350817 ใครอยู่ได้ในธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์363 KB
วันที่แก้ไข29 ตุลาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

350817 ใครอยู่ได้ในธรรม โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

ใครอยู่ได้ในธรรม ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

อือ! เป็นอย่างไร ยังสุขสบายกันดีอยู่หรือ อาตมาเห็นความเป็นจริง เมื่อวานนี้ ก็เทศน์แม้แต่เทศน์ให้คนข้างนอกเขามา วันอาทิตย์ คนข้างนอก เขามาก็มาทีหนึ่งก็ตาม อาตมาก็บอกกล่าว บอกให้เขาเห็นว่า เห็นความเป็นจริง หรือความเป็นไปได้ขึ้นมาทุกวันๆ สำหรับพวกเรา นานปีเข้านี่ มันเป็นเครื่องพิสูจน์คน เป็นเครื่องพิสูจน์คน คนคือพวกคุณแต่ละคนๆ ที่ได้พึงเอาชีวิตนี่แหละ เอาชีวิตนี่แหละมาประพฤติปฏิบัติอบรม ฝึกฝนพิสูจน์ ซึ่งเราไม่ได้พิสูจน์เล่น เราไม่ได้ทำเหยาะๆแหยะๆ ทำเข้าครอสแล้วก็ออกไปมีหัวหกก้นขวิด ออกไปหัวหกก้นขวิด เหมือนอย่างกับชาวโลกๆเขาอยู่อย่างเก่า มาเข้าครอสจบแล้วก็เรียนแล้วก็จบแล้วก็ออกไป แล้วก็อย่างนั้น เราก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เอาชีวิตมาหลายผู้หลายคนเทียวไปเทียวมา เป็นอาคันตุกะจร หรือแม้แต่ยังไม่ถึงขั้นอาคันตุกะหรอก มาได้แค่จารีตประเพณี บางที่มาเฉพาะงาน บางคนมางานปี จากงานปีก็มาเที่ยวบ้าง นานๆมาที หรือไม่ก็มาประจำวันอาทิตย์ แล้วก็ไม่ได้มาทุกอาทิตย์อะไรก็ตาม โดยค่อยๆมาศึกษา ติดตาม มาสัมพันธ์เอาเทปไปฟังศึกษา แล้วก็ค่อยๆปฏิบัติอบรมฝึกฝน อยู่ต่างจังหวัดบ้าง อยู่กรุงเทพฯนี่บ้าง ก็แล้วแต่ ปฏิบัติไปปฏิบัติมา พาก- เพียรอบรมฝึกฝนลดละลงมาได้ ลดละลงมาได้ ถึงที่สุดก็ปลดปล่อย เปลี่ยนอาชีพ เลื่อนชั้นของอาชีพขึ้นมาเรื่อยๆ ซึ่งเราจะรู้ตัวเราเองดีว่า แต่ก่อนนี้ เราโลภขนาดไหน เราโลภในลักษณะของกุหนา ลปนา โลภในลักษณะที่ถึงขนาดเราโกง เราก็เคยโกง หลอกลวงเราก็เคยหลอกลวง เจตนาหลอกลวงเลยนะ โกงก็เรียกว่า ทุจริตกันดื้อๆ อะไรก็

อ่านต่อ

แล้วแต่ ก็เคยทำ อย่างอาตมานี่ก็เคยทำ ไม่ใช่ไม่เคยทำ เคยโกง ขายของนี่โกงตาชั่ง อะไรอย่างนี้เป็นต้น เคยโกงน่ะ ไม่ใช่ไม่เคยโกง เคยทำเราก็รู้ว่า เราทำงาน ทำงานกับสังคมนี่แหละ มันวิธีขี้โลภ เอาเปรียบเอารัด ด้วยวิธีทุจริต แต่ก่อนนี้ก็ยังรู้น่ะ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ศึกษาธรรมะแล้วเราไม่รู้ แต่ก่อนเราก็รู้น่ะว่ามันทุจริต มันไม่ตรงหรอก มันไม่ซื่อสัตย์ทีเดียวหรอก อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้ว่า แต่ก่อนเราทำ ทำงาน ทำอาชีพ ทำกิจนั่นๆ นี่ๆ อะไรต่างๆนานา จนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ เรามาเห็นว่า เออ! ไอ้ความโลภของเรานี่ มันทำอะไรๆ ไปเป็นทุจริต เป็นกรรม เราไม่ได้เชื่อกรรม เชื่อวิบากอะไรมากมายนัก แต่ก่อนนี้ รู้ก็รู้ว่า กรรมก็มีบาป มีบุญอะไรก็รู้ ดีชั่วอะไรก็เข้าใจพอสมควร แต่เราก็ไม่ได้เอาจริงเอาจัง ไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิตเหลาะๆแหละๆทำอยู่อย่างนั้นแหละจนกระทั่งเรามาเรียนมาศึกษา อบรม ฝึกฝนเข้าแล้ว เราก็จริงจังกับศีล จริงจังกับสุจริต ทุจริต จริงจังกับมิจฉา เรียกว่าสัมมาอะไรขึ้นมาเห็นในบาป ในบุญ เห็นในกุศล อกุศลชัดเจน แล้วเราก็พยายาม เราพยายามอบรมฝึกฝนไปจริงๆ มันเป็นความซื่อสัตย์ มันเป็นความพัฒนาของชีวิต ยิ่งอาตมาได้เน้นให้พวกเราฟังแล้วว่า ทรัพย์แท้ของคนเรานี่ มันไม่ใช่ว่าสมบัติโลก มันไม่ใช่ว่าเรื่องที่โลกๆเขาพากันแย่งๆ ชิงๆ ซึ่งเราเกิดมาก็มาแย่งชิงไอ้ทรัพย์โลกนี่อย่างนั้นน่ะ เป็นสมบัติที่แท้ มันกลับกันด้วยซ้ำไป เรายิ่งไปแย่งทรัพย์โลกๆ ไปเอาเปรียบเอารัด ไปทุจริตมามันยิ่งทำให้เราได้อกุศล ได้บาป ได้ทรัพย์แท้ที่เป็นตัวเลวตัวร้าย เป็นทรัพย์ที่มันเป็นอกุศล เป็นทรัพย์ที่ไม่ควรจะได้ด้วยซ้ำ ติดตัวติดตนไป แก่งแย่ง ขี้โกรธ ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งมีศักดิ์มีศรีอะไรขึ้นมา ยิ่งอัตตามานะยิ่งใหญ่ ยิ่งเอาแต่ใจตัว จะต้องได้อะไรสมใจตัวเอง ทำอะไรๆก็เอาแต่ใจตัวขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็เป็นกิเลส กิเลสอัตตามานะ กิเลสกาม กิเลสอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เสพสมสุขสมอะไรไปไม่รู้เรื่องรู้ราว ทั้งๆที่เราเป็นพุทธ จริงๆมันก็น่าเห็นใจ เพราะว่าอาตมาเกิดมาจริงๆ นะ ถ้าเผื่อไม่ได้มาปฏิบัติธรรมเองนี่น่ะ จนกระทั่งเข้าใจธรรมะอย่างนี้แล้วนะ อาตมาก็ไม่ค่อยได้ยินนะ ว่าที่เขาสอนศาสนาพุทธนี่แหละ สอนธรรมะนี่ ไม่ค่อยได้ยิน มาสอนแล้วก็จะต้องมาล้าง มาเลิก มาลดกันจริงๆจังๆ มันไม่เกิดความเข้าใจ มันไม่เกิดปัญญา มันไม่เกิดทิฏฐิ มันไม่เกิดความเห็นที่จริง จนกระทั่ง ถึงขั้นศรัทธา ศรัทธินทรีย์ มันไม่ถึงขั้นอินทรีย์ของความเชื่อ เชื่อจนเราจะต้องมาปฏิบัติตาม จนกระทั่งมาพิสูจน์ จนกระทั่งได้มรรคได้ผลอะไรขึ้นมา มันก็ฟังก็พอฟังๆผ่านๆ หู แต่ก็ไม่เห็นอธิบาย ไม่เห็นมีอะไรนำพา มรรคผลมันจะมีจริงหรือ ไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะมีมรรคผลในโลกนี้ มรรคผลคืออะไร ก็ไม่ได้เคยรู้สึกว่ามันน่าดูด น่าดื่ม น่าปรารถนา น่ามุ่งมั่นที่จะต้องมาลดมาละ มาจางมาคลาย มาทำกันจริงๆจังๆอะไร ไม่ได้มีความรู้สึกอย่างนั้นเลย แม้ขณะนี้ อาตมาก็ว่าในส่วนนอกๆ คนส่วนใหญ่เขาในโลก เอาในประเทศ ไทย ไม่ต้องในโลก ในประเทศไทยนี่ ที่ว่าเป็นพุทธศาสนิกชนกันเป็น 80% - 90% นี่แหละ อาตมาก็ว่า ศาสนาพุทธอยู่ในเมืองไทยนี่ มันก็ไม่ได้ดูดดื่ม มันก็ไม่ได้ปลุกเร้าชี้ชวนให้ต้องใฝ่หามรรคผล นิพพาน เพื่อที่จะสะสมอริยทรัพย์ที่วิเศษ เกิดมาเป็นมนุษยชาติ แล้วก็จะได้สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อุดม หรืออุตมะ หรือเป็นสิ่งที่เหนือชั้นเจริญขึ้นไปเป็นอริยะ อารยะ ซึ่งจะเป็นมนุษย์ที่วิเศษ เป็นมนุษย์ประเสริฐ เป็นมนุษย์ที่จะต้องสบายขึ้นไปจริงๆเลย ตัดสังสารวัฏได้จริงๆ อาตมาว่าทุกวันนี้ มันก็ไม่ได้กระจาย หรือว่าไม่ได้เห็นจริง เห็นจังอะไรไป คนฉาบๆฉวยๆอยู่ เขาฟังแม้แต่จะได้รับข่าวสาร จะได้รับสื่อสาร จะได้รับเทป ได้รับหนังสือ หรืออะไรจากเราไป ได้ฟังข่าว ฟังคราวอะไรต่างๆ ไปข้างๆนอกๆ นี้ก็ มันก็ผู้ที่ยังไม่มีบารมี ยังไม่มีดวงตา ฟังก็ฟังผ่านๆฟังก็ฟังอย่างนั้นอยู่น่ะ จากเราด้วยซ้ำ ที่มีจากเราออกไป กระแสจากธรรมะ เนื้อหาสาระของเราออกไปด้วยซ้ำ ถ้ายิ่งข้างนอกแล้วก็อย่างนั้นแหละ ก็สอนกันไป เป็นธรรมะประเล้าประโลม ให้รักดีกันไปอะไรต่ออะไรกันไป ซึ่งน้ำหนักหรือว่าเนื้อหาสาระมันก็ไม่มีน้ำหนักที่จะผลักเบน หรือว่ามีฤทธิ์แรงพอที่จะให้เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงขึ้นมาเป็นดี นอกจากเขาจะรับทุกข์ของเขาเอง เจอมรสุม เจออุปสรรค เจออะไรต่ออะไรของเขาจนกระทั่งเข็ดหลาบ จนกระทั่งระลึกได้ อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงกันไปบ้าง มันก็เป็นไปตามธรรมชาติบ้าง เป็นการได้เรียน ที่จริง มันก็มีผลบ้างเหมือนกัน แต่มันอ่อน นาน ถ้าจะพูดถึงกิเลสแล้วละก็ กิเลสมันก็ทำงาน กิเลสมันก็พาคนให้ขี้โลภเพิ่มขึ้น ให้ขี้โกรธเพิ่มขึ้น อาตมาว่า คุณค่าของสังคมที่ถูกเหยื่อของโลกีย์ ที่ถูกโลกีย์อำนาจของ โลกีย์มันทำให้เกิดความโลภ เกิดความโกรธ ความพยาบาทอะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้นๆ อาตมาว่า อัตราการเกิดกิเลสนี่ มันมากกว่าอัตราการเรียนรู้ทางโลกุตระทาง ธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็มาลดละจางคลายลงมา อัตรามันมีอย่างนั้นจริงๆน่ะ เหตุก็เพราะว่า คนที่เป็นจริง เป็นตัวยืนยัน ยืนหยัดมันยังไม่มี มีก็ยังไม่มาก มากก็ยังไม่เป็นระบบ ระบบก็ยังไม่เด่นไม่ชัด ยังไม่เป็นจารีตประเพณีวัฒนธรรม ยังไม่เป็นสังคมที่มีรูปธรรมที่มีฤทธิ์แรงจนกระทั่งสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น มันจะไม่มีรูปแบบที่เต็มรูป หรือว่าจะเป็นรูปแบบที่จนกระทั่งเขามอง มองออกเลยว่า สังคมมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ มีระบบระเบียบ มีกฎ มีหลักอะไร มีวินัย มีวัฒนธรรม มีความเป็นอยู่ มีการดำเนินชีวิตอย่างนี้ๆเองหรือ สังคมพวกที่มีศาสนาพุทธประจำชีวิตนี้ คนที่มีศาสนาพุทธเป็นพุทธบริษัท จริงๆนี่ มันเป็นอย่างนี้นะหรือ ยังไม่มีรูปนั้นอย่างสมบูรณ์ ทุกวันนี้ พวกเราก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงจุดสมบูรณ์ เพราะว่ายังไม่มีผู้ที่เป็นอริยะสูงในระดับสูงสุดมากพอ สูง กลาง ต่ำอะไรก็แล้วแต่ มีเสมอสมานกันอยู่เป็นสมานัตตตา เป็นชีวิตประเสริฐ เป็นชีวิตที่มีองค์ประกอบของความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันเป็นจักร เป็นจักรวาลจักรวาลน้อยๆ คือมีดาวเล็ก ดาวใหญ่ มีอะไรต่ออะไรที่เป็นเครือข่าย เป็นบทบาทที่รับช่วงกัน สัมพันธ์กัน ต่อทอดกัน มีระดับเป็นวงจรสมบูรณ์ เป็นวงจรสมบูรณ์ เป็นกลไกที่มันเดินเครื่องเป็นสุคต สุคโต ดำเนินไปดี เป็นรูปร่าง เป็นจักรวาลจริงๆ มีองค์ประกอบที่เดินบทบาทอยู่อย่างได้ระเบียบ ระบบ มีระเบียบมีระบบของมันจริงๆเลยนะ ของพวกเรานี่ยังไม่ถึงสภาพพวกโน่นสมบูรณ์ แต่ก็เกิดมาเรื่อยๆ เกิดมาเรื่อยๆ สังกัปปะ ก็ดีขึ้น วาจาก็ดีขึ้น พัฒนาขึ้น กัมมันตะก็พัฒนาขึ้น อาชีพก็พัฒนาขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่พากเพียรไป ทำได้ขึ้นไปเรื่อยๆ พากเพียรขึ้น อบรมฝึก- ฝนตนขึ้น แล้วก็ฟังเพิ่มเติมขึ้นไปมีปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สอดร้อยขึ้นไปเรื่อยๆๆๆทุกวันๆ นี่แหละมีระบบวิธี มียัญพิธี มีกิจวัตร กิจกรรมอะไรของเรา ถ้าเรียกว่า กิจวัตร ก็คือสภาพที่เราทำประจำที่มีรูป มีแบบ มีรูปมีแบบรวม ส่วนรวม กิจวัตร เรียกว่ากิจวัตรส่วนรวมของพวกเรา ตื่นเช้าขึ้นมาก็ช่วยกันทำอันโน้น อย่างที่เห็นอยู่นี่แหละ มาทำวัตร มาทำโน่นทำนี่ มาทำกิจโน่นกิจนี่ มีทั้งกิจที่เป็นพิธีกรรม มีทั้งกิจที่เป็นกิจกรรม และทั้งพฤติกรรมที่เราเอง เราต้องสังวรตน พฤติกรรมของแต่ละคนทำไป กิจกรรมก็เป็นการงาน กิจกรรมอันหนึ่ง กิจวัตรก็อันหนึ่ง เราหมายอย่างนั้น กิจกรรมก็คือการงาน พวกเรามีการงาน ตอนนี้ก็แบ่งแยกกัน กิจการ หรือกิจการงานกิจกรรมนี่ เป็นการงานที่เราก็แบ่งกันแยกกันไปไปทำ หลายคนก็ทำงาน อันนั้นอันนี้ประจำรับผิดชอบ เป็นหน้าที่ซึ่งเราไม่ได้จ้างไม่ได้วานกันหรอก แต่ว่าเราก็พอใจที่จะไปฝึกปรือแล้วก็กระทำ บางคนมีความรู้จากข้างนอกมาก่อน มาในนี้ก็มาทำเอา บางคนก็ไม่ได้มีความสามารถ ความรู้อะไรมาจากข้างนอกหรอก ก็มาฝึกเอา ทำเอาในที่นี้ จนกระทั่งทำได้ทำเป็น แล้วก็รับผิดชอบกันมา บางคนทำมาหลายปี มีความชำนาญได้สืบทอดได้สอน ได้แนะนำ ได้ให้ผู้อื่นทำต่อๆไปอีกด้วยก็มี งานมันก็จะเป็นสัมมาอาชีพ เป็นกิจกรรม อยู่ในสังคมหมู่กลุ่มของพวกเรานี่แหละ กิจวัตรก็พึงมีของเราไป พิธีกรรมก็มีของเราไปเป็นพิธีกรรม ซึ่งเป็นงานพิธีกรรมแต่ละครั้งแต่ละคราว เป็นพิธีกรรมหลักๆ หรือจะมีพิธีกรรมจรบ้างก็น้อย พิธีกรรมจรมันก็ไม่ได้เพิ่มไม่ได้มีพิธีกรรมอะไรจรอะไรมากมายนัก งานยัญพิธีที่เป็นรูปแบบที่จะส่งเสริมสนับสนุน เพื่อพยายามช่วยให้มันมีอะไรแนวลึก แนวกว้าง หรือว่าแนวที่เนียนใน ทำให้เกิดศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ เกิดอินทรีย์พละที่แข็งแรงขึ้นนั่นแหละ ซึ่งเป็นสภาพของมนุษย์ ที่มนุษย์มีการศึกษา มีศิลปวิทยา มีความเข้าใจ มีความฉลาด ที่จะพาก- เพียร กระทำให้อบให้รม ให้ฝึก ให้ฝน ให้มีปฏิปันนะ มีการปฏิบัติ มีปฏิปันนะ มีการปฏิบัติธรรม ธัมมานุธัมมปัตติปฏิ มีปฏิบัติหรือ ปฏิบัตินี่ มีปฏิบัติ มีการปฏิบัติ ให้เข้าถึงให้เดินไป ให้ดำเนินชีวิตไป มันก็เป็นองค์ประกอบของศิลปวิทยา เป็นองค์ประกอบของการศึกษา เราก็ทำดำเนินไปได้เรื่อยๆ แนวลึกที่มันจะพาให้พวกเราได้สูงขึ้น สู่อนาคา สู่อรหันต์ ถ้าเผื่อว่า พวกเราไม่มีคนซึ่งเป็นตัวเนื้อหาแท้ๆนี่เจริญจริง จนกระทั่ง เป็นคนที่เจริญ เป็นอันเป็นอรหันต์ เป็นอนาคา เป็นสกิทา โสดานะ มีขึ้นมาแล้วละ ไม่ใช่น้อย จะมีขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ฐานโสดา สกิทา อะไรไปเรื่อยๆนี่นะ ไม่มีปัญหามากหรอก ทีนี้มันจะสูงขึ้น มันจะไม่แช่นิ่งให้วนเวียนลงไปต่ำ ต่ำโดยรูปอาจจะใจไม่ต่ำก็ได้นะ มันวนเวียนมันวกวน มันต่ำลงไปๆ มันก็เป็นการทดสอบ เพื่อความแน่นยิ่งขึ้นถ้าสิ่งที่เที่ยงแท้แล้ว แม้จะโดยรูปเปลี่ยนแปลงเช่น บางคน มาอยู่วัดแล้วก็ออกไปสู่โลกข้างนอก เขาเป็นฆราวาสนี่นะ เสร็จแล้วก็ไปเจอข้างนอก จนกระทั่ง หนักเข้า ก็รู้แล้วไม่ไหวละ ทำให้เคี่ยวจริงๆ ก็ฐานดีขึ้นอีกนะ แต่มันนานน่ะ มันเสียเวลา วนเวียนออกไปไกล ไปนานไป บางคนไปทั้งชาติ บางคนก็ไปหลายปี คนโชคดีหน่อยไปไม่นาน ไปโดนทางโน้น เรียกว่า บุญถีบ ที่จริงน่ะ ไปเจอบาป ไปเจอมาร ไปเจอผี ไปเจออุปสรรคก็เลยมีบุญ บุญก็เลยถีบส่งกลับเข้ามาอีก ไวไม่นานไม่ช้า ก็ได้ก็มีบุญก็ได้เป็นบุญไป หรือ แม้แต่ผู้ที่มาบวชเป็นสมณะแล้ว ต้องสึกไปก็ตาม ก็เป็นไปตามวิถี บางคนก็อาจจะต้องอย่างนั้นแหละ วนเวียน คือ มันแช่มันไม่เลื่อนขึ้นไป มันก็จะต้องตก แม้แต่เป็นรูปที่เปลี่ยนที่กำลังอธิบายนี่ เปลี่ยนรูป แต่แท้จริง จิตลึกน่ะ แต่ถ้าเผื่อว่า จิตที่ถึงจริงแล้วน่ะก็ไปบางคนอาจจะต้องถึงขนาดขั้นไปแต่งงง แต่งงาน เอ้า แต่งไป มันเป็นวิบาก มันเป็นสิ่งที่เสียเวลาเนิ่นช้า แล้วมันก็ แล้วแต่เถิด มันก็ทุกข์น่ะ แล้วความประเสริฐ ที่มันควรจะเป็นจะมี จะได้มันก็ไม่ได้ อาตมาเอง อาตมาบังคับเอาไม่ได้ มันก็เป็นไปตามธรรม ก็สอนกันอยู่อย่างนี้แหละ ทำไมผู้อยู่ได้เขาอยู่ได้ ผู้อยู่ไม่ได้ก็ไม่ได้ ก็ได้สอนอยู่ด้วยกันนี่แหละ ไม่ได้แยกห้องเรียนด้วยซ้ำไป ไม่ได้แยกว่า เออ สมณะ นี่สอนต่างหาก อาตมาไม่ได้สอนสมณะต่างหาก โดยเฉพาะจริงๆ มีบางครั้งก็อบรมเฉพาะสมณะ เวลาปาติโมกข์ บางครั้งก็ว่า กันบ้างเล็กๆน้อยๆ หรือเวลาอบรมส่วนพิเศษ อะไรก็ไม่ได้สอนพิเศษมากมายอะไร พอๆกันนี่แหละ โดยเฉพาะจะว่าสมณะด้วยกันก็ สมณะก็ไม่ได้สอนสมณะองค์นี้พิเศษ สอนองค์นั้นมากกว่าพิเศษอะไร ไม่ได้แบ่งชั้นเรียนเป็นกิจจะ ลักษณะ ที่จะได้มากได้น้อยกว่ากัน ไม่เลย พอๆกัน อาตมาว่าเฉลี่ยพอๆกัน สมณะนี่ ก็สอนพอๆกันทั้งนั้นแหละ ทำไมเล่าบางรูปอยู่ได้ บางรูปอยู่ไม่ได้ ก็สอนพอกันแหละ บางรูปอยู่ไม่ได้ บางรูปอยู่ได้ บางรูปมาใกล้ชิดด้วยซ้ำไปน่ะ มีคนสังเกตเหมือนกันว่า คนที่มาเป็นปัจฉาอาตมานี่ หลายรูปสึกออกไปแล้ว เอ! ปัจฉาสึกออกไปมากกว่าหรือเปล่า มีกี่รูป ที่เคยเป็นปัจฉาสึกออกไป มีภูฟ้า ยุทธนา แล้วมีใครอีก มีวิวัฑฒโน วัณณวุฑโฒ เขมจิตโต โมกขรโต ไม่ได้เคยเป็นปัจฉาจริงๆ ปัจฉาจริงๆ พละก็ไม่เอา เอ๊! พละ ก็ไม่ได้เคยตั้งนี่น่ะ ไม่ได้เคยตั้งเป็นปัจฉาเลย หา ท่านขวนขวายติดตามเอง ก็หลายรูป อยู่น่ะ ขนาดมาใกล้มาชิดด้วย ทำไมต้องสึกไป มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะนา สึกไปไอ้ที่ไปห่างก็มี ไอ้ที่ไม่ห่าง ที่จริงก็ไม่ได้ไปห่างอะไรมากมาย ก็วนเวียนอยู่นั่นแหละ ใครละ ห่างไปเลยที่สึกไปแล้ว เขม-จิตโตห่างไปหน่อย วิวัฑฒโน ก็ไปจนถึงอเมริกา แต่ก็ไม่ได้ห่าง ติดต่อโยงใยถึงกันอยู่ ก็บอกอยู่นั่นแหละ เมื่อไหร่จะโทรศัพท์คุยก็ผมจะมาๆ แต่มันมาไม่ได้สักที ผมจะมาแล้ว ผมกำลังขายร้านแล้วอยู่นั่นแหละ พูดกันเมื่อไหร่ ก็จะมาๆ คือไม่ได้ทิ้งหรอก ไม่ได้ทิ้งหรอกไม่ได้หมายความว่า คือเรียกว่า มีความเห็นผลักแล้ว มีความเห็นไปคนละเรื่องแล้ว ไม่ได้เห็นด้วยแล้ว อโศก หรือว่าชาวพวกเรา มันต้องเลื่อน ลงน่ะ มันไม่ได้หมายความว่า มัน เฮ้ย! ทิฏฐินี้ ไม่เอาด้วยแล้ว ทิฏฐินี้เลิกแล้ว มันไม่ใช่นะ เรียกว่า ลดลงจริงๆ แล้วมันต่ำลงมันเลื่อนลงจริงๆ นา ระวังนะ อยากเลื่อนลงไหมล่ะ ท่านสมาหิโต อยากเลื่อนลงไหมละ คือไม่ได้พูดถึงว่า เป็นทิฏฐิที่เปลี่ยน ไม่เอาแล้ว อโศกนี่เลวร้าย ผิดไม่ถูกทางแล้ว ไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่อย่างนั้นหรอก มันเลื่อนลงน่ะ เลื่อนลงอย่างที่นี้อย่างที่ว่านี้ เข้าใจสภาพนี้หรือ อ้อ! ไม่อยากเป็นด้วยนะ นี่ มีหนูตะเภา มีหนูตะเภา ฆราวาสก็ตาม นี่ ฆราวาสพวกเรานี่ ออกไปข้างนอก ก็ไม่ได้หมายความว่า ทิฏฐิเปลี่ยนไปว่าเห็นว่า อโศกนี่ผิดแล้ว ผิดทางแล้ว ไม่ดีแล้ว ไม่ถูกต้องแล้ว ก็ไม่ใช่น่ะ แต่มันทนไม่ได้ เพราะนั่นน่ะ อะไรก็แล้วแต่เถอะ มันทนไม่ได้ มันจะต้องเปลี่ยนรูปเปลี่ยนวิถีดำเนินชีวิตไปคลุกไปคลี ไปวุ่นไปวายไปอะไรต่ออะไร มันน่าเสียดายนะ แล้วมันเนิ่นช้าน่ะแน่นอน แล้วก็ไปเป็นวิบากอะไรให้แปดให้เปื้อนมาอะไรต่างๆนานา ไอ้สภาพวิบากที่มันแปดเปื้อน ไอ้สภาพที่มันไปสะสมไปอะไรมานี่ มันต้องมาล้างมาเลิก มาละ มันเป็นเวรานุเวร มันเป็นกรรม มันเป็นวิบากเพิ่มเติม เพราะฉะนั้น วิบากของคนนี่ มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องมาแก้กลับ ไม่ได้มาแก้กลับด้วยล้างน่ะ แต่ว่าจะต้องมามีสิ่งหนึ่งอกุศลแปดเปื้อนซึ่งไปในทางที่เป็นกิเลส คลุกคลีเหนียวขึ้นมา เราก็ต้องมาล้างมันอีกอันหนึ่ง โดยที่ว่าต้องมาแก้กลับในทางที่จะต้องละหน่าย คลาย ทำให้จืดจาง ทำให้ปลงวาง มันก็เท่ากับเราจะมาทำอีกใหม่ เหมือนกับคุณเอาอะไรมา มีผ้ามีเสื้อ เสร็จแล้ว ก็ซักเรียบร้อยดี แล้วก็เอาไปคลุกขี้ฝุ่นใหม่ แล้วคุณก็ต้องมานั่งซักใหม่ เอาไปคลุกขี้ฝุ่นอีก ก็ต้องมานั่งซักมันอีก เอาไปคลุกขี้ฝุ่นมันอีก อู๊! มันโง่อะไรอย่างนั้นนักหนา จะต้องไม่รู้แล้วสักที จะต้องไปเปื้อนมาอีก มาเป็นหนาขึ้นมาอีก แล้วก็มาซักล้าง ซักล้างแล้วก็เอาลงไปเปื้อนใหม่ เอามาคลุกใหม่ เอามาซักล้างใหม่ มาคลุกใหม่ โอ๊! แค่พูดก็เมื่อยแล้ว เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ ศึกษาไปดีๆเถิด มันไม่มีทิศทางอะไรให้เลือกหรอก อาตมาว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันแล้ว มีทิศทางเดียวนี่แหละประเสริฐ แล้วมันถึงจะไป มนุษยชาติที่จะไปไม่มีอะไรที่จะประเสริฐ แล้วมันถึงจะไป ไม่มีอะไรสูง ไม่มีอะไรเหนือทิศทางนี้ ใครจะว่าอาตมาหลงพระพุทธเจ้าก็ช่างเถิด จะว่าอย่างไรก็ว่าไป ว่าหลงพระพุทธเจ้านี่ พาชีวิตมนุษย์นี่ ไปสู่จุดประเสริฐจริงๆได้แล้วจุดประเสริฐทางนี้แหละ ทางสูงสุด ศาสนาในโลกนี้ ก็รู้อยู่ว่า มีกี่ศาสนา เราก็รู้ มีกี่ศาสนา เราก็ศึกษาดูอยู่ ลัทธิไหนๆ ศาสนาไหนๆ วิธีไหนๆ ที่เขาศึกษา แล้วก็จะมีปมมีเป้า มีจุดสูงสุด มีจุดประเสริฐอะไรต่ออะไรอย่างไร เราก็ศึกษาอยู่ ไม่ใช่ไม่ศึกษา อาตมาก็เห็นว่าในแนวคิด หรือว่าในแนวทาง หรือในอะไรต่ออะไร แล้วแต่ ที่เขาศึกษา เขาประพฤติกัน ก็ไม่เห็น อาตมาก็ว่าจะว่าหลง จะว่ายกตัว ยกตน ก็ ยกตัว ยกตนนะ ว่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่สุดยอด รอบถ้วน สมบูรณ์สุดสูงสุด ในความเกิดมาในโลกนี้ ก็มีมนุษย์นี่แหละ มันยิ่งใหญ่ที่สุด ประเสริฐที่สุด วิเศษที่สุด มีบุญที่สุด มีคุณค่า มีประโยชน์ที่สุด แล้วก็ละล้างได้จนกระทั่งอ่านสภาพของกิเลสในจิต การติดยึดจริงๆมันเป็นอย่างไร มันออก มันหมด มันสูญ มันวิเศษขึ้นไปตามลำดับอย่างไร จนกระทั่ง วิเศษอย่างไรขึ้นไป ต้องมาพิสูจน์เองนะ อาตมาว่าอาตมาได้พิสูจน์ของตัวเอง มันรู้แจ้งเห็นจริงอยู่ในความเป็นจริงที่มันมี มันเป็น มันได้เองนี่แหละ ที่เอามาสอน มาพูดอยู่นี่ เราไม่ใช่นักศึกษาก็รู้อยู่ ไม่ใช่นักค้นคว้า ไม่ใช่นักไปผกผัน ไปอะไรต่ออะไร ถ้าเป็นนักศึกษาแล้ว อาตมากับท่านสรณีโยนี่ เทียบกันไม่ติดเลย ท่านสรณีโย แหม นักศึกษากว่าอาตมามาก มายเลย แม้แต่บางท่านในที่นี้ก็เถอะ อ่านค้น ศึกษาอันโน้นอันนี้ ยิ่งทุกวันนี้อาตมาก็ไม่ได้ค้นอะไร ค้นไปก็เพราะว่า ทำงานพาไปเท่านั้นเอง มันได้โดยผลพลอยได้ ตามที่ต้องทำงาน ต้องค้นไป เอ้า ก็ค้นเอาอันนี้มาประกอบ จริงๆ ก็ไม่ค่อยได้ค้นเท่าไหร่หรอก วานพวกคุณทั้งหลายแหล่นี่แหละค้น ค้นมาก็เอามาได้มาก็บางทีมันก็ยังเชิญจับมาเปิด เออ! ดี เข้าพอเหมาะพอดี ก็เอามาใช้เลย ก็มาใช้สอน ซึ่งอาตมาว่าอาตมาแตะๆ หลักฐาน แตะตำรา พระไตรปิฎกนี่ เป็นหลักใหญ่เลยหรือแม้แต่ ไม่พระไตรปิฎกทีเดียว เป็นคนอื่นเอาออกมา เขียนหยิบเอาหัวข้อ หยิบหลักการ หลักเกณฑ์อะไรของพระพุทธเจ้า เอามาขยาย มาอธิบาย อาตมาเอามาอ่าน อาตมาว่าอาตมารู้ไปเลยนะ มันต่อเนื่องไปได้ อย่างที่ก็เอามาทำ เอามาพิสูจน์ให้ฟังแล้ว เอามาพิสูจน์ให้เห็นแล้ว พอจับมาเห็นแล้ว มันก็เห็นแนวลึก มันเห็นแนวกว้าง มันเห็นแนวขยาย มันเห็นสิ่งที่สัมพันธ์ สิ่งที่เป็นตัวหัวยอด อะไรที่มีความหมายที่สูงๆ เราเอามากระจายให้พวกคุณฟัง กระจายนี่บางที เอาหัวยามากระจาย กระจายยังไม่ถึงใจอาตมาหรอก อาตมาก็ยังไม่เก่งมาก จนกระทั่งกระจายให้ละเอียด ให้ครบครัน ยังไม่ค่อยหมด เอามาอธิบายซ้ำ เอามา กระจายความซ้ำอยู่ คราวนี้ อธิบายได้ขนาดนี้ คราวต่อไป คราวต่อไป หรือว่าคราวก่อนโน้น อาตมากระจาย หรืออธิบายได้ขนาดโน้น พอมาถึงคราวนี้ วันนี้อธิบาย หรือกระจายได้ลึกกว่า กว้างกว่า พิสดารมากกว่า พวกคุณก็คงจะสังเกตเห็นได้อยู่เหมือนกัน มันเป็นอย่างนั้น ลึกซึ้งมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ อันเก่านี่แหละ หลักเก่าทฤษฎีเก่า อะไรเก่านี่แหละ ไม่ต้องเอาอะไรมาก ขณะนี้อาตมากำลังเน้น แม้แต่อินทรีย์พละนี่ ก็พูดกันมานานแล้ว อินทรีย์ 5 พละ 5 อาตมาก็เอามาพูด มาอธิบาย แม้แต่ศรัทธาตัวเดียวในความเชื่อ ก็อธิบายกันมาอยู่นี่ แล้วคุณเกิดญาณ ปัญญา ปฏิภาณ เข้าใจศรัทธาหรือว่ารู้อ่านอาการ อ่านสภาพศรัทธา หรือความเชื่อของเรานี่ ออกขึ้นบ้างไหม หรือว่า อ้อ! มันไม่ใช่ธรรมดาน่ะ ไอ้ความเชื่อนี่ มันมีน้ำหนัก มันมีน้ำเนื้อ มันมีองค์ประกอบแล้วมันก็มีแรงมีฤทธิ์ ในทางโลกก็มีแรงมีฤทธิ์เหมือนกันน่ะ เป็นอินทรีย์ เป็นพละของศรัทธาเหมือน กันน่ะ แต่ศรัทธาของทางโลก ไม่ประกอบไปด้วยศีล มันไม่ได้ประกอบไปด้วยพหูสูต จะแปลพหูสูตอย่างโลกๆน่ะ แปลว่ามันรู้มากก็ได้ ไอ้โลกๆ เขาก็รู้มากนะ รู้มาก Knowledge มันไม่ใช่รู้มากแบบ Enlightenment มันไม่ได้ไปทางด้านญาณ ความรู้สึก Enlightenment ไปทาง Knowledge เป็นความรู้รอบ รู้โลกีย์รู้อะไรไป เขาก็รู้นะ ไม่ใช่ไม่รู้ แล้วเขาก็เชื่อนะ มีศรัทธา ศรัทธินทรีย์เหมือนกัน แต่มันไม่ประกอบด้วยศีล มันไม่ได้ประกอบด้วยพหูสูต มันไม่ประกอบด้วยธรรมกถึก มันไม่ประกอบไปด้วยเข้าสู่บริษัท เข้าสู่บริษัท ก็อธิบายเสริมซ้อนอยู่ว่า เข้าสู่บริษัทอย่างไร มันมีความหมาย ภาษามันข้นๆ เข้าสู่บริษัท แปลมาเป็นไทย เข้าสู่บริษัทอะไรเราก็ไปนี่นะ บริษัทอะไรที่มันขายอะไรต่ออะไร มีบริษัทในโลกเยอะแยะไป ขายของชอบๆ เยอะไปก็เข้าบ่อย บางทีเข้าบ่อยไม่มีเงินจะเข้าด้วย ก็เข้าสู่บริษัทอย่างนั้นหรือ มันก็ไม่ใช่ อย่างนี้เป็นต้น มันเข้าสู่บริษัทอะไร นี่เราบริษัทพุทธนี่แหละ แล้วเราก็สามารถที่จะเปิดเผย จะมาสู้หน้ากัน เพราะฉะนั้น พวกสายหลบ สายภวตัณหา สายที่ไม่เข้าสู่บริษัท ในพวกเรานี่ไม่ค่อยจะเปิดเผย ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้อง คลุกคลีนี่แหละเข้าสู่บริษัทในสำนวน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่คลุกคลี ก็คลุกคลีกับหมู่เรานี่แหละก่อน บางคนก็ชอบจะเป็นฤๅษี มันจะซับซ้อน มันเพราะว่ามาปฏิบัติธรรมแล้วนี่ มันจะหยุดรักสงบ มันจะหยุด มันไม่อยากจะพูดกับใคร มันไม่อยากจะไปสุงสิง มันเบื่อ มันเซ็งอยู่สงบสบาย ถ้าผู้ใดยิ่งมีจิตแบบนี้ไปมากๆ จะเห็นชัดเลยว่า โอ๊! นามมันจะเกาะๆ ติดภพชาติ พวกนี้มันนาน ทั้งๆที่พูดปลุกเร้าอยู่ มีกิจกรรม มีอะไรต่ออะไรถึงออกมาอยู่ แล้วก็ตกภพไปนาน จนกว่าจะออกจากภพ ออกมาคลุกคลีเกี่ยวข้องสู่บริษัท เอาไปซี ศึกษา สัมพันธ์กัน มันล้างอัตตามานะ ไม่อย่างนั้น มันก็ถือดี แล้วมันก็หลงภพ ภวตัณหา ซึ่งมันอยู่ในใจเรานี่แหละ มันไม่อยากเกี่ยวข้องคลุกคลี มันไม่อยากอะไร มันไม่ใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันไม่ใช่กาม มันไม่ใช่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ใช่รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นอกน่ะ มันในๆ มันอยู่ใน มันภพยิ่งว่างได้คิดเพลินๆ ของตัวเอง อยู่กับกูของกูนี่แหละ ฝันเอา เป็นเมถุนสังโยคไปเท่าไหร่ๆ ก็ แหม! เพลินไปวันๆ ก็เอาแต่ฝันแต่เพ้อ หนักเข้าประเดี๋ยวเถอะ ส่งไปอยู่อโศก 2 อยากไปอยู่ไหมเล่าอโศก 2 ใครไม่รู้จักอโศก 2 บ้างยกมือขึ้น อ้อ! นี่รู้จักกันหมดทุกคนเลยหรือ อโศก 2 รู้จักอยู่ที่ไหน ไม่รู้ใช่ไหม? โยมนี่ไม่รู้ อยู่โรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลคนบ้า ชื่อเรือนอโศกจริงๆเลย แล้วเขาเรียกอโศก 2 เรือนอโศก 2 มีอโศก1 หรือเปล่า คงจะมีอโศก 1 แต่เราได้ไปนี่เป็นอโศก 2 คนบ้าไปส่งโรงพยาบาลโน่น เรือนอโศก เขาชื่อเรือนอโศก 2 พวกเรานี่พยายามสร้างสภาพหรือว่าเรียน แม้จะเข้าสู่บริษัทอะไรนี่ก็ค่อยๆอธิบายไป แล้วก็แกล้วกล้าอาจหาญในการแสดงธรรม มันเป็นความเชื่อมั่น มันเป็นศรัทธาจริงๆ เพราะฉะนั้น จะเข้าใจว่าศรัทธาที่เป็นอินทรีย์ เป็นพละนี่ มันมีองค์ประกอบบริบูรณ์ขึ้นมา แล้วมันสอดร้อยขึ้นมาจริงๆ ยิ่งมีนัยที่ลึกซึ้ง สอดไปจนกระทั่ง ถึงเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่กลับกำเริบ เจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันถอนอาสวะสิ้นนี่ แล้วมันซ้อนลึกๆ มันเกิดขึ้นมา มันก็จะศรัทธาพละ อันนี้ โอ! สมบูรณ์ มันเชื่อเป็นที่สุดแล้วนี่ เป็นอะไรก็แล้วแต่ เกี่ยวกับเหตุเกี่ยวกับปัจจัยอะไรที่คุณได้ตัดสังสารวัฏกับมัน มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยนะ มากระทบสัมผัสเราแล้วนี่ เราแต่ก่อนสู้ไม่ได้ จนกระทั่ง ปฏิบัติจนกระทั่ง ลดละ จาง คลาย จนกระทั่ง โอ! ไอ้อย่างนี้น่ะ ชัดเจนแล้ว เรื่องนี้นี่ ตัดขาดเลย เด็ดขาด เข้าใจปัญญาอันยิ่งเลย กิเลส ตัณหา อุปาทาน หมดในแต่ละเหตุ แต่ละเรื่อง มันมีจริงๆ ทำได้จริงๆ แล้วเราก็จะรู้ว่า อ้อ!รสชาติของวิมุติที่เป็นวิมุติสมบูรณ์ มันเป็นอย่างนี้ มันจะซ้อนๆ มันจะเชื่อศรัทธินทรีย์ มันจะศรัทธาพละ จะมีกำลังของความเชื่อมั่น มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ซึ่งเป็นญาณทัสสนวิเศษ เป็นเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน