590915_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาหมดบุญ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590915 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาพาหมดบุญ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน 2559 เป็นวันไหว้พระจันทร์ ขึ้น 14 ค่ำเดือน 10 ปีวอก ที่ บวร ราชธานีอโศกเป็นวันที่เปิดโอกาสให้ถามปัญหา มีนักเรียนมาร่วมฟังด้วย ก่อนเริ่มรายการก็มีประชาสัมพันธ์ ที่บ้านราชมีค่ายสัมมาอาริยมรรค ครั้งที่ 14 เชิญมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาตมาก็พยายามพูดไปตามความเห็นจริง ว่าคนเรานี่ช่างกระไรไม่พยายามขวนขวายฟังธรรมเอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติ อาตมาเห็นเป็นความสำคัญมากที่จะต้องฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเกิดมาก็สูญเปล่า เป็นโมฆะบุรุษเสียเวลาจริงๆ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เกิดมาแล้วไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าและไม่ได้ปฏิบัติตามด้วย ก็คือปุถุชนผู้มิได้สดับ จะไม่อาจสามารถ เบื่อหน่ายคลายกำหนัด จากกาย จากจิต ได้เลย คำว่าเบื่อหน่ายคลายกำหนัดหรือหลุดพ้นจากกาย จากจิต มันเป็นภาษาของพระพุทธเจ้า เมื่อเราได้สดับฟัง ก็ต้องศึกษาต่อว่า จะหลุดพ้นจากกายจากจิตทำไม ก็ติดยึดมันไปตลอด ตายไปแล้วเกิดอีกกี่ชาติก็อย่างนี้ไปเรื่อยๆ การติดยึดนี่เรื่องยิ่งใหญ่ การติดยึดนี่มันทุกข์ ติดยึดในอุปทานขันธ์ 5 อุปทานในขันธ์ 5 คือ รูปูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันทา สัญญูปาทานักขันโธ เวทนูปาทานักขันโธ สังขารูปานักขันโธ วิญญูปาทานนักขันโธ ถ้าเราไม่เรียนรู้ขันธ์ 5 ว่ามันมีอาการติดยึดอย่างไร แล้วสามารถปล่อยวางไม่ยึดติดได้ จะเป็นคนไม่มีทุกข์ อาการทุกข์ในตัวเรา จิตใจเราจะไม่มี เป็นอรหันต์จะไม่มีหมดเลย เป็นวิชาการที่ยิ่งใหญ่ ที่ตนเองที่บอกว่าเป็นพุทธศาสนิกชน จะเกิดมาก็โมฆะ มีอายุ 100 ปีก็สูญเปล่า พอกพูนความมติดยึดผูกพันไปอีกต่างหาก เวรจริงๆ นอกจากโมฆะสิ่งที่ควรได้เมื่อเป็นมนุ

อ่านต่อ

ษย์แล้ว ยังติดยึดพอกพูน ยังติดยึดเข้าไปอีกหลายๆ ชาติ การติดยึดนั้นทุกข์แน่นอน แต่ไม่รู้ ไม่รู้การวางปล่อย ไม่ได้มาศึกษาเลย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ชาตินี้ทำมารู้แล้ว ไม่ติดยึดแล้วในโลก อาตมาไม่เอาแล้วการติดยึดในลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข รู้ว่ามันวางปล่อยได้อย่างไร ละวางปล่อยได้ อาตมาว่าอาตมาได้ทำมา ก็เลยมาทำงานนี้ เลิกการแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขกับบุคคลในโลก แล้วก็มาอธิบาย มาขยายความ มาสอน มาบอกความจริงนี้ ถึงมันยากก็มาทำงานนี้ เพราะว่าเป็นเรื่องใหญ่ของมนุษยชาติ ส่วนเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้น ดูแล้วไม่แย่งกับเขาแล้ว ก็มามีชีวิตอย่างนี้ 46 ปีแล้ว ก็ยังจะอยู่ต่อไปอีกตั้งใจจะอยู่ให้ได้อายุ 151 ปี ตอนนี้อายุ 82 ย่างเข้า 83 แล้ว ใครจะอยู่อีก 69 ปียกมือขึ้น

SMS วันที่ 14 กันยายน 2559 _ 0828818xxxกราบนมัสการพ่อครูเนื่องในวันที่เสียงพ่อครูขาดขาดหายหายนั้นลูกเห็นคำว่าแบต์ตลี่ต่ำเลยทำให้เสียงขาดหายไปค่ะ _0861218xxxผู้บำเพ็ญนำปฏิบัติประจักษ์สำเร็จธรรม จิตเดิมสะอาดบริสุทธิ์ไม่ตำหนิไม่เรียกร้อง ปล่อยวางรัตนตรัยอยู่ในตัวเราเปลี่ยนตัวก่อนค่อยให้เขาเปลี่ยน สุขัสสะ สัคคัง ปาปัสสะ ปาปัง สวรรค์ในอกนรกในใจ ตอบ..สิ่งที่อาตมาพูดไปนี่ ไม่ใช่แค่ภาษา แต่เป็นสิ่งที่อาตมามี ที่ได้บรรลุอาริยธรรมที่ได้ที่มี นอกจากบางอันมีบ้างที่เป็นของพุทธวิสัย ที่อาตมายังไม่มี แต่ได้กล่าวถึงก็บอกไปว่าอาตมายังไม่มี สูงเกินกว่าที่อาตมามีก็บอกไว้ ก็ดีที่คุณเอาภาษาบาลีนี้มา สุขัสสะ สัคคัง ปาปัสสะ ปาปัง สวรรค์ในอกนรกในใจ แต่คำว่า จิตเดิมสะอาดนั้นยังไม่เคยเห็นในพระไตรปิฎก แต่สายมหายานพูดกัน ในพระไตรปิฎกไม่เคยเห็น เพราะจิตเดิมนั้นไม่สะอาด คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น คนเราเกิดมาก็มีอวิชชาเป็นตัวนำมาเกิด แล้วจะบริสุทธิ์สะอาดได้อย่างไร คนเราไม่ได้ศึกษาทำความบริสุทธิ์ไม่ได้ต้องมาศึกษาศาสนาแล้วทำจิตให้สะอาด ส่วนคนที่บอกว่าจิตเดิมสะอาดมาก่อนนั้น เป็นความเห็นผิด บางคนอธิบายถึงว่า เด็กๆ เกิดมานี่จิตบริสุทธิ์ ยังไม่มีกิเลสแล้ว มามีกิเลสตอนโต ก็ไปใหญ่เลย ก็ขอเห็นต่างที่คุณบอกว่าจิตเดิมสะอาดบริสุทธิ์ เป็นคุณสมบัติดีที่ไม่ตำหนิ ไม่เรียกร้อง แต่อาตมาฟังพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนให้นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง ตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ ชมสิ่งที่ควรชม แล้วบอกว่าปล่อยวางรัตนตรัยอยู่ในตัวเราเปลี่ยนตัวก่อน ค่อยให้เขาเปลี่ยน เป็นอย่างไร หรือแก้วสามดวงไม่เหมือนอย่างที่นายกี้ อริสมันต์ ตะโกน เขาหมายถึงอะไร หมายถึงมีมวลชน มีกองกำลังติดอาวุธ ...ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เมื่อเริ่มต้นเป็นอาริยสาวก เริ่มได้สัมมาทิฏฐิ จึงเป็นสงฆ์มีคุณธรรมที่ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนเป็น ธรรมสามี เป็ นเจ้าของธรรมะนี่คือสิ่งที่มนุษย์เกิดมาไม่ควรโมฆะ ต้องศึกษาแล้วปฏิบัติให้ได้อันนี้ ผู้ที่นั่งฟังอาตมาอยู่บัดนี้ เด็กด้วยผู้ใหญ่ด้วยหลวงปู่จะถามคำถามว่า… ผู้ที่ฟังธรรมะหลวงปู่แล้ว ได้สดับแล้ว แล้วมีพุทธธรรมในตัวเองบ้าง...ใครมีบ้างยกมือ...ก็ยกมือกันเยอะแยะ ...มีหลายคนที่เป็นเด็ก ยกมือด้วย คือเราได้ธรรมะอะไรที่เราได้ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน อย่างน้อยศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น มีศีล คำว่ามีศีลคำนี้ไม่ใช่ตื้นๆ นะ ลึกซึ้งนะ เช่นศีลข้อ 1 ท่านบอกว่า เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เราเองก็ได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าท่านให้เว้น เราก็เลยปฏิบัติตามจริงๆ กายก็ไม่ฆ่า วาจาก็ไม่บอกไม่พูดให้ใครฆ่าสัตว์ ใจนี่สิสำคัญ ศีลถือเอาที่ใจได้ ถ้าใจยังไม่มียังไม่ถือว่ามีศีล ใจเราไม่ต้องการฆ่าสัตว์ ใจเป็นประธาน สัมผัสกับสัตว์อยู่ก็ไม่ฆ่า สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็กยุงมดปลวกก็ไม่ฆ่า แม้ที่สุดฆ่าเพื่อเอามากินก็ไม่ฆ่าแล้ว ก็มีปัญญารู้ว่าเนื้อสัตว์ไม่ควรกิน เพราะสัตว์มันต้องถูกฆ่าแน่ๆ ถ้าเอามากิน แม้เราไม่ฆ่าเองคนอื่นก็ต้องไปฆ่ามาให้เรา ทำไมเราต้องให้คนอื่นฆ่ามาให้เรากิน เราเองยังไม่ฆ่า การฆ่าสัตว์ก็ต้องไม่ดีสิ เป็นการเอาเปรียบคนอื่นตัวเองรู้ว่าการฆ่าสัตว์ไม่ดีแต่ให้คนอื่นไปฆ่ามาให้กิน ตัวเองก็เอาเปรียบคนอื่น แล้วจะบอกว่าตัวเองดี อาตมาว่าเลวกว่าที่คนไปฆ่าเองด้วย เพราะมันไม่ดีตนเองก็ไม่ทำ ไม่ทำสิ่งที่มันไม่ดี แต่ก็กินสิ่งที่ไม่ดี เหมือนกับการโกงคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี ตนเองก็ไม่เอาเงินที่โกงมาใช้ คนอื่นมาโกงให้เราใช้เราก็ไม่เอา เพราะมันไม่ดี เพราะเราก็ไม่โกง แต่คนไม่ศึกษา คนโกงมาให้เรา เราก็เอา เราก็ใช้ คนฆ่ามาให้เรา เราก็กิน ใจคนนี้ไม่ฆ่าคนนี้มีศีล ศีลข้อที่ 2 ก็เช่นกันไม่เอาของที่ไม่ใช่ของของเรา ศีลข้อที่ 4 ก็ไม่พูดโกหก ใจก็ไม่โกหกด้วยอย่างนี้เป็นต้น นี่คือคนมีศีล มีอยู่ที่ใจ ใจมันยังเสพติดสุรา (กล้าแข็ง) ยังไปมัวเมาสิ่งที่หลอกใจเราก็ไม่ติดในสิ่งที่เมาแล้ว ใจมีศีล มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา รู้ชัดเจนว่ามันไม่ดี ใจเราก็ไม่เอา รู้แล้วว่าไม่ดีเราก็ไม่เอาไม่เสพ ไม่สบาย ไม่เอา ไม่ละเมิดที่ท่านให้เว้นขาด ใจมันก็สบายสบายไม่ยากไม่เย็นอะไร นั่นคือผู้บรรลุ แม้แต่ศีลข้ออื่นก็เหมือนกันศีลข้อที่ 6 ข้อที่ 7 ข้อที่ 8 ก็เหมือนกัน ใจมันสัมผัสสิ่งนั้นก็สบาย มีสติสัมปชัญญะหลุดพ้นได้

_0819643xxxวานก่อนเราถามเรื่องอจินไตยโดนดุ ตัดสินใจตั้งหลายปีกว่าจะกล้าถาม ต่อไปคงไม่กล้าถาม ตอนนี้ทั้งผวาทั้งหลอนน่ากลัวมาก ตอบ...อาตมาขอแก้ตัวหน่อยนะว่าเรื่องดุนี้ อาตมาไม่ใช่คนดุ แต่อาตมาเป็นคนจริงจัง ถ้าสิ่งที่ไม่ดีจะว่าแรงๆ ความไม่ดีจะกระตุกแรงเลย ไม่ใช่ดุ แต่คนไปตีความว่าเป็นคนดุ เข้าใจให้ดี แต่อาตมาจริงจังกับความจริง ถ้าสิ่งไม่ดีจะกระหน่ำแรงๆ ว่าแรงๆ ตำหนิแรงๆ เวลาพ่อแม่จะว่าลูกที่ไม่ดีจะว่าแรงไหม แต่ก็ไปตีความว่าดุ คำว่าดุนี้หมายถึงจิตใจที่ดุร้ายจิตใจร้าย ไม่ใช่ แต่เป็นคนจริงจัง ต้องฟังภาษาให้เป็นภาษา ถ้าฟังภาษาเพี้ยนไปจะไม่ได้ประโยชน์ อาตมาทำสิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง ที่ดีงาม อย่าเอาภาษาเลวร้ายมาใส่อาตมา คุณก็เลยเสียผล ก็อย่าไปเกิดอาการอย่างนั้น คุณเข้าใจผิด อาตมาไม่ใช่คนดุ แต่เป็นคนพูดจริง เอาจริง ผู้ที่บรรยายถ้าท่านเห็นควรบรรยายสิ่งที่จะเอามาอธิบาย อย่างอาตมาอธิบายธรรมะให้ฟัง ถ้าอาตมาไม่อธิบายนี่คุณจะคิดให้ตายก็คิดไม่ออก เช่นคำว่ากายนี้ หมายถึงรูปนาม ไม่ใช่หมายถึงภายนอกอย่างเดียว กายคือจิต มโน วิญญาณ ถ้าอาตมาไม่อธิบาย คุณคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เป็นอจินไตย คุณคิดไม่ถูกหรอก ขนาดอาตมาอธิบายให้ฟัง ยังเข้าใจไม่ได้หมดเลย ยังยากเลย เป็นเรื่องลึกซึ้ง ไม่ใช่สามัญจะคิดได้ง่ายๆ อย่างอาตมาอธิบายเรื่องเล็บ คนมีเล็บทุกคนมีเล็บ ก็จะได้ตรวจสอบว่าเล็บอันนี้มันไม่ใช่กายเราแล้ว ถ้าสิ่งที่มันอยู่ข้างนอกได้ไม่ใช่ของเราเข้าใจใช่ไหม เมื่อขาดออกจากตัวเราก็ไม่ใช่ของเราแล้ว แต่ที่มันติดอยู่กับตัวเรานี่ แล้วอาตมาอธิบายว่าติดอยู่นะ แต่เล็บส่วนที่คุณไม่มีประสาทรับรู้ด้วย เล็บส่วนนี้ไม่ใช่กาย คือมันไม่ใช่เรา แต่เมื่อตัดออกไปจากเราก็ไม่ใช่ มันไม่ใช่กายแน่นอน แต่แม้ว่าติดเกี่ยวกับตัวเรามันยังไม่ใช่ตัวเราเลยไม่ใช่กาย ถ้าจะมาไม่มาธิบาย คุณจะรู้ไหมว่าเล็บที่ติดอยู่กับตัวเราไม่ใช่กาย หนักกว่านั้น ถ้าไม่ได้ยินที่พระพุทธเจ้าตรัสเองว่า กายนี้ ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ถ้าเราได้ฟังเป็นขั้นตอนอย่างที่อาตมาอธิบายจะเข้าใจได้ แต่คนไทยซวยมาก เกิดมาก็ได้ยินคำว่ากายเป็นภาษาไทย เข้าใจความหมายว่าคือร่างกายข้างนอก ไม่ได้หมายถึงจิต มโน วิญญาณเลย คุณจะไม่รู้ว่ากายหมายถึงจิต มโน วิญญาณใช่ไหม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 ตถาคตเรียก กาย ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ต้องศึกษาทำไม เอามาพูดทำไม ก็ปล่อยให้กายคือร่างภายนอกเท่านั้นสิ แต่มันต้องมีประโยชน์สิ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่พาพ้นทุกข์จริงๆ ยิ่งฟังแล้วถ้าไม่ค่อยเข้าใจก็ต้องศึกษา ยิ่งคนที่เห็นว่าธรรมะเป็นสิ่งดีงามควรจะต้องรู้ควรจะต้องศึกษา ก็ต้องสะกิดใจว่าพระพุทธเจ้าสอนถึงอย่างนี้เหรอ ตถาคตเรียก กาย ว่า จิตบ้างมโนบ้าง วิญญาณบ้างแล้วมันจะเป็นยังไงก็ต้องรีบศึกษา อาตมายังไม่เก่งในการอธิบาย ยังเปรยๆ กับท่านดินไทว่า ยังแสดงอธิบายคำว่ากายยังไม่ถึงเท่าไหร่ แต่ต่อมาก็คิดว่าถึงบ้างแล้ว คือมันไม่ใช่กายเราแล้วจะไปยึดเป็นเราเป็นของเราทำไม การที่ตัดเล็บออกไป มันก็ไม่ใช่เป็นเรา เป็นของเรา จิตเราก็ไม่ไปผูกพันกับมันแล้ว ต่อมาเล็บมันยังติดอยู่เลย แล้วท่านก็บอกว่านี่ไม่ใช่เรา มูลกรรมฐาน 5 ให้พิจารณาว่า ไม่ใช่เราไม่ใช่กายแล้ว คุณก็ไม่ยึดว่าเป็นเรา ยิ่งกว่านั้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตเรียก กาย ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง แม้กายก็ไม่ใช่ของเรา มโนก็ไม่ใช่ของเรา วิญญาณก็ไม่ใช่ของเรา ในอัสสุตวตาสูตร แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นไม่ได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านาน ฉะนั้นปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ เพราะมันปรากฏให้เห็นได้ว่าไม่เที่ยง เจริญบ้าง เสื่อมบ้าง ตายบ้าง [231] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้างห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้างย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ [232] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ [233] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคายด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้อนึ่ง เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่าง นี้ ฯ [234] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในรูป ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลายย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้นเมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้วย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1

ถ้าทำไ ด้ปล่อยวางในกายได้จะสบาย อาตมาถึงอยากให้หลายคนได้สบายอย่างนี้มันดีจริงๆ อาตมาเคยล่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุขมาแล้ว ได้ลาภมาก็สุขเชื่อไหม ได้ยศก็สุขนะเชื่อไหม ได้สรรเสริญมาได้เสพสุขทางกาม สัมผัสเสียดสีบำเรออัตตาก็มีความสุข ก็เคยสุขอย่างนั้นกับทางโลกสุขแบบโลกีย์ ได้บำเรอรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส คือได้บำเรออัตตามันก็เป็นสุข มันเคยเป็นเคยมีเคยได้ แต่เมื่อมาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วอาการอย่างนั้นไม่มี สัมผัสกับลาภต่างๆ ก็เฉยๆ สัมผัสยศต่างๆ ก็เฉยๆ แต่ก่อนนี้เขาไม่เรียกพ่อครู แต่ตอนนี้เขายกยศให้เป็ นพ่อครูก็เฉยๆ เขาจะยกย่องเชิดชูสรรเสริญก็เฉยๆ ที่อาตมาพูดนี้กำลังอวดอุตริมนุสธรรมนะ อาตมาเฉยๆ จริงๆ อุเบกขา เพราะอาตมารู้ว่าเนกขัมสิตอุเบกขาเป็น อย่างไรแล้ว เจ็บมีอาการอย่างนั้นก็รู้ แม้สัมผัสเสียดสี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสก็เฉย ไม่ได้เกิดอารมณ์สุขหรือทุกข์ว่าอยากได้หรือไม่อยากได้ไม่มี อะไรควรทำก็ทำอะไรไม่ควรทำก็ไม่ทำไม่ร่วม ไม่ได้ต้องการอะไรมาบำเรออย่างที่ใจเราต้องการเป็นอัตตา การไม่ได้มีสุขอย่างนั้น การไม่มีสุขอย่างนั้นท่านเรียกว่า ปรมังสุขัง ...นิพพานัง ปรมังสุขัง ท่านแปลกันว่าสุขอย่างยิ่ง อาตมาก็ขอแปลใหม่ว่ามันยิ่งกว่าสุข รสสุข ที่ได้ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือสัมผัส หรือบำเรออัตตาตัวเองอารมณ์สมใจได้เป็นสุขตัวนั้น มันคือความสุขโลกีย์ สุขอย่างมีรสชาติมีตัวตน แต่เดี๋ยวนี้มันไม่มีตัวตนของสุขนั้น ไม่ใช่ว่าได้ลาภมาตอนนี้ดีใจเท่านี้ ได้มาอีกก็ดีใจยิ่งกว่าอีก คือสุขยิ่งกว่า ก่อนนี้ได้เงินมาพันหนึ่งดีใจ แต่ว่าปฏิบัติแล้วได้เงินมาพันหนึ่งจะสุขยิ่งกว่าเก่า อย่างนั้นไม่ใช่ แต่ต้องเป็นแต่ก่อนได้เงินพันหนึ่งเป็นสุข แต่ตอนนี้ได้เงินพันเท่าเก่าก็สุขลดลงหรือเฉยๆเลย ปรมังสุขังไม่ใช่สุขอย่างยิ่งแต่คือยิ่งกว่าสุข การเข้าใจว่าปรมังสุขัง คือสุขอย่างยิ่ง คือได้รสชาติยิ่งกว่าเก่า ได้ลาภมาสุขแค่นี้ ได้เพชรมา 1 เม็ดก็สุขขนาดนี้ ตอนหลังได้เพชรมาก้อนหนึ่งเหมือนเก่านี้ก็สุขยิ่งกว่าเขาอีกดีใจยิ่งกว่าเก่าอีก มันไม่ใช่ คราวนี้เราได้กินก๋วยเตี๋ยวชามนี้ก็อร่อยเป็นสุข เสร็จแล้ว วันหลังเราก็มาได้กินก๋วยเตี๋ยวชามนี้อย่างเก่ารสชาติเหมือนเก่าแม่ครัวคนเก่า กินแล้วก็รู้สึกว่าสุขกว่าเก่าอีก มันไม่ใช่ การมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกนั่นยิ่งซวย แสดงว่ามีอุปาทานโตขึ้น แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ได้กินก๋วยเตี๋ยวชามเก่ารสชาติความสุขมันก็ลดลงจนมันไม่มี นั่นต่างหากคือปรมังสุขังมันยิ่งกว่าสุข อาการอารมณ์ที่เป็นเนกขัมมสิตเวทนา จนเป็นอุเบกขาเนกขัมมสิตเวทนา กลางๆ เฉย เป็นอารมณ์นิพพาน โดยการมีเนกขัมมะ มีการทำออก มีการทำให้ใจเราอุเบกขา ไม่ใช่เคหสิตอุเบกขาเวทนา ที่เป็นแบบพักยก แบบโลกๆ เคยอร่อยกับของนี้ วันหลังก็เซ็งๆ เฉยๆ ในต่อไป หรือมันอิ่มแล้วกินคำต่อไปไม่อร่อยแล้ว เคหสิตอุเบกขาเวทนา ดีไม่ดีกินไม่ลงแล้ว แบบนั้นไม่ใช่อุเบกขาที่เป็นฐานนิพพาน เนกขัมมสิตอุเบกขากับเคหสิตอุเบกขาเวทนา นั้นมีนัยต่างกัน โลกียะอย่างหนึ่งโลกุตระก็อย่างหนึ่ง เด็กนักเรียนฟังแล้วเข้าใจไหมยกมือขึ้นสิ ...ไม่กล้ายก แปลว่าคงยากจริงนะ

มาลองดูคำถามของเด็กๆ ดูบ้าง _หลวงปู่คะ ทำไมคนต้องมีกิเลสด้วยหรือคะ ? ด.ญ.รุ้งดอกไม้ ตอบ...คนมีกิเลสมาตั้งแต่เกิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้น คนเกิดมาด้วยอวิชชาคือตัวพ่อของกิเลส ต้นตอต้นตระกูลของกิเลส อวิชชาพาให้เกิดมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนมีกิเลสที่ต้องมีกิเลสก็เพราะว่าตัวอวิชชานั้นแปลว่าโง่ เพราะคนเราโง่มีความไม่รู้ คนเราไม่รู้ว่ากิเลสคืออะไร และการเกิดมาก็เพราะกิเลสมันพาเกิด ทำให้เป็นการเกิดที่ไม่ดี โดยแนวลึกคือ คนเกิดมาแล้วมันก็เป็นภพเป็นชาติ ศาสนาพระพุทธเจ้านั้นดับภพจบชาติ เพราะฉะนั้นจิตที่ยังไม่ตาย คนที่ยังไม่ตายรู้จักความเป็นภพเป็นชาติ แล้วก็ละเอียดลึกซึ้งๆ ไปอ่านตัวภพ ที่ไม่ให้เกิดอย่างไร ท่านก็สอนภพไว้สามภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ เป็นภพทั้งสาม แล้วท่านก็สอน ตัณหาอีก 3 1. กามตัณหา 2. ภวตัณหา 3. วิภวตัณหา ผู้ที่เรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้า 2 อย่างนี้ ภพ 3 ภพ ตัณหา 3 ตัณหา ตัณหาแรกคือ กามภพ ท่านก็ให้เลิกก่อนจะให้ไปมีภพ ให้ล้างกามภพก่อน กามตัณหาก่อน ต่อมาก็เรียนรู้รูปภพ ไม่ให้มีกิเลสเกิดในรูปภพอีก แล้วก็เรียนรู้ในอรูปภพมาให้มีกิเลสเกิดในอรูปภพอีก หมดทั้ง 3 ภพ ก็เป็นคนที่มีตัณหาที่ไม่มีภพก็เรียกว่าวิภวตัณหา เรียกว่าตัณหาที่ไม่มีภพ แล้วก็เป็นคนอยู่ยังมีตัณหาอยู่ แต่ตัณหาเป็นมโนสัญเจตนา ในอาหาร 4 มี กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เมื่อบรรลุอรหันต์แล้วไม่ได้เกิดภพชาติ แต่เป็นผู้รู้จักภพ อยู่เหนือภพ อยู่เหนือภพชาติ เป็นเรื่องที่คิดไม่ได้ เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ปฏิบัติจนบรรลุ แล้วจะรู้ว่าวิภวตัณหาเป็นเช่นนี้ อาตมาก็มาอธิบายวิภวตัญหาว่าเป็นตัณหาอุดมการณ์ พระพุทธเจ้าท่านสอนศาสนาด้วยวิภวตัณหา เป็นมโนสัญเจตนา เป็นความต้องการที่ไม่มีภพ ท่านสอนให้ลดภพ ลดชาติ ท่านมีความต้องการ มีความมุ่งหมายด้วยนะ ไม่ใช่เป็นคนที่ไม่มีความมุ่งหมายอะไรเลย เฉยเด๋อ เป็นคนบ้า มันไม่ใช่ อย่างเช่นอาตมาที่ทำงานอยู่ทุกวันนี้ ทำงานด้วยวิภวตัณหา มีความต้องการที่จะต้องทำงาน เพื่อคนอื่น ไม่ใช่ทำงานเพื่อต้องการเป็นเราเป็นของเรา เป็นความมุ่งหมายเป็นความประสงค์เฉยๆ คนเราเกิดมาต้องเรียนรู้ที่จะทำให้หมดกิเลสจนเป็นพระอรหันต์ จะเกิดมาก็ไม่มีกิเลส อรหันต์นั้นเกิดมาอาจจะเริ่มต้นเหมือนมีกิเลส เหมือนคนโลกๆ อย่างเช่นพระพุทธเจ้าเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น ท่านบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณมาก่อนแล้ว เกิดมาชาตินี้เพื่อมาสร้างศาสนา ท่านเกิดมาเพื่อประกาศศาสนา ท่านไม่ต้องมาศึกษาศาสนาอีกแล้ว เพราะท่านบรรลุมาก่อนแล้ว อาตมาเล่ากี่ทีคนก็ไม่เข้าใจแต่พวกเราเข้าใจกันไหม เจ้าชายสิทธัตถะท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณมาก่อนแล้วที่จะมาประกาศศาสนาในชาตินั้น ไม่ใช่ท่านมาปฏิบัติธรรม ท่านไม่ต้องปฏิบัติหรอก นอกจากจะไม่ปฏิบัติแล้ว เมื่ออายุ 29 ปีท่านยังไม่ได้ออกบวช ท่านก็เข้าป่าไปปฏิบัติแบบคนโลกๆพาทำ ท่านก็ยังไม่ฟื้นคืนพุทธธรรม ในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็ฟื้นคืนความรู้ของท่าน ในยามที่สองยามที่สามความรู้เหล่านั้นก็คืนมา ท่านจึงประกาศ ศาสนา ไปประกาศกับปัญจวัคคีย์ก่อนว่าเรารู้แล้ว บรรลุแล้ว แล้วท่านก็มาบอกทีหลังอีกว่าที่ไปปฏิบัติในป่า 6 ปีนั้นเป็นทางผิด นั่นเป็นการใช้หนี้วิบากบาปที่ไปตู่ท้วงพระพุทธเจ้ากัสสปะ ในปางหนึ่งที่ท่านเกิดเป็นโชติปาลมานพ เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จากโพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น ต่อจากนั้นจึงได้บรรลุการตรัสรู้ ไม่มีโศก ฯลฯ (ล.32 ข.392) พระพุทธเจ้าก็สารภาพว่า 6 ปีในป่านั้นเป็นทางผิด การบรรลุนั้นเพราะว่าท่านระลึกชาติได้ ท่านไม่ได้ปฏิบัตินะแต่ท่านนั่งระลึกชาติใต้ต้นโพธิ์ในวัน 15 ค่ำเดือน 6 แล้วท่านก็รู้ว่าธรรมะเป็นอย่างนี้นี่เอง ท่านก็รู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็มาประกาศตัวเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาว่าพูดชัดขยายความเต็มรูปชัดเจนนะ แต่คนก็ยังเข้าใจผิดอยู่ทุกวันว่า ปฏิบัติธรรมต้องหนีจากบ้านช่องเรือนชานแล้วก็เข้าป่าแล้วก็ไปนั่งทรมานทรกรรมบำเพ็ญทุกรกิริยาต่างๆ เหมือนบรรดาฤาษีดาบสต่างๆ ที่สอนให้นั่งสะกดจิตทำทุกรกิริยา ก็คือทำกิริยาที่ไม่เป็นประโยชน์(ทรมานตน) มันเสียเวลาเปล่าไม่ได้เกิดคุณค่าอะไรไม่ได้พาบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นทำอะไรก็แล้วแต่นั่งดูลมหายใจเข้าออก ก็เป็นทุกรกิริยามันไร้ประโยชน์มันไม่ใช่ทางบรรลุธรรม ทางบรรลุธรรมจะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยและอ่านกิเลสที่เกิด ทำการประหาร 5 ประหารด้วยความเข้าใจว่า มันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ไปยึดไม่ได้ พิจารณาในปัจจุบันตามเหตุปัจจัย พิจารณาในกายเวทนาจิต อย่างจริงๆ อย่างมีสภาวะรองรับ มี analysis ไม่ใช่ hypnosis มันคนละเรื่องเลย ยุคนี้ 2,500 กว่าปีแล้ว ศาสนาไม่เสื่อมหรอก แต่คนนั้นเสื่อม ความเข้าใจผิดเพี้ยนไปแล้วจากศาสนาพุทธ อาตมาเอาสิ่งที่ถูกต้องมาพูด เขาก็ไม่เชื่อเลย แม้เขาจะไม่เชื่อฟังไม่ขึ้นก็ไม่ท้อแท้ เพราะพูดไปนี้มีคนเข้าใจบ้าง ใครเข้าใจบ้างเท่านี้ก็เอาแล้ว ได้แค่นี้ก็เอา อาตมาตั้งใจมาเปิดเผยสิ่งนี้ได้เท่าไหร่ก็เอาชาตินี้ ชัดเจนว่ามาสอนที่ถูกต้อง สิ่งที่ไม่ถูกต้องก็เลิกเสียมันงมงาย

_หลวงปู่คะถ้านักเรียนทำผิดนิดหน่อยแล้วคุณครูตี ถูกไหมคะได้ข่าวว่าทางกระทรวงไม่ให้ตีเด็ก ตอบ….ผิดนิดหน่อยถ้าสมควรตีเขาก็ตีนิดหน่อย โรงเรียนนี้สอนให้ตี ไม่ใช่สอนไม่ให้ตีเด็ก การตีเด็กนั้น ถ้าเด็กผิดถึงขั้นควรตีก็ควรตี แต่ไม่ใช่คู่กรณี ผิดต่อหน้าครูคนนี้แล้วให้ครูคนนี้ตีไม่ใช่ ต้องให้กรรมการเป็นคนตี ครูคนอื่นเป็นคนตี ไม่ใช่พอผิดปุ๊บก็พั๊วเลย ไม่ใช่ ถือว่าครูทำผิด แต่ตีให้รู้ว่าเขาทำผิด ให้ที่ประชุมเป็นผู้ตัดสินว่าสมควรตี แล้วให้ใครเป็นคนตีด้วย ไม่ใช่ครูที่เป็นคู่กรณีเป็นผู้ตี นี่คือวิธีการมีทางอารมณ์เหตุผลมีของจริงตัดสิน

_หลวงปู่คะเวลานักเรียนคุยกันหลวงปู่ได้ยินไหมคะ แล้วหลวงปู่รู้สึกอย่างไรคะ ตอบ….ถามมา 2 ประเด็น เวลานักเรียนคุยกันหลวงปู่ไม่ได้ยินหรอก แต่ตาเห็นว่าคุยกันเสียงมันก็ไปไม่ได้ยิน แต่ตานี้เห็น หลวงปู่รู้สึกว่าเด็กที่ไม่ได้เรื่องมานั่งเรียนแต่กลับมาคุยกัน หลวงปู่พูดบรรยายอยู่ก็ไม่เคารพหลวงปู่ ไม่มีมารยาทสังคม มีนิสัยไม่ดีรู้สึกอย่างนี้เข้าใจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นปรับปรุงเสีย

_หลวงปู่คะเมื่อวันพุธ เขาออกข่าวว่าต้นโพธิ์ล้มทับรถค่ะ ก่อนจะตัดเขาคิดว่ามีเทวดาอยู่คะเขาเลยให้เจ้าอาวาสวัดมาบูชาค่ะ แต่หนูคิดว่าเทวดาอยู่บนท้องฟ้าหนูอยากจะถามว่าเทวดามีจริงไหมคะ ด.ญ.ใสเสมอ ตอบ...หนูใสเสมอเข้าใจว่าเทวดาอยู่บนฟ้า เลยอยากถามว่าเทวดามีจริงไหม ตอบว่า เทวดาหมายถึงจิตใจที่เป็นความเจริญเป็นกุศล เป็นจิตใจที่เจริญที่ประเสริฐ ไม่ใช่อยู่ที่บนฟ้า หรือที่ไหนๆ จะอยู่ที่ในจิตใจเราในตัวเรา เพราะฉะนั้นต้นไม้มันล้ม มันไม่มีเทวดาหรอก ต้นโพธิ์เป็นพีชนิยาม เป็นชีวะในระดับพืช ในระดับไม่ใช่สัตว์ที่เป็นจิตนิยาม อย่างอุตุนิยามไม่มีความรู้สึกไม่มีความรับรู้ ไม่มีตัวรู้ อย่างพวกดินน้ำไฟลมความร้อนแสงเสียง ไม่มีตัวรู้ เรียกอุตุนิยาม ส่วนพืช มีสัญญากับสังขารเป็นธาตุรู้ แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ยังไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีรักไม่มีชัง ไม่มีวิบาก ไม่มีกรรม การเอาต้นไม้มากินนี้ไม่มีวิบากไม่มีบาปไม่

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน