350209 พระกับป่า.docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์417 KB
วันที่แก้ไข21 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

350209 พระกับป่า โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก

พระกับป่า โดย สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2535 ณ พุทธสถาน สันติอโศก

สำนึกดี ท่านผู้ยังมีความปรารถนาอยากจะรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย เคยเห็น ทหารเยอรมันไหม เจ้านายก็ขึ้นรถ รถยนต์วิ่ง ไอ้เจ้าลูกน้องนี่วิ่ง ไล่ตาม วิ่งตามรถยนต์ แหม ทารุณดีเหมือนกัน สมัยโน้นเขาไม่ได้วิ่งตาม เขาจะตามนั้นหรอกน่ะ เสร็จแล้วก็ไปพบพระพุทธเจ้า ไม่ได้ไปไกลอะไร ไปพบแล้วก็ ก็เสด็จกลับ ไปพบพระพุทธเจ้า ก็เสด็จกลับ อย่างนี้เป็นต้น แล้วเดี๋ยวนี้ ก็ไปวัดได้ ไปวัดได้ ถ้าใครไปอินเดีย ภูเขาคิชฌกูฏก็อยู่ในเมือง แล้วท่านก็อยู่ภูเขาคิชฌกูฏนั่นแหละมากๆ พระพุทธเจ้า นั่นแหละป่า ป่าภูเขาคิชฌกูฏ ไม่ได้รกชัฏ ไม่ได้อะไรมากมาย แต่สมัยก่อนมันก็รกกว่าสมัยนี้แหละนะ สมัยก่อนป่ามันก็รกกว่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ก็เป็นความพอเหมาะพอดี กับคนที่เคยชินป่า เขาไม่ได้กลัว เกลออะไร เหมือนสมัยนี้หรอก... เขาก็อยู่พอสมควรน่ะ อาตมาเคยแนะนำมาก หลายที หลายครั้งแล้วว่า สถานที่ควรบำเพ็ญธรรมนั้น คือสถานที่ที่จะต้องมีสิ่งแวดล้อมดี มีเสนาสนะสัปปายะ เป็นสวนป่า ซึ่งเราก็ได้ทำตั้งแต่เริ่มแรกเลย ตั้งไหนๆก็แล้วแต่ หนังสือ พระกับป่า มีปัญหาอะไรของพระเทพเวที ฉบับปาก กับมือ สมบูรณ์ ... อาตมาได้เอาไปเทศน์ เอาไปอ่าน ที่อยู่ที่ปฐมอโศก มาแล้วเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้น อ่านไปได้ครึ่งเล่มแล้ว แล้วก็อธิบายแทรกไปพอสมควร แล้วก็หมดเวลาไป วันนี้อาตมาก็ตั้งใจที่จะเอามาอ่านที่นี่ต่อ แล้วก็จะเทศน์ต่อ ทีนี้ ถ้าอาตมาจะไปอ่านต่อที่อ่านที่ปฐมอโศก มันคงไม่เข้าที อาตมาก็จะขออ่านต้นเลย ไปจน กระทั่งถึงครึ่งแล้ว ก็ถึงจะอ่านต่อไปอีก แล้วก็จะอธิบายซ้อนไปอีกเลยน่ะ แม้มันจะต้องใช้เวลารีบร้

อ่านต่อ

อนหน่อย ก็คิดว่า ติดตามก็แล้วกัน ส่วนที่อ่านตอนต้นนี้ คุณตั้งใจฟัง อาตมาขยายความไว้แล้ว ก็ไปเอาเทปม้วนที่ปฐมอโศกมาเปิดก็แล้วกัน อันนี้คุณจะได้มีเค้า อ่านให้ฟังนี่จะได้มีเค้าในความหมายเนื้อหามันไปพลาง ถ้าไม่อ่านเสียเลยนี่ คุณไม่รู้ต้น มาเอากลางไปหาจบ ประเดี๋ยวมันจะยุ่งกันใหญ่น่ะ

พระกับป่ามีปัญหาอะไร รายการนี้เป็นของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของพรรษา อีกไม่ช้า ก็จะออกพรรษาอยู่แล้ว และเมื่อออกพรรษาแล้วก็จะสิ้นปี จะเห็นว่าวันเวลานี้รวดเร็วเหลือเกิน ในวันเวลาที่ผ่านไป เราก็จะได้ยินข่าวคราวอะไรต่างๆมากมาย ระยะนี้รู้สึกว่า มีข่าวสำคัญอยู่หลายเรื่อง ทั้งข่าวทางบ้านเมือง และข่าวพระศาสนา ทางด้านข่าวพระศาสนา จะเห็นว่ามีข่าวที่ไม่ค่อยดีต่อเนื่องมาเรื่อย ไม่ใช่เฉพาะช่วงนี้เท่านั้น แต่เป็นแรมปีมาแล้ว เท่าที่นึกได้ก็คง 3 ปี จะมีข่าวเสียหายเกี่ยวกับพระ และเรื่องการพระศาสนาตลอดมา ข่าวส่วนมากจะไปในแนวเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมานี้ มีข่าวที่เปลี่ยนแนวไปอีกข่าวหนึ่ง ซึ่งโยมก็สนใจกันมากเหมือนกัน หนังสือพิมพ์ก็ลงบ่อย ก็คือ เรื่องพระประจักษ์กับป่า ว่าพระประจักษ์อนุรักษ์ป่าจริงหรือไม่ ทำผิดหรือทำถูก และการที่ราชการทำอะไรลงไปนั้น ราชการทำผิดหรือทำถูก ก็เป็นปัญหา ญาติโยมก็วิจารณ์กันไปต่างๆนานา อาตมภาพเองก็ไม่ค่อยได้สนใจติดตามเรื่องนี้ ก็เลยมีความรู้ความเข้าใจเฉพาะกรณีน้อย แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องประโยชน์ของส่วนรวม ทั้งด้านพระศาสนา และสังคมไทย อย่างน้อยข่าวเรื่องพระประจักษ์นี้ก็คงจะต้องแยกออกเป็นส่วนๆ คือ ด้านที่หนึ่ง เป็นเรื่องกรณีเฉพาะตัวพระประจักษ์ ว่าท่านทำผิดหรือทำถูก ละเมิดกฎหมายหรือไม่ อะไรต่างๆ เป็นเฉพาะตัวของท่าน ด้านที่สอง ก็คือเรื่องพระประจักษ์ ที่โยงไปหาประโยชน์ของส่วนรวม คือ ที่เป็นกรณีกระทบกระเทือนต่อสังคมไทย และพระศาสนา สำหรับทางด้านสังคมไทยนั้น ก็มีปัญหาโยงไปถึงการบ้านการเมืองด้วย สำหรับด้านที่อาตมภาพ จะเกี่ยวข้องใกล้ชิดก็คือ เรื่องพระศาสนา ว่าถ้าเราไม่พิจารณาดำเนินการกับเรื่องนี้ให้ดีแล้ว อาจจะเสียประโยชน์แก่พระศาสนาได้ คือ คนที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้นั้น ถ้าไม่เข้าใจเรื่องราวในด้านพระศาสนา ก็อาจจะปฏิบัติไม่ถูกต้อง เช่น มีการดำริกันที่จะออกกฎหมาย มีเสียงลือกันออกไปว่า ทางราชการจะออกกฎหมายห้ามพระเข้าป่า ซึ่งอาตมภาพก็ยังไม่ทราบว่าเป็นความจริงหรือไม่ ถีงกับมีผู้ไปหา เพื่อจะให้ช่วยกันคัดค้านกฎหมายนี้ อาตมภาพก็บอกว่า เอ! ยังไม่รู้รายละเอียดนี่ พูดไม่ได้ ต้องขอดูก่อน ถ้าจะให้คิดก็ช่วยไปเอาร่างกฎหมายที่ราชการจะออกมา เราจะได้รู้ว่าเขาว่าอย่างไร มีเงื่อนไข มีอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าว่าโดยหลักการแล้ว การห้ามพระเข้าป่า จะอย่างไรอยู่ เป็นเรื่องที่ต้องคิด แต่รวมแล้วก็คือ จะต้องมีความเข้าใจให้ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องพระศาสนา โดยเฉพาะก็คือว่า ความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับพระศาสนา หรือป่ากับพระสงฆ์ ถ้าเรารู้หลักแล้ว เราจะได้ปฏิบัติต่อเรื่องนี้ถูกต้อง ซึ่งจะไม่ใช่เป็นปัญหาเฉพาะกรณีพระประจักษ์ เรื่องพระประจักษ์ ก็เป็นเรื่องเฉพาะไป แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่เรื่องส่วนรวมระยะยาวที่ว่าเราจะเอาอย่างไร เพราะถ้ามีการปรารภเรื่องพระประจักษ์ แล้วออกกฎหมาย หรืออะไรต่างๆขึ้นมา มันก็จะมีผลกระทบต่อพระศาสนาส่วนรวม วันนี้ อาตมภาพก็เลยอยากจะพูดเรื่องป่ากับพระนิดหน่อย ให้เห็นว่า ตามหลักพระศาสนา ป่ามีความสำคัญอย่างไร พระควรจะปฏิบัติอย่างไรกับป่า พระพุทธศาสนามีทัศนะอย่างไรต่อเรื่องการอยู่ป่า ถ้ามองแบบง่ายๆ เท่าที่เห็นภาพ จะเห็นว่า พระพุทธศาสนานี้คู่กับป่ามาตลอด เริ่มตั้งแต่พระพุทธเจ้าเอง เมื่อเสด็จออกจากวัง ไปค้นหาสัจธรรม ออกจากพระราชวังแล้วก็ไปอยู่ในป่า พระองค์อยู่ในป่าเป็นเวลานาน โดยเฉพาะ ตอนบำเพ็ญทุกรกิริยา รวมแล้วระยะเวลาที่แสวงหาสัจธรรมถึง 6 ปี จนกระทั่งแม้จะตรัสรู้ ก็ตรัสรู้ในป่า ใต้ร่มไม้ คือ ต้นโพธิ์ แม้มองหวนหลังกลับย้อนไปตั้งแต่ต้นพระชนมชีพ แม้พระองค์จะเป็นเจ้าชาย เป็นพระราชโอรส แต่พระองค์ก็ประสูติในป่า คือ ไปประสูติที่สวนลุมพินีวัน ใต้ร่มไม้สาละ เสร็จแล้วก็มาตรัสรู้ที่ป่าใต้ต้นโพธิ์ และตอนปรินิพพาน ก็มาปรินิพพานในป่า แม้จะไม่ใช่ป่าใหญ่แท้ คือเป็นป่าหลวง หรือเป็นสวนหลวง เป็นพระราชอุทยาน ที่ชื่อ สาลวโนทยาน และ ณ ที่นั่น ก็ปรินิพพานใต้ต้นไม้ คือไม้สาละ เป็นอันว่า ประสูติก็ใต้ต้นสาละ นิพพานก็ใต้ต้นสาละ และตรัสรู้ที่ต้นโพธิ์ ล้วนแต่ที่ใต้ร่มไม้ทั้งหมด พระพุทธศาสนาก็เลยคู่กับป่ามาตั้งแต่พระประวัติของพระบรมศาสดา ผู้ตั้งพระศาสนาเลยทีเดียว หลังจากตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าได้ประกาศพระศาสนา เสด็จจาริกไปในที่ต่างๆ ก็มีการสร้างวัดขึ้น มีผู้ศรัทธาเริ่มตั้งแต่พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ครองราชย์อยู่ที่เมืองราชคฤห์ ทรงมีพระราชศรัทธาถวายวัดเป็นครั้งแรก อันนั้นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้มีในพระพุทธศาสนา ถือกันว่าเป็นวัดแรก ในประวัติการสร้างวัดแรกนั้น พระเจ้าพิมพิสาร ทรงพิจารณาว่า พระองค์จะสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า ควรจะเอาสถานที่ไหน ในที่สุด ก็ตัดสินพระทัยเลือกได้สถานที่ถวายคือ เวฬุวัน (ป่าไผ่) ก็เป็นป่าอีกแหละ วัดต่อๆมาในพุทธกาลนั้น เราจะเห็นว่าลงชื่อวันๆทั้งนั้น วันก็คือ วน ที่แปลว่าป่า อย่างเวฬุวัน วัดแรกนี่ แปลว่า ป่าไผ่ ต่อมาวัดสำคัญที่มีชื่อเสียงมาก ก็คือเชตวัน เชตวันก็สวนป่าเจ้าเชต ต่อมามีอัมพวันของหมอชีวก ก็เรียกว่าชีวกัมพวัน แล้วก็มีปาลิกัมพวัน และอื่นๆ ตลอดจนกระทั่งป่ามหาวัน ซึ่งเป็นป่าที่พระพุทธ- เจ้าประทับในเวลาที่เสด็จไปแคว้นศากยะ เพื่อโปรดพระญาติที่เมืองกบิลพิสดุ์ แม้ แต่ตอนสุดท้ายใกล้ปรินิพพาน เมื่อเสด็จเดินทางมายังเมืองกุสินารา ก็เสด็จผ่านที่อัมพปาลีวัน ซึ่งเป็นสวนมะม่วงของนางอัมพปาลี รวมแล้ว ประวัติของพระพุทธเจ้าในแง่สถานที่ประทับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับป่าแทบทั้งนั้น วัดในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ก็เป็นวัดที่มีชื่อว่าป่า ได้แก่คำว่า วน หรือ วนาราม แทบทั้งสิ้น ชีวิตของพระสงฆ์ หรือบรรพชิตในพระพุทธศาสนานั้น พูดอย่างรวบรัดก็มี 2 ด้าน คือ 1.ในฐานะที่เป็นพระภิกษุ ผู้รับผิดชอบต่อชีวิตของตนเอง พระภิกษุ ว่าโดยหลักการแล้ว ก็มีชีวิตที่เรียบง่าย คล่องตัว มุ่งความเป็นอิสรเสรีและไม่เบียดเบียนก่อความเดือดร้อนแก่ใครๆ อุทิศชีวิตของตนให้แก่สิกขา คือการศึกษา หรือการฝึกฝนพัฒนาตน ตามหลักแห่งศีล สมาธิ ปัญญา ที่เรียกว่าไตรสิกขา ตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรมสูงสุด หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ก็จะต้องปฏิบัติในสิกขา คือ ศึกษา หรือฝึกฝนตนเรื่อยไป 2.ในฐานะที่เป็นสมาชิกของสงฆ์ ก็ต้องมีความเคารพสงฆ์ และกิจธุระของสงฆ์ ถือสงฆ์คือส่วนรวมเป็นใหญ่ เอาใจใส่รับผิดชอบในกิจการของส่วนรวม ที่เรียกว่า สังฆกรรม เมื่อมีเรื่องราว หรืองานการของส่วนรวม ก็ต้องมาเข้าร่วมประชุม มีส่วนร่วมในสงฆ์ คือชุมชน หรือหมู่คณะ ถือประโยชน์ของสงฆ์ หรือส่วนรวมนั้นเป็นสำคัญ และขยายกว้างออกไปสู่การบำเพ็ญกิจ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชน หรือสังคมทั้งหมด เพราะว่าสงฆ์ที่เป็นส่วนรวมนั้น ตลอดถึงพระศาสนาทั้งหมดก็มีอยู่ คงอยู่ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนนั่นเอง ชีวิตทั้งสองด้าน คือทั้งด้านส่วนตัว ในฐานะพระภิกษุ และในฐานะที่เป็นสมาชิกของสงฆ์ ย่อมประสานสนับสนุนซึ่งกันและกัน ดังจะเห็นได้ง่ายๆ ว่าการมีชีวิตที่เรียบง่าย คล่องตัว และฝึกฝนพัฒนาตน ย่อมจะช่วยให้สามารถทำกิจของส่วนรวม และบำเพ็ญธรรม เพื่อประโยชน์สุขแก่ประชาชนได้ผลดี และเต็มที่ยิ่งขึ้น พระภิกษุอาศัยปัจจัย 4 ซึ่งมีหลักการที่เตือนไว้เป็นพื้นฐานของการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายอยู่เสมอ ปัจจัย 4 สำหรับพระภิกษุ จึงมีชื่อเรียกพิเศษว่า นิสัย 4 เช่น ในด้านที่อยู่อาศัย ก็ให้อยู่ได้อย่างง่ายที่สุด ตั้งแต่อยู่โคนไม้ ที่เรียกว่า รุกขมูล เป็นการอยู่ได้ง่ายๆ ตามธรรมชาติ และชีวิตของพระจึงผูกพันอยู่กับธรรมชาติ เริ่มตั้งแต่ต้นไม้นี้ไปโดยตลอด ในพระวินัย มีพุทธบัญญัติกำหนดไว้มิให้ภิกษุตัดต้นไม้ ถ้าพระภิกษุทำลายต้นไม้ หรือพืชพันธุ์ ก็จะมีความผิด เป็นการละเมิดพระวินัย ถ้าหากว่าต้นไม้นั้นมีเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะเป็นของหลวงก็ดี ของเอกชนก็ดี ถ้าพระไปตัด หรือทำลายโดยเจตนา ก็จะมีโทษทางพระวินัยที่รุนแรง อาจจะต้องถึงกับขาดจากความเป็นพระภิกษุเลยทีเดียว การที่พระภิกษุจะอยู่ในป่านั้น แม้จะไม่ถึงกับมีพุทธบัญญัติกำหนดไว้เป็นพระวินัย แต่ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุน ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติที่ดีงาม เกื้อกูล เป็นประโยชน์ในการศึกษา จัดเป็นวัตรประเภทหนึ่ง เรียกว่า ธุดงควัตร คือ ข้อปฏิบัติที่เป็นคุณสมบัติของผู้ขัดเกลาตนเอง ซึ่งพระภิกษุจะถือปฏิบัติได้ตามความสมัครใจ จะถืออยู่ตลอดชีวิต หรือจะอยู่ชั่วคราว เป็นระยะเวลาสั้นยาวเท่าใดก็ได้ ซึ่งมีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่าอารัญญิกังคะ (องค์แห่งภิกษุ ผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร) เป็นธุดงควัตรข้อ 1 ใน 13 ข้อ ในแง่คำสอน พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุน และสรรเสริญการอยู่ป่าไว้มากทีเดียว อย่างในโอวาทปาฏิโมกข์ ที่เราเรียกว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธ เจ้าทรงแสดงในวันเพ็ญเดือนสามที่เรียกว่า วันมาฆบูชา หรือวันจาตุรงคสันติบาต ในโอวาทปาฏิโมกข์นั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ทำชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส แล้วก็มีข้อความอื่นต่อไปอีก ซึ่งมีตอนหนึ่งบอกว่าอยู่ในเสนาสนะอันสงัด การที่อยู่ในเสนาสนะอันสงัดนี้ มุ่งหมายสำหรับพระสงฆ์ ก็คือ มุ่งให้อยู่ป่า หรือรู้จักเข้าไปใช้ป่าให้เป็นประโยชน์ ในการบำเพ็ญสมณธรรม ในพระสูตรหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำแก่พระอานนท์ว่า "อานนท์ เมื่อมีภิกษุเข้ามาบวชใหม่ เธอควรจะชักชวนผู้บวชใหม่เหล่านั้น ให้ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านี้" แล้วพระองค์ก็ทรงบรรยายไป เช่น ให้ตั้งอยู่ในศีล เรียกว่าสำรวมในพระ ปาฏิโมกข์ แล้วก็พูดจาถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ จำกัดการพูดคุยสนทนาให้มีขอบ เขต ไม่ใช่เห็นแก่การคุยสนุกสนาน อะไรเป็นต้น พระองค์ตรัสอะไรต่างๆ แล้วก็มีข้อหนึ่ง ที่ตรัสว่าควรชักชวนให้พระภิกษุบวชใหม่อยู่ในที่สงบสงัด โดยเฉพาะ ถ้าเป็นไปได้ก็มุ่งเอาป่า ธรรมอื่นๆ ก็มีอีกเยอะเลยอย่างเช่น พระองค์สรรเสริญการเจริญอานาปาน -สติ คือ การใช้สติกำหนดลมหายใจเพื่อให้เกิดสมาธิ จนกระทั่งเจริญวิปัสสนา แล้วพระองค์ก็ตรัสบอกว่า การที่เจริญให้ได้ผลดีนี่ องค์ประกอบประการหนึ่งก็คือ การอยู่ป่า หมายความว่า ถ้าอยู่ป่าก็จะช่วยให้การเจริญอานาปานสตินั้น ได้ผลดียิ่งขึ้น ตกลงว่าเรื่องการอยู่ป่านี่ ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญไว้มาก ชีวิตของพระนี้จึงมีส่วนที่ควรจะเกี่ยวข้องกับป่าอยู่มาก เพราะเป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการอยู่ป่า จะเป็นเรื่องสำคัญ เป็นกิจที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ แต่เราก็ต้องรู้ขอบเขตเหมือนกันว่า มีหลักเกณฑ์อย่างไรในการอยู่ป่า มิฉะนั้น อาจจะเข้าใจผิดพลาดไปว่า พระพุทธเจ้าสรรเสริญการอยู่ป่าทุกแง่ทุกมุม ซี่งมิใช่เป็นอย่างนั้น ถ้าจะให้เห็นขอบเขตที่ว่านี้ ก็ต้องดูตั้งแต่หลักการสร้างวัดในพระพุทธ-ศาสนา เมื่อมีผู้ศรัทธาจะสร้างวัดในสมัยพุทธกาล จะเป็นวัดเวฬุวันก็ดี วัดเชตวัน ก็ดี วัดเหล่านี้ก็ได้ผ่านการพิจารณาโดยที่ว่าสร้างขึ้นโดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ให้รู้ว่าวัดที่ดีควรอยู่ที่ไหน กล่าวคือ ลักษณะที่สำคัญๆ นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า วัดไม่ควรอยู่ห่างชุมชนเกินไป หรือใกล้ชุมชนเกินไป ให้เป็นสถานที่ที่สงบ สงัด เหมาะแก่การหลีกเร้น ไม่พลุกพล่านจอแจ ลักษณะอย่างหนึ่ง ที่สำคัญคือ ไม่ใกล้เกินไป ไม่ไกลเกินไป ถ้าใกล้ชาวบ้านเกินไป ก็พลุกพล่านจอแจ ถ้าไกลเกินไป ก็ห่างชุมชน จนกระทั่งว่าอาจจะเสียศาสนกิจ เป็นอันว่า หลักการสร้างวัดนี้ เราจะเห็นได้จากการที่พระพุทธเจ้าทรงแนะไว้แล้ว และมีการสร้างวัดในสมัยพุทธกาลเป็นตัวอย่างไว้แล้ว สำหรับคำที่ว่า ไม่ให้ใกล้เกินไป ไม่ให้ไกลเกินไปนี้ ก็ยังมีข้อพิจารณาคือว่า ลักษณะที่ว่ามานี้ เป็นไปตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่ว่าพระสงฆ์ในพระ-พุทธศาสนา ไม่สามารถจะอยู่แบบโดดเดี่ยว อย่างพวกฤษีชีไพร ในพระพุทธศาสนานั้น การอยู่ป่าของพระ ไม่เหมือนการอยู่ของฤษีชีไพร พระจะอยู่ลำพังโดดเดี่ยว กินเผือก มัน เก็บผลไม้หล่นกินอย่างพวกฤษีดาบสไม่ได้ พระพุทธเจ้าบัญญัติวินัยป้องกันไว้เลยทีเดียว เพื่อไม่ให้ภิกษุไปมีชีวิตเช่นนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่ 2 อย่าง ที่ทำให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา แม้จะปลีกตัวอยู่สงัด ไม่คลุกคลีอยู่ในสังคม แต่ก็ปลีกตัวเด็ดขาดจากสังคมไม่ได้คือ ข้อบัญญัติประการที่หนึ่ง ได้แก่ ในสังคมของพระเอง คือในสงฆ์ พระจะต้องมาประชุมกับสงฆ์อย่างน้อยเวลามีสังฆกรรม มีกิจของที่ประชุมของส่วนรวม ต้องมาร่วมพิจารณาด้วย ถึงจะไม่มีสังฆกรรมอื่น อย่างน้อยกึ่งเดือน ก็ต้องมาครั้งหนึ่ง เพื่อร่วมประชุมกันในสังฆกรรมที่เรียกว่า อุโบสถ ซึ่งเป็นเรื่องวินัยสงฆ์ ที่ทำให้พระ แม้แต่ที่อยู่องค์เดียวในป่า ก็ต้องมาประชุม ต้องมาพบกับพระอื่นๆ อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง อันนี้เป็นข้อบัญญัติทางวินัย อันที่หนึ่ง ที่ทำให้พระปลีกตัวไปอยู่โดดเดี่ยว โดยเด็ดขาดไม่ได้ ประการที่สอง คือการบัญญัติไม่ให้พระทำมาหาเลี้ยงชีพเอง แม้แต่จะไปเก็บผลไม้ฉันเองก็ยังไม่ให้ ทั้งนี้ เพื่อผูกชีวิตพระไว้กับประชาชน หมายความว่า พระจะห่างจากประชาชนไม่ได้ ท่านให้ฝากท้องไว้กับประชาชน ข้อที่หนึ่งนั้น ผูกพระไว้กับสังคมสงฆ์ พระด้วยกันเอง ก็ต้องพบกัน ข้อที่สอง ในด้านญาติโยม ประชาชน พระก็ตัดขาดไม่ได้ เพราะต้องอาศัยบิณฑบาต ตามหลักบิณฑบาต พระจะต้องออกมาหาประชาชน เรียกได้ว่าทุกวัน พอเช้าก็ต้องถือบาตรออกมา ถึงแม้จะไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายอย่างไรก็ตาม ก็ต้องพบญาติโยมทุกวัน พอเช้าถือบาตรออกมา โยมก็ตักบาตรให้ และเป็นโอกาสที่พระจะได้แสดงธรรมแก่ญาติโยมที่ตักบาตรนั้น พระจึงได้ทั้งอาหารเลี้ยงชีวิตตัวเอง และได้ทำหน้าที่สั่งสอนประชาชน การที่มีวัดอยู่ ในแง่หนึ่งก็เหมือนกับการได้มีป่า เป็นที่หลีกเร้นอยู่สงบสงัด แต่ในแง่หนึ่ง ก็ไม่ให้ไกลประชาชน เท่ากับว่าเป็นการทำให้ประโยชน์ของป่า ทั้งความสงบสงัดของป่า และธรรมที่ได้จากการปฏิบัติในที่สงบสงัดนั้น มาถึงประชาชนในบ้านในเมืองด้วย เป็นการเตือนประชาชนให้ระลึกถึงธรรมชาติ นำธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวกับประชาชน ให้ธรรมชาติเป็นประโยชน์แก่ประชาชนด้วย ให้สองอย่างนั้น มีความสัมพันธ์ในทางที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น คติในทางพุทธศาสนานี้ แม้จะสรรเสริญการอยู่ป่า ก็ไม่ใช่ว่าให้ไปอยู่อย่างฤษีชีไพร นอกจากนี้ ในเวลาเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็ยังทรงแสดงข้อให้พิจารณาอีกหลายอย่าง บอกว่า แม้แต่พระที่ไปอยู่ป่านั้น ก็ไม่ใช่เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่า จะต้องเป็นพระที่มีคุณสมบัติดีพิเศษ หรือจะยกเอามาถือเป็นข้อดีเด่น ที่จะให้เห็นว่าตนเองดีเลิศประเสริฐกว่าใคร พระพุทธเจ้าทรงเตือนอยู่เสมอ ว่าต้องระวังให้มาก เช่นที่พระองค์ตรัสว่า พระที่ไปอยู่ป่ามี 5 ประเภท 1.ไปอยู่ป่าเพราะโง่ เซอะซะ คือ ไม่รู้เรื่องรู้ราว เห็นเขาอยู่ก็อยู่ตามไป 2.อยู่ป่าเพราะมีความปรารถนาอันเป็นบาป คือ อยากจะได้ชื่อเสียง อยากจะได้คำสรรเสริญ เป็นต้น 3.พระภิกษุที่อยู่ป่า เพราะจิตฟุ้งซ่าน เสียสติ อยู่ในที่ชุมชนกับเขาไม่ได้ แล้วต้องไปอยู่ป่า 4.พระภิกษุที่อยู่ป่า เพราะเห็นว่าการอยู่ป่านั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า และท่านผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญ 5.ภิกษุผู้อยู่ป่า เพราะมุ่งความมักน้อยสันโดษ ปรารถนาความวิเวกสงัด ฝึกหัดขัดเกลาตน พระองค์ตรัสไว้ว่า ในบรรดาภิกษุ ที่อยู่ป่าห้าประเภทนี้ ประเภทที่ห้า เป็นประเภทที่ดีเลิศประเสริฐ ควรยกย่อง นี่เป็นการเตือนพระที่อยู่ป่าให้สำรวจดูตนเองว่า อยู่ป่าเพราะอะไร แล้วก็ไม่ให้ถือเป็นเหตุตัดสินความดี ความประเสริฐ เพียงเพราะอยู่ป่า เคยมีคนไปยกย่องสรรเสริญพระพุทธเจ้า สรรเสริญองค์พระพุทธเจ้าเองเลยทีเดียว บอกว่า "โอ้ พระองค์นี่เป็นผู้ที่ประเสริฐ เลิศ สาวกทั้งหลาย พากันยกย่องสรรเสริญ เพราะว่าพระองค์เป็นผู้มักน้อยสันโดษ ชอบความสงบวิเวก" พระองค์ก็ตรัสบอกว่า ไม่ถูกต้องที่จะมาสรรเสริญเราอย่างนั้น การที่ถือว่าเรานี่ เป็นผู้ที่สาวกทั้งหลายเคารพบูชา เป็นบุคคลผู้เลิศอะไรนี่ ไม่ใช่ เป็นเพราะเหตุเหล่านั้น ถ้าหากว่า จะถือว่าเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สาวกของเราที่มักน้อยสันโดษกว่าตัวเราก็มีมากมาย อย่างเรานี่ ในเรื่องฉันอาหาร บิณฑบาตก็ไป พระราชานิมนต์ก็ไป เศรษฐีนิมนต์ก็ไป แต่ว่าสาวกของเราหลายองค์ ท่านถือเป็นธุดงค์เลย คือว่า ฉันอาหารบิณฑบาตอย่างเดียว ไม่รับนิมนต์ของญาติโยม หรือในเรื่องผ้าจีวร พระองค์เองก็ยังรับจีวรที่คฤหบดีเขาถวาย ใช้จีวรดีๆ ก็มี แต่สาวกของพระองค์ บางท่านถือใช้แต่ผ้าบังสุกุลอย่างเดียว คือต้องไปเก็บเอาผ้าที่เขาทิ้งแล้วเอามาต้ม มาตัด มาเย็บ มาย้อมทำเอง แล้วตลอดจนกระทั่งบางองค์ ก็อยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิต อย่างพระมหากัสสปะเป็นต้น เป็นอันว่า จะถือว่าพระองค์เลิศประเสริฐ เพราะคุณสมบัติที่ว่ามาข้างต้นไม่ถูกต้อง บรรดาสาวกของพระองค์หลายท่าน ฉันอาหารน้อย เช่น ฉันมื้อเดียว ฉันอาหารอันจำกัด ภาชนะเดียว แม้แต่กำหนดว่าเป็นปริมาณเท่านั้นเท่านี้ ทุกวันก็มี เพราะฉะนั้น จะเอาเหตุนี้มาสรรเสริญพระองค์ไม่ได้ การที่จะสรรเสริญพระองค์ว่าเป็นผู้ประเสริฐเลิศ ที่สาวกจะเคารพบูชา ก็เพราะว่า พระองค์เป็นผู้ค้นพบธรรม แล้วนำมาสั่งสอนแนะนำ นี่ก็เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าจะเตือนสติผู้ฟัง ให้รู้จักความพอเหมาะ พอดี พร้อมทั้งชี้ให้เห็นเหตุผล ในการที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น ไม่ใช่ถือลำพังว่าการปฏิบัติอย่างนั้นแล้ว จะเป็นสิ่งที่ดีโดยตัวของมันเอง บางทีการปฏิบัติเช่นนั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป ทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่เหตุผลที่รองรับ คือ ตัวเหตุปัจจัย หรือว่าแรงจูงใจที่กระทำสิ่งเหล่านั้นเป็นตัวตัดสิน เพราะว่าพระองค์ก็สรรเสริญพระที่อยู่ป่า อย่างพระมหากัสสปะ ที่เป็นประธานสงฆ์ในการสังคายนาครั้งที่ 1 นั้น ท่านอยู่ป่าเป็นวัตรตลอดชีวิตเลย อันนี้ก็เป็นธุดงค์ชนิดหนึ่ง ซึ่งพระองค์ก็ตรัสว่า การถืออยู่ป่าหรือไม่นั้น ให้เป็นเรื่องของความสมัครใจ พระภิกษุจะถืออยู่ป่า หรือไม่อยู่ป่าก็ได้ จะถือบางตอนก็ได้ ถือตลอดไปก็ได้ ท่านเรียกว่าเป็นธุดงค์ ธุดงค์ คือ ข้อปฏิบัติในการขัดเกลาตนเอง ขัดเกลากิเลส ทรงสรรเสริญ แต่ว่าต้องสมัครใจถือ นี่ถ้าไม่สมัครใจถือ ก็อาจจะเกิดโทษ นอกจากนั้น บางองค์ที่ยังไม่เหมาะพระองค์ก็ไม่ให้ถือ อย่างเช่น เคยมีพระภิกษุบางองค์ ไปลาพระ-พุทธเจ้า จะไปอยู่ป่า พระองค์พิจารณาดูอินทรีย์ของท่านยังไม่เหมาะ พระองค์บอกว่า ให้อยู่ในสงฆ์ ให้อยู่ในชุมชน ให้อยู่ในหมู่ไปก่อน จะออกไปอยู่ป่า พระองค์ยังไม่เห็นสมควร ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องของความแตกต่างหลากหลาย เป็นความแตกต่าง ระหว่างบุคคลบ้าง เป็นเหตุเป็นผลในสภาพความเป็นอยู่แวดล้อมหลายอย่าง พระองค์จึงไม่ให้เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องตัดสิน ว่าพระจะดี พระจะไม่ดีอะไรต่างๆเหล่านี้ เพียงเพราะสิ่งเหล่านี้ ต้องให้พิจารณาหลายอย่างหลายด้าน เป็นอันว่าเรื่องการอยู่ป่านั้น เป็นสิ่งที่โดยหลักการแล้ว พระพุทธศาสนา สรรเสริญ จนกระทั่งถึงขนาดที่ว่าการอยู่ป่าเป็นสิ่งที่คู่เคียงกันมากับประวัติพุทธศาสนา แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีขอบเขต ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะต้องทราบ เพื่อให้เข้าใจความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ เช่นที่พูดมาแล้วว่า พระบางองค์ ท่านก็อยู่ป่าเฉพาะบางเวลา เหมือนอย่างพระพุทธเจ้า บางพรรษาก็จะเข้าไปอยู่ป่าเลย 3 เดือน พระองค์จะตรัสบอกว่า ระหว่าง 3 เดือนนี้ไม่ให้ใครเข้าไป นอกจากพระภิกษุที่นำอาหารไปถวายองค์เดียว แต่ว่านอกเวลานั้นแล้ว พอออกพรรษา พระองค์ก็จาริกไปไม่ได้หยุดเลย ไปเที่ยวสั่งสอนประชาชน ทั้งนี้ก็เป็นไปต่างๆกัน แล้วแต่การดำเนินชีวิตของแต่ละท่าน แม้แต่พระรูปเดียวกัน บางทีก็มีการสลับอยู่ในป่าบ้าง อยู่ในเมืองบ้าง พระสงฆ์ไม่ว่าจะอยู่แบบไหนก็ช่วยกัน โดยที่ว่ามีทั้งพระอยู่ป่า และพระอยู่บ้าน ต้องประกอบกัน จึงทำให้พระพุทธศาสนาเจริญงอกงามมาได้ หลายครั้งทีเดียว พระที่อยู่ในป่าช่วยเป็นฐานให้เวลาพระพุทธศาสนาในเมืองเสื่อม ในเวลานั้นเราเหลือพระในป่าเป็นหลักให้ ทีนี้เวลาพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเต็มที่ ก็คือ เวลาที่เจริญเข้ามาในเมือง ถ้าอยู่ในป่าอย่างเดียว ก็ไม่ส่อแสดงถึงการที่พระพุทธศาสนาเจริญเต็มที่ รุ่งเรืองเต็มที่ ต่อเมื่อเข้ามาถึงใน เมือง ช่วยประชาชนในเมืองให้มีศีลธรรม มีความประพฤติปฏิบัติที่ดี นี่คือระยะเวลาที่พระพุทธศาสนาเจริญเต็มที่ พอเสื่อมก็หดเข้าไปอยู่ในป่า เจริญก็ออกมารุ่งเรือง เฟื่องฟูทั่วเมือง อะไรทำนองนี้ ทีนี้ถ้าเราจะดูว่า พระพุทธศาสนากำลังอยู่ระยะเสื่อมหรือเจริญ ตอนเสื่อม ก็ดูเสื่อมไปจากในเมือง แต่ว่าเวลาที่เจริญ ก็ต้องดูที่เมืองอีกเหมือนกัน พอตอน ที่เจริญสูงสุด ก็มาเจริญในเมือง แต่ว่าพระป่าก็ต้องระวัง พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสเตือนไว้แล้วว่า ที่ตนเองคิดจะอยู่ป่านั้น ควรจะมีความมุ่งหมาย มีความเป็นอยู่ และปฏิบัติตัวอย่างไร พระที่มีคุณสมบัติอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ จึงควรที่จะอยู่ป่า และจึงจะเป็นพระป่าที่ดี ป่า โดยสรุปแล้วก็เป็นสถานที่เหมาะสมที่ดี เป็นบรรยากาศเกื้อกูลสำหรับให้พระสงฆ์ไปฝึกปฏิบัติขัดเกลาตน คือจุดสำคัญสาระสำคัญของการที่ว่าป่านี้ดี เป็นประโยชน์ก็เพราะว่า เป็นที่สงัด เป็นบรรยากาศที่เกื้อกูล เหมาะแก่การที่พระภิกษุจะไปเจริญภาวนา ฝึกหัดอบรมจิตของตนเอง เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธ ศาสนาเจริญขึ้น ต่อมาก็มีวัดประเภทที่เรียกว่า วัดป่า เพิ่มมากขึ้น อย่างที่โยมไปนมัสการสังเวชนียสถานในประเทศอินเดีย เมื่อถึงรายการที่ไปชมถ้ำอชันตา โยมก็คงได้เห็นแล้วว่า นี่แหละเป็นตัวอย่างชัดๆ ที่ว่าแม้แต่ป่า ถ้ำ ภูเขา ก็เจริญขึ้นมาเป็นวัดวาอาราม ถ้ำอชันตา คือ วัดที่เจริญรุ่งเรืองอย่างเต็มที่ เป็นวัดที่เจริญเต็มที่ ได้สร้างอย่างดี แต่สร้างในภูเขา ขนาดแกะภูเขาออก เจาะภูเขาออก ทำเป็นวัดไปเลย ในตัวถ้ำ ในตัวภูเขาเองนั้นแหละ เป็นวัดที่มีสิ่งก่อสร้างที่เกิดจากการแกะสลักที่เป็นศิลปวัตถุที่แสนจะสวยงาม แล้วก็ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอะไรต่างๆ เต็มไปด้วยศิลปะ อันนี้ก็คือ ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ซึ่งแม้แต่ป่า ถ้ำ และภูเขา ก็กลายเป็นวัดที่มีพระอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เป็นจำนวนมากมาย หลังจากนี้ พระพุทธศาสนาก็เจริญต่อมาอีก ในระยะหลังๆนี่ถึงกับว่า มีการแบ่งเป็นวัดป่า วัดบ้าน พระอยู่ป่า พระอยู่บ้าน จะเห็นว่าตอนต้นพุทธกาลนั้น พระ องค์เดียวกันนั่นแหละ บางเวลาต้องการจะไปอยู่ป่า ก็ไปอยู่ป่า เมื่อออกจากป่า ก็มาอยู่วัดในบ้าน ในเมื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน