350825 จากเข้าใจไปสู่ญาณ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350825 จากเข้าใจไปสู่ญาณ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
จากเข้าใจไปสู่ญาณ วันที่ 25 สิงหาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
เราได้อธิบายกันถึงสังโยชน์ เราก็จะอธิบายกันอีก สังโยชน์นี่ก็เป็นหลักใหญ่จริงๆเลย ในนักปฏิบัติธรรมและ ผู้ที่จะใฝ่ความหลุดพ้น ปฏิบัติตัว ปฏิบัติตน สร้างตัว สร้างตนให้ประเสริฐ ความจริงแล้วเกิดมาเป็นมนุษย์นี่น่ะ จะเกิดอยู่อีกกี่ชาติๆๆก็ตาม มันไม่มีอะไรดิบดีอะไรหรอก มันก็มีแต่วังวนแห่งทุกข์ หมุนเวียนอยู่ทุกข์ๆสุขๆ ทุกข์ๆเป็นบาป เป็นภัย เป็นหนี้ แล้วก็เป็นบุญ เป็นกุศลซึ่งเป็นสมมุติสัจจะ สร้างบาป สร้างบุญ สร้างดี สร้างชั่ว มาลบ มาล้าง เอามาแก้ เอากลบกัน ทำชั่วไปแล้ว ไปรับใช้หนี้ชั่ว ไปรับใช้หนี้ชั่ว ทุกข์ทรมานไปหนักหนาสากรรจ์ ไปจนกระทั่ง เอ้า พอใช้หนี้ชั่วขึ้นมาได้ ก็เข็ด ก็หลาบ คนเรานี่ มันก็มีสำนึก เข็ดหลาบ พอเข็ดหลาบหน่อยหนึ่ง เหมือนกับเด็กถูกตี ตอนถูกตีมันก็เจ็บ มันก็ไม่ทำ พอทำไปได้วันหนึ่ง สองวัน ห้าวัน ประเดี๋ยวเผลออีกแล้ว 7 วัน 8 วันไป ทำใหม่อีกแหละ ทำไปจนกระทั่งว่าเหลิงๆ ไปก่อบาป ก่อหนี้ ก่อเวร นั่นแหละคือสุข มันลืมไอ้ตัวทุกข์ มันไม่ทำชั่วเดี๋ยวชั่วด๋าว เสร็จแล้ว มันก็ไปทำใหม่ พอลืมแล้ว พอคลายๆหน่อย แล้วก็ไปทำใหม่ ทำแล้วก็เหลิง ทำไป ทำไป จะสร้างบาป สร้างหนี้ สร้างเวรใหม่อีก ไอ้ที่ไประเริงสุขนั่นแหละคือก่อบาป ลดหนี้บุญ ไอ้ที่ไปรับ มันกลับกันน่ะ ไอ้ที่ไปรับ ใช้หนี้ใช้เวร ใช้ภัยอยู่ในวังวนของความทุกข์ หรือตัวนรกจัดๆ มันไม่ได้เสพสุข นั่นคือ มันกำลังลืม มันกำลังลืมสุข มันกำลังลบสุข แล้วมันก็กำลังเข็ดหลาบต่อทุกข์ พอจนกระทั่งชิน จนกระทั่งคลาย จนกระทั่ง หายจากอันนั้นเสร็จแล้ว ก็ชักจะไม่ค่อยจะเป็นอย่างเดิมอีก หมุ
อ่านต่อ
นเวียนไปอีก ไปหลงสุข ไปหลงสุขก็ไปทำบาป ไปเสพ ไปเพาะกิเลสให้มันหนา มันหนัก มันจัด มันจ้าน มันรุนมันแรง ก็ทำไป หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรอยู่ก็ทำบาป ทำชั่ว ทำอะไรอยู่ไปได้อีกมากมาย มันก็หลงนั่นแหละ ถ้าเผื่อว่า ไม่ปฏิบัติธรรม มันก็ไม่รู้เรื่อง หมุนเวียนเข้าไปเป็นวงจักร วนอยู่อย่างนั้นน่ะ ขึ้นสูงลงต่ำ ขึ้นต่ำลงสูง ในฐานะของสมมุติสัจจะในโลกีย์ ในปุถุชน แล้วๆเล่าๆ นับชาติไม่ถ้วนหรอก มากมาย อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่รู้จบ แม้เราอยากตาย มันก็ไอ้ตายไปชาติหนึ่ง เกิดมา เราเห็นทุกข์ โอ้ อยากตาย คนที่ก็ฆ่าตัวตาย นี่มันทุกข์ ทุกข์จัด ทุกข์มาก จนกระทั่ง โอ้ อยู่ไปเป็นคนมีแต่ทุกข์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาปรินิพพาน มันทุกข์เหลือเกิน มันอยู่แล้ว มันทนไม่หวาดไม่ไหวแน่นั่นแหละ มันยิ่งตัวบาปจัด บาปช้าแล้วก็ไม่มีทางออกนึกว่าฆ่าตัวตายไปแล้ว มันก็จะพ้นทุกข์ มันก็ยิ่งเป็นทุกข์ที่แท้ เพราะเขาไปอยู่ในภพของสภาพที่มันเป็นกรรมวิบาก ขณะที่เรายังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังมีอะไรต่ออะไรในภพนอก มันก็ยังพอที่จะระบายออกไปสู่ทวารโน้นทวารนี้บ้าง ความทุกข์ ความสุข อะไรมันก็ต้องระบาย โดยเฉพาะความทุกข์ แต่ถ้าเผื่อไปฆ่าตัวตาย เข้าไปแล้ว เพราะคนที่ตายแล้ว มีภพเดียว คือภพของจิตวิญญาณ ไม่ได้มีภพทางกามภพ ไม่มีภพทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายอะไรมันไม่มี มันยิ่งไปรวมอยู่ที่ในความนึกคิดอยู่ในความจดจำ อยู่ในความปรุง อยู่ในความเหมือนกับเรานอนหลับนั่นแหละ เวลาเราทุกข์ และเวลาเราทุกข์ที่เรามีตัวกิเลสมันไปปรุงเรื่องปรุงราว เป็นฝันนี่ เป็นเรื่องฝันๆ ที่เป็นฝันร้าย ฝันทุกข์ๆนั่น โอ๊ มันจริง มันจัง มันจัด มันจ้าน มันเดือด มันร้อน มันน่ากลัว มันทุกข์ทรมาน เสร็จแล้ว เราก็ดิ้นออกมา พอดิ้นออกมาตื่นขึ้นมาก็ค่อยยังชั่ว ตื่นขึ้นมาแล้ว ประเดี๋ยวมันก็คลาย มันก็ออกมาทางภพ ตา หู จมูก ลิ้น กายอะไร มันก็คลาย แต่เวลาตายแล้วนี่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่มีให้ดิ้นออกมานะ ดิ้นยังไง มันก็เหมือนอย่างกับผีอำ เวลาถูกผีอำ เวลาร้ายๆ เวลาฝันร้ายๆ หรือเวลาถูกผีอำ มันไม่มีทางออก อึกอักอะไรอยู่อย่างนั้นแหละ โอย มันจะขาดใจ มันจะทรมาน มันจะอะไร มันจะอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้น ยิ่งตายก็ยิ่งแย่ เข้าใจไหม คนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ราวนั่นน่ะ มันทุกข์ทรมาน มีชีวิตต่อที่ไปนี่มันจะทุกข์จนทนไม่ไหว อยากจะตายก็ตาย ยิ่งตายยิ่งแย่กว่าไอ้ที่เป็นน่ะ ยิ่งทุกข์ทรมานยิ่งกว่าไอ้เป็นๆนั่นเข้าไปอีก เพราะว่าจิตที่หมกมุ่น หรือจิตที่ว่าที่คลายไม่ได้ จิตที่ว่าเป็นอย่างนั้นตกนรกอยู่อย่างนั้น ตกนรกเป็นๆ นี่แหละ เสร็จแล้ว ก็ไปตาย นึกว่าจะสบายกว่านั้น มันยิ่งตกนรกจริงเข้าไปอีก ยิ่งตกนรกหนักเข้าไปอีก ยิ่งมีแต่ภพของจิตวิญญาณ หนักเข้าไปกว่าเก่าอีก ทรมานทรกรรม ยิ่งนักหนาเข้าไปอีก พวกนี้คิดผิดทั้งนั้น พวกอยากตาย พวกทุกข์ทรมานอยู่แล้วก็มีชีวิตอยากตาย มันไม่ได้เกิดสัมมาทิฏฐิ ไม่ได้เกิดทางที่จะบรรเทาอารมณ์อาการ หรือว่าไม่ได้บรรเทาอะไรของตัวเองเลย ไม่รู้เรื่องของจิตวิญญาณ ไม่รู้เรื่องของธรรมะอะไรนี่ ยิ่งไปกันใหญ่ ยิ่งฆ่าตัวตาย ก็ยิ่งหนักใหญ่เลย แล้วก็เป็นอยู่อย่างนั้นน่ะ คนไม่รู้จักธรรมะ ไม่รู้จักไม่ล้าง ไม่คลายกิเลส ตัณหาอะไรต่ออะไรออกไปแล้วก็ปรับปรุง จะทำให้ตัวเหตุ ตัวปัจจัยดับสูญ เพราะฉะนั้น เกิดมาที่จะเจริญขึ้นจริงๆ นี่ เจริญทางโลกีย์ เจริญอย่างสมมุติสัจจะ มันก็ได้แต่โลภโมโทสัน เอาเปรียบ เอารัด จึงจะรวย ถ้าเผื่อว่าไม่มีการรู้จักสุจริต รู้จักทุจริตที่แท้ รู้จักกุศล อกุศลที่แท้ แท้หมายความว่า ไม่เอาเปรียบ เอารัดเขาจริงๆเลย สั่งสมกว่าจะรวยจริง อย่างพระพุทธเจ้านี่ มีกุศลของตนจริงกุศลของตนจริงเป็นอย่างไร กุศลของตนจริงก็คือว่า ได้ให้เขาอย่างบริสุทธิ์จริง ไม่เอาเปรียบเอารัดจริงๆ สะสม แต่ไหนแต่ไรมานี่ เราได้ ได้บุญ ได้กุศลนี่ เพราะว่าเราเอง เราเสียสละซ้อน แต่เราเองเราทำบาปซ้อน เสียสละด้วยความยังมีความโลภอยู่น่ะ เสียสละด้วยความโลภ แล้วก็พยายามที่จะให้เขา ไอ้ตัวให้น่ะมันก็เป็น การสะสมได้เหมือนกัน ไอ้ตัวที่เป็นตัวเสียสละ ตัวที่ละ ตัวที่ได้ให้ ไม่เป็นของตน มันก็สะสมๆ กว่าจะสะสมอย่างนั้นได้มา นานชาติมากกว่ามีบุญกุศลอย่างแบบโลกีย์ นานมาก เพราะว่ามันให้มันไม่บริสุทธิ์ กุศลมันไม่บริสุทธิ์ กุศลมันยังมีความโลภ กุศลมันยังมีความเห็นแก่ตัวผสมอยู่ ราคาของบุญแบบนี้เป็นราคาบุญถูกๆ ราคาบุญที่ราคาต่ำ ไม่ใช่ราคาบุญที่ราคาสูง เพราะฉะนั้น สะสมกว่าจะได้บุญมา ได้เป็นส่วนที่จะเป็นตัวมาเสวยมาอยู่ในกองบุญ แบบเกิดมาก็คาบช้อนเงินช้อนทองอะไรมา เสวย หมายความว่า ไม่มีบุญทางโลกุตระ สะสมกว่าจะได้มานานชาติมากพอ ได้มาแล้วก็ไม่มีภูมิธรรมทาง โลกุตระเสพ ตะกละตะกลามอย่างที่เห็นได้ คนที่ร่ำรวย แบบลูกเศรษฐีที่ไม่มีภูมิ- ธรรม เกเรเกตุง ผลาญพร่าเลอะเทอะ สำมะเลเทเมา บ้าๆบอๆ ไม่ว่าผู้หญิง ไม่ว่าผู้ชาย ระเริงไปในกาม ระเริงไปในความสุขโลกีย์ อะไรต่ออะไรก็แล้วแต่เถอะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อยากจะคะนองอะไรก็ไปประเดี๋ยวเดียว วูบเดียวก็หมด หมดเนื้อ หมดตัว หมดเนื้อ หมดตัว อย่างบาปโง่ๆ น่ะ ดิ่งลงนรก ทีนี้ ก็ไปอีกนานเลย กว่าจะขึ้นมาสะสมบุญใหม่อีกทีหนึ่ง กว่าจะได้บุญ จะได้ทรัพย์ทางนามธรรมซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าเราได้ออกแรงชาตินี้แบกหามลงทุนลงแรง แล้วก็ได้มา ไอ้นี่มันเป็นปัจจุบันธรรม มันได้ทรัพย์ เพราะเราปลูกไอ้นี่ มันถึงเกิดมาเดี๋ยวนี้ แต่ไอ้นั่น มันเป็นบุญ มันเป็นกรรมวิบาก เป็นบุญ เป็นวิบาก ได้มา กว่าจะได้มานิดหนึ่ง บอกแล้วว่า ราคาบุญมันถูก สะสมมันถูกเหมือนกับคนจนนี่ เหมือนกับคนที่ไม่มีศักดิ์ ไม่มีศรีนี่ ทำงานหนัก กว่าจะได้บาท กว่าจะได้ 5 บาท กว่าจะได้ 10 บาท คนจน กว่าจะได้สะสม กว่าจะได้บาท กว่าจะได้ 10 บาท กว่าจะได้มีทรัพย์ เป็นหมื่นเป็นแสน นี่มันนานแสนนาน ไม่เหมือนเศรษฐี หรือไม่เหมือนคนร่ำรวย คนร่ำรวย เขาก็ทำอะไรนิดหนึ่ง ลงทุนอะไรนิดหนึ่ง มาเป็นกอบเป็นกำ ได้ราคาสูง ได้ราคาแพง ประเดี๋ยวเดียวก็ได้สิบล้าน ประเดี๋ยวเดียวก็ได้ห้าสิบล้าน ประเดี๋ยวก็ได้ร้อยล้าน อย่างพวกเรานี่ อาตมาไม่รู้นะ บางคน เป็นเจ้าสัว บางคนมีตระกูลรวยๆ แล้วก็คงเคยได้ยิน ได้ฟัง พ่อๆแม่ๆ หรือ ว่าไปทำธุรกิจอะไรของตัวเองได้ เขาทำก็ไม่พูดธรรมดาหรอก ทำอะไรนิดหนึ่ง แล้วไอ้นี่ มันจะได้สักเท่าไหร่ ก็คงไม่ได้มากเท่าไหร่มั้ง ก็คงจะได้สักสิบล้าน ยี่สิบล้าน ไอ้คนจนๆ อย่าไปพูดถึงสิบล้านเลย บอกจะได้เท่าไหร่ ก็คงจะได้สักร้อย สักพันมั้ง ตลอดชีวิต มันก็ได้อยู่แค่นั้นน่ะ เงินแสนก็ไม่เคยเห็นกับเขาจนตาย แต่ที่พูด มันเป็นเรื่องย่อยๆ มันเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องได้แค่สิบล้านเอง ได้แค่ยี่สิบล้านเอง แหม ปีนี้ ได้แค่ร้อยล้านเอง อะไรอย่างนี้ ยิ่งในภพของคนตระกูลของคนธุรกิจแบบนั้น มันจะเอาอย่างนั้นน่ะคล้ายๆ กันกับคนที่ไม่มีบุญบารมี สั่งสมบุญ แล้วยังไม่มีจริงๆแล้วนี่ โอ้ย มันกว่าจะได้ มันบุญราคาถูก มันไม่เหมือนกับบุญที่มีคุณธรรมที่แท้จริง มีโลกุตรภูมิ มีจิตใจที่รู้จักมีการเสียสละที่บริสุทธิ์ได้สูงขึ้นๆ มีอริยคุณสูงขึ้น กว่าจะได้สะสมบุญบารมีอย่างนี้ขึ้นมาอย่างซ้อนเชิง ที่อาตมาพูดนี่ เป็นมติที่ไม่มากนะ มันจะซ้อน กว่าจะได้บุญบริสุทธิ์ขึ้นมาๆ เกิดมาพร้อมกับขุมทรัพย์ นี่ก็หมายความว่า เรามีบุญของเรามาเป็นขุมทรัพย์ที่แท้ ไม่ใช่ขุมทรัพย์อย่างประเภทคนโลกีย์ คนโลกีย์นี่ได้ถลุงชาติเดียวก็พอแล้ว ได้มากสักรอบหนึ่ง ก็ถลุง ถลุงเราก็ไปรับทุกข์ทรมานอีก ก็เข็ดหลาบ แล้วก็มาค่อยๆ เจียมตัวก็มาสร้างใหม่ สร้างไปได้อีกขนาดหนึ่ง ก็ถลุง เกิดมาถลุงอีก แล้วก็หมดไปอีก ก็ต้องมาสร้างใหม่อีก แล้วก็เข็ด มันซับซ้อนอย่างนี้ อาตมาอธิบายความซับซ้อนพวกนี้ ยังไม่ค่อยหวาด ไม่ค่อยไหวนะ เพราะฉะนั้น การเกิดไม่รู้กี่ชาติๆ กว่าจะได้อะไรต่ออะไรมา ทีนี้คนมาเกิดเป็นคนนี่ เราไม่รู้คนที่ไม่เกิด คนที่ไม่เกิด ที่มีวิบาก ที่มันยิ่งทรมานกว่ามันจะได้หมุนเวียนขึ้นมานี่ มันอีกมากมายนัก คนที่ไม่เกิดมันมากกว่าคนเกิด เพราะฉะนั้น คนที่เกิดมานั้น ก็ดูเหมือนกับคนเป็นคนขึ้นมาแล้วนี่ มีบุญดีแล้ว ไอ้ที่ไม่ได้เป็นบุญดี ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ไปเกิดเป็นอะไรอีกตั้งหมื่นชาติ พันชาติอะไรนี่ โอ้ ไอ้นั่นเราไม่ต้องนับเลย มีนานาสารพัด ไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้าน ล้านๆชีวะ ล้านๆ วิบากนานาสารพัด เพราะฉะนั้น พวกนั้นก็ยังทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว พอได้เกิดมาเป็นคน เห็นหน้าตาคนเท่านั้นเอง เราก็นึกว่า เออ ก็คนมันมีอยู่เท่านี้ เป็นคนได้แล้ววิบากยังดีกว่าเดรัจฉานพวกนั้นอีกตั้งเท่าไรแล้ว วิบากมันดีกว่านี้ตั้งมากตั้งมาย พอเกิดเป็นคน มันก็ดูไม่เท่าไหร่หรอก แต่ก็ไอ้คนที่ทำชั่วนั่นแหละ มันก็ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน มันจะไปอีกกี่ร้อยชาติ พันชาติ หมื่นชาติโน่นน่ะ แล้วมันก็ไปแตกอยู่ไม่รู้กี่ล้านชีวิตชีวะ นี่เป็นเดรัจฉาน ซึ่งเราเอารูปธรรม แล้วก็เป็นเดรัจฉานอย่างนั้น แล้วมันก็ต้องหมุนเวียนอยู่อย่างนั้นอีกตั้งเท่าไหร่ นับไม่ถ้วน พูดถึงเรื่องสังสารวัฏ ถ้าคุณรู้จักสังสารวัฏจริงแล้ว นี่คุณจะกลัว กลัวในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้น โทษภัยอะไรต่างๆ บาปชั่วอะไรต่างๆ มันจึงไม่ปรารถนาจะทำ ไม่อยากจะทำจริงๆ แล้วก็ใจของเราก็ต้องซักซ้อมให้มีกำลังแข็ง ถ้าไม่เช่นนั้นสู้กิเลสไม่ได้ สู้วิบากของกิเลสไม่ได้ อกุศลวิบาก หรือวิบากของกิเลสนี่ มันจะดึงเราไป ใจไม่อยากทำ แต่ก็ต้องทำ เพราะกิเลสมันแรง เพราะฉะนั้น เราจะรู้สึกว่า เออ ใจนี่ เราก็รู้ๆนะ อยู่ในใจเรานี่แหละ รู้ว่ามันไม่ดีๆ แต่ยังทำๆๆๆ มันต้องแรง มันต้องอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเสพ อย่างนั้นก็ต้องเอาอย่างนั้นจนได้ มันอดใจไม่ได้ ชั่วนั่นชั่วนี่ ชั่วแวบไหนก็แล้วแต่ เมื่ออดใจไม่ได้ มันก็ลงมือไป มันก็ทำไป มันก็เป็นกรรมไปเลยทันที เพราะกรรมเป็นอันทำ ทำไปแล้วก็มันก็ทำ มีกรรมกิริยาอะไรที่สมบูรณ์ครบพร้อม มันก็เป็นกรรมของเรา ก็สั่งสมลงไปอีก เสร็จแล้วก็มานั่งเสียใจ นั่น เพราะเราไม่ได้ฝึกฝนให้จิตเราแข็งแรงรู้แล้วละ เพราะฉะนั้น การที่รู้ด้วยทิฏฐิ รู้ด้วยความเห็น รู้ด้วยความเข้าใจ ก็สั่งสมเป็นสัมมาทิฏฐิที่สูงขึ้น แข็งแรงขึ้น จนสั่งสมไปเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ถ้าเราจะเรียกทิฏฐินั้นว่าความรู้ ความเข้าใจ ความเห็น ความเห็นความรู้ มันก็เป็นความเห็นความรู้ที่สั่งสมขึ้นมามีกำลัง มีความเจริญขึ้นมา มีน้ำหนัก มีฤทธิ์แรงขึ้นมา จนกระทั่งได้รอบหนึ่ง เราเรียกว่าปัญญาได้รอบ ครบรอบ มันมีของจริง เรียกว่า ปัญญา จากปัญญาก็ค่อยๆมีกำลังเป็นปัญญินทรีย์ ก็สั่งสมเหมือนกันแหละ ค่อยๆสั่งสมเข้าไปเป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จนกระทั่งสะสมสภาพขึ้น จนกระทั่งเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นแจ้งที่ลึกขึ้นไปอีก ซ้อนขึ้นไปอีก ขึ้นไปอีก ซ้อนๆขึ้นไปอีก สัมมาทิฏฐิได้รอบขึ้นมาเป็นปัญญา ปัญญาก็จนกระทั่งมันโตเจริญขึ้นมาเป็นปัญญินทรีย์ ปัญญินทรีย์ก็ค่อยๆขึ้นมาหาน้ำหนักของปัญญาพละซ้อนเข้าไปก็ไปหาธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เกิดจากการปฏิบัติมัคคังคะ จำให้ได้นะว่า ในสัมมาทิฏฐินี่มีองค์ธรรม 6 ข้อ องค์ธรรม 6 ภาษาไม่ใช่ข้อหรอก เป็นภาษาที่มันจะบอกสภาวะ 6 ภาษา ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพช- ฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ มัคคังคะ เป็นตัวหลักที่ปฏิบัติเป็นตัวพฤติกรรมแท้ ไม่ได้เกิดมาเอง ด้วยความนึกคิด ธรรมวิจัย ก็เป็นความวิจัยสภาวะ วิจัยสภาพ ถ้าสัมโพชฌงค์แล้ว เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ถ้าธัมมวิจัยธรรมดา มันก็วิจัยความนึกคิด วิจัยมากๆ นึกคิดมากๆ เอาแต่ความนึกคิด มันก็มีแต่ความนึกคิด หนักๆเข้า ความนึกคิดนั่น เป็นความนึกคิดที่ซับซ้อนชักวน ชักสับสนก็วุ่น ก็เป็นความฟุ้งซ่าน ก็เป็นความจับอะไรไม่ติด ก็อุทธัจจะ คือฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านไป ฟุ้งซ่านมายิ่งจับไม่ติด ยิ่งคิดมากยิ่งวิเคราะห์วิจัยมาก ธัมมวิจัยพาให้เกิดอุทธัจจะ ธรรมดาก็แก่กล้าเป็นอุทธัจจกุกกุจจะ ก็วุ่น ก็กลุ้ม ก็ยุ่งซิ ก็รำคาญใจ ก็เหมือนไอ้ที่มันยุ่งอะไรที่มันยุ่งมันยุ่งก็ยิ่งไปดึงตรงนั้นไม่ถูก ดึงตรงนี้ไม่ถูก ดึงตรงนี้ไม่ถูก ก็ยิ่งมัด ยิ่งดึงยิ่งแน่น ยิ่งพัว ยิ่งพัน ยิ่งยุ่งๆกันใหญ่ ทีนี้ก็เลยยิ่งทุกข์หนักเข้าไปใหญ่เลย มันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ ลักษณะของมัน เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราไม่รู้ทิศทาง แล้วก็ไม่ทำให้ลงร่องลงช่อง ธัมม-วิจัยก็วิจัย นึกว่ามันเป็นตัววิจัย ตัวนึกคิด ตัววิเคราะห์ ตัวอะไรต่ออะไรไป ยิ่งวิจัยไปไม่ได้เรื่องได้ราว มันก็ยิ่งยุ่ง แต่ถ้าวิจัยลงตัว มันก็จะยิ่งกระจ่างยิ่งเหมือนปอกเปลือก ก็ยิ่งเข้าไปรู้เนื้อ รู้แก่นเข้าไปได้ชัดเจน ต้องมีตัวพิจารณา วิจัยตลอดเวลา แม้กระทั่งผล แม้กระทั่งเหตุ แม้กระทั่งสภาวะปัจจุบัน สภาวะปัจจุบัน ที่เกิดอย่างนี้ๆ ก็วิจัยนี่ดี นี่ชั่ว นี่คือกิเลส นี่คือไม่ใช่กิเลส นี่คือกำลังปฏิบัติเพื่อละกิเลส กำลังละกิเลสนี่ก็วิจัยต่อว่ากำลังละกิเลส นี่ปฏิบัติอย่างนี้ กำลังทำนี่ถูกต้องหรือไม่ เออ ถูกต้อง ได้สภาวะ รู้จักสภาวะ เออ สภาวะลดหน่าย จางคลาย ถูกทิศถูกทาง สิ่งที่ค่อยๆรู้เข้าไปเหล่านั้นแหละ คือการสะสมธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็เติมให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่มีความเจริญขึ้นมาเรื่อยๆด้วยจากสัมมาทิฏฐิก็ยิ่งปฏิบัติมัคคังคะ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มันก็ยิ่งมีผลที่มีตัวจริง มีสภาพจริงๆ รับความจริง เข้ามาเติมให้มันเป็นสภาวะของความรู้ ญาณรู้ หรือตัวรู้ ตั้งแต่ทิฏฐิ มาจนกระทั่ง เป็นรอบของความรู้ที่สูงขึ้นเป็นอินทรีย์พละของทิฏฐิด้วย อินทรีย์พละของทิฏฐิเหมือนกันแหละมันมีน้ำหนัก อินทรีย์พละ ก็หมายความว่า มันมีกำลังมากขึ้น มันมีเสริมพลพรรค มันมีเสริมมวล เสริมคุณภาพของมันขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งคุณภาพ ทั้งมวลของมันมาเรื่อยๆ ซ้อนขึ้นเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ สอดส่องเข้าไป องค์ธรรม 6 องค์ธรรมนี้ เพราะปฏิบัติด้วยมัคคังคะ มีธัมมวิจัย-สัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิ ก็คั้นออกไปเป็นปัญญา แล้วก็มีการเจริญของปัญญา เป็นปัญญินทรีย์ การเจริญของปัญญินทรีย์ ขึ้นไปสู่ปัญญาพละ หรือปัญญาผลอันสุดท้าย เพราะฉะนั้น ญาณ มันก็มีความเติบโต ปัญญามันก็มีความเติบโต มีความเจริญด้วยของจริงด้วยนัยจริงอย่างนี้ ถ้าเราไม่ปฏิบัติ ได้แต่นึกแต่คิด มันจะกลายเป็นฟุ้งซ่าน มันจะกลายเป็นตรรกศาสตร์ แล้วหลงตรรกศาสตร์ เป็นวิปัสสนูปกิเลส มันไปหลงวิปัสสนูปกิเลส แล้วก็ติดอยู่อย่างนั้นน่ะ มันก็อยู่อีกเป็นชาติๆอีกเหมือนกัน เยอะไป ปฏิบัติแล้วก็หลงแต่เรื่องพิจารณา แต่เรื่องความรู้ความอะไรไป เสร็จแล้วก็วน วนไป วนมาผิด วนไปวนมาก็ขึ้นหัวลงท้าย ท้าย ลง หัวอะไรวนไปอยู่อย่างนั้นน่ะ ทีนี้มีคนถามว่า ญาณ เกิดได้อย่างไร ตอบ อธิบายไปแล้ว ญาณเกิดได้ เพราะเราได้ปฏิบัติธรรมะอย่างแท้จริงในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิดังที่ได้อธิบายไปแล้วนั่นแหละ เป็นองค์ธรรมที่จะเกิดญาณ ปัญญา หรือ ปัญญินทรีย์ หรือปัญญาพละ ก็คือญาณนั่นแหละ ไม่ได้มีอื่นหรอก สั่งสมลงไปเป็นสัมมาญาณ เกิดญาณขึ้นมาอย่างแท้จริง เมื่อฝึกฝนไปได้ก็เกิดจริงเป็นจริง ทีนี้เมื่อมันเกิดญาณที่แท้ ที่เป็นญาณที่ซ้อนลึก เป็นญาณที่เห็นของจริงตามความเป็นจริงที่เป็นอริยภูมิ ถึงขั้นญาณของโสดา ญาณสกิทาคามี ญาณอนาคามีญาณ จนกระทั่งถึงอรหัตตผลญาณ ญาณที่มันมีค่าขึ้นไปตาม ลำดับๆๆ ในสภาพของญาณที่เป็นอริยภูมิ อริยภูมิก็คือ ภูมิโสดา ภูมิสกิทา ภูมิ-อนาคา ภูมิอรหันต์ ที่มันซ้อนเข้าไปอีก ซ้อนๆเข้าไปอีกเรื่อยๆ ว่าในระดับสมมุติว่ามันเป็นความอยากใคร่ เป็นกาม กามในโสดา มันก็จะมีขนาดหนึ่ง เป็นความใคร่อยาก ซ้อนลงไปในเหตุปัจจัยก็เหมือนกัน ในเหตุปัจจัยที่อาตมาอธิบายว่าโสดา ซึ่งมีสกิทาในโสดา อนาคา ในโสดา อรหันต์ในโสดา มันก็ซ้อนลงไปในเหตุปัจจัยหนึ่ง สมมุติว่า บุหรี่ มีความอยากในบุหรี่ ถ้าอยากอย่างนี้ เป็นแค่โสดาภูมิ มันอยาก โสดาภูมิมันยังไม่อรหัตภูมิ มันก็ขนาดนี้แหละ เหตุปัจจัยของบุหรี่ก็คือบุหรี่นี่แหละ แล้วเราก็อยากอย่างนี้น่ะ มันก็ยังอดไม่ได้เท่าไหร่หรอก กามของโสดา แต่ว่ามันไม่จัดจ้าน มันไม่รุนแรง มันไม่มากมาย มันไม่หนักหนา มันไม่ไปตัณหา กามตัณหาอะไรจนแรงๆจัดๆมากๆ จนกระทั่ง สู้กันก็ไม่ได้ นี่สู้ได้ มีการบรรเทาได้ จางคลายได้ยังมีเวลา ยังมีเนิ่นนาน ยังมีช้า เราทำขึ้นไปให้เป็นสกิทาคามีภูมิ ในบุหรี่ มันก็ค่อยๆเจือจางก็ลดกามราคะ ลดปฏิฆะของบุหรี่ จึงเอาหลักสังโยชน์มาอธิบายน่ะนะ มันก็เบาบางลงไปอีก เบาบางมีราคะมีผลัก มีดูด ลดลงไปอีกๆ ลงลงไปได้เรื่อยๆ ซ้อนลงไปก็เกิดญาณรู้ เกิดญาณเห็นว่าเราทำได้แล้ว แล้วเราก็ที่จริงแล้ว โสดากับสกิทานี่ พอเวลามันจะเป็นสภาพของอุทธัมภาคิยสังโยชน์ มันซ้อนมากเลย ว่ามันจะเกิดมานะ มันก็เป็นไปได้ ในโสดา แต่จริงๆแล้วนี่ มันก็จะแบ่งย่อยลงไป หาว่าถ้าเผื่อว่าบุหรี่ เรื่องบุหรี่เท่านั้น เออ เราไม่ไปนึก พอนานๆเข้า มันก็จะลดไปโดยธรรมชาติ เราสูบบุหรี่ตอนใหม่ๆ เลิกบุหรี่ได้ตอนใหม่ๆ เราก็นึกว่าเรานี่แน่จริงๆแล้ว เราเจริญนะ เราเก่งนะ ไอ้คนดูดบุหรี่ข่มขี่เขา ดูถูกเขา รังเกียจเขามาก เป็นมานะสังโยชน์ มันเป็นตัวเรื่อง เฉพาะเรื่องของบุหรี่ อย่างนี้เป็นต้น มันจะมองดูถูกเหยียดหยามหมิ่นแคลนคนอื่นเขา ไอ้นี่มันยังชั้นต่ำ มันยังไม่ชั้นสูงอะไร ไปจนนานๆเข้า มันก็ลดไอ้ตัวมานะพวกนี้เอง หรือยิ่งรู้โดยเหตุผล โดยหลักการ และโดยทฤษฎีพวกนี้ เราก็ยิ่งทำได้เร็ว ถ้ายิ่งรู้ทฤษฏีก็ยิ่งทำได้เร็ว เราก็หมดมานะในเรื่องนั้น แล้วก็ล้างต่อไป ล้างรูปราคะ อรูปราคะ มานะพวกนี้ เรารู้ตัวมันด้วย เราก็ลดมันด้วย มันก็ไม่ถือดี ถือตัวอะไร เราได้ก็เฉยๆ จนชินชา ประเภทชินชา เพราะเราได้แล้ว แต่ก่อนนี้ ผยองว่าเราได้อันนี้เหมือนยิ่งเป็นเพชรเป็นทอง แค่ไม่สูบบุหรี่นี่มันก็หลงได้ เป็นเพชรเป็นทอง แต่ต่อมา แล้วก็เฉย ยิ่งเราไม่ได้ปฏิบัติธรรม เป็นอย่างเดียว หรือในเรื่องเหตุปัจจัยเดียว เราทำเหตุปัจจัยอื่น อะไรต่ออะไรอื่นๆ ต่อไปอีก มันจะคลาย มันจะทำให้เราเกิดมานะน้อย หรือยิ่งเป็นมานะในเรื่องต่ำ เรื่องเก่า ปัดโธ่ แค่บุหรี่ แค่ฝิ่น เราเลิกมาได้นี่ มันหยาบคาย มันแค่ไอ้ของเล็กน้อย ของอื่นยากกว่านี่เราก็ได้มา มันก็ทำให้เราเองนี่ มานะก็ลดลงไปน้อย เพราะฉะนั้น ก็ลดมานะ มันก็จะเข้าใจ แล้วมันก็จะลดลงไปได้ซ้อนๆไปด้วย ยิ่งหลายเรื่องหลายเหตุปัจจัย มันก็จะทำให้เราเรียนรู้ กิเลสในเชิงมานะ อาการของเชิงมานะซ้อนไปได้เรื่อยๆ ส่วนตัวมันเอง มันเป็นรูปราคะ อรูปราคะ แล้วก็เหลือนิดๆหน่อยๆ อะไรก็ต้องพยายามเหลือในระดับของรูปราคะ อรูปราคะของอะไรก็แล้วแต่ จนกระทั่ง มันอ่อนจางมาก จนไม่รู้จะเรียกอะไร เราก็เรียกอุทธัจจะ อุทธัจจะก็ยังมีขจรขจาย มีละอองมีธุลี เช่นอย่างในภาษาของทางด้านมงคลธรรม ที่บอกว่า พอถึงขั้นลดละลงมาได้ ปฏิบัติธรรม มีการงาน มีการกระทำ ในมงคล 38 นี่ พร้อมหมดเลยนะ สมบูรณ์ในเรื่องของทุกอย่างหมดเลย ทั้งสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มีทั้งพฤติกรรม การงาน มิตร สหาย บุคคล ผู้อะไรมีอยู่ในนั้นหมดล่ะ 38 นั่นแหละ มงคลอันอุดม จะมีอยู่ในนั้นทั้งหมดเลย การปฏิบัติธรรม ครบมรรค 8 นี่ มันก็จะครบมงคล 38 เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของสายศาสนาพระพุทธเจ้านี่ หมดการงานอันมีคั่งค้าง โน่นนี่ มันประกอบไปหมดว่า มันจะต้องพิจารณาส่วนย่อยส่วนเศษอะไรพวกนี้ อุทธัจจะทั้งนั้นน่ะ เพราะฉะนั้น มันจะสมบูรณ์ด้วยองค์ธรรมที่บริบูรณ์เลยว่าเป็นคนประเสริฐ เป็นอริยบุคคลยิ่งจะสูงขึ้นไปตามลำดับว่าเป็นโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์แล้วละก็ อรหันต์ก็จะต้องสมบูรณ์สะอาดบริสุทธิ์เข้าไปอย่างนั้น นอกจากคนที่เป็นอรหันต์ ที่ประเภทที่เราไม่ได้สร้างวาสนาอย่างสมบูรณ์ก็ประดักประเดิด อันนั้นดูหยาบๆ กร้านๆอยู่บ้าง แต่จิตก็บริสุทธิ์ได้บ้าง แต่มันก็อย่างนั้นน่ะ มันก็ไม่งาม มันก็ไม่สมบูรณ์ ทีนี้เราพูดถึงตัวสมบูรณ์นี่ มันจะสอดซ้อน มันจะไล่เลียง แล้วมันจะเป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่เก็บนัยอะไรต่ออะไรพวกนี้ได้ครบครัน พอไปถึงขั้นลำดับที่สูงที่อาตมาเคยพูดถึงบ่อย คือขั้นผุฏฐัสสะ ผุฏฐัสสะนี่ แปลว่าสัมผัส ผุฏฐัสสะโลกธัมเมหิ โลกธัมเมหิ นี่ ที่ภาษาบาลีไอ้เป็นอุปสรรคขยายตามผันไปตาม นี่ก็ไอ้นั่นแหละ ก็คือโลกธรรมนั่นแหละ โลกธัมเมหิ นี่ ก็โลกธรรม โลกะก็โลกนั่นแหละ ธัมเม ก็ธรรมนั่นแหละ โลกธรรม ผุฏฐัสสะ กับโลกธรรมอะไรก็ตาม หยาบ กลาง ละเอียด ฐานไหนก็ตาม เรื่องไหนก็ตาม เหตุปัจจัยไหนก็ตาม มันไม่หวั่นไหวแล้ว ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปัตติ คุณจะรู้สึกไม่หวั่นไหวแล้ว มันก็เหมือนกับแข็งแรง เหมือนกับเราไม่เกิด แล้ว แต่นั่นแหละ มันยังมีอุทธัจจะในลักษณะของอโสกะ วิรัชะ เพราะฉะนั้น ในอนาคามีภูมิ มันจะมีสิ่งเหล่านี้เหลือเศษอยู่ อโสก วิรัชะ นี่เป็นอนาคามีภูมิ ถ้าเราไม่ล้างอนาคามีภูมิ หรืออุทธัจจะ หรือส่วนเหลือ ส่วนย่อย ส่วนที่ยังฟุ้ง ยังกระเซ็นยังไม่หมด ไม่เกลี้ยงนี่ มันดูแข็งแรงแล้วล่ะ มันไม่ตกต่ำหรอก ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปัตติ มันไม่หวั่นไหว จิตมันไม่กระเทือนหรอก อยู่เหนือโลก อนาคามีภูมินะ อยู่เหนือแล้วล่ะ อย่างไรๆ ก็ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาจริงๆ แต่มันก็ไม่ได้สะอาดอะไร มันก็เป็นเพชรที่มีรอยร้าว มีหมอง มีหม่น มีสีมีอะไรเลอะๆเทอะๆอย่างนั้นน่ะ มันก็เขรอะๆขระๆอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขอะๆขละๆหยาบนะ มันก็คือ มันมีส่วนที่มันเปื้อน ส่วนที่มันหมอง ส่วนที่มันไม่สะอาดด้วยธุลีหมอง ธุลีเริง มันจะมีส่วนที่มันยังไม่สม- บูรณ์ ยังมีส่วนที่ยังไม่สุดยอด อุทธัจจสังโยชน์ตัวนี้จึงเป็นตัวที่มันไม่ได้กุกกุจจะ มันไม่ได้ถึงเกิดทุกข์ เกิดรำคาญใจ เกิดลำบากลำบนอะไร แต่มันไม่สะอาดบริ- บูรณ์นี่ ก็เลยขอผ่านมา พูดมาถึงนี่ เมื่อกี้พูดมาถึงรูปราคะ อรูปราคะ มานะก็ขยายไปแล้ว อุทธัจจสังโยชน์นี่ ตัวนี้นี่ สังโยชน์ตัวที่ 9 นี่ คือ ไม่ปัด ให้สะอาด คนเจียระไนเพชรนี่ จะรู้เลยว่า ขั้นที่เรียกว่า มาชักเงา มาตัด ทำอะไรต่ออะไรให้สะอาดสุดท้ายนี่ ถ้าทำอันนี้สะอาด เสร็จหมดแล้ว ก็เกิดปัญญา หรือเกิดญาณ หรือวิชชาอันสูงสุด อาสวักขยญาณสุดท้าย นั่นแหละ จะถอนเศษธุลีเหล่านั้นน่ะเรียกว่าอาสวะด้วย เรียกว่าอนุสัยอาสวะด้วย สะอาดผุดผ่อง บริสุทธิ์ หมดจดครบครัน ไม่มีอะไรที่ขาดตกบกพร่องอีกเลย มันไม่เหมือนกับเพชร กับพลอยน่ะ มันมาถูกอะไรนิดหน่อยก็เปื้อนได้ หมองได้ ต้องเช็ด อยู่บ่อยๆ แต่ของทำอย่างที่ว่านี้ นี่เช็ดแล้ว เสร็จแล้ว มันไม่มีหมองนี่นะ มันบริสุทธิ์แล้วมันก็จะเป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มันจะเป็นตัวอุเบกขาธาตุ เป็นธาตุที่บริสุทธิ์สะอาด ปริสุทธา ปริโย-ทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา ตอนนี้นี่ จะไปแตะต้อง จะมีกรรมกิริยาจะไปคลุกไปคลี ไปเกี่ยว ไปข้อง ไปอยู่กับโลกอย่างไรก็โลกนั้นดูดซับ ดูดซึม หรือเข้ามาทำให้มันมีแซกตัวเข้ามาอย่างละเอียดขนาดไหน ก็แทรกตัวเข้ามาไม่ได้ เปื้อนไม่ได้ ทำให
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive