350607 สมบูรณ์ที่สุดคืออะไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
350607 สมบูรณ์ที่สุดคืออะไร โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
สมบูรณ์ที่สุดคืออะไร ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
มาสร้างวัฒนธรรม มาหัดอบรมฝึกตนมาทำวัตร ทำวัตรนี่เป็นการศึกษา เป็นการศึกษาอีกชนิดหนึ่ง ก็คือเข้าห้องเรียนนั่นแหละ เข้าห้องเรียนนะ ที่นี่เราก็ เข้าห้องเรียนกันเป็นประจำ เพราะว่าเราเป็นนักเรียนแห่งชีวิต หรือว่าเราเป็นนักศึกษาแห่งชีวิต ในชีวิตของเรา จะต้องศึกษาไปตลอดเวลาแหละนะ เราได้ฟังผู้บรรยาย ผู้สอน ผู้แนะนำอย่างนี้เรียกว่าเราเรียน ผู้บรรยาย ผู้สอนผู้แนะนำ อย่างนี้ ก็เรียกว่าเราเรียน ผู้บรรยาย ผู้สอน ผู้แนะนำ ก็เรียกว่าครู หรือว่าผู้รู้ ผู้ที่เข้าใจ หรือว่าได้ผู้ที่ได้อะไรมาก่อน ได้อะไรมาแล้วก็เอามาแนะนำกัน เอามาบอกกัน บอกวิธีทำ หรือบอกถึงว่าได้อย่างนี้ไป อย่างนี้แหละ ได้อย่างนี้ๆ มาแล้ว ก็เอามาเสนอ ยังงี้ว่ามันดีนะ ผู้ที่ได้ดี เรามีศีลนี่ดีนะ เราลดอันนี้ได้ เราละอันนี่ได้ดีนะ มันดียังไง เอามาอธิบายให้ฟัง ที่นี้ผู้ฟังก็ฟังไปใครเห็นด้วย ก็ดีนะ เออ มันจะได้บ้างก็เอาตาม ก็มาเอาตาม มาปฏิบัติตาม ประพฤติตาม พิสูจน์ตาม เมื่อพิสูจน์ไปแล้ว ก็ไปได้ด้วย เมื่อได้แล้วเราก็มา รู้ว่า เออ เราได้อย่างนี้นะ เรามีศีลนั่น เราดียังไง และเราจะรู้สึกเองนะ เราเป็นคนที่ไม่โลภ ไม่ขี้โลภ ไม่ขี้โกรธ แต่ก่อนนี้ เราโกรธนะ ขี้โกรธบ่อยเลย และท่านก็บอกว่า การขี้โกรธนี่ มันร้อนขี้โกรธนี่มันไม่สบายหรอก มันทุกข์ มันวุ่นวาย มันอึดอัด มันร้อนรน มันไม่เย็นต่างๆ นานา สารพัด ยังไงเราก็ฟังและเราก็เอาไปปฏิบัติ ลองลดโลภ ลดโกรธ พอมันลดได้จริงๆ แต่ก่อนนี้ ถ้าเผื่อว่า อย่างนี้ ต้องโกรธแน่เลย เหมือนอย่างหนังจีนนี้ เออ อย่างนี้ ไม่โกรธ มันก็ไม่ใช่คนละ โอ เค
อ่านต่อ
ยได้ยินไหม อย่างนี้ไม่โกรธมันก็ผิดละ ต้องโกรธ ถ้าเผื่อว่าอย่างนี้ ต้องโกรธคนธรรมดาต้องโกรธ แต่คนที่เหนือธรรมดานี่ คนที่ได้ฝึกฝนอบรมแล้วจริงๆ นี่ ถึงแม้ขนาดนั่น ถูกยั่ว ถูกทำให้เกิดพยาบาท เกิดโกรธแค้น เกิดอาฆาต จะต้องแก้แค้น แต่คนที่เหนือธรรมดานี่นะ ไม่เหนือธรรมดานี่ จะไม่โกรธ ไม่อยากแก้แค้น อภัย นี่คนที่ปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติสิ่งที่ประเสริฐที่พระพุทธเจ้าเราสอน และเราก็ฝึกหัดอบรม จนเป็นนี่ เป็นคนประเสริฐ เป็นคนที่เจริญ เป็นคนไม่โกรธ เป็นคนไม่อาฆาต ไม่เคียดแค้น ซึ่งผิดที่หนังจีนเขาว่า อย่างนี้ ไม่แค้น ไม่ชำระ เออ ถ้าเผื่อว่า ยังงี้แค้น ก็ต้องแก้แค้น ถ้าไม่แก้แค้น ก็ผิดไปละ ถ้าเป็นลูกพระพุทธเจ้าแล้ว จะไม่แก้แค้นหรอก อภัย จะไม่โกรธ ถ้าอย่างนี้ คนธรรมดาเขาจะโกรธนะ แต่คนที่เป็นลูกพระพุทธเจ้า ประพฤติปฏิบัติดีแล้ว ถ้าได้จริง แล้วนี่ จะเป็นคนไม่โกรธ ทีนี้เมื่อไม่โกรธ จะเป็นยังไง อ่านใจตัวเองคนที่พอใจ ไม่โกรธนี่ ใจเย็นนะ มันใจสบาย คนอื่นคนไหนที่เขาถูกยั่วอย่างนี้ ถูกเหตุการณ์ยังงี้ เขาจะโกรธ เขาอดไม่ได้ เขาทนไม่ได้ แต่เราทนได้ อดได้ ทนได้ ฝึกจนกระทั่งไม่ต้องอด ไม่ต้องทน แต่มันไม่โกรธเลย คนอื่นนี่ ทนไม่ได้แล้วโกรธแล้ว แต่ของเราได้รับยังงี้บ้าง ถูกยั่วถูกกระแทกกระทุ้งถูกว่าถูกกล่าว ถูกทำให้รุนแรง แม้เขาจะมาฆ่าพ่อฆ่าแม่อย่างที่ว่านี่ ไม่ได้หรอกหนังจีนนี่ ถ้าใครถ้าฆ่าพ่อฆ่าแม่แค้นอาฆาต ต้องตามชำระกันเป็นชาติๆเลย และก็เป็นหนังจีนไปทั้งเรื่องนะ แต่ของพระพุทธเจ้า ไม่พาเป็นอย่างนั้นเลย นี่ถ้าใครดูหนังจีนนี่ แค้นไม่ได้ แค้นจะต้องชำระ ที่นี่ไม่มีนะ ที่นี่ต้องเรียนรู้ว่าบุญคุณต้องทดแทน แต่แค้นต้องอภัย ที่นี่ไม่ใช่บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ ไม่เอาละ ไม่เอาละ อย่างหนังจีนไม่เอา เอาอย่างเดียว บุญคุณต้องทดแทนนี่อย่างหนังจีนเอา บุญคุณต้องทดแทนเอา แต่แค้นต้องชำระนี้ไม่เอา แค้นต้องอภัย และต้องหัดเลิกความแค้นด้วย หัดเลิกความโกรธ ความอาฆาตมาดร้าย ต้องหัดเลิกจริงๆ ยิ่งความโกรธ ความอาฆาต มาดร้าย เนี่ย ไม่มีผลดีอะไรกับมนุษย์เลย มีแต่สร้างบาป ก่อเวรตะพึด จะมีมากก็เป็นบาปเป็นเวรมาก มีน้อยก็มีบาปเป็นเวรน้อย ไม่ดีไม่งาม เพราะฉะนั้น ใครมีอาการดังนี้ ต้องอ่าน ในใจเรา ใจโกรธเป็นอย่างนี้ นะ ใจแค้นเป็นอย่างนี้นะ ในที่มันอาฆาต มันยังงี้ อ่านให้ออก เวลาโกรธเมื่ดใด เวลามีอาการเมื่อใด หัดอ่านๆ อ่านเป็นไหม เด็กๆนี่ อ่านเป็นไหม เคยรู้ไหม เวลามันโกรธ ใจเราเป็นอย่างนี้ ใจมันไม่ได้อยู่ที่หัวใจหรอกนะ ใจอาการโกรธๆ จะรู้สึกๆ ไม่ได้อยู่ที่หัว มันไม่ได้อยู่หัวใจ มันไม่ได้อยู่ที่ปอดที่ตับ ไม่ได้อยู่ที่ร่างกายตรงไหนหรอก มันมีอาการอยู่ในตัวเรานี่แหละ เราจะค่อยอ่านใจ เราเลยจะรู้อ่านใจเรา อาการโกรธ นี่มันเร่าร้อน โกรธมันยังไง อาตมาก็พูดไม่หมดนะอธิบายไม่หมดหรอก อาการโกรธ ใครเคยรู้สึกได้บ้าง มีใครเคยรู้สึกได้ไหมๆ รู้อาการมันไหม มันไม่มีหน้าตา มันไม่มีเนื้อตัวหรอก แต่ว่าเป็นอาการ เราพอจะรู้ด้วยปัญญา ด้วยญาณของเรา ข้างในรู้สึกนี่ เรารับเราพยายามหัดรู้สึก มีสติสัมปชัญญะ ปัญญารู้สึกว่า อ๋อ อาการยังงี้เอง อาการโลภ มันขี้โลภ มันอยากได้ แหม นี่มันอยากได้ มันมีอาการออกจากใจ มันอยากได้ๆ เป็นอาการเป็นอย่างไง นึกออกบ้างไหม หือ เคยนึกอ่านใจอย่างนี้บ้างไหม อย่างนั้นแหละ เขาเรียกกิเลส ใจที่มันเป็นอย่างนั้นแหละ เขาเรียกกิเลส รู้จักหน้าตากิเลสให้ดี มันโลภมันอยากได้ มันโกรธมันอยากจะตีเขา มันอยากจะเคาะหัวเขาแล้ว มันอยากจะเตะเขาแล้ว นา อาการยังงั้น ในใจนั่นน่า อ่านให้ออก เกิดเมื่อไหร่ อ่านออกให้ออก พยายามหยุดๆ หยุดๆ อาการอย่างนั้น อาการโลภ อาการโกรธ อาการหลง เป็นตระกูลใหญ่เลย เป็นรากเหง้าของกิเลสใหญ่ อ่านมันให้ออกจริงๆนา อ่านแล้ว ก็หัดลด หัดหาเหตุผลไปโกรธทำไม ไปโลกภทำไม ถ้าเราอยากจะสร้างสรร อยากจะกอบจะก่อ จะทำสิ่งที่ดีงาม อยากจะขยันหมั่นเพียรอะไรทำเถอะอย่างนั้น อาการขยัน อาการที่รักดี ที่จะสร้างสรร กอบก่ออะไรนี่ เป็นความดี เป็นความประเสริฐของมนุษย์ สร้างแล้วก็ไม่สร้างออกแล้วก็ขี้โลภ สร้างแล้วเสร็จนี่ก็ของกูๆ กูไม่ให้ใคร จริงเราสร้างเป็นของเรา เราทำเป็นของเรา แต่เราสร้างเราทำแล้ว เรานี่ ถ้าเราไม่ให้คนอื่น เราก็ขี้เหนียว ขี้หวง มีตัวกูของกูเป็นของกูเคยได้ยินไหม ละกิเลสนี่ ท่านสอนกันมาเก่าๆ ก่อนๆท่านพุทธทาสท่านสอนมา ท่านใช้ภาษา แต่แท้จริงมันเป็นของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของท่านพุทธทาสหรอก แต่มาแปลเป็นภาษาไทยแล้วนี่ เราฟังแล้วเห็นว่าเป็นของเราอยู่ หรือของตัวเรา พูดให้มันหนำใจๆ ก็บอกว่าของกู นี่มีแต่ของกู เป็นแต่ของกู เป็นแต่ของกู เป็นของกู ไม่ให้ใคร ไม่มีบุญ คนนี้ไม่มีให้ ไม่มีทาน ไม่มีแจกจ่าย ไม่มีเจือจาน ไม่มีเสียสละ ไม่มีเกื้อกูล มีขี้โลภเอาไว้ ดีๆไม่ดีไม่ใช่ของกู ไปโกงของคนอื่นมาเป็นของกู ไปลักขโมยเอาของคนอื่นมาเป็นของกู ไปเอาของคนอื่นมาเป็นของกู มันก็ยิ่งบาปหนาใหญ่ ขนาดคนเรานี่เราสร้างด้วยมือ กระทำเอง แล้วไม่ให้ใครนี่ ยังไม่มีบุญเลย สร้างเองเป็นของตนเองเลย มีสิทธิ์ 100% แล้วไม่ให้ใครนี่ คนนี่ไม่มีบุญ เพราะฉะนั้น คนเราจะเกิดบุญ จะเกิดกุศลเกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ ฟังชัดๆ บุญนี่มันไม่ได้ลึกลับอะไร บุญคือเราได้ให้คนอื่น ได้เกื้อกูลคนอื่น เรามีประโยชน์ต่อคนอื่น เรียกว่าบุญ เรามีประโยชน์ต่อคนอื่นนี่ เรียกว่าบุญ เพราะฉะนั้น เราออกแรง ช่วยเขายก ช่วยเขาหาบ ช่วยเขาเช็ดเนื้อเช็ดตัว ช่วยอุ้ม ช่วยเลี้ยง ช่วยดูช่วยกระทำงานให้แก่คนอื่นเป็นบุญ เราทำงานเอง เกิดผลผลิตสร้างสรรขึ้นมา เป็นชิ้นเป็นอัน เสร็จแล้วเราก็อันนี้ให้คนอื่นได้กินได้ใช้ ให้คนอื่นได้ใช้ได้กินให้เขาเป็นบุญ แต่ถ้าขายนี่นะ ไม่ใช่บุญ สมมุติอันนี้สร้างขึ้นมาทุน 100 แล้วก็ขายให้คนอื่นร้อยหนึ่ง นี่เราไม่ได้ให้เขาเลยไม่ได้ให้นะ เอาราคามันมาแล้วตามทุน 100 เอาคืนมาหมดแล้ว เขาก็เอาของไป กินไปใช้ ถ้าเราเอา 100 ไปซื้อมาก็ทุนมัน 100 ก็สมมุติว่ามันขาย 100 ตอนนี้ไม่ต้องเอาความโกงมาใส่นะ ให้เขาไป เราขายเขาไปนี่ 100 เราได้เงิน 100 เราเอาเงิน 100 นี้ไปซื้อคืนมา มันก็ได้ของนี่คืนมาอย่างเก่า ไม่ได้ให้เขาหรอก เพราะของนี่ราคา 100 เพราะฉะนั้น ของที่สร้างขึ้นมาลงทุนลงแรงไป คิดค่าแรงงานด้วย คิดว่าความรู้ คิดค่าสมองอะไรไปด้วย คิดความเสียหายอะไรไปหมด คิดต้นทุนจะหมดแล้ว 100 เราให้ 100 เขาไปนี่ เหมือนขาย 100 เราไม่ได้ให้ใคร เราไม่มีประโยชน์ เราไม่มีคุณค่าเลย ไม่บุญเลยสักกะจิดหนึ่ง เสร็จแล้วในโลกนี้ คนเราสร้างของนี่ขึ้นมา หรือผลิตของนี่ขึ้นมา สมมุติว่า ทุนมัน 100 ที่สมมุติเมื่อกี้นี้นะ คิดหมดแล้ว ราคานี่มัน 100 นี่ เสร็จแล้วเราขาย เราจะไม่ขาย 100 หรอก ในโลกนี้ จะขายมากกว่า 100 ยิ่งไปขายมากว่า 100 นี่ ไปขาย 105 บาท ขาย 110 คนนั้นยิ่งมีบาปขายเกิน ทุนนี่ได้บาปเพราะทุนของเรา100 และเรายังไปเอาเปรียบของเขามาอีกเกิน 100 นี่คือเอาเปรียบเขามา ไปเอาของที่ไม่ใช่ของเรา มาเป็นหนี้ เป็นหนี้แล้ว ขายเกิน 100 นี่เป็นหนี้แล้ว แล้วเป็นบาปแล้ว ไม่ใช่บุญ ไม่ได้ให้เขา ไม่ได้มีประโยชน์คุณค่าอะไรเลย เพราะฉะนั้น ใครอยากได้บุญจะต้อง ถ้าทุน 100 ถ้าขายต่ำกว่า 100 ขายต่ำกว่า 100 ขาย 99 บาท ได้บุญ 1 ได้เสียสละ 1 ได้บุญหรือเรียกว่าได้กำไร ถ้ามองทางธรรมะเป็นผู้ได้เสียสละ เป็นผู้มีบุญคุณ เป็นผู้มีประโยชน์ เป็นผู้มีคุณค่ากับผู้อื่น ขายไป 90 ได้บุญ 10 หรือได้กำไร 10 ขาย 80 ได้บุญ 20 คือกำไร 20 นี้คือสัจธรรม ฟังดีๆ เราเคยว่ากำไรในทางโลกนี่นะ เด็กๆ ก็รู้แล้ว ใช่ไหมซื่อมาหรือของๆเรานี่ลงทุนไป 100 เวลาเราไปขายตลาดนี่ เราจะต้องขายเกินกว่า100 เราเรียกว่ากำไร เรียกว่าได้นี่ นักค้าขายนี่ เป็นนักขาดทุนอย่างมหาจักรเลย พวกค้าขายนี่ อาตมาถึงบอกว่าเห็นนักค้าขายนี่ พ่อค้านี่ โอ้โฮ น่าสงสารมาก ทีนี้ถ้าว่าเราขายนะ เงินที่ได้มาเกินนั่นนะเราไม่ได้เอามาให้แก่ตัวเองหรอก แต่เงินที่เกินทุนนี่ เราเอามาสร้างสรร เอามาทำประโยชน์อะไรไปให้มันต่อเนื่องไป ซึ่งจะลึกซึ้งไปอีกนะ อาตมาจะอธิบายความลึกซึ้งให้ฟังแม้แต่ผู้ใหญ่ อาตมาก็ไม่เคยอธิบาย คืออย่างนี้ สมมุติว่า ของนี่ทุน 100 พ่อค้านี่ไปซื้อเอามานี่ทุน 100 และแล้วก็มาคิดถึงทุนอื่นอีก ค่าขนส่ง ค่านั่น ค่านี่อีกอะไรก็มารวมหมดแล้ว สมมุติว่าลงทุนไปทุกอย่างค่าโน่นค่านี่ ค่าเสียหาย ค่าสึกหรอ ค่าชำรุดทรุดโทรม ค่าหกตกหล่น คิดหมดแหละเวลาเขาค้าขายนี่ แม้แต่ค่าแรงที่จะไปขนมา ค่าที่จะไปเสาะหามา ค่าโน่นค่านี่อะไรมา หามาแล้วเสร็จ ตอนซื้อนี่ 100 แต่ว่าค่าโน่นค่านี่บวกแล้ว มันลงทุน 150 สมมุติว่ายังงั้น เสร็จแล้ว เวลาพ่อค้าเขาจะขายจริงๆนี่ เขาจะไม่ขาย 150 หรอก เขาจะต้องขายมากกว่า 150 ใช่ไหม เอาละ ทีนี้ ขายมากกว่าทุนว่ายังงั้นเถอะ ค่าโสหุ้ย ค่าอะไรอื่นๆ รวมไปแล้ว 150 เราจะต้องขายเกิน เมื่อคุณขายเกินไป 170 ว่างั้นเกินมา 20 เมื่อเกินมา 20 นี่นะ คุณได้เงิน 20 นี่มา เอาเกินจำนวนเกินนี่มาใช้ๆอะไรบ้าง ใช้ในตัวเราก็ใช้กินใช้อยู่ให้ตัวเรามีแรงงาน มีร่างกาย มีความตั้งอยู่ได้เมื่อเรากิน เราใช้พอเราก็ยังเอาไปเหลือไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานให้ได้กินได้ใช้อีก ทีนี้ลูกหลานนี่ ได้กินได้ใช้ เขาจะเป็นคนขึ้นมามีกำลังงาน มีความสามารถเลี้ยงลูกแล้วก็ฝึกหัด สร้างสรรให้เป็นคนขยัน มีความสามารถพอมีความสามารถเข้าก็จะขยันขึ้นมา เขาก็จะทำไอ้โน่นเป็น ไอ้นี่เป็นนี่เป็น เสร็จแล้วคนๆนี้แหละ ลูกเรานี่แหละ จากเงินที่เอามาเกิน นี่ มาเลี้ยงๆเสร็จแล้ว เขาก็โต มีความสามารถ ได้เล่าได้เรียน ได้ศึกษาฝึกฝนเสร็จแล้ว เขาก็มาสร้างสรรในสังคมเสียสละให้แก่สังคม เงินนี่เงิน 20 บาทนี่ ก็ไม่เป็นบาป ฟังดีๆนะ อันนี้ อาตมา แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่เคยอธิบายซ้อนให้ฟัง 20 บาทนี่ เอามาให้เลี้ยงลูกเต้าเหล่าหลาน นี่ไปเลี้ยงดูคนอื่นนี่ เสียสละเลี้ยงคนอื่นนั่น เขาก็เป็นคนดีๆ ขึ้นมาสร้างสรรๆแล้วก็ได้เสียสละมาก ไม่เป็นคนขี้โลภในระยะต้นๆสอนไว้แล้ว ว่าจะต้องมาสร้างๆ เสร็จแล้ว สร้าง 100 ขายต่ำกว่า 100 อย่างนี้เป็นต้น ต่อไปอีก คนนี้ก็เป็นคนมีบุญ เงิน 20 บาท ที่เกินมานี่แหละ หรือเงินนี่เกินมา 20 บาท ในระยะอย่างนี้ แล้วก็เอามาสร้างสรรจริงๆ คนที่รับการสร้างสรร เกิดมาแล้วก็มาเป็นคนที่ทำประโยชน์ทำคุณค่าให้แก่สังคมได้อีกมากทีเดียว เป็นคนเสียสละ อย่างนี้ เงิน 20 ที่เอามาเกินนั้นก็ไม่เป็นบาปเสียทีเดียว ไม่เป็นบาป ยิ่งไปสร้างสรร ได้คนมาดีๆ ยิ่งจะไม่บาปเลย ยิ่งจะได้ประโยชน์ใช้สอย เป็นอัตราการก้าวหน้า จะเป็นการที่สร้างสรรที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้น โตขี้น มากขึ้น เหมือนอย่างชาวอโศกเรานี่ เราค้าขายนี่ ที่ร้านค้าเรา ร้านค้าขายของนี่ เอาเงินเกินมาบ้างเหมือนกัน เกินกว่าทุนบ้าง แต่เงินเกินกว่าทุนนั่น คนขายอยู่ที่ศาลาค้านี่ มีเงินเดือนหรือเปล่า รู้ไหม (เด็กๆรู้ไหม) มีเงินเดือนไหม ไม่มีเลย เขาทำงานฟรี เงินที่เกินนั้น เกินของที่ศาลาค้านี่ ไม่ได้เอาไปส่วนตัวเลย เพราะฉะนั้น ที่นั่นไม่มีบาปสำหรับแก่คนขาย และเงินที่เกินมานั่นน่ะเอา มาที่นี่ เอามารวมในชาวชุมชนปฐมอโศกนี่ เอามาสร้างสรรเอามาทำบุญตรงๆแล้วเอามาสร้างสรร ไม่มีของส่วนตัว ไม่มีใครเอากินซื้อท็อฟฟี่กินเล่น เอาไปบำเรอตนอะไร ไม่มี แต่เงินเหล่านั้น เอามาสร้างสรรสิ่งที่เป็นกุศล สิ่งที่เป็นประโยชน์โดย ตรงอยู่แล้ว หรือแม้เอามาให้อย่างน้อย เงินพวกนี้จะร่วมๆมาๆให้ผู้พวกเรานี่ แหละ เราชาวนักเรียนนี่แหละ ได้ใช้ในนี้ด้วย แม้เป็นค่าไฟ ค่าน้ำค่าอะไรอยู่ในนี้ เราก็ใช้ พวกเราก็ใช้ ก็ได้จ่าย ได้อาศัย และพวกเราก็ได้พัฒนาตนเองจริง ได้เติบโต ได้เรียนรู้ และเราก็จะเป็นคนดีที่จะไปเสียสละ สร้างสรรเงินนี้ก็ไม่ไม่เป็นเงินบาป เงินนี่ก็เป็นเงินบุญ พวกเราโตขึ้นไป ก็เป็นคนขี้โลภ เป็นคนขี้โกรธ เป็นคนไปเอาเปรียบเอารัดต่อสังคม เงินนี่ก็ไปสร้างคนบาป เงินนี้ก็เป็นบาป เพราะฉะนั้น พ่อแม่คนไหนก็แล้วแต่มีลูก และก็ไปทำมาหากินได้เงินมาอย่างที่ว่านี่ ได้เงินส่วนเงินบุญนี่ เพราะเป็นเงินบาปมาก่อนเป็นบุญ แต่เราเอามาเลี้ยงลูก เสร็จแล้วเราเลี้ยงลูกให้เป็นลูกที่ดี มีความสามารถ และก็จะไปสร้างสรรได้เสียสละ ไม่ไปโลภโมโทสัน เงินนั่นก็กลายเป็นเงินบุญ แต่ถ้าเผื่อว่า เราเอาเงินบาปนี่แหละ เอาเงินเกินอย่างที่ว่านี่ เอาเปรียบเอารัดสังคมมานี่ เสร็จแล้ว เอามาเลี้ยงลูกๆ เราก็กลายเป็นคนขี้โลภ เป็นคนเอาเปรียบ ยิ่งกว่าเราเอา ยิ่งโตขึ้นยิ่งมีเปรียบ ยิ่งเอาเปรียบ ยิ่งฉลาดเฉลียว ยิ่งกอบโกยยิ่งร่ำรวยมีหลานๆ ก็ยิ่งเอาไปเลี้ยงหลานๆ ก็เกิดมาเป็นคนกอบโกย เป็นคนขี้โลภจัดเข้าไปอีก เงินนั่นเป็นบาปแล้วก็เป็นบาปซ่อนบาป ก็บาปหนา ก็บาปหนาๆๆขึ้นอีก ทีนี้ ฟังอย่างอาตมาพูด พอเข้าใจแล้วนะ ถามว่าคนที่เป็นแม่ หรือเป็นปู่เป็น ย่าก่อนนี่ แล้วมีลูกมีหลาน ออกมานี่ เขาเอาเงินมาเลี้ยงลูกนี่ ลูกได้รับการเลี้ยง นี่ จะเป็นคนเจริญขึ้นหรือเสื่อม เอาละ คำนี้ อาจจะถามยาก จะเป็นคนที่ได้ศึกษาเล่าเรียนโตขึ้นแล้วขี้โลภเพิ่มขึ้น หรือว่าเสียสละเพิ่มขึ้น ส่วนมาก ขี้โลภเพิ่มขึ้น ลูกก็ขี้โลภเพิ่มขึ้น ลูกไปเลี้ยงอีก คือหลานใช่ไหม หลานก็ขี้โลภเพิ่มขึ้น หลานมีลูกขึ้นไปอีก เป็นเหลนๆ ก็ขี้โลภเพิ่มขึ้น ก็เลยกลายเป็นบาป คูณบาปๆๆๆ เงินที่เป็นเงินต้นตอนี้ ไม่ได้ไปทำบุญ ทำแต่บาป คูณบาปๆๆๆๆ คนเรามีบาป หรือมีบุญ มีบาป คิดดูดีๆ เพราะฉะนั้น ที่จะเลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน ใครต่อใครนี่ให้เป็นคนไม่โลภ ลดความโลภไปเสียสละ ไปสร้างสรร เพราะงั้น คนมาทำบุญที่นี่ ไว้ใจได้ เพราะเงินทำบุญที่นี่ เงินที่นี่ จะไม่เอาไปเลี้ยงคน โดยเฉพาะ นี่แหละ สำคัญ เงินนี่แหละ จะไปเลี้ยงคน จะไปสร้างคนอย่างสำคัญ เพราะงั้น เงินที่ทำบุญมา เขาให้เรามาเอาไปสร้างคนไม่ให้มีบาป ไปสร้างคนให้ขี้โลภขี้โกรธ เงินนั่นก็เป็นเงินบาปคูณเข้าไปเรื่อยๆๆๆ เพราะงั้น ถ้าเผื่อว่า ใครมาทำบุญกะเรา และเราเอาเงินนี่มาสร้างสิ่งที่เป็นบุญ เป็นคนที่ไปเสียสละ สร้างสรรเสียสละได้มาก ได้คนที่เสียสละมากเท่าไหร่ เงินนั้นยิ่งเป็นบุญมาก เงิน 100 คนทำบุญกะเรามา เรามาสร้างคนที่เป็นคนเสียสละได้ถึง 3 คน 5 คน แหม่ เงินนี่ก็ได้บุญมาก เงิน 100 เราเอามาสร้างคนเสียสละได้คนเดียว มันก็ได้บุญแก่คนเดียว ถ้าเอาเงินมา 100 สร้างคนเสียสละได้ถึง 5 คน มันก็ได้บุญมหาศาล มันก็ได้ถึง 5 เท่า เงิน 100 เอามาสร้างคนเสียสละได้ 100 คนเลย ยิ่งมีบุญขึ้นไปอีก 100 เท่า เพราะฉะนั้น ใครที่จะรับบริจาค หรือรับส่วนคนนั้นคนนี้ จะให้ส่วนนั้นส่วนนี้มา และเอามาสร้างสรร จะประกอบไปด้วยการสร้างดิน สร้างน้ำ สร้างลม สร้างไฟ สร้างสถานที่ สร้างอาหาร สร้างการศึกษา สร้างความเป็นอยู่ สร้างสาธารณ- สุข สร้างสรรอะไรก็แล้วแต่ ประกอบแล้ว รวมไปแล้ว มันก็มารวมลงที่คน เสนา- สนะสถานที่อยู่ ก็ให้คนนี่แหละได้เป็นอยู่เจริญ งอกๆงาม อาหารการกิน อาหาร สปายะ ที่จะให้คนได้กิน ได้บริโภค อุปโภคบริโภค ก็เพื่อสร้างคนนี่แหละให้เกิดเจริญ บุคคลที่เป็นเพื่อนฝูงกัน เป็นมิตรสหาย เป็นคนสปายะรวมกัน ก็ช่วยกันให้คนนี่แหละ เจริญ ธัมมสปายะ มีธัมมะ มีอะไรที่สอนที่อบรมที่แนะนำ ที่นำพากัน ก็เพื่อคนให้คนเจริญ สรุปแล้ว รวมแล้ว อะไรก็แล้วแต่ เป็นเงิน จะเป็นทอง หรือวัตถุข้าวของ จะเป็นเครื่องใช้ เครื่องกิน จะเป็นอะไรต่างๆ นานา รวมแล้วก็มาเพื่อให้คนได้ใช้ได้ให้คนอาศัย ให้คนได้ใช้ได้อาศัยแล้วและเขาเอาไปทำไม และควรจะเป็นอะไร คนก็จะเป็นคนเจริญ ที่จะเป็นคนเสียสละ สร้างสรรนั่นแหละ เป็นเป้าหมายที่ประเสริฐ เป็นเป้าหมายที่ดีงามที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าสังคมใด ครอบครัวใด ทำได้อย่างที่ว่านี้แหละ จะไป หาอะไรก็แล้วแต่ จะไปสร้างอะไรก็แล้วแต่ได้มา แล้วก็มาบำรุงคนนี่แหละ ให้คน เจริญ ให้คนเติบโตทางฝีมือและทางสมอง เพื่อที่จะสร้างสรร แล้วก็เสียสละ แต่ถ้าเผื่อว่า คนสะสมอะไรหรือหาอะไรมาได้ มาอาศัยกิน อาศัยใช้แล้ว มาบำรุงคน ให้คนเจริญเติบโตด้วยฝีมือ ความสามารถ และก็เจริญด้วยความเฉลียวฉลาด สมองดี เสร็จแล้วคนนี้ก็ไปกอบโกย ไปขี้โลภ ไปเอาเปรียบเอารัด ไปทารุณโหดร้ายต่อสังคมอาฆาตเคียดแค้น ขี้โกรธ สิ่งที่เราหามาสิ่งที่เราได้มานี่นะ ล้วนแล้วแต่ไปก่อบาป สร้างบาป ไปทำให้สังคมเดือดร้อน ไปทำให้สังคมนี่ ไม่เป็นสุขทั้งนั้น ฟังดีๆ อาตมาอธิบายขยายความอันนี้แล้วจะเห็นชัดว่า อะไรก็แล้วแต่ มันเกี่ยวข้องในสังคมโลกทุกวันนี้นะ สรุปแล้ว มันมารวมลงที่ตรงนี้มาสร้างคน สรุปแล้ว มันรวมมาสร้างคนให้คนได้อาศัย แล้วคนจะเจริญหรือเสื่อม ทีนี้ ในโลกนี้ เราเข้าใจธรรมะไม่ได้ เราเห็นคนรวยเงินทองกอบโกยเป็นของตัวของตนมากๆ เอาเปรียบเอารัดได้มากๆ เป็นคนเจริญ นั่นเป็นความผิด นั่นเป็นความเห็นผิด กลับเห็นคนที่ไม่มีเงิน ไม่มีทองแต่เจริญ แต่ขยันหมั่นเพียรมีความสามารถ มีความรู้ขยันสร้างสรรช่วยเหลือสังคมประเทศชาติอยู่ เสร็จแล้วตนเองก็ไม่ได้สะสมกอบโกย เป็นคนไม่มีๆ ไม่สะสมไม่มี สุดท้ายจนกระทั่งแบบอย่างพระ หรือสมณะนี่ ทำงานอยู่กะสังคม ไม่มีเงินทอของตนเองเลย จนกระทั่งตาย จนแก่จนเฒ่า ไม่มีเงินสักบาท แม้ไม่เป็นพระ แม้เป็นฆราวาสก็ตาม ขยันหมั่น เพียรเฉลียวฉลาด ช่วยเหลือเฟือฟายสังคมมนุษยชาติอยู่อย่างนี้ ตัวเองไม่มีเงินสักบาทจนตาย น่ากราบน่าเคารพไหมหา นี่ ไม่มีสตางค์นะ เป็นคนจนนะ เป็นคนกระจอกนะอาจจะนุ่งผ้าขาดๆ ปะๆ อาจจะไม่มีอะไรร่ำรวยจริงๆนะฟังดีๆนะเราจะเห็นชัดเจน แต่คนเราเข้าใจผิด หรือว่าคนที่เจริญงอกงามนี่ จะต้องร่ำรวย จะต้องหรูหรา เสื้อผ้าหน้าแพร แต่งตัวหรูหรา มีเครื่องใช้ไม้สอยอะไรต่ออะไร ประดับประดับ ไปโน่นไปนี่ เขื่องรวย จ่ายเงินเป็นเบี้ยเลย เป็นคนเจริญ คนจริงไม่ใช่เห็นไหม ความจริงไม่ใช่ นี่พวกเรานี่ เด็กที่มาเรียนนี่ มาที่เรียนที่นี่แล้ว จะไม่เหมือนที่อื่น ที่ไปเรียนที่ทางโลก ที่ทางโลกเขาไม่อบรมมากหรอก เขาสอนความรู้ สอนแต่ความฉลาดสอนแต่ความสามารถ ฝีมืออะไรให้เก่งๆ เพื่อจะได้ไปฉลาด และไปเก่งๆ ได้ทำงาน และได้เงินมามากๆ กอบโกยมักมาก โกงได้มามากๆ จะได้ไปเอาเปรียบได้มากๆ และจะได้สวยๆ ใช่ไหม ทางโลกเขาสอนกันอยู่อย่างนี้ เขาไม่ได้มาบอกที่อาตมาบอก เพราะโรงเรียนทางโลก จะไม่เหมือนกะที่นี่ ที่นี่ ก่อนนี่ เรานี่เด็กๆ ก็ตาม เกิดมาอุแว้ออกมา ก็เห็นแล้ว พูดก็พูดเถอะ พ่อแม่ พี่น้องเราก็ไม่ใช่ที่จะเป็นนักธรรมะ ทำงานเพื่อเสียสละ หรือสร้างสรร เสียสละมาก ก็ขี้โลภเหมือนกัน พ่อแม่ขี้โลภอยู่เหมือนกันใช่ไหม จะขี้โลภมากหรือน้อยเท่านั้นแหละยิ่งเราเห็นพ่อแม่รวยขึ้นๆๆ ขี้โลภมากนะ ขี้โลภมากนะถึงรวยๆขึ้นๆ ขยันยังไงก็แล้วแต่เถอะ ขยันเสร็จแล้ว ดีก็มีเสียสละ ขยันแล้วก็เสียสละจ่ายออกให้ออกไป มันจะไปรวยได้ยังไง คนนะใช่ไหม สร้างสรรได้มากเท่าไหร่ ก็ให้ไปมากๆ ไม่เอาไว้มาก มันจะรายได้ยังไงคน ไม่รวยหรอก เพราะฉะนั้น คนรวยๆก็คือคนเอาไว้มากๆ ไม่ให้คนอื่น ให้คนอื่นไปประเดี๋ยวก็หมด เดี๋ยวก็พร่อง แต่ไม่ให้คนอื่น มีแต่เอาไว้ลงบัญชีไว้ แต่สะสมไว้ สะสมมันก็รวย ขี้โลภหวงแหนเอาไว้มากๆมันก็รวย เพราะฉะนั้น เด็กๆก็ตามเกิดมาก็จะเห็นอย่างนี้มาตลอดตาย ความสำนึกหรือความคิด ก็เห็นว่าอย่างนี้ เออ คือ ความดีทั้งโลก ไม่ใช่เพราะพ่อแม่เราใช่ไหม พวกเขาก็จะเป็นอย่างนั้น ปุถุชนจะเป็นอย่างนั้นนะ มองเห็นว่าเราต้องกอบโกย สะสมให้ได้มามากๆ อย่างนี้แหละ คนต้องเป็นอย่างนี้แหละ แต่เมื่อมาทางทิศธรรมแท้ๆ มาเรียนจริงๆ อาตมาพามาเรียนจริงๆ พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก คนประเสริญ ไม่ใช่คนอย่างนั้น คนที่มีบุญคนที่มีกุศล คนที่มีคุณค่าแท้ๆ มันเป็นอย่างนั้น คนที่มีบุญ คนที่มีคุณค่า และคือคนที่ได้ให้เขา ได้เสียสละอย่างที่อาตมายกตัวอย่างตอนต้นแล้วว่า ของนี้ ถ้าเราสร้างขึ้นมาทุน 100 เราให้เขาไป อย่าไปแลกคืนมา อย่าไปขาย อย่าให้มาเกินทุน ขายให้ต่ำกว่าทุน เราจึงจะมีบุญ เราถึงจะได้กำไร ถึงจะเป็นคนมีประโยชน์ ถึงจะเป็นคนมีคุณค่า ฟังไหวไหมนี่ หัวหมุนไหม เด็กๆฟังหัวหมุนไหม เข้าใจชัดไหมนะ ที่นี่จะสอนอย่างนี้เป็นสำคัญ เพราะฉะนั้น มาอยู่ที่นี่จะไม่เหมือนโลกๆๆ เดี๋ยวจะปล่อยให้วิ่ง เดี๋ยวกระโดดโลดเต้นอยากได้อะไรก็เอามาสมใจ และมันก็ตะกละ มันกลายเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว ได้มาบำเรอตัว มันก็ชินซิ ยิ่งสะสมกิเลสอะไรๆ ก็อยากตามใจตัวเอง อะไรก็อยากได้ ฉันอยากเต้นอยากดีด อยากเล่น ไม่อยากทำงาน ขี้เกียจอยากจะหกคะเมนตีลังกา เสียเวลาเปล่าๆ อยากจะกิน อยากจะดื่ม อยากจะอะไรก็แล้วแต่ ที่หลงว่ามันเป็นความสุข เป็นความสุขเป็นความอร่อย เป็นความบำเรอตน เราก็คิดแต่จะยังงั้นไป กิเลสมันพาเป็น ทีนี้ อาตมาพยายามสอนให้ลดกิเลสพวกนี้ หยุดมันเอาไว้ ลดลงกิเลสๆ นี่ไม่ใช่ตัวจริงหรอก ไม่ใช่ตัวจริง เราลองลดลองฆ่าดูเหอะ ตายแล้ว เรายิ่งเจริญ กิเลสยิ่งมีในตัวเรามาก เรายิ่งเสื่อม เรายิ่งบาป ถ้าลดกิเลสได้นี่ เรายิ่งเจริญ เรายิ่งเป็นสุข ยิ่งงอกงาม เรายิ่งมีบุญ นี่ค่อยๆเรียนไป เพราะงั้น จะเรียนไป ที่นี่ เรา เอื้อมมาถึงเด็กๆ สอนเด็กๆด้วย จะได้เป็นตระกูลอโศก ลูกพระพุทธเจ้าแท้ๆ มีความรู้มีความเห็น มีความจริงๆเป็นอย่างอาตมาอธิบายนี่ กลายเป็นคนเสียสละ เป็นคนขยันหมั่นเพียร สร้างสรร เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว เป็นคนไม่ขี้โกรธ เบิกบาน แจ่มใส ไม่ใช่วันหนึ่ง นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด ขัดเคืองคนนี่ อึดอัดคนนี้ใครพูดยังงี้ไม่ถูกหู ใครทำยังงี้ ก็ไม่ถูกลูกกะตา หน้าเขียว อยากจะเป็นอย่างนั้นเหรอ มันทุกข์จะตาย คนเป็นอย่างนั้น ทุกข์ นอกจากทุกข์แล้วไม่สวยไม่หล่อด้วย ไม่เชื่อเวลา หน้างอ เอากระจกมาส่องดูซิ เหมือนจวักใช่ไหม ถ้าคนที่หน้าเบิกบาน แจ่มใส แม้เราจะผิวดำก็ตาม เราจะหน้าไม่ได้รูปไข่ ไม่ได้เป็นพระจันทร์ ไม่ได้สัดส่วนก็ตาม ถ้าคนเบิกบานแจ่มใส มันก็ยังน่าดูน่ารัก ต่อให้กลมเป็นพระจันทร์ เป็นหน้ารูปไข่ แม้ยังกะนางงามนางงามโลกเลยก็ตาม ต่อให้ เขียวหน้าหงิกอย่างนี้มันไม่มีทางงามไปได้ ไม่มีทางงามหรอก ไม่ต้องพิสูจน์มากหลัก พิสูจน์แค่นี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น ใครยิ่งขี้โกรธบ่อยๆๆๆ นั่นคือ ไม่สร้างความงามให้แก่ตัวเอง คนที่โกรธบ่อยๆ ถ้าใครอยากงามแล้ว อย่าขี้โกรธ อาการโกรธ อาการไม่สบายใจเกิดเมื่อไหร่ หยุดๆ หยุดเมื่อไหร่ งามเมื่อนั้น หยุดเมื่อไหร่ สวยเมื่อนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นคนฟันหลอ เป็นคนผิวดำ เป็นคนจมูกบี้ เป็นคนต่อให้ตาบอด ก็ตามก็ยังงาม หยุดโกรธเมื่อไหร่ เมื่อนั้นงาม ตามธรรมดาของเรานะ ตามบุญบารมีตามบุญทำกรรมแต่ง คนไหนจะหน้างาม นี่ มันสั่งสมไปชาติหน้า ชาติหน้ายิ่งจะงาม ใครอยากจะขี้เหร่ ใครอยากจะไม่งาม ไม่สวยนะ หัดโกรธไปเรื่อยๆ ใครอยากจะไม่สวย หัดไว้ตั้งแต่ชาตินี้ ชาติหน้าก็ยิ่งจะไม่งาม สั่งสมไปอีกหลายๆชาติ ยิ่งจะไม่งาม ชาตินี้หงิกเท่านี้ ชาติหน้าหงิกอีกเท่านี้ อีกสามช
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive