350801 ทวนโลก-ล้างเมถุน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350801 ทวนโลก-ล้างเมถุน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ทวนโลก-ล้างเมถุน (อนุโสตสูตร) เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
สำนึกดี พวกเราที่มาศึกษา ใฝ่ใจที่จะศึกษา แม้เป็นปริยัติ เราก็จะใส่ใจฟัง ตั้งใจฟังให้ได้รับความรู้ทางภาษา ทางการสื่อออกไป ที่เป็นแค่ฟัง เป็นสุตมย-ปัญญา แค่คิดตาม เป็นจินตามยปัญญา เราก็จะนำไป เอาไปประพฤติปฏิบัติให้มันเกิดผล เรียกว่า ภาวนามยปัญญา อาตมาจะเอาอนุโสตสูตรน่ะ มาอ่านสู่ฟัง แล้วก็จะได้อธิบายกันไปเรื่อยๆ อาตมาไม่จนหรอก ทุกวันนี้นี่ พระไตรปิฎก 45 เล่ม นี่ หยิบเล่มไหนมา ก็เอามาอ่าน บทนั้น บทนี้ บทไหน ที่ควรจะอ่านก่อน ควรจะสอนก่อน แนะนำก่อน ตรวจๆดูบ้างแล้ว เอาไปได้เลย แม้แต่ในแต่ละบทนี่ บรรยายให้เป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นบั้นปลาย ขนาดนั้น ขนาดนี้ ก็ทำได้ อาตมาสอนอยู่นี่ บรรยายอยู่นี่ บรรยายให้เป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นบั้น ปลาย ขนาดนั้นขนาดนี้ ก็ทำได้ อาตมาสอนอยู่นี่ บรรยายอยู่นี่ พยายามสอนให้สูงๆอยู่ทุกวันนี้ ขณะนี้ บางคนก็ฟังแทบจะไม่ไหว หลายคนก็ไม่ใส่ใจ แต่มีความจำเป็น ที่อาตมาจะต้องพยายามสอนให้ละเอียดขึ้น สูงขึ้น หรือกว้างขึ้นทั้งละเอียด ทั้งลึก ทั้งกว้างไปเรื่อยๆ เพราะว่า วันเวลาไม่มีพอ ที่จะไปวนๆอยู่แต่ภาคตื้น ภาคต่ำ ภาคตื้น ภาคต่ำนั้น เราก็มีผู้ที่รู้ ผู้ที่เข้าใจ ผู้ที่ได้แล้ว อะไรอย่างนี้เป็นต้น ได้รับทอด เอามาบรรยาย เอามาสอน เอามาแนะนำกัน ต่อๆกันอยู่ ซึ่งพวกเราก็น่าจะได้เข้าใจว่าเราควรจะเลื่อมใส ผู้ที่ควรเลื่อมใส ไม่ควรจะดูถูก ไม่ควรจะทำจิตใจหมิ่นหยาม หรือว่ามีอัตตามานะ ลบหลู่ มีอัตตา ถือดีว่า เรารู้ดีอะไร การไม่ถือดี ไม่มีอัตตา ไม่มีมานะ หลงดีว่าตนดี เราจะรับฟัง แม้กระทั
อ่านต่อ
่ง คนที่ต่ำกว่าเรา คนที่โง่ๆ เง่าๆ เซ่อๆ ซ่าๆ เราก็ยังจะได้แง่คิด หรือได้ผลอะไรต่ออะไรที่ดี เป็นตัวอย่าง หรือว่าเป็นเชิงเปรียบ เชิงเทียบ เชิงทำให้เราเกิดปัญญา เกิดความเข้าถึงสิ่งสูงๆขึ้นไป ยิ่งๆขึ้นไปได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่า เราฟังความรู้ หรือฟังคำพูดของคนที่เขาไม่รู้อะไรมาก แล้วเราเอง ก็จะไม่ได้อะไรเลยไปเสียทั้งหมด ไม่จริงหรอก เราจะได้จากแม้แต่คนที่ไม่รู้อะไรมาก คนซื่อๆเซ่อๆ นี่ บางทีนี่ ทำให้เราเกิด ปฏิภาณ ปัญญา หรือบางสิ่ง บางอย่างที่เขามี อย่างตรง ซื่อ มีอะไรดีๆ ของเขา ทำให้เราเองเราได้ผล ได้ประโยชน์จากอันนั้น สิ่งนั้นได้ด้วย อย่าไปดูถูกคน อย่าไปประมาทคนทีเดียวน่ะ หัดวางใจเรา อย่าไปมีอัตตามานะ ลดละจริงๆ แล้วพยายามทำตน แต่มันรู้ตัวยาก ถึงจะรู้ตัวยาก เราก็ต้องฝึก ฝึก พยายามอย่าไปดูถูกดูแคลน อย่าไปหมิ่นหยามใครต่อใครเขา แล้วก็อย่าปฏิเสธที่จะมีปรโตโฆษะ รับรู้สิ่งอื่น ถ้ามีเวลา มีโอกาสต้องทำ นอกจากมันไม่มีเวลา ไม่มีโอกาส เรามีกิจมาก ธุระมาก ส่วนสำคัญ สิ่งนั้นสิ่งนี้ อะไรเราจำเป็นต้องทำ ปลีกไม่ได้ นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเผื่อว่า เราสามารถที่จะปลีกได้ ฟังได้ รับได้ โอกาสใดๆ ก็ไม่ควรละโอกาสที่จะตั้งใจ ข้อสำคัญ จิตเราต้องตั้งไว้ชอบ อย่าไปตั้งไว้โดยการปฏิเสธ โดยการดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยาม เราอย่าทำเลย อาการอย่างนั้น จิตไม่ดีทั้งนั้นแหละ เหยียดหยาม ดูแคลน ไม่รับ เรารับ ถ้ามีโอกาส มันไม่ได้ขาดทุนอะไรหรอก รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามด้วยซ้ำไป แต่มันจะมีดีให้เราได้ด้วยซ้ำ ถ้าเผื่อว่า เรายิ่งเปิดจิตนะ เราจะได้รู้ว่าเราเอง เราไม่ได้สูง คนเราส่วนมากนี่เข้าใจตนเองว่า สูงเกินกว่าควรมาก กว่าคนที่เข้าใจว่า ตนเองต่ำกว่าควร ส่วนมากนี่จะเข้าใจว่าตนเองสูงกว่าควร ถือดี มีมานะ ซ้อนอยู่ในจิตใจนี่ลึกๆแม้แต่ข้างนอก สามัญสำนึก เราจะพยายามทำตนเป็นว่าเราเองเราถ่อมตน เราไม่คิดว่าเราสูง เราไม่คิดว่าเราสูง แม้จะทำอย่างนี้ขนาดไหนก็ตาม ลึกๆ แล้วนี่ คนส่วนมากนี่ มันยึดตัวเอง ถือตัวเอง ถือดีตัวเองนี่ มีอัตตามานะ อยู่ในตัวเองนี่ อยู่ลึกๆ มากกว่าคนที่เข้าใจตนเองว่าต่ำ หรือ ถือตน เองว่าต่ำกว่าควร ต่ำกว่าจริง ส่วนมากหลงว่าตนเองสูงกว่าควร สูงกว่าจริงแทบทั้งนั้นแหละ ส่วนใหญ่ มันเป็นกิเลสอัตตามานะจริงๆ เพราะฉะนั้น เราพยายาม ทำตนให้เป็นผู้ที่อ่อนน้อม เป็นผู้ที่อย่าไปยกตัวยกตน อย่าไปหลงดี หลงตัวหลงตนอะไรมากมายนัก แต่ก็ไม่ได้เข้าใจผิด จนกระทั่งว่า เรามีดีอย่างนั้น อย่างนี้อยู่แล้ว แล้วเราก็เข้าใจผิดว่าเราไม่ดี มีดี บางทีมีดีมากพอสมควร ก็เข้าใจว่าตัวเองมีดีน้อย นั่นมันผิดสัจจะ ผิดฐานแห่งความจริง จะต้องตรวจความจริงว่าเรามีพอสมควร เขาว่าดีพอสมควร เราก็รับ ดีจริงๆ เราก็มีดีอยู่บ้าง มีดีขนาดนั้น ขนาดนี้ ไม่ใช่ทำเป็นโกหกความจริง โกหกสัจจะ เรามีดีอยู่เท่านี้ แล้วเราก็บอกว่า เราไม่ใช่หรอก เราไม่มีดีอะไรเลย อะไรอย่างนี้ มันก็โกหก มันก็ผิดสัจจะ คนเราก็ต้องมีดีบ้างอยู่นั่นแหละ มากหรือน้อย นี่ มีความถูกต้องบ้างน่ะ ไม่ใข่ว่าไม่ถูกเสียเลย มีความผิดบ้าง มีความถูกบ้าง อย่างนี้ เป็นต้น ในอนุโสตสูตรนี่ก็คือ บุคคลมีในโลก 4 จำพวก ท่านว่าอย่างนี้นะ ในพระไตรปิฎก เล่ม 21 นี่แหละ เรายังเอาเล่มนี้มาอ่าน และก็จะบรรยายไปเรื่อยๆ นี่อันนี้ถึงข้อ 5 เราไล่มาตั้งแต่คตสูตรมา ตั้งแต่อนุพุทธสูตร ปฏิปัตตสูตร คตสูตรที่ 1 คตสูตรที่ 2 ไล่มาเรื่อย ถึงอนุโสตสูตรนี่ เป็นข้อที่ 5 น่ะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก 4 จำพวกเป็น ไฉน คือ บุคคลผู้ไปตามกระแสหนึ่ง บุคคลผู้ไปทวนกระแสหนึ่ง บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้วหนึ่ง บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบกหนึ่ง ท่านแบ่งไว้ 4 ลักษณะง่ายๆ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไปตามกระแส เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเสพกามทั้งหลาย แล้วย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาป นี้เราเรียกว่า บุคคลผู้ไปตามกระแส ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ไปทวนกระแสเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่เสพกาม และย่อมไม่กระทำกรรมอันเป็นบาป แม้มีหน้านองน้ำตา ร้องไห้อยู่ เพราะประกอบด้วยทุกข์บ้าง เพราะประกอบด้วยโทมนัสบ้าง ก็ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้ นี้เราเรียกว่า บุคคลผู้ไปทวนกระแส ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ผุดขึ้นเกิด ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้น เป็นธรรมดา เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 สิ้นไป นี้เราเรียกว่า บุคคลผู้นี้ตั้งตนอยู่แล้ว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่ง ตั้งอยู่บนบกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่นี้ เราเรียกว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งตั้งอยู่บนบก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จำพวกนี้แล ที่ปรากฏอยู่ในโลก ใครฟังแล้ว มีปัญญา มีปฏิภาณฟัง ก็คงพอรู้นะ พอเข้าใจแล้วละ แต่เราก็เดี๋ยวมาสาธยายรายละเอียดกันอีก ยกนัย ยกโวหาร ยกหลักฐานอะไรต่างๆ มาประกอบเปรียบเทียบ เราจะได้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นนะ ทีนี้ คาถาก็มีว่า ชนเหล่าใด ในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยังไม่ปราศจากราคะ ที่ปกติบริโภคกาม ชนเหล่านั้นแล ถูกตัณหาครอบงำแล้ว เข้าถึงชาติ และชราบ่อยๆ ชื่อว่าไปตามกระแส เพราะฉะนั้น ธีรชนในโลกนี้ เป็นผู้มีสติตั้งมั่น แล้วไม่เสพกามและไม่ทำกรรมอันเป็นบาป แม้ประกอบด้วยทุกข์ ก็ละกามได้ นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกบุคคลนั้นว่า ไปทวนกระแส นรชนใดแล ละกิเลส 5 ประการเสียได้ เป็นผู้มีการศึกษาบริบูรณ์ มีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา ถึงความเป็นผู้ชำนาญในจิต มีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้ว นรชนนั้นแล นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกว่า ผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว ธรรมทั้งหลาย ที่เป็นกุศล และอกุศล อันบุคคลได้กำจัดหมดแล้ว ถึงซึ่งอันตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่มีอยู่ บุคคลนั้น เป็นผู้จบเวทย์ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ถึงที่สุดแห่งโลก นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกว่า ผู้ถึงฝั่ง ผู้ถึงฝั่ง นั่นก็คือ พระอรหันต์แน่นอน เราลองมาสาธยายว่า ไปตามลำดับดูน่ะ บุคคลผู้ไปตามกระแสหนึ่ง บุคคลผู้ไปทวนกระแสอีกหนึ่ง บุคคลผู้ที่มีตนตั้งอยู่แล้ว มีตนตั้งอยู่แล้ว ก็หมายความว่า เป็นผู้ที่ตั้งมั่นแล้ว ไม่เวียนกลับแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นพระอรหันต์ สุดท้าย เป็นพราหมณ์ เป็นผู้ข้ามถีงฝั่ง ตั้งอยู่บนบก ถึงฝั่ง ตั้งอยู่บนบกนี่ หมายความเป็นสำนวน ความจริงก็คือเป็นผู้ที่พ้นโอฆสงสาร พ้นการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี ไม่เกิดอีกแล้วจริง อันสุดท้าย เราก็ละไว้ อันสุดท้าย เป็นพระอรหันต์ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น เราก็มาพูดถึงสภาพของ 3. บุคคล คือ บุคคลตามกระแส บุคคลทวนกระแส บุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้ว มีลักษณะที่เราจะต้องฟัง ฟังไปซ้ำๆซากๆนี่แหละ แล้วมันจะมีลักษณะต่างๆ ที่อธิบายไปแล้ว เราฟังได้น่ะ จิตเรานี่เป็นตัวปัญญา จิตเรานี่ เป็นตัวรู้สึก เป็นตัวที่เป็นเอง เราจะรู้สึก รู้สึกได้เลย เราตรวจความรู้สึกของเรานี่ไปเรื่อยๆ เราจะเข้าใจน่ะ ตั้งแต่ปัญญา ตอนแรก ว่าเป็นผู้ไปตามกระแส อาตมาก็อธิบายมาแล้วๆเล่าๆ กระแสของโลกีย์ก็อยู่อย่างโลกีย์นั่นแหละ เสพกามเสพอะไรต่ออะไร ที่เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ควรได้ ควรมี ไปตามเรื่อง ไม่เข้าใจว่าทำกรรมอันนั้นเป็นบาป เป็นหนี้ เราก็สะสมไป เป็นกิเลส เป็นอะไรต่างๆนานา เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทาน สมโลภ สมโกรธ สมในเรื่องที่เราเอง เราไม่รู้แท้ โมหะ เราก็หลงวนเวียนอยู่อย่างนั้น นั่นเป็นหลักใหญ่ๆ อาการของมันเป็นอย่างไร เราก็ต้องศึกษาว่า โลภเป็นอย่างไรโกรธเป็นอย่างไร หรือว่าการหลงที่ไม่รู้แท้ ไม่รู้แท้รู้จริงเป็นอย่างไร มันมีหลงนิดหลงหน่อย หรือว่าหลงมากๆ หลงตีลังกากลับกันเลย หรือว่าหลงอย่างซับซ้อนเลย ตีลังกาวนไปวนมา ซับซ้อนเลยก็ได้ หลงวนเลยก็ได้ เราต้องเรียนรู้น่ะ ผู้ไปตามกระแส อาตมาก็จะไม่อธิบายมากหรอก เป็นธรรมดาของผู้ไปตามกระแสในโลกนี้ เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ คนไปตามกระแส ก็คือทุกคน เป็นปุถุชนทุกคน ทีนี้ ทวนกระแสนับเอาขนาดไหน เรามาอ่านดูซิน่ะ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเสพกามทั้งหลาย และย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาป อันนี้ตามกระแส บุคคลผู้ไปทวนกระแส นี่คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมไม่เสพกาม คำว่าไม่เสพกามนี่นะ ไม่เสพกามนี่คือ พยายามไม่เสพกาม และย่อมไม่กระทำกรรมอันเป็นบาป แม้มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้อยู่ นี่เป็นสำนวน ที่จริงก็คงไม่จำเป็นจะต้องมาถึงกับขนาดปฏิบัติไป ก็นั่งร้องไห้ น้ำตานองอยู่ตลอดเวลาหรอก ก็เป็นสำนวนน่ะ เป็นสำนวนที่ทำให้เราเห็นว่า แม้เราจะสุดทนตั้งตนอยู่บนความลำบาก ลำบน ยาก จนกระทั่งปฏิบัติไป ก็หน้านองน้ำตา ร้องไห้อยู่อย่างนี้ เพราะประกอบไปด้วยทุกข์ มันเป็นทุกข์ มันทุกขายะ อัตตานัง ปทหติ น่ะ มันทุกข์ เพราะประกอบไปด้วยโทมนัส มันก็จิตใจมันก็ไม่ ไม่แข็งแรง จิตใจมันก็เสื่อม จิตใจไม่ใช่จิตใจมันเสื่อมหรอก จิตใจมันตั้งมั่น ตั้งดีอยู่ แต่ว่ามีกิเลสโทมนัสก็เสียใจ มันก็เสียใจ มันก็ไม่ค่อยจะสบายละ มันเป็นธรรมดา ถึงแม้ว่าจะ แม้มีหน้านองน้ำตา ร้องไห้อยู่ เพราะประกอบด้วยทุกข์บ้าง เพราะประกอบด้วยโทมนัสบ้าง ก็ประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้ นี้เราเรียกว่าบุคคลผู้ไปทวนกระแส เพราะฉะนั้น คนทวนกระแส ก็คือ คนที่ต้องมีปัญญา รู้ว่า เราปฏิบัตินี่ เรา ต่อสู้ เราฝืน เราฝึกปรือ แม้มันจะหนักจะหนาจะทุกข์ จะโทมนัสอยู่อย่างไร ตั้งตนอยู่บนความลำบากอย่างไรก็ตาม เราก็พยายามทำให้ได้ ดังที่หลักเกณฑ์ท่านบอกไว้ อันนี้ อย่าไปละเมิด อันนี้อย่าไปทำ อันนี้เป็นกาม อันนี้เป็นภพ อันนี้เป็นกรรมกิริยาที่เป็นบาปสมาจาร เป็นความประพฤติที่ไม่น่ากระทำ ควรละ ควรเลิก เราก็ละ เราก็เลิกอยู่ พากเพียรละเลิกอยู่ ถ้ามันละเมิดก็ตั้งใจใหม่ มันละเมิด หรือว่ามันอ่อนแอ มันแพ้ มันแพ้ได้ แต่เราต้องพยายามทำให้ได้ๆๆให้ได้ ถ้าแพ้มากๆ มันก็แย่มากๆเท่านั้นเอง ถ้าได้ไปเรื่อยๆ แม้ว่ามันจะหนักหนาสากรรจ์อย่างไร เราก็ทำได้อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะ เราเรียนวิธีการ มีวิปัสสนาภาวนา สมถภาวนา อะไรนี่ ประกอบไปจริงๆ แล้วก็เกิดญาณ หรือว่ามีญาณ มีความรู้ อ่านออกจริงๆ เลยนะว่าเราเลิกได้ ละได้ ค่อยยังชั่ว ค่อยง่ายขึ้น เบาขึ้น สูงขึ้น ความทุกข์ หรือความโทมนัสนั้น ก็น้อยลงๆๆน้อยลง แล้วผลมันดีอย่างไร เราก็จะอ่านเห็นผลดีของมันตามมาเรื่อยๆ ความเจริญ หรือว่าความที่ยินดีที่ได้ธรรม ที่เจริญธรรม มันก็จะเกิดในใจ ในญาณของเราเอง เกิดจริงๆ เกิดในญาณ แล้วก็เต็มใจ พอใจ มันจะแตกต่างกับคนโลกๆ ที่ตามกระแสไปเรื่อยๆ แตกต่าง มันจะแตกต่างแต่กรรมกิริยาหลายอย่างคนทางโลก หรือโลกุตรบุคคล พระอริยเจ้า ก็จะทำเหมือนกัน กินข้าว ก็ยังจะกินข้าวอยู่เหมือนกัน นุ่งห่ม ก็ยังจะนุ่งห่มเหมือนกัน ทำงานก็ยังจะทำงานเหมือนกัน ดีไม่ดี แม้แต่เราจะสัมผัสกระทบสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือมีกรรมกิริยา ก็จะไปเหมือนกันกับชาวโลกอยู่ได้นั่นแหละ แต่บริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณสูงขึ้น จิตวิญญาณสบายขึ้น เบาขึ้น ไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ได้โดยไม่ยาก จนกระทั่งเป็นฌาน จนกระทั่งเป็นวิมุติ ยิ่งวิมุติแล้ว ยิ่งง่ายใหญ่เลย ยิ่งวิมุติแล้ว ยิ่งง่าย เบา ง่ายเป็นฌาน ก็ยังไม่ฌานสมบูรณ์ มันก็อาจจะได้โดยง่าย ได้โดยไม่ลำบาก ได้โดยไม่ลำบากบ้าง แต่ก็อาจจะยังมียาก มีลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ง่ายขึ้น ไม่ลำบากขึ้นไปเรื่อยๆ เข้าสู่สภาพฌาน สภาพวิมุติ เป็นลำดับๆจริงๆน่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ทวนกระแสนี่ ท่านก็ตั้งเอาขีดเอาไว้ให้ชัดๆว่า ผู้ฝึกปรือ ผู้อดทน ผู้บำเพ็ญ เพราะฉะนั้น รู้แจ้ง แน่จริงว่าหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าท่านให้ทำอย่างนี้ๆ เราก็ทำไป จะร้องไห้หน้านองน้ำตาอยู่ ก็เห็นกันทั้งนั้นแหละ อาตมาก็เห็นเกือบทุกคนน่ะ อย่าว่าแต่ฆราวาสเลย แม้แต่สมณะ แต่ว่าสมณะ เขาไม่ร้องไห้ให้เห็นเท่าไหร่ อาย ก็ร้องไห้ ถึงแม้จะไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้ใช้ศัพท์ว่าร้องไห้ก็ตาม เราก็รู้อยู่ว่าเราทุกข์ เราลำบาก เราทุกขายะ เราตั้งตนอยู่ได้ด้วยยาก ด้วยลำบากนะ เราก็เข้าใจ แล้วเราก็พยายามฝึกปรือจริงๆ มันลด มันละได้จริงๆ ก็เรียกว่าเราทวนกระแสจริงๆ มันไม่ใช่ของง่ายดายอย่างที่พูดๆกันว่า แหม ปฏิบัติธรรมนี่ มันง่ายดาย เพียงแต่รู้ ก็จบแล้ว มันจบที่ไหน ไม่รู้นั่นแหละ ดีไม่ดี เข้าใจผิดด้วยซ้ำไป ว่าตัวเองจบ รู้ผิด รู้ผิด แล้วก็เข้าใจว่าตัวเองจบเสียด้วยซ้ำ แต่แท้จริง ตัวเองก็ตามกระแสอยู่ในโลก เพราะไม่เข้าใจชัด ถ้าเข้าใจจริงแล้ว ว่าทิศทางนี้ ทำอย่างนี้แหละ คือการออก เรียกว่า เนกขัมมะ การออกจากความวนอยู่ในโลก อย่างที่เคยวนเคยเป็น เราจะเข้าใจอาการสภาพพวกนั้นกันจริงๆ ทีนี้เอาบุคคลที่ 3 ก่อน บุคคลที่ 3 ที่เรียกว่าบุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้วน่ะบุคคลผู้มีตนตั้งอยู่แล้วนี่ คือ บางคน บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ผุดขึ้นเกิด ท่านใช้คำว่า ผุดขึ้นเกิด อาตมาไม่ได้ดูพระบาลี ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกพระบาลีน่ะ ผู้ผุดขึ้นเกิด คือ จิตเป็นความหมาย ภาษานี้เป็นภาษาของโอปปาติกะ ผุดขึ้นเกิด คือจิตนี่ เกิดจริงๆ ผุดขึ้นเกิด ไม่ต้องเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนกาย จิตใจนั่นผุดขึ้นเกิดอยู่ใน อยู่ในภพของจิต อยู่ในจิตเอง ผุดขึ้นเกิด เกิดโดยตัวจิต ไม่ต้องเปลี่ยนรูป เปลี่ยนร่าง แล้วยังมีร่างกายอย่างเดิม จะเรียกว่า ปรินิพพานในภพนั้น คือ ผุดขึ้นเกิด ที่เรียกว่า ปรินิพพานในภพนั้น หมายความว่า ไม่เวียนตกต่ำ ยังไงๆก็อยู่ได้ อยู่ได้อย่างนั้นแหละ แล้วสุดท้าย ก็จะถึงขั้นปรินิพพานเองก็ยังได้ โดยไม่ต้องพากเพียรอะไรนัก แต่ถึงขั้นที่เรียกว่า ถึงขีดเอียงไปข้าง ต้องตายแน่ นอน เหมือนกับคนนี่เป็นเด็ก แล้วก็เป็นหนุ่ม แข็งแรงขึ้นมา ในระยะหนึ่งแล้ว ถึงอีกวาระหนึ่ง มันก็จะถึงขั้นสุด โตสุด จากโตสุดแล้ว ไปถึงขั้นตั้งอยู่ได้เต็มที่แล้ว ก็จะเสื่อม จะไม่เกินนั้นอีก พอโตได้เต็มที่ หรือว่าโตได้สุดแล้ว อย่างถึงขั้นสูงสุดแล้ว จากนั้นไป ก็คือเสื่อม จะบำรุงให้ตายยังไง จะทำยังไง หรือยังไงๆ ก็ไม่มีทางที่จะเวียนกลับไปเป็นหนุ่ม เป็นเด็กอีก จะต้องเสื่อมไปสู่ตายเป็นแน่นอน นั่นเรียกว่าเข้าเขต เข้าขั้นของมัน เข้าที่ของมันแล้ว ที่มันจะต้องไม่เวียนกลับมาเป็นอย่างเก่าได้อีก ไม่มีทางจะเวียนมาได้อีก เข้าเขต เข้าขีดของมันไปจริงๆเลย มีแต่ทางที่จะเสื่อมสูญไป แล้วก็จะตายสูญเลิก ในนามธรรม ก็เหมือนกัน มีส่วนที่ทำให้ได้ถึงขีดโตสุด แล้วก็จะโตสุดไปในทางโน้นเลย ไม่เวียนกลับเข้ามาหาทางด้านต่ำอีก ไม่มีเวียนกลับมาอีก ความ-หมายอันนี้ พยายามเข้าใจให้ดีว่าเข้า คือ เข้าถึงรอบ นี่ จะเป็นรอบของมันแต่ละขั้น แต่ละตอน ขนาดไหน มันมีสภาวะรองรับ มันมีมากพอ ถึงขั้นถึงขีดพอ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไว้ใจได้ แต่ถึงไว้ใจได้อย่างไร พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เคยสอนให้ประมาท จะเป็นพระอนาคามีแล้ว เป็นผู้โอปปาติกะ ผุดขึ้นเกิดเองได้แล้ว ไม่เวียนกลับ จะปรินิพพานในภพนั้น ท่านก็ไม่ให้ประมาท ท่านให้ปรินิพพานหรือว่าให้สูญ ให้หมด ให้สิ้น ส่วนละเอียดนั้น ให้ทำให้หมดจริงๆ ไม่ประมาท แม้โทษภัยอันมีประมาณน้อย ไม่ให้ประมาท คนเรานี่ ชอบประมาท อย่าว่าแต่ถึงขั้นพระอนาคามีเลย แม้แต่พวกเรานี่ เป็นบุคคลที่ตนตั้งอยู่แล้ว ได้พอสมควร โดยเฉพาะ ไม่ใช่ตนเอง ตั้งอยู่ได้เองด้วย อยู่กับหมู่ หมู่นี่ อาศัยหมู่พากันตั้งอยู่นี่ อย่างปฐมอโศกนี่ ตั้งอยู่ได้โดยหมู่ คนทำก็ทำไป คนขยัน ขยันไป คนเอาภาระ เอาภาระไป เสร็จแล้ว เราก็อาศัยอยู่กับหมู่ หมู่ก็พาไป ก็ตั้งอยู่ได้ เราก็แฝงไปๆ ตั้งอยู่ได้ แล้วประมาท ตนเองจะเสื่อมลงต่ำลง ไม่ค่อยรู้ตัว ต่อให้ตนเองไม่เสื่อมลง ไม่ต่ำลงก็ตาม ถ้าเราไม่เจริญขึ้น เราก็จะเสื่อม จะเสื่อม หรือว่าเราก็จะไปไหนไม่รอด เพราะว่าโลกที่เจริญ อย่างหมู่เราเจริญขึ้นนี่ หมู่มี 100 คน หมู่ก็พัฒนาเจริญขึ้นเรื่อยๆ แต่เราเอง เราอยู่เท่าเก่า ถ้า 100 คนนี้ คือองค์ประกอบสมบูรณ์ อีก 99 คนเขาไปไหนหมดแล้ว ตัวเองไม่ไปนะ ตัวเองอยู่ที่เก่า ตัวเองก็ถูกเขาทิ้ง การถูกเขาทิ้งนั้นน่ะ จนกระทั่งเขาไปๆ จนกระทั่ง ข้ามถึงฝั่งหมด ตัวเองไม่ได้ไป อยู่ที่เก่าละนะ ก็เท่ากับตัวตกนั่นแหละ ถ้าเราจะดูในสภาพอยู่กับที่กับไอ้ที่ขึ้นๆๆๆไปนี่ ถ้าการขึ้นๆๆๆไปนี่ มันเป็นตัวหยุด อยู่กับที่ ถ้าการขึ้นๆๆๆไปนี่ เป็นตัวอยู่กับที่ ไอ้ตัวหยุดอยู่กับที่นี่คืออะไร ตัวอยู่กับที่ตอนแรก แล้วก็มีคนที่เขาขึ้นๆๆไปนี่ มีที่วุฒิๆ มันก็ห่างขึ้นไปทุกที ห่างขึ้นไปทุกที ถ้าไอ้การเดินเครื่องอยู่นี่ คือการหยุดอยู่กับที่ การตั้งอยู่กับที่จริงๆ นี้ คืออะไร คือการถอยหลัง การที่จากที่ตรงนี้นี่ขึ้นไปเรื่อยๆนี่ คือการหยุดอยู่กับที่ สมมุติว่าอย่างนี้ ก็คือการขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ของเขาเป็นอย่างนั้นอยู่จริง แล้วก็ห่างขึ้นเรื่อยๆ ความห่างมันมีอยู่เรื่อยๆ ตัวเอง นี่ ถ้าเอาการเคลื่อนที่อยู่เรื่อยๆนี่ เป็น การอยู่กับที่ ตัวเองก็จะต้องถูกเพื่อนทิ้งห่างอยู่เรื่อยๆ ใช่ไหม มันก็เท่ากับตัวเองถอยหลังลงมา นี่เป็นนามธรรมอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้น ในการอยู่กับหมู่ ถ้าเราไม่เคลื่อนไปกับหมู่ เราก็ถูกหมู่ทิ้ง เท่า กับเราเสื่อมจากหมู่ เสื่อมจากหมู่จริงๆ เป็นความจริงอย่างนั้น สัจจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อย่าประมาท ในการตั้งอยู่อย่างอยู่ในพวกเรานี่หลายคน นอกจากจะยังไม่เที่ยง ยังไม่ตั้งอยู่ด้วยดี อาศัยแต่หมู่ดึงไป พาไปเฉยๆ ก็อยู่รอดตัวไปเฉยๆ ถ้าไม่มีหมู่เสียแล้วนี่ อ่อนแอนะ ตก ช่วยตนไม่ได้ ไม่มีภูมิของตนเอง อย่างนี้มีอยู่เหมือนกัน แฝงๆอยู่ในหมู่เรานี่ ระวังเถอะ เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจะประมาท ไม่ควรจะหยุด ไม่ควรจะเฉื่อย ไม่ควรจะ...มันขี้เกียจน่ะ สรุปแล้ว มันไม่ตัวอะไรหรอก มันตัวขี้เกียจ ตัวขี้เกียจนี่ เป็นตัวร้ายแรง แล้วก็ไม่พยายามพัฒนาขึ้นไป เพราะฉะนั้น ให้ขยัน พากเพียร พยายามอุตสาหะวิริยะขึ้นเถอะ ในมุมที่อาตมาเคยพูดซ้ำซาก เตือนแล้ว เตือนอีก ก็คือพวกเรานี่ มันจะประมาท ตรงที่มันมีตั้งอยู่ได้ แล้วเราเอง เราก็เลยอาศัยแรงคนอื่น นั่นคือลึกๆ คือตัวเป็นหนี้ อาศัยหมู่ โดยตนเองนี่ ไม่กระทำ เมื่อไม่กระทำ ตนเองก็ไม่มีผลได้ ไม่มีผลเกิด ไม่มีกรรมที่เป็นกุศล ไม่ได้สร้างสรร ยิ่งไปหลงเข้าใจผิดว่าปฏิบัติธรรม คืออยู่เฉยๆ สงบ เอาภาระตน ดูแต่จิตวิญญาณของตน แล้วก็หยุดสงบ เป็นแบบฤๅษี เข้าใจผิด ไม่ทำงานทำการ ไม่สร้างไม่สรร ไม่อะไรต่ออะไรเลย ไอ้แบบนั้นน่ะยิ่งเป็นหนี้ชัดๆ เป็นหนี้ชัดๆ มันไม่ได้ แม้แต่โลก เขาก็ไม่เอา ธรรมดาสามัญ โลกเขาก็ไม่เอา โดยธรรมของพระพุทธเจ้านะ มีสัมมาทิฏฐิ ไม่เอาเหมือนกัน เพราะ ฉะนั้น สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ต้องปรับให้เป็นสัมมา ไม่ว่าจะเป็นความคิด ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม ไม่ว่าจะเป็นวจีกรรม ไม่ว่าจะเป็นการกระทำใดๆ พฤติกรรมใดๆ ก็ตาม หรือแม้แต่งานอาชีพ เราจะต้องปรับ นี่เป็นหลักแกนใหญ่ มรรคองค์ 8 ที่ต้องทำจริงๆ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธ-องค์ จึงไม่ละทิ้งกรรม หรือไม่ละทิ้งการงาน ให้ตรวจกาย วาจา ใจ ให้ตรวจจริงๆ ตั้งแต่รู้เลยว่า กายของเรานี่ มันเป็นไปเพื่อกาม เอาละ หยาบๆ ก็เอาเป็นขั้นตอนไปก่อน หยาบๆ เราก็ละก่อนให้ได้ แต่มันละเอียดขึ้นไปขนาดนั้น เรายังละไม่ไหว ยังต้องละเมิดอยู่ก่อน เราต้องอาศัยฐานนั้นก่อน ก็ว่าไปตามขั้นตอน เพราะฉะนั้น มันจะมีขั้นมีตอนของมันจริงๆ คนที่ถือศีล 5 แค่มีผัวเดียวเมียเดียว แค่นี้ ก็พยายามลดละจางคลายของตัวเองเพิ่มเติมขึ้น มันทนไม่ได้ ก็มีผัวมีเมีย คนที่เขาทนได้จริงๆ ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก ไม่ต้องร้องห่มร้องไห้ ไม่ต้องหน้านองน้ำตาอยู่หรอก เขาก็ไม่ต้องมีกาม อดได้ ทนได้ ฝึกหัดเอาจริงๆ เขาไม่เห็นจะต้องมีผัวมีเมีย แม้มันจะเกิดอาการกิเลสนั้นอยู่ก็ตาม ก็พยายาม จนละจนลดลง จนกระทั่งถึงขั้นทวนกระแล้ว ทวนกระแสได้ไปเรื่อยๆ หมายความว่า ทวนได้ดี ทวนได้เก่ง ทวนได้แข็งแรงขึ้นมาจนกระทั่ง มีตนตั้งอยู่แล้วได้ จิตผุดเกิด จิตผุดเกิดขึ้น จิตโผล่ขึ้นเกิด หมายความว่าจิตเป็นอุบัติ อุบัติจนกระทั่งถึงขีดว่ากามราคะนั้นไม่มี จะเหลือเศษเหลือธุลีละอองเป็นรูปราคะ อรูปราคะนั้น ไม่มีฤทธิ์แรงพอที่จะทำให้ออกมาสู่ข้างนอก กายกรรม หรือวจีกรรมได้เลย มีหิริ มีโอตตัปปะ มีความละอาย เข้าใจอย่างชัดแจ้งเลย มีญาณปัญญามั่นใจชัดเลยว่า เอ๋ย เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็น วสลธัมมัง ทุฏฐุลลัง เป็นคามธัมมัง เป็นอสัทธรรม เป็นทุฏฐุลลัง เป็นสภาพของสถุลน่ะ เขาทำทับศัพท์ไปเลยก็แล้วกัน คุณจะรู้สึกว่ามันต่ำ มันหยาบขนาดไหน ก็ช่างเถอะ จะรู้สึกไม่ต่ำไม่หยาบก็เรื่องของคุณ เป็นคนชั้นสถุลเขาบ้าง เป็นอยู่ เขายังมีพฤติกรรมนี้อยู่ เพราะฉะนั้น ผู้ไม่มีพฤติกรรมนี้ได้ ก็สูงกว่าคนชั้นสถุลล่ะ วสลธัมมัง เป็นธรรมะอันชั่ว อันเลว ไม่ใช่ของดิบของดีอะไร รู้จริงๆ เห็นจริงๆ เชื่อจริงๆ เข้าใจจริงๆ ผู้นี้ไม่กล้าทำหรอก ของไม่ดี ไม่งาม แล้วมีอินทรีย์พละ ปัญญา เชื่อมั่น เห็นจริงเลยนะ เขาไม่ทำ เป็นเรื่องของคนชาวบ้าน คามธัมมัง ชาวบ้านก็คือ คนปุถุชน คนโลกๆ คนยังมีเหย้ามีเรือน คนยังมีสภาพพวกนี้ ไม่ใช่ธรรมะดี เป็น อสัทธรรม ไม่ใช่ธรรมะดีอะไร ไม่ต้องลำบากใจ ไม่มีอาการที่จะฟุ้งซ่าน ถูกกระทบสัมผัส มีเหตุปัจจัย กระทบสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้กระทบสัมผัสสิ่งยั่วยวนให้เกิดกาม เกิดอาการกาม เกิดอาการผู้หญิง ผู้ชายอะไรพวกนี้ ก็ทนได้ ไม่เกิดกิเลส สักกายะลดได้ อัตตาลดลงไปได้ ยิ่งเก่งขึ้น เหลือแค่อาสวะเท่านั้น ก็ยิ่งสบายใจใหญ่ ตรวจจิต อ่านใจของเราเองให้ดีๆเลย เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ มันจะต้องมีการพิสูจน์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แม้แต่ผู้หญิง ผู้ชาย ก็พบกันบ้าง สัมผัสกันบ้าง มีลีลาอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง จนกระทั่งเราเอง เราสบาย อาตมาเคยหยิบ เมถุนสังโยค 7 มาอธิบายในมุมของความลึกซึ้ง ข้อที่ 1 ยังนวด ยังเฟ้น ยังแตะ ยังต้อง ยังบีบ ยังเฟ้น ยังฟั้น ยังสัมผัสเสียดสีแรงว่าอย่างนั้นเถอะ อันที่ 1 ในทวารที่เรียกว่าสัมผัสแตะต้อง เสียดสีแรง เมถุนสังโยคอันดับ 1 อันดับที่ 2 นอกจากต้องแตะต้อง นวดฟั้นกันแล้ว ยังจะต้องเห็นด้วยตา สัมผัสตา สัมผัสตา ก็เป็นรสเป็นชาติ หือ เออ ปลื้มก่อนนะ ได้ยินทางหู หูก่อน แล้วค่อยทางตา พูดได้ยินทางหู มีลีลาสัพยอก มีลีลาระริกระรี้ เล่นรสเล่นชาติอยู่กับภาษาคารมนี่ ยังมีมากๆอยู่ ยังมีเห็นรอยๆไรๆ ของใครก็แล้วแต่เถอะ อ่านลีลาของตนเอง ถ้าคนที่มีการปฏิบัติ มีการสังวรนี่นะ วาจาภาษานี่ ต้องสังวร เมถุนสังโยคนี่ จะรู้เลยว่า เราพูดนี่ มันมีอารมณ์ มันมีอะไรกระซิกๆ มันมีลีลาผสมไปหรือไม่ สังวรของเรา แล้วลดของเรา ถ้าไม่เช่นนั้น เราก็จะต้องเติมเชื้อของเมถุนอยู่ในนี้ อยู่ในกาม หรือเมถุนนี่ แม้แต่การพูดกระซิกกระซี้ หยอกยั่วเย้า พูดจะเป็นอะไรต่ออะไรก็แล้วแต่ ในเชิงกาม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive