600614_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม ส่วนป่านาบุญ 2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข11 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600614_เอื้อไออุ่นแพทย์วิถีธรรม ส่วนป่านาบุญ 2 อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37_สัมมาทิฏฐิ 10) ตอน ออกจากแรงดึงดูดของโลกด้วยอัญญะ พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 14 มิถุนายน 2560 เรามาถึงอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช สวนป่านาบุญ 2 อยู่บนเรือบินเสียเวลา มากันก็จวนเจียนไม่ทันฉันข้าว ก็มาพอได้ทันพอดี ทุกอย่างก็เกิดอุปสรรคให้เราได้ฝึกฝน อุปสรรคแปลว่าใกล้สวรรค์ อุปะ คือใกล้ หรือเริ่มเกิด เป็นสภาวะธรรมที่ทำให้เราได้ฝึกฝน ให้เราได้ใช้การปฏิบัติ การปฏิบัติของพระพุทธเจ้าต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย เมื่อสัมผัสแล้วก็จะเกิดภาวะ Action reaction เกิดพลังงานขึ้นมาในจิตใจ แล้วเราต้องอ่านจิตใจ วิเคราะห์วิจัยจิตใจอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่พื้นฐานเบื้องต้นไปถึงกลาง ถึงละเอียด พวกเราก็ได้ปฏิบัติตามแนวทางที่ได้ทำกันมา ช่วงนี้รู้สึกว่าทางด้านค่ายแพทย์วิถีธรรมจิตอาสา จะมีมวลที่เหนียวแน่นมากเลย มีกิจกรรมเป็นที่ต้องตาต้องใจ ชาวสังคมมาก จะได้รังสรรค์ช่วยเหลือศาสนาพระพุทธเจ้า ให้พัฒนาเพิ่มขึ้น อย่างไรก็มีพวกเรา ที่ได้พยายามรังสรรค์สืบสานศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ได้ยืนยาวแก่โลก ซึ่งตอนนี้กว้างขวางขึ้น เพราะว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระจริยวัตร ช่วยเหลือประชาชนมา เป็นพระมหากรุณาธิคุณมหาศาล ที่ได้ทรงเผยแพร่ พระจริยวัตรของพระองค์ ทำให้คนรับซับซาบได้ ในนัยยะโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนั้น คนเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่ทวนกระแส โลกียธรรม มันมีจิตที่อาตมาได้แยกแยะวิเคราะห์วิจัยจิต เริ่มตั้งแต่ตัวญาณรู้โลกุตระตัวแรกที่เรียกว่า อัญญะ อัญญะแปลว่าอื่น ออกจากจิตสามัญแบบโลกที่วนเวียนในโลกธรรม ลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างดีก็ทำความดีพากเพียรไม่เบียดเบียนคนอื่น แล้วจะรุ่งเรืองด้วย

อ่านต่อ

ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขที่เป็นกามคุณ 5 หรือได้บำเรออัตตา แล้วเป็นสมบัติผลัดกันชม เป็นวิบาก เดี๋ยวเขาขึ้น เดี๋ยวเราลง แย่งกันไปกันมา ถ้าได้ทำสิ่งที่ดีที่ควรก็จะขึ้น ทำสิ่งไม่ดีไม่ควรก็จะตก วนไปวนมา จนมีจิตอัญญธาตุ ปลุกออกมาจากโลกเก่า เป็นจิตที่มีตัวรู้ เห็นเลยว่า ต้องไปทำแบบโลกีย ฝึกฝนตนเองให้หลุดออกมา เหมือนคนค้นพบ พลังงานดึงดูดของโลก แล้วเราหลุดออกจากพลังงานดึงดูดของโลกได้ เมื่อมีทฤษฎีที่จะทำให้ออกจากแรงดึงดูดของโลกได้ คือทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ถ้าปฏิบัติมา จริงๆแล้วไม่ได้สัดส่วนสมควรถูกต้องก็ไม่หลุดจากโลกียะ การปฏิบัติตามได้ฟังธรรมะของสัตบุรุษ ได้ปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสมาธิลืมตา ไม่ใช่สมาธิหลับตาแบบสากลทั่วโลก ไม่ว่าใคร ฤาษีชีไพร ...แต่สมาธิลืมตาเป็นของศาสนาพุทธเท่านั้น

สื่อธรรมะพ่อครู(สังโยชน์ 10) ตอน คุมกิเลสนอกได้แล้วจะคุมจิตฟุ้งซ่านได้อย่างไร ก่อนจะได้ลงรายละเอียด ก็จะอ่าน คำถาม _ขันติคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ถ้าเป็นกิเลส กาย วาจา ข้าพเจ้าคิดว่าอดกลั้นได้ แต่ถ้าเป็นกิเลสทางใจ คือ จิตคิดฟุ้งซ่านไร้สาระ ตัวเราเองไม่ได้อยากจะไปคิด แต่มันคิดขึ้นมาเองควบคุมไม่ได้ จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรให้เลิกคิดฟุ้งซ่าน ต้องสร้างบารมีขนาดไหน จึงสามารถนำพาญาติพี่น้องมาสู่หมู่โลกุตระได้ ถ้าเราทำไม่ได้จะทำใจอย่างไร? ตอบ...ประเด็นแรกที่ว่าจิตฟุ้งซ่าน อดไม่ได้ ถ้าควบคุมกายวาจาก็อดทนได้ แสดงว่ามีพลังงานทางธรรมขนาดหนึ่ง กดข่มด้วยเจตนาเลย ถ้าเป็นอนาคามี เป็นผู้ที่มีจิต ภายนอกทางกายวาจา จะเป็นกิเลสยั่วยวนมอมเมาจัดจ้านอย่างไรก็ไม่ตอบสนอง ทนได้ จะมีกิเลสที่เหลือก็ไม่ออกมาแสดงออกภายนอกแล้ว ถ้าเป็นอนาคามีที่สูงแล้วก็ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ถ้าอนาคามีต้นๆ ก็ต้องพยายามมากหน่อย พยายามสำรวม อดกลั้น อดใจไว้เยอะ ถ้าจริงๆข้างนอกเราก็ละอาย กลัว เรารู้วิบากบาปมีจริง เราก็ไม่สร้างอกุศลวิบากเพิ่ม จะเป็นคนเชื่อกรรมวิบาก เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าคนอดกลั้นได้จริงๆ เป็นการเข้าเขตอนาคามี ทางกาย วาจา ข้างในก็อดกลั้นได้ไม่ให้รุนแรง แต่ใจคิดฟุ้งซ่านไร้สาระอยู่ ก็เป็นธรรมดา เป็นรูปภพก็แรงหน่อย เบาลงก็อรูป แม้เบาลงก็มีซ้อนเป็นมานะ เป็นอาสวะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาก็ค่อยๆทำไป ถามว่าจะทำอย่างไร ใจอยากได้เร็วนะที่ถามมา ไม่อยากฟุ้งซ่าน ก็เจอทุกคน อาตมาก็เจอ ก็ต้องค่อยๆปฏิบัติ ถามว่าทำอย่างไรก็ทำตามทฤษฎีที่เราทำ อย่าใจเร็ว พากเพียรให้เต็มที่ อย่าให้เกิดให้เสื่อม ชักฟุ้งซ่านอยากออกจากหมู่ก็จะเสีย พวกเราอย่าใจร้อน อันนี้ใจร้อนไป อาตมาว่าไม่ต้องใจร้อนมากไปหรอก พยายามปฏิบัติตามหมู่ตามอาจารย์พาทำตามศึกษาไป

แล้วประเด็น 2 ต้องสร้างบารมีขนาดไหน จึงสามารถนำพาญาติพี่น้องมาสู่หมู่โลกุตระได้ ถ้าเราทำไม่ได้จะทำใจอย่างไร? พ่อครูว่า... อันนี้ตอบไม่ได้เลย ขึ้นอยู่กับบารมีของญาติพี่น้องด้วย ไม่สามารถตอบได้เลย ขนาดพระพุทธเจ้า ยังไม่สามารถเอาญาติพี่น้อง มาไม่ได้ง่ายๆเลย อย่าเพิ่งคำนึงถึงคนอื่นมาก แม้จะเป็นพี่น้องทางด้านสรีระ ตัวตนบุคคล บางที สายเลือดญาติพี่น้อง บางที ไม่ใช่พี่น้องที่จะพาไปโลกุตระ บางทีเป็นศัตรู มาเป็นผู้ทวงหนี้ก็ได้ ไม่ควรไปหลงพี่น้องมาก แต่ไม่ได้ว่าไม่เกื้อกูลพี่น้องเลย แต่ให้รู้ว่าเราจะเอาให้พี่น้องได้หมดก็ไม่ได้หมดหรอก ได้บางผู้คน ตามบารมี อย่างอาตมา มีน้องชายสามคน เสียไปคนหนึ่ง น้องผู้หญิงสามคน น้องคนหนึ่ง แยกไปปฏิบัติธรรม บวชไปแต่ไม่มากับอาตมา มุ่งมั่นเชื่อตัวเองว่าสูงกว่าอาตมาด้วย ตัวเองถือว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าด้วย แต่ไม่ได้บ้า น้องชายคนรองไปอยู่อเมริกา น้องชายสุดท้องเสียไปแล้ว นอกนั้นน้องผู้หญิงก็มา อาตมาไม่พยายามบังคับ ให้สร้างบ้านไว้ก็ไปๆมาๆ ก็ยังไม่เข้ามา ทั้งที่น้องสาวคนโตก็ 80 แล้ว ไม่รู้เขาจะอยู่ไปนานเท่าไหร่ก็เป็นตามจริง สรุปว่า อย่าไปยึดมั่นถือมั่นเกินไป การรักน้องรักญาตินั้นดี แต่คนมีบารมีต่างกัน ถ้าเราพาพ่อแม่ญาติพี่น้องมาไม่ได้ ก็ให้วางใจๆ ทุกคนมีกรรมวิบากเป็นของๆตน เราได้ช่วยเต็มที่แล้วด้วยเมตตาหวังดีจริงๆ รู้จักขีดเขตว่าพอดีแล้ว

_ดิฉันอายุ 56 ปีแล้ว ได้เรียนปริญญาตรีกับแพทย์วิถีธรรม จบปีนี้แล้ว เดิมตั้งใจว่าจะจบแค่ปริญญาตรี เมื่อเห็นอาจารย์หมอเขียวจะปฏิรูปการศึกษา จึงเกิดความคิดจะเรียนปริญญาโท พ่อท่านคิดว่าจะเหมาะกับอายุไหมคะ จะเป็นการทำให้เสียงบประมาณหรือไม่คะ ถ้าจะต่อสถาบันวิชชารามป.โท หรือว่าควรจะเสียสละกับคนรุ่นใหม่ ตอบ...ความเหมาะสมของแต่ละคนก็ต้องประมาณตนเองและคนแวดล้อม รู้กันดีว่าคนนี้ ถ้าจะไปเรียน อายุก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ที่จริง 56 ก็ไม่แก่เกินเรียน ก็ต้องพิจารณาสิ่งแวดล้อมกับใจตน พิจารณาหมู่กลุ่ม เราอาศัยหมู่กลุ่มเป็นหลักดีกว่าเอาตัวเองเป็นหลัก

_เรื่องพระธัมมชโยในธรรมกายเป็นพระในพุทธศาสนาหรือไม่ ตอบ...เป็นพวกกที่แอบแฝงพุทธศาสนาไม่เป็นพระเป็น สมี เป็นผู้ปาราชิกไปจากศาสนานานแล้วหลายคดีมากมาย โดยเฉพาะคดีอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน หลอกทั้งดุ้นเลย ส่วนคดี ลักทรัพย์ ฉ้อโกง มากมายหลายร้อยคดี คือยับเยินเป็นผู้มีบาปเวรภัยไม่มีทางเป็นพระของศาสนาพุทธ เป็นตัวหลอกให้คนหลงทิศทางของศาสนาพุทธ หลอกคนให้ล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขได้มาก เพราะเขาก็หลงเช่นกัน เขาได้บาปเวรภัยไปเยอะมาก จนเดี๋ยวนี้ก็ไม่มอบตัว หากมอบตัว แก้กลับก็จะได้ประโยชน์ในชีวิต แต่เขาหนีไปนี่ ก็ยิ่งไปใหญ่เลย เป็นการย้อนแย้ง เป็นตัวอย่างความเลลวหลายชั้น แล้วไม่รู้ตัวซับซ้อน ธัมมชโยเลวร้ายกว่าเทวทัตหลายร้อยต่อ ดูได้ยาก ดูเหมือนสูง เป็นโลกียะซับซ้อนเหมือนพวกเล่นหุ้น ที่โกงกัน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ_ตาย) บริจาคร่างกายได้เป็นบุญไหม _การบริจาคร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่จะได้บุญมากแค่ไหน พ่อครูว่า...เขาก็บอกว่าได้บุญกุศล บุญคือเครื่องชำระกิเลส การบริจาคร่างกายคือทำทานก็ได้กุศล เราทำใจในใจเราเป็นไหม ให้อย่างไม่มีภพชาติก็เป็นบุญ แต่ให้แล้วมีเหลือเศษกิเลสก็ได้ส่วนแห่งบุญที่ได้ชำระกิเลส คนเรามันรักร่างกาย แม้ตายแล้วก็ไม่อยากให้ใครมาแตะต้องทำอะไร มันหวงตัว ทั้งที่ตายแล้วก็คือธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ถ้าตายแล้วเอาไปใช้ประโยชน์โดยเฉพาะทางการแพทย์ ให้คนศึกษาสรีระร่างกาย สรีระของคนเหมือนกันอาจมีความต่างไปเล็กน้อยตามวิบาก แต่โครงสร้างเหมือน ๆ กัน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ทำใจกับลูกขี้เหล้าอย่างไร _มีลูกชายชอบกินเหล้าตอนนี้เป็นเลือดในสมองตีบ บวชได้แปดเดือนสึกออกมาดื่มอีก อยากทราบวิธีแก้ไข ตอบ..ก็ช่วยเขาเท่าที่ช่วยได้ คนๆหนึ่งจะไม่มีคนช่วยเหลือเพียงแต่เรา คนอื่นช่วยด้วย ดีไม่ดีมีวิบากร่วมกัน เลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน สุดท้ายจะเป็นจะตาย ไม่มีเลือดเนื้อเชื้อไขมาช่วย แต่เป็นคนอื่นที่ช่วยกันอย่างพี่น้องยิ่งกว่าญาติก็เป็นได้ แม้ที่สุด เราก็พยายามเต็มที่แล้ว มันยิ่งรู้สึกว่าร้ายจนทนไม่ไหว เขาก็ยิ่งเลวร้ายแรงขึ้น เราก็ยิ่งแย่ลง ถ้าถึงขั้นนี้แล้วปล่อยเขาไปตามยถากรรม ขออภัยที่ต้องตอบอย่างถึงๆ เขาจะตายอย่างน่าเกลียดทุเรศทุรังอย่างไร ก็ต้องวางใจ แต่ถ้าเราจะช่วยได้เท่าไหร่ก็ดี แต่สุดวิสัยก็ตอบได้เท่านั้น ทุกอย่างอาศัยกัน แต่กรรมของใครของมัน การรักพี่น้องนั้นดีแต่ต้องประมาณ

_ของที่ญาติโยมให้เป็นสังฆทาน แต่ไปให้ร้านค้า ทอน เพื่อเอาไปขายใหม่เป็นอาบัติหรือไม่ ตอบ..ไม่น่าถามเป็นอาบัติแน่ ทั้งพระและโยมที่ให้ทำ

_ถ้าบอกว่าไม่ต้องใส่อาหารลงในบาตร แต่ให้ใส่เงินลงในบาตรแทน พระจะนำไปใช้จ่ายไปหาหมอ เพื่อรักษาตอนเจ็บป่วย พ่อครูว่า...คนนี้ไม่ใช่พระอย่าเอาไปใส่บาตรอีก

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ทาน) ตอน เอาเงินใส่บาตรพระผิดไหม _เวลาใส่บาตรของบางท่านจะใส่ธนบัตร เงิน ลงในบาตรผิดไหม พ่อครูว่า...เวลาใส่บาตรยังไม่รู้ บางกาละก็ใส่ แต่ถ้ารู้แล้วอย่าเอาเงินไปใส่บาตร ไปถวายเวลาใดก็ได้ แต่อาจเจอกันชั่วแวบเวลาบิณฑบาต ถ้าเป็นผู้ชายก็ใส่มือได้ ใส่บาตรก็ไม่ผิด แต่ให้รู้ว่า บาตรกลายเป็นกะลาขอทาน บิณฑบาตแปลว่าก้อนข้าว บาตรไม่ใช่เอาเงินที่เหมือนอสรพิษไปใส่ เอาเงินไปใส่เหมือนเอาหญิงสาวไปใส่ หรือเหล้าไปใส่ เงินนี่เป็นสิ่งเสพติด เท่าเหล้าไหม เงินกับสิ่งเสพติด เงินเสพติดหนักกว่าอีก จำหน้าตาไว้ อย่าไปคบหาพระอย่างนี้อีก

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ศีล) ตอน เร่ิมต้นเป็นคนได้ต้องมีศีล _การตรวจศีลทุกคนควรตรวจศีลและน้อมนำเอาไปปฏิบัติให้สูงขึ้นจนที่สุดใช่ไหม จะทำให้ตัวเองและผู้อื่นเจริญก้าวหน้า ลูกๆจะทำอย่างไรดีเพื่อให้พ่อครูอายุยืนยาว ตอบ...ศีล ต้องขอขยายความเรื่องศีลให้ดี คนที่ได้ร่างกายเป็นคนอาการครบ 32 ถ้าอาการไม่ครบ 32 ก็ยังไม่ครบ 32 ดีแล้ว ยังไม่มีศีลสักข้อ ถ้าจะว่าไปแล้ว ศีล สามข้อ 1 2 3 ข้อใดข้อหนึ่ง ถ้ายังเลอะเทอะทั้งสามข้อ คนนี้ยังไม่ใช่คน เป็นเดรัจฉาน ได้ร่างคน แต่จิตวิญญาณไม่ใช่คน คนจะเริ่มต้นเป็นคน เอาศีล สามข้อนี้ไปจับ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์แล้วมีความเอ็นดูปรารถนาดีหวังความเป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง ตามจุลศีลข้อ 1 ผู้นี้ไม่ฆ่าสัตว์ เริ่มเป็นคนแล้ว หรือผู้นี้ ไม่เอาทรัพย์สินคนอื่นที่ไม่ใช่ของเราด้วยวิธีทุจริต จะเป็นโกง ทุจริต อทินนาทาน ก็ยังไม่ใช่คน ศีลข้อใดข้อหนึ่งในสามไม่มีเลยไม่ใช่คน ศีลข้อที่ 3 ผู้ที่มี กามจัดเกินผัวเดียวเมียเดียวก็ไม่ใช่คน

ถ้ามีสักข้อหนึ่งก็เริ่มเป็นคน มีสองข้อก็เป็นคนมากขึ้น มีสามข้องเป็นคนมากขึ้น แล้วเสริมด้วยวาจา ส่วนจิตก็มีสามเป็นลำดับ กาม พยาบาท วิหิงสา วิหิงสานั้นละเอียด ก็เอากาม พยาบาทให้ลดก่อน ไม่เบียดเบียนทำร้ายใครจนเลือดตกยางออก ผู้นี้จิตวิญญาณเริ่มเป็นคน การมีเครื่องวัด มีเครื่องชี้บ่งให้เห็นว่า จะเป็นคนจริงๆ ต้องมีเครื่องวัดอย่างนั้น พระพุทธเจ้าถือศีลเป็นหลัก ท่านตรัสชัดในพรหมชาลสูตร ถ้าจะเริ่มต้นชมท่าน จะชมเราต้องชมว่าเรามีศีล แต่ยังต่ำนัก มันต่ำที่สุดแล้ว ศีลเป็นเครื่องวัดความเป็นคน ถ้าเผื่อว่าเราไม่มีศีลแม้แต่ข้อเดียว ยังไม่ใช่คน ยังหัวหกก้นขวิดชีวิตเละเทะ ถ้าทางใต้ ยังมีอาชีพฆ่าปลาหาปลาอีกเยอะ ละเอียดที่ว่าฆ่าปลาก็ยังไม่ใช่สัตว์ 4 ขา ก็จะไม่ลงลึกละเอียดข้อนั้น สรุปว่า ทางใต้ฆ่าสัตว์ แต่เขาก็มีศีลข้อใดข้อหนึ่งในสามข้อก็ยังเป็นคน แต่ถ้าไม่มีศีลสักข้อใดเลยก็ไม่ใช่คน สรุปว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า ใครจะชมเรา ต้องชมเราว่าเป็นผู้มีศีล แต่ยังต่ำนัก ถ้ามีศีลข้อหนึ่งก็เริ่มเป็นคนนิดหนึ่ง มีศีลสามข้อก็เป็นคนครบสามเส้า ถ้ามีวาจาใจก็ยิ่งครบ

_ถามเรื่องพลังงานทางวัตถุ แตกตัวปรมาณู เทียบกับพลังงานทางจิตวิญญาณคน พ่อครูว่า...เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก อธิบายพลังงานวัตถุเทียบกับพลังงานจิตวิญญาณได้แต่หลายชั้นซับซ้อน อาตมาพยายามอธิบาย เป็นความรู้ของศาสนาพุทธที่จะรู้ได้ ตั้งแต่อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม ธรรมนิยาม ตกผลึกทรงไว้เป็นอัตตาอาศัย นิยาม 5 นี้ ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี้ไม่ได้เขียนไว้ แต่เขียนไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคโดยพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งในนั้นจะมีสัมมาทิฏฐิอยู่แต่ก็มีมิจฉาทิฏฐิด้วย จะเป็นพระโพธิสัตว์ก็เป็นระดับต้น

ผู้ที่ไม่มีศีลเลยสักข้อนั้นยังไม่ใช่คน...พ่อครู 14 มิ.ย. 2560 ผู้ที่ไม่มีศีลเลยสักข้อนั้นยังไม่ใช่คน เป็นคำแรงนะ จะไปเป็นสัตว์เดรัจฉานไปอีก ไม่ใช่คน คำศัพท์ของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า ถ้าจะเริ่มต้นชมท่าน จะชมเราต้องชมว่าเรามีศีล แต่ยังต่ำนัก ถ้าจะชมเรา ดีที่สุดมีเครื่องวัดคือศีล มีทั้งรูปธรรม นามธรรม แม้แค่รูปธรรมทำได้ไม่ฆ่า แต่ในจิตมันอดทนได้ แม้อยากฆ่าแต่อดทนได้ก็ยังดี แต่ถ้ารูปธรรมฆ่าแล้วใจอำมหิตอยากฆ่าด้วยก็ยิ่งมีวิบาก

สรุปว่า ในศีลสามข้อนี้ ได้ข้อใดข้อหนึ่งก็ยังเป็นคน หากไม่ได้สักข้อก็ซวย ถ้าได้ข้อหนึ่งข้อเดียวก็เป็นคนนิดหนึ่ง ถ้าได้สองในสามก็เริ่มเป็นคนแล้วล่ะ ยังไม่ใช่มนุสโส แค่รูปธรรมนะ ยังมีวาจา ในจิตอีก ความละเอียดละออของธรรมะนั้น ไม่ต้องกังวล เมื่อปฏิบัติธรรมสูงขึ้นจะมีความละเอียดเอง และบางทีไม่เป็นภาษาด้วย เป็นสภาวธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่พระพุทธเจ้าตรัสคือความเป็นคนจะต้องมีศีล

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สมาธิหลับตา) ตอน สมาธิหลับตาไม่ใช่หลักของศาสนาพุทธ แล้วในพรหมชาลสูตรนี้ ศีลอย่างหนึ่ง สมาธิอีกอย่างหนึ่ง ปัญญาอีกอย่างหนึ่ง ปัญญาในพรหมชาลสูตรยังไม่ถึงปัญญา แล้วเป็นทิฏฐิที่ผิดถึง 62 ยังไม่เข้าหาปัญญา แต่ธาตุรู้ที่ท่านตรัสนั้น ตรัสถึงมิจฉาทิฏฐิ ถ้าไม่เริ่มปฏิบัติให้ถูก ก็เริ่มสามัญผลสูตร พิสูจน์อย่างจรณะ15 สังวรศีลสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ แล้วจะเกิดผล หิริ โอตัปปะ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เกิดฌาน 1- 4 วิชชา 8 ไปตามลำดับ หากไม่ปฏิบัติไปตามลำดับ อย่างสามัญที่สุด ก็ต้องปฏิบัติตามลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย สังวรศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ เป็นคนมักน้อยใจพอ คือมีสันโดษอันเป็นอาริยะ สี่ข้อนี้เป็นเครื่องวัดว่า ถ้ามีสี่ข้อนี้พอดีมีคำถามว่า สมาธิหลับตาเป็นของพุทธไหม สมาธิหลับตาไม่ใช่ของพุทธ เป็นของครองโลก เขาเข้าใจสมาธิว่าจิตใจต้องหยุดคิด หยุดทำงาน เมื่อจิตหยุดทำงานมันก็สงบ หยุดการใช้งานก็จะเบาสบายสงบนิ่ง ก็ทำกันทั่วโลก มีประโยชน์ไหม นั่งหลับตาสมาธิมีประโยชน์ เพระว่าปิดทวารทั้ง 5 ไม่มีอะไรกวน ก็ทำให้จิตสงบ ประโยชน์มีสี่ประการ สบาย เบา นิ่งเงียบ ไม่มีพลังงานอะไรเกิดก็นิ่งสงบ ได้พัก สงบ ได้ศึกษาจิต จิตที่ไม่มีอะไรกวนภายนอกเลย ก็ได้ศึกษาจิตภายใน อาการกามที่เราจำได้ มีแต่ความจำ อาการกาม พยาบาทเป็นอย่างนี้ คุณพยายามตรวจอาการที่จำได้ ถีนมิทธะ อุทธัจจะ อย่างนี้ ที่มีเศษละเอียด ก็เก็บละเอียดได้ ในขณะนั้นก็ได้ศึกษา เพราะว่ามันไม่มีอะไรกวน ได้ศึกษา สัญญา ไม่เป็นปัญญา สัญญาแล้วกระทบภายนอกก็ไม่ได้ประโยชน์จากภายนอกเลย แม้แต่โทษก็มีน้อย ใช้ทำเตวิชโช ตรวจสอบลงบัญชี ผลงานที่เราทำมาแล้ว บุพเพนิวาสานุสติญาณ ผ่านมา ย้อนระลึกไปอดีต ย้อนข้ามชาติได้ คือลงบัญชีของตนไม่ให้วกวนซ้ำซาก ได้แล้วไม่ต้องวนไปทำอีก ใช้ทำอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ทำแล้วถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจะทำให้ติดยึด แต่ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิ จะไม่ทำ แม้จะทำได้เก่งกว่าคนมิจฉาทิฏฐิ เพราะพลังงานท่านจะแปรมาทำงานได้มากกว่า แต่ท่านจะเข้าใจ และท่านไม่เล่น พระพุทธเจ้าตรัสว่าท่านเกลียดยิ่งกว่าขี้ ในการนั่งหลับตาทำสมาธิ เป็นอุปการะ ทำเตวิชโช นั่งพักก็ได้ อาตมาทุกวันนี้ งานหนักงานมาก ไม่ได้ฝึกก็เรื้อ มันไม่เที่ยงแท้หรอก ไม่มีอะไรเที่ยงแท้เท่านิพพาน ปัญญาก็ไม่เที่ยงแท้ ลืมได้หลงได้ แต่นิพพานเที่ยงแท้ถ้าได้นิพพานถึงรอบสุดท้ายแล้ว อาตมาถึงตีนั่งสมาธิหลับแต่มันมีอุปการะบ้าง จะตีทิ้งไม่ได้ ใช้ประโยชน์ได้ คนมีจริตนั่งสมาธิเก่งก็ทำได้ อาตมาสายปัญญาก็เลยนั่งเอาเจโตสมาธิไม่เก่ง อาตมาสายปัญญา ยิ่งทุกวันนี้เรื้อ งานหนัก ทุกวันนี้จะนอนยังปิดสวิตซ์ไม่ดับ ทุกวันนี้เขารู้หมดว่าอาตมา deep sleep ไม่เท่าไหร่ นอน 8-9 ชม. มี deep sleep แค่ 20-30 นาที แต่ก็ต้องขอบคุณพวกเราได้ช่วยกัน ทำให้อาตมา deep sleep ได้มากขึ้น การนั่งสมาธิหลับตานั้นไม่ต้องกังวลมากหรอก ไปเกิดชาติไหนก็ฝึกได้ ยิ่งมีจริตทางเจโตก็จะได้มาก แม้ปัญญาก็ตามจะเห็นคุณค่า ไม่ต้องกังวล มาเรียนรู้สมาธิของพระพุทธเจ้านี้ยาก คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) ถ้าปางไหนอยากทำสมาธิหลับตาให้มากก็ทำได้ ทุกวันนี้อาตมาหนักมาก กับการตีไม่ตื่นตีพวกหลับตา พวกที่เป็นครูบาอาจารย์ยืนยันในสังคม เขานับถือกันมากกว่าอาตมา ท่านจะช่วยศาสนาพุทธได้มาก ถ้าท่านเลิกจะได้เข้าสู่โลกุตรธรรม แต่ถ้ายึดสมาธิหลับตาเป็นหลักจะไม่เข้าโลกุตรธรรมและซวยต่อท่านและพุทธศาสนิกชนอย่างมาก อาตมาก็ว่าหยุดเสียที หันมาสร้างสรรสิ่งที่ถูก เมืองไทยมีรากฐานของพุทธ แต่เสียดาย เอาพลังงานไปกับเรื่องนี้ ยึดสีลลัพพตุปาทาน ทิฏฐุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ไม่เข้าใจอัตตาสาม โอฬาริกอัตตา ไม่ได้ศึกษา เอาแต่นั่งสมาธิหลับตาในภพ ก็ไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ก็ขอทุบหัวพวกนั่งหลับตา เริ่มต้นทำอย่างโพธิรักษ์พูด ขอรับรองว่าดี วางอันนั้นไว้ก่อน นี่ก็หลงเสียเวลาแรงงาน อย่างไรก็เป็นพุทธศาสนิกชน มาเอาอันนี้เสียเวลาทำไม โมฆบุรุษนะ

_สุขภาพของพ่อในรอบนี้ เป็นที่น่าห่วงใยเป็นที่สุด ลูกๆ พวธ. ไม่ทราบว่าพ่อจะคงโปรแกรมเยี่ยมสวนป่า ๒ พอ พวธ.ศูนย์ 1 กลับไปแล้วก็ตีรถกลับมา ทุกคนรู้ว่าพ่อท่านได้เอื้อมา แม้ว่าสุขภาพท่านจะไม่เต็มก็ตาม ทำให้ลูกๆมีพลังใจ เดินทางมาพบพ่อ จึงอยากถามความในใจว่า พ่อได้ใช้พลังใจอย่างไรในการเดินทางมาเยี่ยมลูกๆ พ่อมีความมุ่งหมายสิ่งใดสูงสุด ตอบ...ปฏิบัติธรรมให้ได้บรรลุเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ถึงจะเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ซ้อนในตัวเอง ไม่มีอะไรอื่นดีกว่านี้

_ปี้นี้พ่อท่านเข้าพรรษาที่ไหนมีญาติธรรมไปเข้าพรรษาได้ไหม ตอบ..ทีบ้านราชฯ ยินดีต้อนรับ

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน จะแก้กรรมได้อย่างไร _ทำไมคนเราเกิดมามีกรรมจะแก้กรรมอย่างไร ตอบ...กรรมนี้พูดตั้งยาวกว่าจะเป็นกรรมนิยาม หนึ่งในห้านิยาม ชีวิตคนเรา กรรมตัวเดียวรวบไว้หมด จะสุขทุกข์เจริญหรือเสื่อมหรือนิพพานก็อยู่ที่กรรม จะพูดในเวลาสั้นๆไม่มีทางได้แล้ว สรุปว่าในมหาเอกภพ มีแต่ กรรมกับกาละ คือปฏิกิริยาของกรรม กับ กาล เช่นเดียวกับไอน์สไตน์พิสูจน์ว่าในโลกนี้มีแต่สสารกับพลังงาน และพลังงานเป็นตัวบงการ พลังงานนั้นมี 2 อย่างทำปฏิกิริยากัน ฉันเดียวกัน ของสัตว์โลกก็มีแต่กรรมกับกาละเริ่มมาเป็นจิตนิยามตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ตั้งแต่ต้นจะไม่ทำบาปกรรมอะไรมาก แต่พอมีความเป็นเซลล์เพิ่มขึ้นก็หาวิบากใส่ตัวเพิ่มขึ้น ซับซ้อนหมุนวนไปมา สรุปว่า กรรม กัมมัสโกมหิ กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมเป็นของของตน จะทำนิดน้อยอย่างไรก็เป็นของตน จะรวมลงเป็นสัญญา เป็นอัตภาพ ไม่มีหายไปไหนเลย แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ปรินิพพาน กรรมดีหรือชั่วหรือกรรมบุญ คือสละกิเลส กรรมใดทำให้กิเลสลดหรือดับได้คือบุญ จะเกิดบุญคือประกอบกรรม ต้องทำพลังงานเป็นไฟฌานเผาไฟราคะ โทสะ โมหะได้ สำเร็จไปตามลำดับ เกิดจากกรรม กรรมกุศล กุศลเป็นสิ่งอาศัย บุญไม่ใช่สิ่งอาศัย บุญเป็นธรรมาวุธ ฆ่ากิเลสทำอื่นไม่เป็น ทำได้แต่ล้างกิเลส แล้วทำให้คนอื่นไม่ได้ ทำให้ได้แก่ตน เอาบุญไปใช้กับคนอื่นไม่ได้ บุญของใครของมัน เอาบุญไปแจกกันคือคนบ้า ใครแจกบุญให้กันคือคนทั้งบ้าทั้งโง่ บุญคือพลังงานที่สามารถกำจัดกิเลสได้ พอกิเลสในตัวเราหมด บุญก็หายวับไปหมด หมดหน้าที่ในตัวเลยอัตโนมัติ ไม่ใช่เรื่องเข้าใจได้ง่าย ถ้าโพธิรักษ์ไม่เกิดมาไม่มีทางฟื้นเรื่องบุญที่สัมมาทิฏฐิขึ้นมาได้ ถ้าอาตมาไม่เกิดมา บุญก็จะทำไม่ถูกแต่ประหารกิเลสไม่ได้ เหมือนเปาบุ้นจิ้นแต่ไม่มีเครื่องประหารหัวหมาก็ประหารไม่ได้ หรือฝรั่งเศสไม่มีกิโยตินก็ประหารไม่ได้ ถ้าไม่มีบุญ ก็ไม่สามารถประหารกิเลสได้อย่างสัมมาทิฏฐิ จนขนาดที่เป็น “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”ได้ หรือแม้แต่เรื่องปัญญา หรือสมาธิ หากอาตมาไม่มาฟื้น ศาสนาพุทธก็หมดไปกับความไม่ถูกต้องมิจฉาทิฏฐิ แค่สามคำนี้ ปัญญา บุญ สมาธิ สามคำนี้ ถ้าอาตมาไม่ฟื้นคืนให้มา ก็หมดไปแล้วศาสนาพุท ธ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน พระเจ้ากับนิพพาน _พระเจ้าอยู่แต่ในนิพพาน จริงหรือไม่เจ้าคะ การทำจิตให้หลอมรวมกับดวงวิญญาณสูงสุด (พระเจ้า)ที่มีชื่อว่าชีวา Shiva ถือว่าเป็นสัมมาสมาธิได้ไหม จากแม่บาบู ตอบ...พระเจ้าอยู่แต่ในนิพพาน จริงหรือไม่ พระเจ้าคือพลังงานนามธรรมชนิดหนึ่ง สายเทวนิยมเขาไม่เคยเจอหรือสัมผัสพระเจ้าเลย แต่ยกให้พระเจ้าเป็นสิ่งที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ คือพระเจ้า กรรมตนเองเป็นเจ้าของกรรม ตนเป็นทายาทของกรรม พระเจ้าคือกรรม กรรมคือ God พลังงานพระเจ้าคือพลังงานจิตนิยามในคน ให้เรียนรู้ ทำพลังงานจิตวิญญาณให้เป็นพลังงานพระเจ้าได้แล้วจะสัมผัสกับพระเจ้าได้ ไม่ต้องไปสร้างดินหินน้ำอะไร แต่สร้างกรรมวิบาก จิตวิญญาณทำให้กรรมวิบากให้เราหลุดพ้นการติดยึดในวัฏสงสารได้ จะเข้าใจได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย อาตมาหลุดพ้นได้จนเป็นพระโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็เลยมามากแล้ว ก็มาสร้าง ผืนดิน แม่น้ำ ภูเขา น้ำตก ทำไมต้องสร้าง ก็ต้องสร้างเพราะอาตมาเป็นพระเจ้า ชาตินี้จะได้เท่าไหร่เชียว อย่างเก่งสร้างลำธารได้ 1400 เมตร ตั้งแต่สร้างในบ้าน มาสร้างลำธารที่ปฐมอโศก สันติอโศก มาที่ราชธานีอโศก อาตมาเข้าใจสิ่งเหล่านี้ เราไม่ได้สร้างสิ่งเหล่านี้เพื่อมาเอาประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ สร้างให้คนได้อาศัยเรียนรู้ เป็นการสอน ซ้อน เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อาตมาสร้างลำธารภูเขาแม่น้ำเพื่อยืนยันว่าจะมาเป็นพระเจ้า แต่พระเจ้าปางนี้ได้แค่นี้ ไม่ได้คุยอวด แต่เป็นธรรมดาที่เป็น พระเจ้าที่จริงก็คือจิตวิญญาณ พวกเทวนิยมยึดถือความเป็นพระเจ้า แต่ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่ได้รู้จักอัตตา ไม่ได้ล้างอัตตา แต่ของพุทธรู้จักอัตตา ล้างอัตตา เหลือแต่อัตตาที่เป็นพระเจ้าทำงานรับใช้มวลชน ทุกคนเข้าถึงได้ แต่ของเทวนิยม คุณเป็นพระเจ้าไม่ได้แม้องค์เล็กองค์น้อยก็ไม่ได้ ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ก็ได้แต่วนในโลกีย์ แต่มีความรู้วนหาโลกุตระบ้าง หากไม่มีสัมมาทิฏฐิไม่เกิดอัญญะได้ แท้แต่พวกเชน มักน้อยสันโดษที่สุด ไม่ใส่เสื้อผ้า มีไม้ปัดสัตว์เล็กสัตว์น้อย แต่เขาไม่เข้าใจอัตตา บอกว่าหากเอาอะไรอยู่ก็เป็นอัตตา น่าสงสาร สรุปแล้วพระเจ้าอยู่แต่ในจิตวิญญาณเข้าถึงได้สำหรับศาสนาพุทธมีพระเจ้าจริงอยู่ในนิพพาน การทำจิตให้หลอมรวมกับโลกวิญญาณสูงสุดคือพระเจ้าที่มีชื่อว่า shiva ถือว่าเป็นสัมมาสมาธิได้ไหม การหลอมรวมนี้เหมือนนิวเคลียร์ฟิวชั่น ถ้าหลอมรวมกุศล แต่ละลายอกุศลออก คือนิวเคลียร์ฟิวชั่น ส่วนนิวเคลียร์ฟิชชัน เป็นส่วนที่จับไม่ได้ แต่ของพุทธสามารถจับเอาานิวเคลียร์ฟิชชั่นมารวมได้มากกว่า ถ้ามันเริ่มโค้งเป็น fusion แต่ถ้าตรงแหนว เป็น isotope เป็น fission ถ้าตรง 180 องศาไม่มีวันกลับเลบ สรุปแล้วการหลอมรวมที่ว่า คำว่า shiva เขาเอามาจากไหน อาตมาสนใจคำว่า Shiva มี SHI สามเส้าคือ I คือตัวเรา แล้ว H คือปุริสภาวะ S คืออิตถีภา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน