350503 ที่พึ่งอันวิเศษของคน ตอน1-4 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์439 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350503 ที่พึ่งวิเศษของคน ตอน1-4 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ที่พึ่งวิเศษของคน ตอน1 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

ขณะนี้ รุ่นเยาว์ รุ่นเยาวชน ก็มาฟังธรรมด้วยนะ อาตมาได้สาธยายธรรมมาเรื่อยๆ เอาพระไตรปิฎกมาไล่เลียงสาธยายไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นว่า ความลึกซึ้งๆ ของธรรมะที่เราเองเราเรียนตั้งแต่หยาบ จนกระทั่งถึงละเอียดๆ เข้าไปถึงปรมัตถ์ เข้าไปถึงจิตใจสภาวะของจิตใจมีอาการอย่างไร มีอารมณ์อย่างไร แล้วมันซับซ้อนยังไง หลักเกณฑ์ต่างๆที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ได้ฟังได้ใช้ปฏิภาณที่เรามีแต่ละคนๆ นี่ ฟังไปดูดีๆแล้วจะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์อะไรต่างๆนานา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ มันจะสอดคล้องกัน มันจะเป็นเหตุเป็นผล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในการที่จะขัดเกลา ถ้าเราปฏิบัติจริง ปฏิบัติแล้วก็รู้เห็น มีเกิดจริง เป็นจริง ความเป็นจริง จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้ ชีวิตของคนเรา ก็กี่ชาติๆนะ ก็ถ้าเผื่อว่าคุณเห็นจริง ไม่ใช่เดา โดยปฏิภาณ โดยปัญญาด้วยความรู้อย่างคนๆนี่ ธรรมดานี่ เมื่อมาปฏิบัติพอสมควร ได้มีสภาพที่ลดๆละๆลงไปแล้ว จะเห็นได้ว่า ชีวิตของคนเรา มันก็เกิดมา เดินทางไปสู่หลุมฝังศพ เกิดมาก็เดินทางไปสู่ความตาย แล้วเราก็ไม่เข้าใจว่าโลกหลอกเราอยู่ เป็นโลกียะ เป็นโลกๆ นี่หลอกเรา เพื่อให้เราได้มาเที่ยวได้นั่งหลงใหลได้ปลื้ม อยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ หรือโลกียสุข ที่มันหลงรสสุขของโลกียะ นี่แหละ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อย่างชัดแจ้ง ชัดเจนเลยนะ ถึงโลกุตระ นี่ นะก็จะไม่มีทาง ออกหรอก ก็จะอยู่ในโลกอย่างที่เรียกว่า ก็รู้เหมือนกันนะ เป็นบาป เป็นภัย เป็นเรื่องที่หนักหนา สากรรจ์ ก็แย่งลาภ แย่งยศ ก็มีหลายศาสนา มีหลายอาจารย์ มีหลายศาสดา ที่รู้ ที่ลึกซึ้งข

อ่านต่อ

ึ้นไปบ้าง ก็พยายามที่จะไม่ติด ไม่ยึด พยายามที่จะปลดปล่อยตัวเองออกจากโลก ออกจากสิ่งที่มันยั่วยวนให้หลงใหล ให้ติด ให้ยึด ให้ผูกพัน อยู่ไม่รู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกาม ไม่ว่าจะเป็นสภาพของลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรแบบโลกๆ เขาก็เข้าใจเหมือนกัน เขาก็พยายามที่จะเลิกจะออก และก็พยายามที่จะไม่เป็นทาสสิ่งเหล่านี้เหมือนกัน เสียสละเหมือนกัน สร้างสรรเสียสละเหมือนกัน หลายศาสดา ก็พยายามๆ ให้สร้างสรร เสียสละ ช่วยเหลือเฟือฟาย เกื้อกูลกัน มีศาสนาต่าง มีศาสดาต่างๆ ที่มีผู้รู้ แล้วมีการนำพากัน เป็นคนดี เป็นคนเสียสละ เป็นคนดี ช่วยเหลือเฟือฟายโลกบ้างเหมือนกัน แต่ในเรื่องของจิตวิญญาณ นี่มันลึกซึ้งซับซ้อนมากมาย ถ้าไม่รู้แจ้ง รู้จริง แล้วก็ไม่ได้เรียน ไม่ได้ปฏิบัติให้มันไล่ขั้นไล่ตอน เกิดความละลดปลดปล่อย หยั่งรู้เข้าไปถึงสัจจะ ความจริงของสภาพที่พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า สัตว์เลยนะ เป็นจิตวิญญาณนี่ ท่านเรียกว่าเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมันซ้อนอยู่ อาศัยอยู่ในร่างมนุษย์นี่แหละ เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่ง เป็นโอปปาติกสัตว์ ที่มีฐานะของมันด้วย ฐานะชั้นต่ำ ชั้นสูง มีฐานะชั้นต่ำ ชั้นกลาง ชั้นสูง ที่ต้องเป็นจริงด้วย เกิดจริงเป็นจริง มีการเกิดจริงๆ ท่านถึงเรียกว่าผุดเกิดเป็นโอปปาติกะ เป็นการเกิดมีรอบของการเกิด ทำอย่างไร ให้มันเกิด ทำอย่างไร ให้มันตาย จนกระทั่งตายสนิท ไม่เกิดอีก อาตมาเอง อาตมาฟังคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสว่า มันไม่ใช่ตัวตน จิตวิญญาณ นี่ มันไม่ใช่ตัวตน จิตวิญญาณนี่มันสูญได้ เมื่อเราทำจิตวิญญาณของเรา ให้เกิดเป็นจิตวิญญาณบริสุทธิ์ สิ่งแฝง สิ่งที่ไม่จริง มันหลอกอยู่ คือ กิเลสนี่ ทำลายกิเลส หรือฆ่ากิเลสให้เห็นจริงเลยว่ากิเลสมันตายจริงๆ จนกระทั่งมันตายหมดจากจิตวิญญาณ เหมือนกะสำรอก หรือว่าล้าง ชำแหละๆ จิตวิญญาณนี่ชำแหละ ส่วนที่มันไม่ใช่จิต มันเป็นกิเลส มันเป็นตัวการ ตัวเจ้าเรือน ที่มาเกาะที่มาติด ที่มาทำให้หลงใหลวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏนี้ และก็มีคุณภาพที่ลึกซึ้งละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าเราได้ล้างออกไปจริงๆ แล้วเราจะเกิดญาณ เกิดการเห็นจริงเลยว่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นยอดบุรุษจริงๆ ที่เมื่อพิสูจน์จิตแล้ว ถึงได้เห็นว่าจิตนี้ไม่ใช่ตัวตน จิตนี้สูญได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เดาไม่ได้เด็ดขาดเลย ที่ว่าเดาไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่มีใครเห็นว่าจิตวิญญาณเป็นธาตุ ที่ไม่ใช่ตัวตน อนัตตา เรื่องอนัตตานี่ไม่ใช่ศาสนาไหนค้นพบ ศาสนาที่บอกว่ามีคุณงามความดี รู้จักจิตวิญญาณว่า จิตวิญญาณมีความซื่อสัตย์ สุจริตได้ จิตวิญญาณมีความเสียสละได้ มีเมตตาเกื้อกูลอะไรได้ มีศาสนามากศาสนาที่รู้ และก็นำมาใช้ ศาสนาบางศาสนา นี่ไม่เอาถ่านในเรื่องเมตตา เกื้อกูล ไม่เกี่ยวอะไรทั้งนั้นแหละ เอาตัวเองไปนั่งหลับหูหลับตา สะกดจิตเอาหยุดเลิกในโลก ไม่ไปแย่งไปชิงโลกเขาละ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรไม่เอา สะกดจิตให้ดับไป ดิ่งไปเลย แล้วก็นั่งเฉยอยู่ อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ หนีไป ห่างๆไกลๆ ไม่ไยดีอะไร จืดๆ ชืดๆไปหมดเลย ไม่เบิกบานร่าเริงอะไร เหมือนกะอย่างพุทธที่บอกว่า รับรู้โลก รู้สมมุติสัจจะ รู้ปรมัตถ์ แต่เสร็จแล้วไม่ติด ใจ ไม่หลงใหล ในสิ่งที่สูงที่ส่งที่ดีที่วิเศษที่สุด จิตวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ได้ทำได้นี่ เป็นความสามารถของมนุษย์ที่เลิศยอดที่สุด และเป็นสมบัติที่มหาศาล เป็นสมบัติที่วิเศษที่สุดนะ ศาสนาที่เขาพยายามให้จิตวิญญาณมีเมตตาเกื้อกูล ช่วยเหลืออะไรต่ออะไรได้ ก็ดีขึ้นมากว่า ศาสนาที่ให้คนไปนั่งดับจิต สะกดจิต แล้วก็ไม่รู้โลก ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย เมตตาเกื้อกูล ขยันหมั่นเพียรไม่มี มันก็ไร้คุณค่า ไปชีวิตๆหนึ่ง เสร็จแล้ว เป็นหนี้ด้วย ไม่ได้จบจริง ไม่ได้ดับจริง

เมื่อเรามาเรียนรู้จริงๆ เราถึงจะเห็นว่าไม่ดับจริง ไม่ใช่ว่าเราไปเดาเขานะ เรารู้ว่าวิธีการทำอย่างนั้น แล้วกิเลสมันไม่ดับอย่างไร กิเลสมันไม่ได้หมดไปอย่างไร หรือแม้แต่เป็นอัตตา ปรมาตมัน ทำดีเพื่อพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงๆความคิดคนเรานี่ ควรจะต้องเสียสละสร้างสรรอะไร ศาสนาบางศาสนา หลายศาสนา เขาก็มาช่วยเหลือเฟือฟาย เกื้อกูลมนุษยชาติ ไม่เห็นแก่ตัวลงไปได้มาก แต่สุดท้ายก็ยังเหลือตัว จิตวิญญาณก็ยังเป็นอัตตา ไม่เป็นอนัตตา ไม่มีวิธีการที่จะชำแรกล้างกิเลสให้จิตสะอาดบริสุทธิ์ จนกระทั่งไม่เหลือตัว ไม่เหลือตน ไม่ยึด ไม่ติดอะไรเลย จนกระทั่งเห็นความจริงว่า จิตไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สิ่งที่จะอยู่นิรันดร ไม่ใช่สิ่งที่จะหลงใหล วิธีไม่หลงใหล วิธีไม่ติด ไม่ยึด ทำอย่างไร ถ้าเผื่อว่า เรียนรู้ของศาสนาพุทธแล้ว พยายามพิสูจน์จริงๆ แล้วจึงจะเห็นจริงว่า มันไม่ติด ไม่ยึดอย่างนี้เอง ปลดปล่อยจนสะอาด จนเห็นว่าจิตไม่ได้เป็นนิรันดร์ จิตไม่ได้เป็นธาตุที่จะต้องวนเวียนอยู่ไม่รู้แล้ว ให้ทำดีอย่างไร ก็ไปอยู่กับพระเจ้าเป็นปรมาตมัน เป็นจิตสะอาด บริสุทธิ์ อยู่ในสรวงสวรรค์ สุดท้ายมันเป็นสัจจะนะ แม้แต่สวรรค์ แม้แต่นรก เป็นสมมุติสัจจะเท่านั้นน่ะ ซึ่งคนเขาอยู่กับสมมุติสัจจะ มันเป็นความมีจริง เป็นจริงสำหรับคนที่ยังติดยังยึดนะ ยังไม่ได้ล้าง ยังไม่ได้ทำสภาวะจริงนั่น จนกระทั่งหลุดร่อนจนไม่ติดจริงๆ มันก็ยังเป็นยังมีอยู่ คนฟังไม่รู้เรื่อง มาเรียนรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จิตเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน นึกว่าตัวเองก็เป็นทันที นึกว่าตัวเองมีจิตวิญญาณ เอ้า ก็ท่านบอกว่าจิตวิญญาณไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน อะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวเราของเราอะไรทั้งนั้น ก็ต่อเมื่อเราพิสูจน์ได้ เราทำให้มันเป็นอย่างนั้นได้ มันก็เป็นอย่างที่กล่าว จิตจะไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ก็ต่อเมื่อตัวคุณเอง คุณล้างตัวตนออกไปหมดแล้ว ถ้าไม่ทำลายตัวตนออกไป ไม่ล้างตัวตนออกไปหมด คุณเข้าใจเอาเองว่า จิตไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน แล้วคุณก็ทำยังกะคนไม่รู้จักบาป จักบุญ มันก็ยิ่งสั่งสมตัวตนโดยไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น ศาสนาตรรกะ ศาสนาพุทธนี่แหละ แต่ไปหลงใหลแต่เพียงบัญญัติ ตรรกะภาษา ความหมาย ความเข้าใจ แล้วก็ไปเอาตัวความเข้าใจยอดๆนั่นมา แล้วก็มานึกว่าเป็นแล้ว ทั้งๆที่ตัวเอง ยังไม่ได้ละ ไม่ได้ล้างอะไรเลย จิตตัวเอง มีตัวตนอย่างกะอะไรดี ตัวผีด้วย เป็นตัวตนที่มันมีฤทธิ์เป็นผี มันยังหลง ยังใหลเสพโน่น เอานี่ ยังมีโลภ มีโกรธ ยังมีเอา มีผลัก ยังมีชอบไม่ชอบ อะไรอยู่ตั้งเยอะแยะ และก็หลงตัวว่า มันไม่ใช่ตัวตน อย่างนี้ ก็น่าสมเพชเวทนา มันน่าสงสารนะ คนที่คิดเข้าใจอย่างนี้ มีจริงๆแล้วไม่รู้ตัว ก็ทำตัวเองกะยังเป็นผู้ไม่มีตัวตน เพราะมันไปทำเอาไม่ได้ ไปเข้าใจเอาเดาๆ เอาไม่ได้ หลงตัวหลงตนไม่ได้ ต้องรู้จริงๆ โอ๋ มันยังมีเหลือน้อย เหลือมาก อะไรก็ต้องล้างละลดไปจริงๆ อย่าประมาท พระพุทธเจ้าท่านเตือนแล้ว สุดยอดแห่งกุศลธรรม นั่นก็คือความไม่ประมาท ประมาทไม่ได้ ต้องเรียนรู้ให้แหลมรู้ให้จริง ให้เกิดจริงเป็นจริงเห็นจริง พากเพียรลดละจริงๆเลย จะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ไม่ง่าย มันก็เป็นไปได้ เมื่อเรารู้ความเป็นไปได้นี่แหละ เราก็พากเพียรทำ อย่าชะลอ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง แม้เราจะมีฐานพัก สามารถทำให้ดีขึ้น สบายเบาขึ้นมามากได้เท่าไหร่เราได้พึ่งมัน ก็พยายามทำความเจริญ เป็นที่พึ่งให้ได้ตลอด ให้สุดยอด ถอนอาสวะ อนุสัยเป็นพระอรหันต์ให้ได้ๆแล้ว คุณจะอยากอยู่อยู่ไม่มีปัญหาอะไรหรอกน่า ไม่มีปัญหา จะอยู่ไปแค่ติดแหง็ก ติดขั้นเป็นเทพนิกายใดนิกายหนึ่ง อยู่ได้อธิบายให้ฟังแล้ว ไม่ได้เรื่องหรอก มันไม่เจริญงอกงาม เรามีเวลา เรามีมิตรดี สหายดี มีเพื่อนฝูงดี มีผู้แนะนำดี มีผู้ที่พยายามให้โอกาสเรา พยายามที่จะแนะนำเรา ก็ควรจะต้องขวนขวาย ควรจะต้องใส่ใจ มีพระผู้เถระ ผู้รู้ มีพระพหูสูต ที่จะแนะนำเราได้ เราก็จะต้องเป็นผู้ศึกษา ขวนขวาย ฟังเอาบ้าง อันใดที่ข้องใจ ติดใจ เข้าไปไต่ถาม แก้ข้อปัญหา แก้ข้อสงสัย แล้วก็ปฏิบัติ ประพฤติ พิสูจน์ให้มันถึงที่สุดให้ได้ อย่าชะลอ ลองฟัง นาถสูตร อยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 24 อยู่ในหมวด นาถกรณธรรม คือวรรคที่ทำที่พึ่งให้แก่ตนเองเหมือนเดิม นาถสูตรก็คือ ที่พึ่งนี่แหละ สูตรว่าเป็นที่พึ่งนะ สูตรมันมี 2 สูตร นาถสูตร สองสูตร สูตรที่ละเอียด และสูตรหนึ่งและสูตรที่ยังไม่ละเอียดนักอีกสูตรหนึ่ง จะอ่านสูตรที่ยังไม่ละเอียดก่อน นาถสูตร ที่ 1 นะ ในข้อ17 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง อยู่เลย บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่ง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกร ภิกษุทั้งหลายธรรมะอันกรทะทำที่พึ่ง 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีศีลสำรวมในพระปาฏิโมกข์สังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีศีล ฯลฯ ก็ย้อนทวนนั่นแหละ สำนวนในพระปาฏิโมกข์ มาถึงขั้นสุดท้าย นี่เหมือนกัน จนถึงสมาทานอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลายๆ นี้เป็นธรรมะกระทำ นี่ข้อที่ 1 สรุปง่ายๆ ก็คือเป็นผู้มีศีล แล้วก็นอกจากมีแล้วก็ต้องปฏิบัติ สำรวม มีการสำรวม สังวร ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้พหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้สดับมาก ทรงจำไว้มาก คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นพหูสูต แทงตลอดด้วยดี ด้วยทิฐิ นี้เป็น ธรรมะกระทำที่พึ่ง ข้อที่2 เพราะฉะนั้น ผู้ใดกระทำที่พึ่ง โดยมีสภาพ เป็นลำดับๆ ไปนี้ เป็นผู้มีศีล แล้วก็เพิ่มพหูสูต อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี่เขาแปลในพระไตรปิฎก เขาแปลตัวนี้ว่าเพื่อนดี ที่เราก็เรียนมา มิตรดี สหายดี กัลยา ณ มิตโต มิตรดี สหายดี กัลยาณสหาโย มีเพื่อนดี เขาแปลว่าเพื่อนดี กัลยาณ สัมปวังโก ซึ่งเราแปลว่า มีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เราไม่ได้แปลว่า แต่แค่มีเพื่อนดี แต่ถ้าแปลว่า แค่เพื่อนดี ก็แค่มิตรนั่นแหละ เพราะมิตรในภาษาที่เอามาจากบาลี ก็คือ เพื่อน มันก็มาแปลมาจากมิตรๆ แล้วก็มาเพื่อน ไม่ได้ไปแปลอะไรเลย เพราะฉะนั้น คำว่า สัมปวังโก ไม่ได้แปลว่า มิตรก็มิตร มันก็บอกอยู่แล้วว่าแปลว่าเพื่อน มิตรดี เพื่อนดี หรือสหายดี สัมปวังโก มันไม่ได้มีแคบๆแค่นั้น มันเป็นความกว้างกว่านั้น อาตมาก็เลยใช้คำว่า สังคมสิ่งแวดล้อมดี รวมหมดแหละ ถ้าจะรวมก็รวมทั้งหมด นี่น่ะ หมู่มวล ทั้งหมดนี่ หมู่มวลเหมือนกะชาวชุมนุมปฐมอโศก มีทั้งเสนาสนะ มีทั้งบุคคล มีทั้งอาหาร มีทั้งธรรมะเป็นสัปปายะอย่างนี้ กัลยาณะ ก็คือดี สัมปายะนี่ ก็คือดี คือเจริญ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุ ที่มีมิตรดี สหายดี มีเพื่อนดีนี้ เป็นธรรมะกระทำที่พึ่งนะ ข้อ 3 นี่ เราก็ได้ผ่านหูมาแล้วนะ คือเป็นผู้มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อีกประการหนึ่ง ภิกษุเป็นผู้ว่าง่ายนะ ประการที่ 4 ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย คือ ประกอบด้วยธรรมะเครื่องกระทำความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน รับอนุสาสนีย์โดยเคารพ อนุสาสนีย์ก็คือ คำสอน รับคำสอนโดยเคารพ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ว่าง่าย คือ เป็นผู้ประกอบไปด้วยธรรมะเครื่องกระทำความเป็นผู้ว่าง่าย เป็นผู้อดทน รับอนุสาสนีย์โดยเคารพ นี้เป็นธรรมะกระทำที่พึ่ง อีกประการหนึ่ง ข้อที่ 5 ภิกษุ เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้าน ในกิจที่ควรทำอย่างไร ทั้งสูงทั้งต่ำของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ประกอบด้วยปัญญา เป็นเครื่องพิจารณา อันเป็นอุบายในกิจนั้น อาจทำ อาจจัดได้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านในกิจที่ควรทำอย่างไร ทั้งสูงทั้งต่ำของเพื่อนพรหมจรรย์ อาจทำอาจจัดได้ นี้เป็นธรรมะกระทำที่พึ่ง อีกประการหนึ่ง ข้อที่ 6 ภิกษุ เป็นผู้ใคร่ในธรรม ธัมมกาโม ผู้ใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟังและแสดงธรรมอันเป็นที่รัก มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมะอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่ง พวกนี้ก็คือธรรมะอันยิ่ง ก็คืออริยธรรมอริยวินัย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ใคร่ในธรรม เป็นผู้ฟัง และแสดงธรรม อันเป็นที่รัก มีความปราโมทย์อย่างยิ่งในธรรมะอันยิ่ง ในวินัยอันยิ่งนี้ เป็นธรรมอันกระทำเป็นที่พึ่ง ข้อ 6 นี่เป็นผู้ใคร่ในธรรม อีกประการหนึ่ง ข้อที่ 7 ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ยาดำนี่จะต้องมีตลอดกาลนาน วิริยารัมภะ เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุ เป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมทั้งหลาย เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เป็นธรรมะกระทำที่พึ่ง อีกประการหนึ่ง ข้อที่ 8 ภิกษุ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร อันเป็นปัจจัยของคนไข้ เป็นผู้สันโดษ ในปัจจัย 4 ตามมีตามได้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และเภสัชบริขาร อันเป็นปัจจัยของคนไข้ ตามมีตามได้ นี้เป็นธรรมะกระทำที่พึ่ง อีกประการหนึ่ง ข้อที่ 9 ภิกษุ เป็นผู้มีสติ คือประกอบด้วยสติ คือเป็น เครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ ตามระลึกได้ซึ่งสิ่งที่ทำ คำที่พูดแม้นานได้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติ เป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง ระลึกได้ ตามระลึกได้ ซึ่งสิ่งที่ทำ คำที่พูดแล้ว แม้นานได้ นี้เป็นธรรมะกระทำที่พึ่ง ข้อที่ 10 อีกประการหนึ่ง ภิกษุ เป็นผู้มีปัญญา สุดท้ายคือ ประกอบด้วย ปัญญา อันเห็นความเกิด ความดับ เป็นอริยะชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุ เป็นผู้มีปัญญา คือประกอบด้วยปัญญา อันเห็นความเกิด ความดับเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นความสุขทุกข์โดยชอบ เป็นธรรมะกระทำที่พึ่ง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีที่พึ่งอยู่เถิด อย่าเป็นผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่เลย (บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่ง ย่อมอยู่เป็นทุกข์) ดูกร ภิกษุทั้งหลายธรรมะอันกระทำที่พึ่ง 10 ประการ นี้แล นี่นาถกรณสูตร นาถสูตรที่ 1 เอาทีนี้ เรามาดูรายละเอียด เรามาฟังดูเราจะเห็นรายละเอียด เมื่อฟังที่อาตมาจะวิเคราะห์วิจัยสู่ฟัง แล้วบางทีเราฟังภาษาธรรมะของพระพุทธ- เจ้านี่สั้นๆ แล้วมันไม่ค่อยซาบซึ้งอะไร เพราะเราเองเราฟังภาษาแล้วมันก็ตื้อๆ ไม่รู้ลึก ไม่รู้ละเอียด มันเกี่ยวข้องกับชีวิตอะไรนักหนา อย่างที่อาตมาได้อธิบายมาหลายสูตรบ่อยๆแล้ว มันจะเห็นได้ว่ามันเกี่ยวข้อง แล้วเราก็จะต้องหยั่งรู้ลงไป เมื่ออาตมาแนะหรือชี้ให้เห็นลึกๆเข้าไปแล้วจะเห็นว่า ชีวิตคนเรานี่ มันเผินอยู่กับโลกียะ แล้วไม่เคยนึก เคยคิดเป็นชีวิตประมาท เป็นชีวิตที่ระเริงหลงอยู่ในสิ่งหลอก สิ่งล่อในโลกอยู่ตลอดกาลนาน อันที่ 1 เป็นผู้มีศีล นี่ ท่านตรัสสอนพระภิกษุ เพราะฉะนั้น ภิกษุท่านก็ต้อง ว่าไปให้ตลอด สำรวมในพระปาฏิโมกข์สังวร ก็หมายความว่า ศีลของพระ ศีลของภิกษุนั่นแหละนะ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษมีเพียงประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ไม่ใช่ภิกษุก็ตาม ก็ต้องเป็นผู้มีศีล แล้วก็พยายามสำรวมในศีล สังวรในศีล ปฏิบัติตนเองให้มันเกิดผล อาจาระและโคจร ให้ดำเนินไป ให้เป็นไป ให้เกิดพฤติกรรม อาจาระ ให้เกิดพฤติกรรม ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของตน และดำเนินต่อไป โคจร ดำเนินต่อไป ดำเนินอย่างไร ก็ดำเนินไป เจริญขึ้นๆ ถ้าผู้ใดรู้ว่าอาจาระก็ดี โคจร โคจระก็ดี โคจรคือดำเนินไป ถ้าแปลง่ายๆ โคจร ก็แปลว่าในที่ๆ จะต้องไป ถ้าแปลเป็นนาม- ธรรม แปลเป็นคำนาม คำนามก็คือโคจร ที่โคจร คือที่เราเดินไป ถ้าแปลเป็นกิริยา ก็คือ การดำเนินไป การเดินไป โคจรการไป การเที่ยวไป แปลเป็นภาษารูปธรรมก็ว่า การเที่ยวไป เราก็เอาตัวเราเดินไป จะแปลเป็นลักษณะของนามธรรม การโคจรก็คือ ให้บทบาทของพฤติกรรม ให้บทบาทของจิตวิญญาณ ให้บทบาทของสิ่งที่เจริญสิ่งที่เป็นนามธรรม นื่มันดำเนินไป และให้ดำเนินไปดี หรือดำเนินไปชั่วล่ะ ดำเนินไปสูง หรือดำเนินไปต่ำล่ะ ไม่ต้องตอบเดี๋ยวสอบตก ไม่ต้องตอบออกมาหรอก ตอบในใจก็ได้ ใครก็ต้องรู้ดีว่า ก็ต้องดำเนินไปสูง ให้ดำเนินไปสู่ที่เจริญ ดำเนินไปสู่ที่ดี ต้องให้ดำเนินไปอย่างนั้น ทีนี้ให้ดำเนินไปเราก็จะต้องเป็นผู้นำพาตัวเราเอง เราจะต้องเป็นผู้ที่กระทำให้เราเองนี่ดำเนินไป ไม่ใช่ว่า ดำเนินไป โดยไม่กระทำ ไม่มีอะไรมาบันดาลให้เราดำเนินไปดีได้ ไม่มีอะไรบันดาล เรานี่แหละ เป็นผู้บันดาล ศาสนาพุทธเรานี่ เหมือนศาสนาที่ไปเที่ยวได้เถียง ศาสนาที่เขามีพระเจ้าที่บันดาล อ้อนวอน ร้องขอให้ลูกได้ดี ของให้ลูกได้อย่างโน้นได้อย่างนี้ ขอให้ลูกช้างเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ ขอเอาแล้วก็สิ่งนั้นสิ่งนี้จะดำเนินบันดาลให้ ความจริงแล้ว มันเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างที่เราพากัน ตอนนี้เราอธิษฐานจิตนี่ มันเป็นสิ่งที่นำพา และตั้งจิตขอก็ตาม จิตของเราก็จะมุ่งไปทิศทางที่ถ้าเราขอ หรือมุ่งอะไรอยากได้อะไรมันจะเป็นจิตที่มีแรงๆ มีแรงนำให้เราไป เพราะฉะนั้น องค์ประกอบอะไรที่เราจะประพฤติปฏิบัตินี่ ถ้าเผื่อว่า เรามีจุดมุ่งหมายอยู่ว่า เราอยากจะเดินไปถึงตรงโน้น ขอให้ไปถึงตรงโน้นอยู่ แม้ปฏิภาณของคนธรรมดา ก็เมื่อขอแล้วมีอยากไป เมื่อมีจิตมันปรารถนาอยากจะไปถึงตรงโน้นจริงๆ มันก็ต้องทำให้ตัวเองเคลื่อนไป จะมีผู้ช่วยหรือไม่ช่วยก็ตามใจเถอะ ตัวเราเองก็ต้องช่วยตัวเราเองอยู่ดีแหละ ที่จะเลื่อนไปถึงตรงนั้นให้ได้ หรือไปเอาสิ่งนั้น อยากได้สิ่งอยู่ตรงนั้น มันก็ต้องเข้าไปหา มันก็ต้องทำนำพาตัวเองให้เคลื่อนอยู่ตรงนั้น เอาตรงนั้น มันเป็นจิตวิทยาอันหนึ่ง ทำให้เรามีความมุ่งมั่นดี เพราะงั้น จะขอ เราก็อย่าเข้าใจว่า ขอแล้วจะ มีผู้นั้นหยิบยื่นมาให้เรา อย่าไปคิดอย่างนั้น ถึงแม้คนเขาคิดว่า สิ่งนั้นจะหยิบยื่นมาให้เรา เขาก็จะต้องดำเนินไปเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ในคำสอน ในศาสนาคริสต์ ในศาสนาไหน บอกว่าพระเจ้าจะช่วยผู้ที่ช่วยตนเองก่อน คำสอนนี้ มันก็สอนชัดอยู่แล้วว่า พระเจ้าจะช่วยเหมือนกัน ถ้าผู้ใดช่วยตนเองก่อน ขอให้ช่วยตนเองก่อน พอไปถึงตรงนั้นได้ พระเจ้าช่วยเลย ถ้าตัวเองช่วยตัวเอง ไปถึงตรงนั้นเสร็จ พระเจ้าจะช่วยเลย แต่ถ้าตัวเองไม่ช่วยตัวเองเลย ไม่มีทาง มันก็ยังคลุมๆ เครือๆ เพราะพระเจ้าจะช่วยด้วย เราช่วยตัวเองซิ ช่วยตัวก่อนนะๆแล้วพระเจ้าจะช่วยทีหลัง มันเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งของพุทธ ไม่ต้องอมพะนำอะไรเลย ลื้อช่วยตัวลื้อ ของใครก็ของมันน่า ถ้าตัวลื้อไม่ช่วยตัวลื้อ ไม่มีทาง ไม่มีอำนาจอะไรมาช่วยเราหรอก เราต้องช่วยตัวเอง กรรมของใครกรรมของมัน เราทำของเราเองเราจะดีจะชั่ว เราก็ต้องทำเอง เพราะฉะนั้น ศาสนาจึงไม่มีการอ้อนวอนร้องขอ ไม่มีการอ้อนวอนร้องขอ ไม่มีการเดินเวียนรอบขอ ไม่มีการขอศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่หยิ่งๆนะ ไม่ต้องขอหรอก เราต้องทำ เราต้องสร้างเอง และเราก็จะต้องให้ผู้อื่นด้วยซ้ำ เป็นผู้ให้ผู้อื่นได้นั่นแหละวิเศษ ศีล เป็นสิ่งที่จะขัดเกลาให้เราดำเนินไปให้เกิดพฤติกรรม อาจาระ ให้เกิดความประพฤติ ให้เกิดพฤติกรรม ให้ดำเนินไปดี ศีล สำรวมสังวร ในปาฏิโมกข์ มีศีล ปฏิบัติอย่างไร เราก็สอนกันแล้ว ศีลปฏิบัติอย่างไร มีศีลมาก็เอาศีลข้อใดข้อหนึ่งมา เอาความหมายมันว่าอย่างไร ท่านให้เว้น ท่านให้เลิก ท่านให้ขาด เราก็สังวรระวัง มีตา หู จมูก ลิ้น กาย มีกายกรรม วจีกรรม ไปสัมผัสสัมพันธ์ในสิ่งที่เราจะเลิก จะเว้น จะละอย่างไร เมื่อไร มันเกิดอาการของกิเลสขึ้นเมื่อไหร่ ก็รู้ตัว ปฏิบัติศีลให้พ้นจากสีลลัพพตปรามาส อย่าปฏิบัติอยู่แค่ศีล เป็นศีลแค่สีลลัพพตุปาทาน หรือเป็นสีลลัพพตปรามาสอยู่เท่านั้น ปฏิบัติปฏิบัติพรต ปฏิบัติสังวรในพระปาฏิโมกข์ต่างๆ ก็สังวร ไม่ใช่สังวร เอามาสังวรระวัง เอามาเล่นๆหัวๆ ลูบๆคลำๆ ไม่พ้นสีลลัพพตปรามาสอยู่ไม่ได้ ต้องปฏิบัติให้มีมรรคมีผลแจ้งจริง เกิดญาณ เกิดญาณ ที่รู้ปรมัตถ์ รู้จิต เจตสิก รู้นามธรรม รู้สิ่งที่เป็นอรูป มีวิชชา เกิดฌาณ เกิดวิปัสสนาญาณ หรือเกิดญาณทัสสนะ เกิดญาณนั่นแหละ เกิดตาทิพย์ นั่นแหละ เกิดมโนมยิทธิ เป็นวิชชา หรือว่าเป็นเป็นญาณชั้น นักปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องมีสิ่งเหล่านี้ ต้องมีฌานๆ ฌานของพุทธ นะ ฌานที่มันเพ่งรู้ แล้วก็เผาได้ เพ่งรู้ เพ่งอ่านนามธรรมนั้นออก แล้วก็มีวิธีการกระทำ และก็มีภาวนา สมถะภาวนา วิปัสสนาภาวนา ทำให้กิเลสลดจางคลาย ตามรู้ตามเห็นได้นะ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ตามเห็นจริงๆ ให้ได้ มีญาณ ถ้าใครปฏิบัติธรรมไม่เกิดตาทิพย์ อ่านอาการของจิต อาการลิงคะ นิมิตของจิต ของกิเลสของนามธรรมในใจจริงๆ นี่ไม่เห็น คนนั้นไม่เกิดวิชา ตั้งแต่ระดับแรกเลย อาตมาเรียกว่า วิชชา 9 ไม่เรียกวิชชา 8 เท่านั้น ตั้งแต่เป็นฌาน ฌานอยู่ที่ใดปัญญาอยู่ที่นั่น หรือมีญาณอยู่ที่นั่น มีฌานอ่านรู้เลยว่ามันเป็นยังไง อาการมันเป็นยังไง นิมิตนี่ มันเป็นโลภะ เป็นโทสะ สภาพที่เราติด เรายึดเป็น อุปาทาน อาการยังไง เรียกว่าอุปาทาน อาการยังไงเรียกว่าตัณหา อาการยังไงเรียกว่ากิเลส รู้อาการรู้ความแตกต่าง ลิงคะ นี่ความแตกต่าง เห็นจริงๆ เพราะฉะนั้น เมื่อคุณมีวิปัสสนาญาณ มีฌานแล้ว มีปัญญาแล้ว และก็ วิปัสสนาญาณหรือมีญาณทัสสนวิเศษที่สูงขึ้นๆเรื่อย เป็นวิชชาที่ 2 มีตัวสภาพที่เรารู้ว่า เราเกิดแล้ว เรามีญาณทัสสนวิเศษหรือเรามีวิปัสสนาญาณขึ้นมา แล้วเราก็ทำให้จิตของเราลดละได้นี่ เราเรียกว่ามโนมยิทธิ จิตของเก่ง มีฤทธิ์ มโนมยิทธิ จิตของเรามีฤทธิ์ ไม่ใช่ไปเที่ยวเหาะเหินเดินน้ำดำดินอะไรหรอก ฤทธิ์ที่สามารถทำให้กิเลสลดได้จริงๆ กิเลสลดจริงๆนั่น เป็นฤทธิ์ และก็มีฤทธิ์นี่มากขึ้นๆ วิธีมีฤทธิ์ต่างๆ เป็นอิทธิวิธี มีอิทธิวิธี ก็คือฤทธิ์นั่นแหละ มีวิธีในฤทธิ์ต่างๆ สามารถทำให้มันลดมันละ จากกิเลสมากมายมาเป็นหนึ่งเดียว หรือว่ามาเป็นสูญ มาอยู่ในฐานวิเศษ ในฐานสมบูรณ์ เป็นจิตหนึ่งเดียว เป็นจิตเอกัคคตารมณ์ หรือเป็นจิตอุเบกขา เป็นจิตที่สะอาด บริสุทธิ์ขึ้นได้ ทำจากน้อย ก็ไปหามากได้อะไรอย่างนี้ เป็นต้น จนกระทั่ง ต้องใช้ภาษาๆ ของอิทธิวิธี นี่เป็นภาษารูปธรรม แต่มันมีนาม- ธรรม ที่อาตมาก็ได้อธิบายไปมากมาย จากหนึ่งเดียวเป็นหลาย หลายเป็นหนึ่งเดียว ไปจนกระทั่งถึงสุดท้ายไปลูบคลำพระอาทิตย์พระจันทร์ ไปได้ตลอดพรหม เมืองพรหม ซึ่งเป็นภาษารูปธรรมทั้งนั้น อาตมาก็อธิบาย เคยอธิบายเป็นภาษานามธรรมที่ปฏิบัติได้เข้าใจได้มาตลอดแล้ว เพราะว่าเป็นภาษาขั้นวิชชาที่เป็น อภิญญา ที่เป็นวิชชาวิเศษ ของศาสนาพุทธเท่านั้น ที่ท่านอธิบายไว้ มีญาณต่อๆ ไป มีญาณ มีโสตทิพย์ มีเจโตปริยญาณ มีบุพเพนิวาสานุสติญาณ มีจุตูปปาตญาณ มีอาสวักขยญาณ รู้จักรู้แจ้งจนกระทั่งกิเลสหยาบ กิเลสกลาง กิเลสละเอียดถึงขั้นอาส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน