350502 อาหุเนยยบุคคล 10 ตอน 2.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์336 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350502 อาหุเนยยบุคคล 10 ตอน 2 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์

อาหุเนยยบุคคล 10 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก

เอ้า เรามาฟังธรรมกัน เปิดพระไตรปิฎก เล่ม 24 นี่ มาถึงข้อ 16 ถึงอาหุ-เนยยสูตร อาหุเนยยะนี่ หมายความว่า เป็นผู้ที่ควรจะคำนับ เป็นผู้ที่ควรได้รับการต้อนรับ เป็นผู้ควรจะได้รับของทำบุญ ควรทำการอัญชลี นอบไหว้ อาหุเนยยะนี่ หมายความว่า เป็นคนอย่างนั้น อาหุเนยยบุคคล อาหุเนยยสูตร น่ะ มีอะไรบ้าง เดี๋ยวเราสิ้นนะ ท่านตรัสไว้สั้นๆว่า แต่ว่าอาตมาจะขยายไปตามภูมิของอาตมานะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคล 10 จำพวกนี้ อาหุเนยยบุคคล มีถึง 10 ลักษณะ 10 จำพวก เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า นี่หมายความว่า อาหุเนยยบุคคล อาหุเนยยะเป็นบุคคลอย่างนี้แหละ ควรได้รับของคำนับ ก็คือของที่เราเอาไปให้ เป็นชนิดที่เรียกว่า ควรจะให้ ของที่ควรคำนับ อย่างเราเวลาเราไปหาผู้ใหญ่ เราถือของอะไรไปให้ ของที่ควรจะดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ ควรสมเหมาะสมควรอย่างนั้น คนนี้ควรจะให้ของขนาดนี้อย่างนี้ นี่ เรียกว่าของสมควรคุณค่าน่ะ เพราะฉะนั้น ของที่สมควรคุณค่า เอาไปให้อย่างเป็นเกียรติ เรียกว่าของควรคำนับ ผู้ควรของคำนับ ของที่จะเอาไปให้คำนับนี่ เหมือนกับที่เขาเอาไปให้ในเวลาเราจะไปหาผู้นั้นผู้นี้ เรามีของที่ไปเอาตั้งแต่ยอดๆ ของที่จะควรจะโดยเสด็จพระราชกุศล หรือว่าของที่ควรถวายในหลวง ของที่ควรจะให้แก่นายก ของที่ควรจะให้แก่คนนั้นคนนี้ ของที่ควรจะให้แก่สมณะ หรือพระ หรือพราหมณ์ หรือภิกษุ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ของที่บอกว่า อย่างนี้แหละสมควร สมควรที่จะไปให้ เป็นของที่ควรเป็นครั้งคราว ที่จะเอาไปคำนับ เอาไปเคารพ เป

อ่านต่อ

็นครั้งเป็นคราว มันมีเกียรติอยู่ในตัว มันมีความสมควรสมเหมาะอยู่ในตัว เป็นผู้ควรในของต้อนรับ เพราะฉะนั้น ในเวลาเราไปให้ ก็หมายความว่า เราเลือกเฟ้นไปให้ พอมาแล้ว เราควรจะต้อนรับอย่างไร ของที่ควรต้อนรับ ตั้งแต่เริ่มต้อนรับให้นั่ง ในที่อย่างไร สมเหมาะสมควร สถานที่ให้นั่ง ควรต้อนรับขนาดไหน ขนาดไหน พอเหมาะพอสมกับใคร ผู้นี้ขนาดนี้ เอ้อ ให้ต้อนรับ แม้แต่ที่นั่ง แม้แต่ของที่จะเอามา แม้แต่น้ำ แก้วน้ำ ควรจะแก้วอย่างไร เหมาะสมกับคนนี้ ควรจะให้ได้แค่ไหน จะถวายแค่น้ำ จะถวายอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรที่เหมาะที่สม ที่ถูกกับบุคคล เป็นผู้ควรของทำบุญ ของทำบุญ ก็หมายความว่าของที่จะให้ทานนี่แหละ บุญนี่ หมายถึงลักษณะ 2 อย่าง ชำระกิเลสก็หมายความว่าบุญ ของที่เป็นทาน ได้รับของทานก็เป็นบุญน่ะ ผู้รับก็คือปฏิคาหก ผู้ให้ก็คือทายก เราจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม เราก็ทำการให้การรับกันนี่แหละ เรียกว่าบุญ เป็นผู้ควรในของทำบุญ ก็คือ ของที่เราจะให้ เราจะทานอย่างพระ หรือสมณะ ไม่มีของไม่มีอะไรเลย ไม่มีการสะสม ไม่มีสมบัติ ก็ควรในของที่จะให้ ถ้าอันไหนที่เหมาะสม สมควรแก่สมณะ ก็ควรจะให้ทั้งนั้นแหละ อย่างนี้เป็นต้น หรือของคนนี้ควรจะให้ของอย่างนี้ คนจนขาดผ้านุ่งผ้าห่ม ให้ผ้า ขาดอาหารการกิน ให้อาหารการกิน ขาดอะไรต่ออะไรก็อันนั้น สมควรที่ของที่จะทำทาน ทำทานอย่างมีปัญญา นี่เรียกว่า เป็นผู้ควรในของทำบุญ เพราะฉะนั้น อย่างสมณะนี่นะ หรือว่า อย่างผู้ที่อยู่ในระดับ 10 ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ เป็นผู้ควรในของทำบุญทั้งนั้นล่ะ เป็นผู้ควรตามฐานะ ตามลำดับ เช่น ยกตัวอย่างก่อนก็ได้ อย่างพระตถาคต พระพุทธเจ้าอย่างนี้ ของควรคำนับ เราควรจะให้ในระดับไหน อย่างพระหางแถวอย่างนี้ ของควรให้ระดับไหน มันก็เหมาะ สมตามฐานะเหมือนกันนะ จะว่ามีศักดินา ไม่มีศักดินาก็ตาม โดยความเป็นจริงแล้ว มันมีฐานะ มันมีความเหมาะสมที่ควรเป็นควรให้ จะบอกว่าเป็นศักดินา เป็นทำไมจึงไม่ให้เหมือนกัน เป็นของไม่เท่ากัน จริงๆในโลกนี้ มันไม่เท่ากันทีเดียวหรอก มันไม่เท่ากันทีเดียวหรอก มันเป็นตามลำดับ ตามฐานะ ตามความเหมาะ สม ที่ควรเป็นควรได้อยู่ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นผู้ควรกราบไหว้ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า นาบุญก็หมายความว่า เป็นผู้ที่จะทำทานลงไป เป็นผู้ที่จะให้อะไรก็แล้วแต่ ผู้นี้จะเป็นนาบุญ เป็นทานที่จะงอกต่อไป เจริญงอกงามต่อไป ผู้รับเอง ก็เป็นผู้เจริญ เราให้ข้าวกิน ผู้นี้ก็มีชีวิตอยู่ จะเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่อย่างเจริญ อย่างเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์โลกต่อไปอีกด้วยซ้ำ หรือว่าเราจะเอาอะไรไปให้ทานลงไป ให้เงิน เงินนั้นก็จะไปงอก ไปทำงาน ไปเป็นบทบาทที่จะเจริญเพื่อมนุษย์ชาติ ไม่ใช่ให้เงินไปแล้ว ก็เลยเอาไปกรอกใส่ขวดเหล้าหมด ให้เงินไปแล้วก็เอาไปทำลาย ให้เงินไปแล้ว ก็ไปเสพสมสุขสมอะไรส่วนตัว ให้เงินไปแล้วก็ไปทำอะไรที่ไม่เกิดคุณ- ค่าประโยชน์ที่จะงอกงามไพบูลย์ เป็นประโยชน์ในโลก เป็นนาบุญอันไม่มีนาบุญอะไรที่จะมาเทียบเท่า ไม่ใช่ ถ้าจะปลูกอะไรลงไป ถ้าจะให้อะไรลงไป ผู้นี้นี่นะ ทำบุญทำทานลงไปด้วย ผู้นี้จะเป็นผู้ที่ใช้สิ่งที่ได้รับ ของทานนั้นไปแล้ว ไปทำเป็นประโยชน์คุณค่าได้มากที่สุด เรียกว่านาบุญ ประโยชน์คุณค่าที่ไม่ใช่เขาเอาไปบำเรอตน ตนอาจจะใช้บ้าง แต่จะมีส่วนที่เป็นงอกเงยไปพัฒนา ไปสร้างสรร ไปเป็นความเจริญไพบูลย์อะไรขึ้นไปอีกมากมาย เรียกว่านาบุญที่แท้น่ะ เอ้า นี่ขยายความ คำแม้แต่คำเล็กๆน้อยๆ พวกนี้ ซึ่งเป็นความหมายของคำว่าอาหุเนยยะ อาหุเนยยะ บุคคลที่มีอาหุเนยยะก็คือบุคคลผู้เป็นที่เป็นผู้ของควรในของคำนับ ผู้ควรในของต้อนรับ ผู้ควรในของทำบุญ ผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า นี่แหละน่ะ ซึ่งเรามีบทสวด อันนี้เราก็สวดกันมาอยู่ ทีนี้ 10 จำพวกเป็นไฉน บุคคล 10 จำพวกนี้ เป็นบุคคลชื่อว่า อาหุเนยย-บุคคลน่ะ 10 จำพวกมีคือ พระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่แน่นอน น่ะ เป็นผู้ที่ควรอย่างนี้แน่นอน 2.พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ในนี้เขาเขียนว่า สัมปัจเจก-พุทธเจ้า อาตมาเคยเขียนว่า ต้องสัมปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป แต่เอาละ ก็รู้กันว่า ปัจเจกสัมพุทธะ ปัจเจกสัมพุทธเจ้า หรือปัจเจกอย่างที่ถูกทางน่ะ ทุกวันนี้ เรา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน