600625_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ประชาธิปไตยโลกุตระ 28 ข้อ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์28 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

bb600625_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ประชาธิปไตยโลกุตระ 28 ข้อ

สมณะเพาะพุทธว่า…รายการวิถีอาริยธรรม ประจำวันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2560 ในหนังสืออาศิรพจน์มีข้อความกล่าวสดุดี เฉลิมพระเกียรติ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในหนังสืออาศิรพจน์ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ยิ่งใดจะใดกล่าว ยิ่งเทิดท้าวไผทไทย ยิ่งตื้นยิ่งตันใจ ยิ่งมิมีวจีพอ ๐ ยิ่งตรึกยิ่งลึกล้น ยิ่งท่วมท้นพ้นขานขอ ยิ่งเขินจะเยินยอ ยิ่งไหนหนอจะเทียมทัน ๐ ยิ่งฟ้ามหาสมุทร ยิ่งพิสุทธิ์มไหศวรรย์ ยิ่งพระมหิศร์จรรย์ ยิ่งมหันต์อนันตคุณ ๐ ยิ่งฝ่าพระปาทปก ยิ่งเกล้าพสกยิ่งอบอุ่น ยิ่งนานยิ่งผ่านบุญ ยิ่งบารมียิ่งบารนี

บารนี กับบารมี มีความหมายต่างกันอย่างไรครับ

พ่อครูว่า...บารนีแปลว่า อย่างนี้แหละ เป็นการย้ำคำว่าบารมี คือยิ่งเลิศ เป็นศัพท์โบราณ สมัยใหม่คือ Coefficient สัมประสิทธิ์ สมณะเพาะพุทธว่า...กำลังจะบอกแต่ผู้ฟังว่า หนังสือมีอานุภาพเป็นไอ้ใบ้เสียงดัง ปัจจุบันพาหนังสือพ่อครูไปไหนต่อไหนเพื่ออ่านตลอด และมีการปฏิบัติทบทวนและเท่าทัน และที่ได้ใส่ใจอ่านหนังสือพ่อครู เพราะว่าพ่อครูใช้ความเพียรในการเขียนหนังสือ

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กำจัดรสของความง่วง พ่อครูว่า พูดถึงเรื่องง่วงนี้ อาตมาได้ฝึกการตื่น ฝึกการรู้เท่าทันอารมณ์ง่วง จนกระทั่งแก้ไขอาการง่วงของตนเองได้สำเร็จ จนจับได้ว่าอาการอารมณ์ของความง่วงที่มันยียวนชวนใจเป็นอย่างไรแล้วก็รู้ว่า มันอย่ามาเสนอหน้านะ ปัญญาเราจะรู้ทัน มันสู้ปัญญาเราไม่ได้ ใครฝึกให้รู้เท่าทันว่าอาการง่วงมันเข้ามาแล้วนะ เรารู้ตัวแล้วจับได้เลย มีปัญญารู้ว่าอันนี้คือตัวผีร้าย อย่ามาทำเก่งในตัวเรา มันจะพ่ายแพ้ หายไปเลย ละลายไปเลย ไฟความรู้ไฟฌานจะชนะ เป็นไฟปัญญาจริงๆจะชนะสิ่งที่ไม่

อ่านต่อ

ดี ทำฝึกแล้วเราจะได้ตัวอย่างของปัญญา การสร้างสติและรู้เท่าทัน ฝึกจับอารมณ์ไม่ว่าจะความง่วงหรือกามหรืออื่นๆก็ตาม ก็เป็นกิเลส

สมณะเพาะพุทธว่า...วันนี้ขอนิมนต์ พ่อครูอธิบายประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ

พ่อครูว่า...มีใบแทรกมาว่า จะเชิญชวนชาวชุมชนสันติอโศกไปตอบคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี ในวันพรุ่งนี้ ที่สำนักงานเขตบึงกุ่ม ใครจะไปก็ให้มาลงชื่อที่ประชาสัมพันธ์ ท่านชนะผีจะจัดรถไปส่ง

วันนี้ตั้งใจบรรยายประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ 28 ข้อ ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบฉบับโพธิรักษ์ อาตมาเป็นนักรัฐศาสตร์ นอกกฎเกณฑ์ วิชาการของเขาหมด

_sms มีหลายอันก็จะอ่านเร็วๆ สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน การสวดมนต์มีกี่แบบ _ 0015พระเอาแต่สวดท่องบ่น ไม่สอนธรรมะเลย ญาติโยมจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร _4602ไม่เกี่ยวหลอกมันอยู่ทีคนจะหาทางพ้นทุกอย่างไงอย่าใปว่าสวดใมสอนสอนไปมีใครรุ้ใหม พ่อครูว่า...การเอาคำสอนพระพุทธเจ้าคือบทมนต์มาสวดพร้อมกันสองรูปต่อหน้าสาธารณชนเป็นอาบัติ ปาจิตตีย์ แต่ถ้าเอาไปสวดคนเดียวก็ไม่อาบัติ แต่สวดกันตั้งแต่สองคนเป็นต้นไป สวดกันเป็นร้อยคนพันคน เต็มสนามหลวงนี่ อาบัติ การสวดมนต์มีสองแบบคือ สังคีติ กับสังคายนา สังคีติคือการสวดให้จำไว้ได้ เพื่อสืบทอดกันต่อๆมา ส่วนสังคายนาคือการสวดเพื่อชำระว่าถูกหรือผิด แล้วจะได้บันทึกอันที่ถูกไว้สืบต่อมา แต่ทุกวันนี้สวดเพื่อต้องการให้หายป่วยต้องการให้บันดาลอะไรได้ อย่างนี้เป็นการเข้าใจออกนอกลู่นอกทาง เป็นเรื่องไสยศาสตร์ Magic เป็นพลังบ้าบอวิเศษ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่เลย บทมนต์คำสอนพระพุทธเจ้าให้ท่องไว้สองแบบนี้เท่านั้น

_2166คุณแป้งครับ ! โกนหนวดหน่อยครับ. พ่อครูว่า...พูดถึงโกนหนวดเครา คุณไม้ร่ม ไม่โกนหนวด แล้วคุณจำลองนั้นไม่นิยมแบบไว้หนวด ก็เลยเป็นปฏิปักษ์ คุณจำลองบอกว่าถ้าคุณอยู่ที่ไหน ผมจะไม่อยู่ที่นั่น สมณะเพาะพุทธว่า...อันนี้เป็นการนำเสนอแนวทางพุทธแบบอโศก คือแม้ว่าจริตต่างกันมาก แต่สามารถอยู่ใต้สายธารแห่งธรรมเดียวกันได้ เป็นปาฏิหาริย์อย่างหนึ่ง พ่อครูว่า..เป็น Unity of Diversity เป็นเอกภาพแห่งความแตกต่าง นี่คือประชาธิปไตย สมณะเพาะพุทธว่า...ป่าคือความหลากหลายแห่งพรรณไม้ แต่สวนนี่ไม่มีความหลากหลาย

_ 867 นมก . พ่อครูฯเทศน์โปรดถนอมน้ำเสียงเพื่อรักษาหลอดเสียงให้เทศนาธ . ได้หลายสิบๆปี ( ปรับระดับเสียงที่ไมค์ดีกว่า ) เพราะพระธ . คำสอนอมตะเที่ยงแท้ไม่มีวันสูญ หายอยู่แล้วสาธุ seufaasin

_7630 พ่อท่านว่า ท่านติช ดัช ฮันห์ เป็นพระโพธิสัตว์หรือเปล่าครับ ? พ่อครูว่า..ตามความรู้ของอาตมา เขาถือว่าสายมหายาน เป็นพระโพธิสัตว์ สายจีน ญวณ เป็นมหายาน ส่วนพม่า ไทย เป็นเถรวาท จะบอกว่าเป็นโพธิสัตว์หรือไม่ต้องอยู่ที่ความจริงของตัวเอง

_1614 ท่านติกขะ ที่ช่วยพูดแข่งกับเสียงฝนตกแทนพ่อครู กราบขอบพระคุณค่ะ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญ ฌาน นิโรธ ต่างกันอย่างไร _ 2166 สามคำนี้ใช้แทนกันได้หรือเปล่าครับ บุญ - ฌาน - นิโรธ ? พ่อครูว่า...บุญคือเครื่องชำระกิเลส ต้องทำไฟฌานไปทำลายไฟราคะโทสะโมหะ ฌาน หมายถึงไฟ คือการสร้างให้เกิดไฟบุญ เกิดไฟไปชำระกิเลส ฌานจึงคือสิ่งที่คนต้องประกอบฌานขึ้น ฌานเป็นไฟกองใหญ่ ฌาปนกิจคือการใช้ไฟเผาศพคน ไฟนี้ก็จะเผาราคะ โทสะ โมหะ การสร้างฌานคือการสร้างไฟ เกิดไฟไปชำระกิเลสคือบุญ การชำระกิเลสได้หมดคือนิโรธ บุญ ฌาน นิโรธคือคนละสถานะ ใช้แทนกันไม่ได้ สมณะเพาะพุทธว่า...ฌานเป็นการสร้างไฟเพื่อนำไปสู่การเผาชำระกิเลสคือบุญ หากบุญไม่สำเร็จก็ไม่เป็นนิโรธ หากทำสำเร็จก็เป็นนิโรธ ฌานนำไปสู่บุญและนิโรธ

_6703 วิเศษ เท่ากับ ไม่มีเหลือ ซึ่งในทางธรรม คือ ที่สุด หรือสุดยอด ทางโลก คงจะรวมความเป็น วิเศษ เท่ากับ สุดยอด นะคะ พ่อครูว่า..ทางโลกก็เอาไปใช้ แต่สุดยอดของทางโลกตรงกันข้ามกับทางธรรม ทางโลกกิเลสได้สมใจสุดยอด แต่ทางธรรมกิเลสหมดได้สุดยอด

_3867บทสวดโพชฌังคปริตรจากโพชฌงค์7ที่ญาติโยมนิยม สวดปลอบใจผู้ป่วยเขาก็ใช้ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์โดยวิเคราะห์พิจารณาแยกแยะอาการป่วย!อาหารที่เหมาะสม!อิริยาบถฤากายภาพที่ สนับสนุนให้หายป่วยดีขึ้นด้วยสติวิริยะฯตรงพ่อครูสอนฯskk _3867สงสัยคงแต่มีธ.เริ่มคิดใคร่ครวญปรุงแต่งจนสิ้นกิเลส ตั้งสติถูกตรงแน่วแน่อันพ่อ สอนพารู้เท่าทันโลกธ.ที่คอยฉุดจิตเวไนยฯหมุนเวียน อยู่ในสภาวะอิฏฐารมณ์อนิฏฐารมณ์ฯผันแปรเรื่อยไป!skk

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ 7) ตอน ความสำคัญของสังกัปปะ 7 _ 3867 กราบอนุโมทนาธ . ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะฯโดยพ่อครู นำพาความคิดให้ถูกตรงสู่การคิดพูดทำโดยสิ้นกิเลสแล้วตามธ . สัมมาสังกัปปะ สาธุ !skk _3867 ขอบคุณกับบุญนิยมกับธ . อันวิเศษที่ทำให้รู้จักกิเลสจึงรู้ถึงธ . โลกุตระจากพ่อครู และสณ . สม . ที่เคยเทศน์ด้วยธัมมเทสนามัยทุกรูปสาธุ ! skk พ่อครูว่า... ความเรียงที่ส่งมาแสดงถึงความเข้าใจ ว่าได้รู้จักสังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นกระบวนการสังกัปปะ 7 ที่ทำงานสังเคราะห์สังขารกัน ถ้าผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ไม่เข้าใจในเรื่อง ที่สุดแล้วจิตวิญญาณหรือปัญญาไม่ หยั่งถึงสังกัปปะ 7 แล้วไม่ทำสังกัปปะ 7 เป็นแล้ว การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่เกิด เกิดแปลว่า หนึ่ง การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ให้เลิกมิจฉาอาชีวะ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาสังกัปปะ ต้องกำจัดกิเลสที่เกิดในมิจฉาสังกัปปะ เป็นต้นทางเป็นสมุทัยให้เกิดกายกรรมมิจฉา วาจามิจฉา เพราะฉะนั้นสัมมาสังกัปปะหรือสังกัปปะ 7 จึงเป็นตัวสำคัญที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ต้องเกิดความรู้ รู้กระบวนการนี้ แล้วปฏิบัติกระบวนการนี้ได้ สัมมาสมาธิจึงจะเกิด ถ้าไม่เช่นนั้น สัมมาสมาธิเกิดไม่ได้เลย การสอนการเรียนกับสำนักต่างๆ มิจฉาชีพ พอรู้แต่ไม่ได้เรียน พอรู้ว่าอาชีพไม่ดีมีอะไรบ้าง ปฏิบัติให้พ้นมิจฉาชีพ 5 ไม่รู้กันแล้ว แต่อาตมาภาคภูมิใจที่ได้ทำให้สังคมชาวอโศกมีคนที่ทำได้ถึงขั้นพ้น ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตาได้ แน่นอนว่า กุหนา ลปนา เราไม่มีแน่ เราไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่ลักขโมยของใคร ไม่มีคดีทุจริต แล้วเรื่องละเมิดผัวเขาเมียใครก็ไม่ละเมิด ในมิจฉากัมมันตะ 3 พ้นมิจฉาวาจา 4 จนพ้นมิจฉาสังกัปปะ 7 เราก็ทำให้เป็นอภิสังขาร เป็นการปรุงแต่งละกิเลสได้ เป็นกุศลได้อย่างแท้จริง นี่คือการเรียนรู้ปฏิบัติมรรคมีองค์แปดของพระพุทธเจ้าที่ได้มรรคผล ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วไม่รู้อะไรเลย พระพุทธเจ้าสอนไว้เยอะแยะ เขาบอกว่าไม่ต้องไปเปิดพระไตรปิฎก ไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วทุกอย่างจะเกิดหมดเลยปัญญาจะเกิด ไม่ใช่เลย ปัญญาต้องเกิดจากองค์ 6 มรรค 8 เกิดจาก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ อาตมาเชื่อว่าอาจารย์ผู้รู้ต่างๆก็ฟังอาตมา ดูจากข้อเขียนที่ออกมาพาดพิงแล้ว แต่เขาไม่เชื่อหรอก เขาเชื่ออาจารย์เก่าๆเขา อาตมาไม่มีอะไรเป็นสิ่งน่าเชื่อถือเลยทางโลก เรื่องการสวดนี้สวดกันเป็นล้านจบอย่างธรรมกาย นั้นสวดให้อาจารย์เราปลอดภัย ถ้าสวดได้ พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องสอนอะไร สอนให้สวดมนต์อย่างเดียว ให้มันเกิดฤทธิ์เดช จะไปทำอย่างอื่นให้เหนื่อยทำไม บทมนต์ไหนขลังๆก็สวดเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(บวร) ตอน ความสำคัญของสัมประสิทธิ์ _5481 ลูกอยากมีสัมประสิทธิ์ พ่อครูว่า...แสดงว่าฟังแล้วนึกชอบใจคำว่าสัมประสิทธิ์ Coefficient ดี สัมประสิทธิ์เป็นพลังงานองค์รวมที่สูงส่ง แม้ทางฟิสิกส์หรือจิต เป็นพลังงานที่ตั้งอยู่บนฐานของความก้าวหน้า ในระดับคูณ มีทั้งตัวตั้งตัวประกอบ พลังงานบวกพลังงานลบ มีพลังงานตัวแปรที่สูงมีประสิทธิภาพถึงขั้นคูณ และทำงานเสมอไม่มีตกต่ำ คุณอยากได้สัมประสิทธิ์ ถูกแล้ว เพราะเป็นการนำไปสู่ความบรรลุผล

SMS จากเฟซบุ๊ค

_ Din Jaa · ได้ฟังธรรมมะพ่อท่านรู้สึกมีความสุขใบหน้ายิ้มแย้มสดใสร่าเริงทันที พูดจริง จริงเจ้าค่ะ

_หินชนวน อโศกตระกูล · ชมทางยูทูปครับ เร็วกว่าเฟซ

_ Kamonpan Hoffman · ฟังชัดเจนเจ้าค่ะแม้มีเสียงฝนแต่พ่อครูจะเปล่งเสียงมากขึ้นเจ้าค่ะ

_จตุพล จรรยา · เสียงท่านเดินดิน แหบแห้งแล้วครับ .... ท่านสุดยอดครับ

_จตุพล จรรยา · ซาบซึ้ง พ่อท่าน ตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฝน ... กราบนมัสการ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ 7) ตอน วิตกกับวิจาร _พุทธพิมพ์ไพร ชวนนทกิจ กราบเรียนถามพ่อครูค่ะว่า ตัววิตก วิจารณ์ ที่พ่อครูบอกว่าต้องมีเพื่อที่จะเดินฌานให้ได้ นี้ต่างหรือเหมือนกับตัวโยนิโสมนัสิการอย่างไรคะ พ่อครูว่า...ถามว่า วิตก วิจาร คนที่ปฏิบัติธรรม ก็คงจะได้ฟังคำสองคำนี้ ผู้ปฏิบัติธรรมจิตเป็นฌาน ฌาน 1 ต้องมีวิตกวิจารเป็นตัวแรกเลย มีปีติ สุข ยังไม่ถึงอุเบกขา แต่องค์รวมต้องไปสู่อุเบกขา อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน วิตก อธิบายเป็นภาษาง่ายๆคือจิตที่เริ่มเกิดมา ถ้าเริ่มโผล่มานี่ จิตเริ่มดำริ เริ่มมีจิตริเริ่มที่จิต เรียกว่า วิตก พอเริ่มมาจิตจะมีอาการ มีพฤติ มีความประพฤติของจิต เรียกว่า จาระ วิจาระ แปลว่า ต้องรู้อย่างยิ่ง ว่า จาร คืออะไร เวลาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้า ต้องรู้จัก ตักกะ กับ จาระ ต้องรู้อย่างยิ่ง อ่านอาการตักกะอย่างไร จาระอย่างไร คือการจิตตั้งแต่เริ่มจนมีพฤติ มีการเริ่ม1 พอปรุงแต่ง มีลวดลายลีลา คุณต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อ่านวิเคราะห์ว่ามันมีตัวอกุศลเหตุ ปรุงแต่งร่วมอยู่ด้วยไหม การปฏิบัติธรรมต้องมีพิจารณา ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลัก อ่านอาการ ไม่ใช่นั่งหลับตา ไม่กระดุกกระดิก แต่พระพุทธเจ้าให้อ่านอาการกระดุกกระดิกของจิตที่มีกิเลสปนมา แล้วจัดการกิเลสให้เบาหรือดับลงได้ นี่คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ทุกวันนี้ให้ไปนั่งสะกดจิตไม่คิดไม่นึกอะไรเลย เขาลัดเลยว่าให้จิตอุเบกขา คือจิตหยุดว่างเฉย เข้าใจผิด พาซื่อเป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนาไม่ใช่เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ใช้กดข่มกดหัวมันเลย เป็นคนละวิธีการของพระพุทธเจ้าเลย เขาให้จิตจดจ้องให้จิตหยุดกับอันนั้น เป็นสะกดจิตแท้ ไม่มีอะไรก็ให้เพ่งนิ้วมือตนหรือเพ่งที่หน้าผากตนเอง หรือเพ่งลมหายใจเข้าออก ดินน้ำไฟลม เป็นกสิณของโบราณ อ าจารย์ อรรถกถาจารย์ อื่นๆเอามา ซึ่งมันเพี้ยนไปแล้ว เขานึกว่าถูกต้องอีก การจะรู้จักวิตกวิจารณ์ จึงเป็นทางพิสูจน์ได้ คนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะรู้จัก จิตตักกะ วิตักกะ คือวิตกนี่แหละ ในวิตกมีวิจัยวิจารณ์ วิจัย จิตที่เราดำริ มีพฤติกรรม เป็นจาระ คุณต้องวิจัยมัน มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ แยกแยะว่ามีกิเลสอยู่ไหน แล้วฆ่ากิเลสอย่าไปดับจิตหมด มันก็เสียสภาพจิตไปเฉยๆ ไม่ได้ดับสิ่งควรดับ คือกิเลส

SMS วันที่ 22 มิถุนายน 2560

_7459ครูสมัย50ปีก่อนก็เคยเป็นมดน้อย แต่เมื่อเริ่มปฏิรูปหลักสูตร แผนการสอน กิจกรรม การประเมินผล ครูทำผลงานทางวิชาการ เด็กก็เลยรับเคราะห์ ผลผลิตเด็กก็เลยแย่ลง พ่อแม่ก็ผิดหวัง ประเทศชาติก็ตัองรับภาระต่อไป

_3867ท.จันทร์พูดตรงคล้ายกับชีวิตผู้น้อย!ผู้ไม่หวังไม่อยาก ไม่ยึดติดลาภยศสรรเสริญโลกียสุขใดๆ!มนุษย์หูเทียมที่ทุกคำพูดทุกเสียงถูกปรับจูนด้วยคอมฯโลกธ.

_3867กราบอนุโมทนาธ.สณ.ด้วย การอนุเคราะห์ต่อกันและกันในหมู่กลุ่มผู้ให้ปย.สุขสังคมทั่วถึงกัน!โดยเผื่อแผ่แบ่งปัน!พูดจามีน้ำใจ!ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน!มีตนเสมอ ร่วมทุกข์สุขกัน!ซื่อสัตย์จริงใจ ทั้งต่อหน้าลับหลัง

SMS จากเฟซบุ๊ค _สปอร์ตซ่าส์ ซิ่งซ่าส์ · ผมขอตำหนิท่านนะเรื่องบินฑบาต .ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยคนอื่น. ควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย.ท่านสอนตามใจแบบแบกกิเลสนะ.ควรศึกษาดูดีๆนะ สมณะเพาะพุทธว่า...มีการวิเคราะห์เรื่องทำอย่างไรจะไม่ให้พ่อท่านต้องหนักในการบิณฑบาต ปรารภเพื่อทำอย่างไรไม่ให้สังขารพ่อท่านหนักเกินไป แต่ปรับวิธีการบิณฑบาตให้เหมาะกับสังขารพ่อท่าน พ่อท่านว่า...ทุกวันนี้ก็อย่างนั้น ไม่ได้บิณฑบาตพร่ำเพรื่ออะไร ก็มีชีวิตให้คนอื่นเลี้ยงไว้

ไลน์ 23 มิ.ย. 60 _ AMA keang.....กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงดิฉันไม่ได้ไปอยู่แต่เคยไปสันติอโศกและเปิดบุญนิยมทีวีดูประจำค่ะบางครั้งตั้งแต่ตี3ทั้งวันบ้างดิฉันเลื่อมใสในการเทศของพ่อท่านทำให้จิตใจจากเมื่อก่อนใจร้อนเดี๋ยวนี้เย็นขึ้นเปิดดูตั้งแต่ชุมนุมตอนนี้71ปีเต็มเดือนนี้ค่ะขอให้พ่อท่านพรรษายืน150พรรษาค่ะเมื่อไหร่รัฐบาลตาสว่างสักทีให้ไปศึกษาวิถีชีวิตชาวอโศกสักที พ่อครูว่า...อาตมาทึ่งพวกแอร์พวกอ่านชื่อในสนามบิน เขาก็อ่านภาษาอังกฤษแต่อ่านมาเป็นภาษาไทยได้ถูกต้อง อาตมาว่าน่าจะถูกต้องมากกว่าผิดนะ เขาจะอ่านชื่ออาตมาถูกไหมนะ สะกดว่า Bodhirak เป็นการสะกดอย่างวิชาการบาลี แต่ถ้าสะกดทั่วไปเป็น Potirak แต่อันนี้สะกดแบบบาลี

อาตมาว่ารัฐบาลจะรู้ไหมหนอว่ามีกลุ่มชุมชนหนึ่งที่มีวิถีชีวิตแบบนี้ สาธารณโภคี อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง มีกินมีใช้ร่วมกันแบ่งกินใช้ร่วมกัน ถ้ามีเกินจากหมู่เราก็เอาไปแบ่งแจก ขาย ขายอย่างมีอุดมคติ อุดมการณ์แบบบุญนิยม ไม่ขายอย่างทุนนิยมสามานย์ แต่ขายแบบบุญนิยม มีขั้นที่1 ขายต่ำกว่าราคาตลาด ขั้น 2.ขายเท่าทุน ขั้น 3.ขายขาดทุน ขั้น 4. แจกฟรี เราทำมาได้อยู่อย่างนี้มาสามสิบกว่าปีแล้ว คุณว่าชุมชนชาวอโศกอยู่ดีไหม ไม่ต้องให้ตำรวจมาตรวจด้วย เราก็พึ่งตำรวจบ้าง เวลาเราจัดงานก็ขอให้มาช่วยก็ไม่ค่อยมา วิถีของชาวอโศกได้ศึกษาบ้างไหมรัฐบาล ได้สะดุดได้สังเกตบ้างไหม เขาอยู่ได้ด้วยทฤษฎีอย่างไร มาเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมอย่างนี้ อาตมาเคยนึก กลุ่มน้อย แต่มันมีประสิทธิภาพ ทำให้คนเป็นอย่างนี้ ก็ถ้าเกิดว่า ถ้าท่านบริหารสังคมประเทศไทย ได้เหมือนสังคมชาวอโศก ทุกหมู่บ้านเลยจะเป็นอย่างไร มันก็ประเสริฐ สุขสบายเลยประเทศ เขาคงจะบอกว่าไม่เอา อย่างเอ็งหรอก พากันมาจน เมื่อจนแล้ว จะช่วยสังคมประเทศชาติได้อย่างไร มันลึกซึ้งตีกลับ ปฏิบัติแบบในหลวง เอาแบบคนจนขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ในหลวงเป็นพุทธมามกะ เป็นชาวพุทธที่มีภูมิธรรมระดับ โลกุตรบุคคล จึงได้พูดอย่างนั้น คนธรรมดาจะมาพูด มาเอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เขาจะไม่สามารถพูดแบบนี้ได้ คนพูดแบบนี้ได้ต้องมีปัญญา มีความระลึกรู้ว่ามันดี เป็นความเป็นไปได้ แล้วคุณว่าเป็นไปได้ไหม มาอยู่แบบคนจนเป็นความสุขดีไหม ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา น่าภาคภูมิหรือน่าเสียดาย ...ก็น่าภาคภูมิใจ ไม่ใช่เราได้กำไร เอาเปรียบเอารัดได้ก็น่าภาคภูมิใจ อย่างนี้ไม่ได้เรื่อง สังคมเศรษฐกิจแบบนั้นจะแย่ ถ้าต่างคนต่างคิดว่า เราอย่าไปเอามาก เอาให้น้อย ตรงกับ กถาวัตถุ 10 แต่เป็นชาวพุทธก็ไม่เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติก็เลยยาก ศาสนาพุทธมันเสื่อม เป็นเพราะว่ากระแสหลักของพุทธศาสนา ไม่สอนให้คนส่วนใหญ่ ผู้บริหารปกครอง ได้รับความรู้ที่ถูกต้องของศาสนาพุทธ แล้วไปสนับสนุนให้คนมักใหญ่มากๆ หลงนับถือกัน เป็นเรื่องน่าสงสาร สมณะเพาะพุทธว่า...ขอคั่นด้วย อาศิรพจน์ พระปรมาภิวาทะ (๑) วันพิเศษพสกทั้ง ไผทไทย รำลึกน้อมภูวไนย ผ่านเผ้า เทิดทิตอิศเรศไอ- ศุริยะ ยิ่งเทอญ คุณค่าฟ้าปกเกล้า เลิศล้นบารนี (๒) ไทยมีกีรติก้อง ด้วยพระ วิริยะกรุณมหะ กว่าพร้อง ปรมาภิวาทะ ยิ่งวิเศษ สุดเลย คือ "แบบคนจน" ต้อง ทึ่งอึ้งคำสวรรค์ (๓) ทรงสรรคำอีกย้ำ ชัดเจน "อาว์ล็อสอิสอาว์เกน" ยิ่งซ้อง เสริมพระอริเยนทร์ เปรื่องปราชญ์ ปรีชญาณพฤทธิ์พ้อง พุทธแท้เธียรธรรม (๔) พระคำวิเศษนี้ อาริยะ ใช่ตรัสแต่วาทะ แค่ถ้อย ราชจริยวัตระ ประจักษ์สิทธิ์ พิสูจน์เทอญ ทรงกิจไว้ไม่น้อย กว่าร้อยเกินพัน (๕) พระสรรพระสฤษฎ์ให้ โลกระบือ คำใหญ่ยิ่งนั้นคือ ทิฏฐิฟ้า เคยมีฉะนี้หรือ ในโลก ที่ตรัสให้คนกล้า มักน้อยมาจน (๖) ปกครองคนด้วยแบบ ขาดทุน ปรมัตถ์นี้คือบุญ แน่แท้ ชำระกิเลสคุณ ใหญ่ยิ่ง โลกวัดมิได้แม้ ฉลาดด้วยปริญญา (๗) วาทะนี้กว่าพื้น ปุถุชน ทั้งขาดทุนทั้งจน สุขได้ สละชี้อัศจรรย์คน อาริยะ ประหลาดแน่แต่จริงไซร้ เพราะแท้พุทธธรรม. ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า น.ส.พ.เราคิดอะไร (สไมย์ จำปาแพง ประพันธ์) ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน แบบคนจนคืออย่างไร พ่อครูว่า ก็อยากจะขยายความต่อเรื่องแบบคนจน คนมีกิเลสนั้นไม่อยากจนหรอกอยากจะรวยทั้งนั้น อยากมีมากไม่อยากมีน้อย อยากได้น้อยมีน้อยนี่ภาษาบาลีคืออัปปิจฉะ เป็นหลักธรรมที่สำคัญยิ่งของศาสนาพุทธ คนใดที่เอาไว้น้อยสร้างเองไว้กินใช้แต่น้อยมีเหลือก็สะพัดออก หากมีความรู้สึกเป็นคนแบบนี้ โลกจะไม่แย่งชิงฆ่าแกงไม่เดือดร้อน เป็นตัวจบ เป็นคุณสมบัติเป็นคุณธรรมอันวิเศษ กถาวัตถุ 10 อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ คำพูดที่ทำให้เกิดความมักน้อย มายินดีกับความจน คำว่า จน คืออะไร จนคือคนมีไว้น้อยๆไม่ต้องไปมีมาก แต่ไม่ได้หมายความว่า คนจนคือคนขี้เกียจ คือคนทำงานแค่นี้ กินสองก็ทำแค่สองก็พอ กินสามก็ทำแค่สามก็พอ ไม่ใช่ คนเอาไว้น้อยคือคนขยันทำงานเต็มที่ วิริยารัมภะ ทำได้มาก แต่เอาไว้กินใช้แต่น้อย นอกนั้นเอาไว้เกื้อกูลสะพัดกัน เผื่อแผ่คนพิการ เด็ก คนแก่ คนป่วย คนไร้สมรรถนะ พวกนี้ควรช่วยทั้งนั้น แต่มีอีก 2 ประเภทที่ ไม่ควรช่วยคือ คนขี้เกียจ กับคนขี้โกงขี้โลภ สังคมเราเผื่อพอคน ไร้สมรรถนะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่นี่ มันขี้โลภ โลภโมโทสันมาก ต้องขึ้นเบอร์หนึ่ง เป็นเศรษฐีระดับนั้นระดับนี้ ไม่รู้จักพอ คนพวกนี้เขานับถือศาสนาพุทธหรือเปล่า ไม่เข้าเรื่อง ทำให้เศรษฐกิจติดขัด หอบเอาเป็นของตนอย่างเดียว ถ้าสมมุติว่าประเทศไทยมีเงินอยู่ 10,000 ล้าน แต่เอาไปหอบไว้กับตัว 9,000 ล้าน ก็จะเหลือให้คนอื่นน้อย เป็นความเดือดร้อนเลวร้าย มีเงินมากก็เป็นพิษภัย เอาไปข่มเบ่ง ในหลวงมีพระคุณอันประเสริฐสุดยอด แต่คนบอกว่า จะทำตามพ่อสอน มีแต่พูดแต่ไม่ได้ทำ ไม่มีการประพฤติ แบบนี้เรียกว่าคนตอแหล เมื่อในหลวงตรัสว่ามาเอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไร ผู้บริหาร และประชาชนก็ไม่ได้ทำตาม แต่ไปทำขัดแย้งกับของในหลวง น่าสงสารประเทศ ทั้งที่มี ในหลวง พระเจ้าแผ่นดินที่แสนประเสริฐ มีพระปรีชาญาณ มีความรู้โลกุตระ น่าสงสารประเทศไทย

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตย 28 ข้อ อาตมาได้นิยามคำว่าประชาธิปไตยไว้ 28 ข้อ

ประชาธิปไตยดีสุดต้องโลกุตระ ประชาธิปไตยที่ไม่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็จะต้องมี“การเลือกตั้ง”จากประชาชนเป็นธรรมดา ซึ่งเป็นประชาธิปไตยขาเดียว “ประชาธิปไตยขาเดียว”หมายความว่า ประชาธิปไตยที่มีแต่“ระบบประชาชน”เท่านั้น ไม่มี“ระบบกษัตริย์”ในประเทศนั้นๆ ส่วนประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข จะมีความเป็นจริงของภาวะจริงแห่ง“กษัตริย์”ที่ทรงมีทั้ง“เลือดแห่งกษัตริย์” และทรงมีทั้ง“วิญญาณแห่งกษัตริย์” ซึ่งครบสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์ คือ ในความเป็น“มนุษย์”นั้นต้องสัมบูรณ์ด้วย“เลือด” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งต้องสัมบูรณ์ด้วย“วิญญาณ” หากสังคมประเทศที่มีกษัตริย์ก็ชื่อว่าเป็น“ประเทศที่มี“วิญญาณ” หากกษัตริย์ในประเทศนั้นทรงมี“วิญญาณ”ที่เป็นประชาธิปไตยก็จะไม่ต้องมี“การเลือกตั้ง”โดยประชาชน มีแค่“การซาวเสียงกัน”ในหมู่ชนนั้นๆ เลือกผู้เหมาะสมขึ้นมาทำหน้าที่ในแต่ละเขตชุมชน แต่ละตำแหน่งหน้าที่ ก็เป็นไปได้แล้ว ส่วนตำแหน่งหน้าที่สำคัญๆสูงในขีดขั้นต้องบริหารประเทศนั้น กษัตริย์ทรง“แต่งตั้ง”ก็เพียงพอแล้ว เพราะกษัตริย์นั้นจะมี DNA สืบสันตติวงศ์ เมื่อทรงเป็นประมุขคู่รัฐ ชื่อว่าประชาธิปไตย 2 ขา และกษัตริย์จะทรงมี “ทศพิธราชธรรม” ในพระจริยวัตรแท้ เมื่อสัมบูรณ์ด้วย“เลือด” โดยเฉพาะสำคัญยิ่งสัมบูรณ์ด้วย“วิญญาณ”ก็สัมบูรณ์ความเป็นประชาธิปไตย 2 ขา ก็จะมี “ประชาราชสมาศัย” เป็นนาม-รูป ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน ครบครันเต็มความเป็น“สัตว์โขลง” และเป็น“สัตว์สังคมมนุษย์” ไม่เอียงโต่งอยู่แค่ เป็น“มนุษย์ที่มีแต่เลือดแต่ไม่มีวิญญาณ” ซึ่งสำคัญมากเพราะเป็นธรรมะ 2 คือ เลือดกับวิญญาณ แล้วจะสามารถมีคุณธรรมขั้นโลกุตระได้ จึงชื่อว่า ประชาธิปไตย ๒ ขา ธรรมะต้องเป็นโลกุตระจริง คือล้างความเป็นตัวตน จนหมดตัวตน แล้วรับใช้ประชาชน ด้วยธรรมะที่เป็นโลกุตระนั้นๆ ไม่อย่างนั้นจะต้องใช้วิธี“เลือกตั้ง”กัน และจะมีการโกงกันหรือใช้กลเม็ดในการจะได้รับเลือกตั้งกันไปตลอดกาลนาน ดังที่เป็นกันอยู่ในโลก ถ้ากษัตริย์ไม่มีโลกุตรธรรม เป็นโลกุตรบุคคล ก็จะไม่มีเชื้อโลกุตรธรรมในสังคมนั้น เพราะกษัตริย์ต้องมีสันตติวงศ์ที่สืบทอดด้วย “กฎมณเฑียรบาล” หล่อหลอมสร้างมาทุกชาติทุกชาติ อยู่ดีๆสัตว์โลกที่ไม่ได้สั่งสมวิบากที่เป็นกุศล มานานนับชาติมากเพียงพอจะเป็นกษัตริย์ไม่ได้ แม้เป็นได้ก็ไม่มีทศพิธราชธรรมเพียงพอ ก็ยังไม่ดี ใช่มั้ย เป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริงมีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากล ยิ่งเป็นโลกุตระ ก็ดีทั้งสมมุติที่เป็นสากล และดีทั้งปรมัตถ์คือคุณธรรม พระจริยวัตรนั้นทรงงานเพื่อประชาชนที่มีรูปธรรม ยืนยันจับต้องได้ ยังมีปริมาณของสมมุติมากมายให้เห็นให้รู้ได้จริง ส่วนปรมัตถ์ก็อยู่ในพระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพระจริยวัตรอันประเสริฐอย่างเป็นจริง มีรูปธรรม เป็นสมมุติธรรมให้สัมผัสได้เป็นสากลอย่างในหลวงร.9 ที่ทรงงานมาตลอด 70 พรรษา ก็สัมผัสผลงานจริงได้แท้ ค้านแย้งไม่ได้ พระจริยวัตรนั้นๆแม้จะเป็นงานเพื่อประชาชนที่มีนามธรรมยืนยันอยู่ แต่มีคุณภาพของปรมัตถสัจจะ ที่เป็นโลกุตรธรรม ที่ลึกซึ้งมากมายให้รู้ได้จริง ได้เท่าที่ทรงมีจริง นั้น มีรูปธรรมเห็นได้ อ่านออก ประชานก็จะเทิดทูนนับถือ จนถึงขั้น ขณะนี้ แสดงออกถึงขั้น ฮือฮา แสดงออกถึงความเคารพบูชาเทิดทูนความเป็นประชาธิปไตย พระจริยวัตรที่ทรงงานรับใช้ประชาชนมา 70 ปี ประชาชนฮือฮา อย่างที่ประเทศไทยกำลังเป็นอยู่ ที่เป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะเป็นโลกุตระ ประชาชนที่ขานรับ ด้วยความตั้งใจที่จะทำตามพ่อสอน เพราะท่านทรงทั้งทำทั้งพูด ทรงมาหมด แม้จะทรงพูดน้อย แต่ก็สอดคล้องเป็นโลกุตระ โลกุตระคือไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อมวลประชาชนอย่างแท้จริง ฉะนี้แลประชาธิปไตย คือประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ได้ประโยชน์(หิตายะ)ได้รับความสุข(สุขายะ) ความเป็นประชาธิปไตยตามข้อต้นๆมานั้น แม้จะมีคุณภาพพอประมาณยังไม่มากนัก ทว่าก็มีพอยืนยันยอมรับได้ เพียงแต่ยังไม่ใช่กาละอันถ้วนถึงเท่านั้น ซึ่งยังมีอัตราการก้าวหน้าของ“สัมประสิทธิ์”(coefficient) ยืนยันได้จริง ที่ซึมลึกไหลถ่ายเทสืบทอดเป็น“ออสโมซิส”(osmosis)อยู่ ก็พอจะชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยที่มีแต่เจริญก้าวหน้าไม่หยุดอยู่กับที่(coefficient) ถ้าแม้นความเป็นประชาธิปไตยในสังคมประเทศนั้นมีไม่พอถึงขั้นข้อ 17 จึ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน