้นถ้าว่าเวลาเราเองฝึกมากๆเข้า รู้จักสติสัมโพชฌงค์ เป็นอย่าง นี้นะ ฝึกบ่อย ให้มีสติสัมโพชฌงค์บ่อยๆ มันก็ชำนาญ มันก็ตั้งมั่น สติไม่เป็น สัมโพชฌงค์ก็หลงลืม สติที่ไม่ฝึกฝนบ่อยๆ ก็หลงลืม อย่าว่าแต่สติสัมโพชฌงค์ เลย สติธรรมดาสามัญ ก็ยังหลงลืมได้เลย บางทีลืมสติธรรมดานี่แหละ เหตุชั่ว กิเลสเป็นเจ้าเรือน เข้าง่ายและยิ่งมีในจิตใต้สำนึก หรือจิตไร้สำนึก ที่ยังมีบทบาท มีฤทธิ์แรงในตัวเรา มันออกมาทำงานแล้วมันยังไม่รู้ตัวนั้น เรียกว่าหลงสติเลย ถ้าปล่อยให้สติไร้สำนึก หรือสติใต้สำนึกออกมาทำงาน มันมีอยู่ทั้งสอง อีกสำนึกหนึ่งก็อยู่ในสภาพปกติ ปัจจุบันควบคุมได้มากน้อย จิตใต้สำนึกเราก็จะต้องพยายามสังวร ระวังลงไป มันถึงจะไปควบคุมจิตใต้สำนึกพอได้ ส่วนจิตไร้สำนึกนั้นต้องเรียนธรรมะของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว ฝึกกาย วาจา ใจ เข้าไปแก้กลับ จนกระทั่งเกิดญาณได้ลึกขึ้นๆ จนถึงอนุสัยโน่นแหละ จึงจะเข้าไปแก้จิตหรือเจตสิกใต้ก้นบึ้งของจิตใต้สำนึกสำเร็จสมบูรณ์ ถ้าไม่งั้น ไม่เกิด ญาณ ไม่มี สามารถรู้อาการหรือหยั่งแก้กลับไปโดยวิธีการปฏิบัติมรรคองค์ 8 หรือปฏิบัติขัดเกลากาย วาจา ใจ จนแก้กาย วาจา ใจ ลงไปถึงใต้จิตเลยน่ะ ลงไปถึง unconcious คือจิตไร้สำนึก ไปแก้เลย ไม่ถึง ถ้าเผื่อว่าไม่พยายามปฏิบัติ อย่างธรรมะของพระพุทธเจ้านะ เราจะมีสติรู้พร้อม รู้ตัวต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดสติ มีสติสัมโพชฌงค์อย่างตั้งมั่น คือองค์แห่งการตรัสรู้ ถ้ามีสติสัมโพชฌงค์ ตั้งมั่น ยิ่งเจ๋งใหญ่เลยนะ นี่ เราก็จะต้องรู้รายละเอียดพวกนี้ เพราะฉะนั้นในขณะใดมีสติหลงลืม ในขณะใดมีสติตั้งมั่น เราจะต้องรู้ตัว ฝึกไปทำไปๆ ก็มีเจตนาที่จะต้องหัดฝึกสติด้วย จึงจะไม่มีความปรารถนาลามก หรือปรารถนาหยาบ ปรารถนาบาป คู่ต่อไป ผู้มีใจไม่ตั้งมั่น เมื่อกี้นี้ มีสติหลงลืม กับมีสติตั้งมั่น อันนี้มีใจไม่ตั้งมั่น กับมีใจตั้งมั่น ท่านใช้พระบาลีว่า อสมาหิโต กับสมาหิโต สมาหิต สมาหิโต ถ้าอสมาหิโต ก็คือไม่มีจิตใจตั้งมั่น ไม่มีจิตตั้งมั่น ถ้าสมาหิโต ก็มีจิตตั้งมั่น อาตมาได้พูดถึงคำว่า สมาธิ ที่ภาษาบาลีท่านใช้เยอะ ท่านใช้คำสมาธินี่ ใช้คำสมาธิตรงๆ สมาทหะ สมาหิตะ คำว่าสมาธิ แปลคำเดียวเป็นภาษาไทยว่า เป็นการตั้งมั่น ทีนี้ในนัยพระบาลี นัยหลายๆตัวนี่ ตั้งมั่นอย่างไร มันมีแง่เชิงของมัน มีองค์ประกอบของมันที่ต่างกันอยู่ สมาธิที่เรียกว่าสมาธิเป็นคำกลางๆ สมาธิคือความตั้งมั่น ทีนี้ พอเป็นสมาธิ ในระดับสมาทหะ นี่เป็นลักษณะของสมาธิ หรือจิตที่ตั้งมั่นในลักษณะของความเจริญขึ้นมา แข็งแรงขึ้นมา แกล้วกล้าขึ้นมา สดใหม่ขึ้นมา เรียกว่าสดใหม่ก็ได้ เพราะว่าสมาทหะนี่ แปลว่า ความหนุ่ม ความสด จะเป็นผู้หญิง ผู้ชายก็ตาม จิตใจมันยิ่งกระปรี้กระเปร่า ยิ่งสดชื่น ยิ่งใหม่ ในลักษณะอย่างนั้น มีเงื่อนไข หรือว่ามีองค์ประกอบ ที่ชี้เน้นลงไปว่าเป็นจิตที่ยิ่งปฏิบัติสมาธิ ไม่ใช่ปฏิบัติ จิตยิ่งแห้ง ไม่สด จิตยิ่งเหี่ยว จิตยิ่งแข็งแรง กระด้าง ไม่ใช่ๆ จิตจะเป็นลักษณะที่สดชื่นเบิกบาน ยิ่งหนุ่ม ยิ่งแน่น ยิ่งมีสภาพที่จะว่ายังไง ก็เหมือนต้นไม้สด ไม่ใช่มันถึงขีดที่เหี่ยวลงไปแล้วไม่ มันยิ่งเจริญๆ ไอ้ที่ว่าชนิดหนึ่งก็คือว่า เจริญๆๆๆ สั่งสมคุณลักษณะอันนี้แหละ ลงไปตั้งมั่นแข็งแรง มันมีความเจริญ มีความหนุ่มแน่น มีความสดใหม่ มีสภาวะที่ไม่ได้ถึงขีด มันไม่เป็นเหมือนอย่างกับที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จิตมันไม่มีลักษณะที่จะเดินสู่สภาพขึ้นไปถึงนี่แล้ว ก็ลงนี่ ไม่ใช่ มันจะขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เป็นความเจริญของจิตในลักษณะวัยไวเจริญ หรือเจริญวัย ไม่อยู่ในลักษณะเหี่ยว หรือไม่อยู่ในลักษณะเสื่อม นี่ คุณลักษณะของสมาทหะ อย่างนี้ เราจะรู้ของเราเองว่า อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง อ้อ คนที่หัวใจไม่แก่ว่าอย่างนั้นนะ คนที่หัวใจไม่แก่ โอ๋ ใจหนุ่มเรื่อยๆ หัวใจหนุ่มนี่ สดชื่นเบิกบานไปเรื่อยๆ จะแก่ ร่างกายแก่ แต่จิตเบิกบานสดชื่น จิตเจริญ จิตเจริญทางธรรมด้วย จิตก็มีแต่ทางปฏิบัติ มีแต่เจริญขึ้นๆ ไม่มีทางเสื่อม นั่นคือ สมาทหะ ไม่มีทางเสื่อมนะ บอกแล้วว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ที่สุดมันจะเสื่อมไป แต่จิตที่เป็นสมาทหะแท้นั้นนะ มีแต่ความเจริญไปสู่ความเจริญ เจริญไปๆ แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้า จิตวิญญาณที่ท่านได้สั่งสมขึ้นไป มีแต่เจริญด้วยกุศล ไม่สันโดษในกุศล โอ๊ เป็นจิตหนุ่มนิรันดร สมาทหะนี่ เป็นจิตหนุ่มนิรันดร ยกตัวอย่างง่ายๆ เอาแง่เชิงแต่แค่ว่าจิตที่ตั้งมั่นด้วยความเป็นสมาทหะ นี่ลักษณะ สมาทหะ นี่เอาความเดียวว่า เป็นจิตเบิกบาน เป็นจิตสดใส เป็นจิตชื่นใจ สดใส เบิกบาน ร่าเริง นี่นะ เอาแง่พุทธะที่บอกว่า เป็นตัวร่าเริงเบิกบานนี่ และร่าเริงเบิกบานแล้วประเดี๋ยวก็เหี่ยวไม่ร่าเริงเบิกบาน หรือว่าร่าเริงเบิกบานเสมอ ร่าเริงเบิกบานลึกซึ้งขึ้นด้วย ร่าเริงเบิกบานไปเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่ว่าร่าซ่านะ ร่าเริงเบิกบานอย่างที่เรียกว่า ให้ต่อเนื่อง ไม่เผลอตัว ไม่มีอะไรเข้ามา เล็กๆ น้อยๆ ก็มีสังขารเข้าไปปรุงแล้วว่า แทนที่ตัวเบิกบาน ตัวสดชื่นนั้น มันไปถูกอะไรทำให้ลดคุณค่าลงก็ยิ่งไม่ลด ยิ่งทำอะไรไม่ได้ ยิ่งเบิกบานร่าเริง เป็นคุณลักษณะอย่างนั้นแหละแข็งแรงตั้งมั่น มีอาการ มีอารมณ์อย่างนั้นไปได้ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ได้เท่าไหร่ นั่นแหละคืออาการที่ยืนยาวหรือไปเป็นความตั้งมั่นของจิต เจตสิก ในคุณลักษณะในแง่ที่กำหนดลงไปนี้ ตามที่ว่านี่ เพราะฉะนั้นสมาหิตะ หรือ สมาทหะ หรือสมาธินี่นะ ก็มีหลายลักษณะ แต่อันนี้ท่านใช้คำว่าสมาหิตะ นี่อาตมาอธิบายคำว่าสมาธิให้มันขยายความไปให้ครบ สมาหิตะ หมายถึงคุณค่าประโยชน์ เพราะฉะนั้นจิตที่ตั้งมั่น ที่ตั้งใจสร้างสรร มีอิจฉาวจร คือมีความปรารถนา มีความต้องการที่จะเป็นคนมีคุณค่า สร้างคุณค่า กายกรรม วจีกรรมที่ดี ที่มีประโยชน์ยิ่งกว่านี้ยังมีอีก เป็นคนขวนขวาย เป็นคนขมีขมัน มีน้ำใจ ไม่เกียจคร้าน เป็นคนมีความสามารถ มีประสิทธิภาพสร้างสรรอยู่ด้วยกาย วาจา ใจ ประกอบการงาน ประกอบกิจ ประกอบกับสิ่งที่ทั้งแรงกาย และผลผลิตอะไรก็ตาม สร้างสรรอยู่ เป็นคนมีประโยชน์ จะเอาด้าน วัตถุ เอาด้านสิ่งหยาบๆ มาพูดกันก่อน เป็นคนมีคุณค่าอย่างนั้น มีประโยชน์อย่างนั้น จนกระทั่งถึงมีประโยชน์ในการพูด มีประโยชน์ในการสอน มีประโยชน์ในการให้ความรู้ มีประโยชน์ทั้งแรงกาย ทั้งแรงใจ มีประโยชน์เกื้อกูล ช่วยเหลือเสียสละ สร้างสรร มีประโยชน์ในการที่จะนำพาคนเจริญขึ้น มีประโยชน์ในการเป็นครูบาอาจารย์ เป็นผู้นำที่จะพัฒนาให้คนเจริญขึ้นด้วย ซ้อนกันไป มีประโยชน์ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปธรรมนามธรรม เรียกว่า เป็นความตั้งมั่นของใจๆ คุณจะตั้งมั่น คุณจะรู้ คุณได้สั่งสม ได้ประพฤติ อบรมฝึกฝนให้สิ่งอย่างนี้เกิดสมาธิที่มีคุณลักษณะอย่างนี้เกิด คุณได้ทำไหม ได้ทำจริงหรือไม่และคุณธรรมลักษณะอย่างนั้น ตรวจสอบ เออ จริงนะ จริง ยิ่งมีอินทรีย์พละ ในความเป็นสมาธิ หรืออธิจิต มีอินทรีย์พละจริงๆนะ มีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีตัวสมาธิเอง มีตัวปัญญา เกิดเป็นอินทรีย์ เป็นศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ เป็นสมาธินทรีย์ เป็นปัญญินทรีย์อย่างแท้เกิด เป็นหรือเปล่า ได้หรือเปล่า เป็นสมาธิชนิดสมาหิตะ นี่แหละ อย่างไหนเป็น ถ้าคุณเป็น คุณก็ซ้อนลงไปอีก แม้คุณเป็นแล้ว ก็ไม่อยากอวดอยากโอ่ แต่ถ้าคุณเองคุณไม่มี ไม่เป็นนะ และอยากให้คนเขาเข้าใจว่า ฉันมีสมาหิตะโน่นแน่ ซึ่งเป็นตัวสมาธิชั้นสูงนะ สมาหิตะ นี่เป็นตัวสมาธิ ไม่ใช่สมาธิธรรมดาหรือทั่วไป ยิ่งสมาธิฤาษีนั่งหลับตาเก่งเฉยๆนี่ ไม่เข้าทางสมาหิตะเลย เพราะไปนั่งหลับตานี่ มันไร้การงาน ไร้ประโยชน์ ไร้คุณค่า จะมีประโยชน์ตนซึ่ง เป็นตัวอัตตา เป็นกิเลสส่วนตนเท่านั้นเองว่า เราได้ภพ สามารถ ได้ภพ ได้ชาติ ได้ ปฏิบัติตน ให้หยุด ให้นิ่งได้มาก และก็ได้เสพภพที่หยุด ที่นิ่งเฉยๆ นี่ไปมากๆ ขึ้น มันก็เป็นประโยชน์ตนแค่นั้น เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นไม่เป็นประโยชน์ท่านอะไรมากมาย ไม่เป็นสมาหิตะ ไม่ได้เป็น การตั้งมั่น ให้ประโยชน์คุณค่า ที่จะไปเกื้อกูลพหุชน มนุษยชาติ หรืออนุเคราะห์โลก เป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ อย่างถูกคุณลักษณะของมันแท้ มันไม่เป็นนะ เพราะฉะนั้นคนที่ไปบอกว่าตัวเองมีสมาธิ แล้วเป็นประโยชน์อะไรก็ระวัง เราจะต้องรู้ว่าใจตั้งมั่นในสมาธิ ในลักษณะนี้ ก็พยายามเข้าใจดูให้ดีๆ ต่อมาผู้มีปัญญาทราม ทุปัญโญ กับผู้มีปัญญา ตัวเราเองเป็นผู้ไม่มีปัญญา ดี ไม่มีปัญญาแท้ มีความเฉลียวฉลาด ทุปัญญานี่แปลว่าเฉโกก็ได้ ทุปัญญา คือฉลาดเฉลียว ฉลาดมากได้นะ ฉลาดอย่างทุ ฉลาดอย่างทราม ฉลาดอย่างชั่ว มีปัญญาแต่ชั่ว มีปัญญาแต่เอาเปรียบเอารัด มีปัญญาแต่ว่าขูดรีด มีปัญญาแต่ว่าขี้โกง เบียดเบียน ทำรุนแรง ทำด้วยเล่ห์ด้วยกล ทำด้วยอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันเลวนะ ฉลาดนะ คนฉลาดนะ ฉลาดได้ ที่จริงทุปัญญา คำว่าปัญญามันไม่น่าจะเอามาใช้ตัวนี่ ที่จริง เฉลียวฉลาดเลวนี่ ท่านก็มีศัพท์ของท่านอยู่แล้ว แต่คนนี่เขายังไม่เข้าใจกับพระบาลี ที่บอกว่า เฉกตา เฉกะ เฉโก นี่ เฉกะ ที่แปลว่า ความเฉลียวฉลาด เฉียบแหลม แต่ความเฉลียวฉลาด เฉียบ แหลมอันนี้ เป็นความเฉลียวฉลาดที่เลวนะ ซึ่งเราไม่ต้องการในทางธรรม ไม่ต้องการความเฉลียวฉลาดจะสร้างสรร มันซ่อนนะ ทางโลกนี่ เขาเฉลียวฉลาดที่จะสร้างสรรได้ ดูแล้วมันก็ดีนะ ที่จริงมันดี แต่ซ่อนลงไปในนั้น ถ้าเฉลียวฉลาดสร้างสรรได้ดี ได้มาก เสร็จแล้วไอ้ความโง่เง่า ไม่เข้าท่าของเรานี่ ก็เอาความได้เปรียบอันนี้ไปใช้ ฉลาดที่จะเอาความได้มาก ฉลาดที่จะสร้างสรรเก่งนี่ เอาสิ่งที่ได้มาก ได้เก่ง ไปเอาเปรียบเอารัดคนอื่นต่อ จะไปขึ้นราคาของตัว หรือจะไปเอาเป็นฤทธิ์ เป็นอำนาจ จะไปเอาเปรียบเอารัดคนอื่นๆ ด้วยวิธีใด อะไรก็แล้วแต่ ความเฉลียวฉลาดอย่างนี้แหละ เป็นเฉโก หรือเป็นทุปัญโญ เสร็จแล้วในทุกวันนี้ คุยกันเขื่อง ให้รางวัลชมเชย ยกย่องเชิดชู โฆษณากันอยู่ทุกวันนี้ ในสังคมนี่ ให้ดุษฏีบัณฑิต ให้ผู้นี้เป็นนักธุรกิจ ที่ทำงานเศรษฐกิจร่ำรวยอะไรเลย ที่แท้นะ บาป เป็นทุปัญโญน่ะ เป็นเฉโก กอบโกย ทำให้เศรษฐกิจวุ่นวาย เดือดร้อนด้วยซ้ำไป แต่เขาเข้าใจไม่ละเอียดลออ ดูเผินๆ มันดูผสมผสานเหมือนกะเป็นหาเงินเข้าประเทศ เป็นพ่อค้าใหญ่ เป็นนักธุรกิจใหญ่ พยายามทำให้เงินคนต่างประเทศเขาเข้ามาในประเทศเรา ก็เป็นการดูเผินๆนะ มันก็จริงด้วยนะ ดูเผินๆ ว่ามันใช่ แต่มันไม่ใ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive