571026_วิถีอาริยธรรม สันติฯ พ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง วัดค่าคุณธรรมสังคมไทย.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571026_ วิถีอาริยธรรม สันติฯ โดยพ่อครูและส มณะ เพาะพุทธ เรื่อง วัดค่าคุณธรรมสังคมไทย
ส มณะ เพาะพุทธว่า … วันนี้ วันที่ 26 ตุลาคม 2557 ที่ สันติอโศก บุญคือการชำระจิตสันดานให้หมดจดจากกิเลส เบื้องต้นผมขอนำเสนอ บทกลอน นัยปกเราคิดอะไรฉบับ 291 เราคิดอะไรทำอะไรมา 20 ปี ( 1 ) ยี่สิบปีผ่านพ้น ใช่ฝัน เราคิดอะไร ทัน โลกบ้าง รู้โลกใช่แค่ผัน ตามโลก แต่ช่วยโลกอีกข้าง ต่างชั้นในสังคม ( 2 ) คนข่มคนอื่นด้วย โลกธรรม ฉลาดบาปก่อเล่ห์อำ-นาจซ้อน สังคมล่มจมจำ- นนชั่ว เขาเลย โลกสุดทุกข์สุดร้อน เพราะร้ายคนเลว ( 3 ) เปลวปมแห่งเหตุนั้น คือใด เราคิดฯ เน้นช่วยใน จุดนี้ ทุกอย่างโลกเป็นไป ตามเหตุ ดับเหตุดับร้ายชี้ ช่องแท้พุทธธรรม ( 4 ) สำหรับเราฯ มุ่งเป้า เพียรทำ ปรมัตถธรรมสำ- ทับซ้ำ สัจจะกฎแห่งกรรม สำคัญยิ่ง ในโลกสัจจะค้ำ จึ่งได้อยู่ดี ( 5 ) เพราะมีสัจจะทั้ง ธรรมสอง ปรมัตถ์ชัดครรลอง ช่วยแท้ สมมุติก็ต้องครอง คู่โลก ต้องสัจจะจึ่งแก้ ทุกข์ได้ธรรมดา ( 6 ) แสวงหาแต่กิเลสไซร้ คืออสัจจ์ สมมุติก็ไม่ชัด อสัจจ์ล้วน ยิ่งขั้นปรมัตถ์ ยิ่งยาก ยิ่งแฮ ซึ่งสัจจะต้องถ้วน ถ่องแท้คุณธรรม ( 7 ) ยี่สิบฉนำทำหน้าที่ สื่อมา เราคิดฯ มุ่งนำพา จุดนี้ เสนอสองสัจจะหา ประเด็นสื่อ เสมอเฮย สมมุติปรมัตถ์ชี้ สัจจะให้ครบธรรม. สไมย์ จำปาแพง 7 ก.ย. 2557 [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ 291 ประจำเดือน ตุลาคม 2557 ]
เมื่อสักครูได้อ่านคอลัมน์ของแรงรวมชาวหินฟ้า ใน นสพ. เราคิดอะไร?....
เมื่อคืนได้ออกรายการกับ ภั น เตเดินดิน บอกว่า ชาวอีสานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญการกินสัตว์ แต่ที่อุทยานบุญนิยม จ.อุบลฯ กลับมีการกินเจที่คึกคัก แม้งานเจรอบสองก็ยังมีคนกินเจพอสมควร ภ ันเต เดินดินบอกว่า เมือ
อ่านต่อ
งไทยมี DNA ของพุทธโลกุตรธรรมอยู่พอสมควร โดยสังเกตจากการกินอาหารเจกันมากขึ้น และอีกประเด็นคือ บุญ เป็นส ิ่ งที่ถูกแปรความหมายผิดไปมาก เอาไปใช้ผิด ก็เป็นการทำลายศาสนาพุทธ บุญ มีนัยต่างจากกุศลด้วย บุญไม่ใช่วิมานสวรรค์โลกียะ แต่บุญคือเครื่องมือหั่นกิเลสแท้ๆ ของศาสนาพุทธ บุญในความหมายโลกีย์คือให้บันดลบันดาลอะไรให้เราได้สมใจ หรือความสบายใจ แทนที่จะเป็นการชำระอาการใจที่เป็นกิเลสออกจากใจ?
คุณธรรมของพุทธจึงไม่มีแก่นสาระ เมื่อชาวพุทธเอาบุญไปใช้ผิด ก็เป็นนามธรรมที่เป็นโลกธรรม คือแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และมีของแถมคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เมื่อบุญเป็นนามธรรมคือความอยากได้ ทั้งที่บุญคือนามธรรมที่ชำระความอยากได้ การแสวงบุญแบบโลกียะ ก็แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปแล้ว
ศาสนาพุทธเป็นโลกุตระ และเป็นอเทวนิยม คือหลักการสองข้อที่บ่งว่าพุทธศาสนาต่างจากศาสนาอื่น แม้เป็นคุณงามความดีมากมายแต่เป็นโลกียะก็ไม่ใช่บุญ บุญต้องมีการชำระกิเลสได้จึงนับว่าเป็นบุญ แต่หากได้แค่คุณงามความดีก็เป็นแค่กุศลไม่ใช่บุญ
บุญของพุทธมีเขตชี้ชัดว่าเป็นพุทธอยู่หรือไม่ คือบุญต้องเป็นโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ เป็นปุญญเขตตะ คือขอบเขตของบุญในศาสนาพุทธ ถ้าออกนอกนี้ก็ไม่เป็นโลกุตรธรรม หากไม่กอบกู้แก้ไข เจ๊งแน่ๆ เพราะบุญเป็นอาริยผล เป็นโลกุตระ
หากบุญไม่ได้ชำระกิเลส ก็ไม่ใช่พุทธแล้ว มีแต่ไปพึ่งเทวนิยม เดรัจฉานวิชชา ค้าขายเครื่องรางของขลัง ค้าขายพระเครื่องเป็นต้น
นี่คือแรงรวมชาวหินฟ้าได้นำเสนออีกว่า...เจ้าอาวาสวัดใหญ่บางแห่ง พฤติกรรมอุกอาจถึงขนาดดัดแปลงคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานเป็นอนัตตา แต่เขาแปลว่านิพพานเป็นอัตตา ไปถวายข้าวให้พระพุทธเจ้าได้ เป็นวิมาน เป็นอัตตา ให้คนสั่งสมอัตตา บริจาคมากได้มาก บริจาคน้อยได้น้อย มีการตลอดทำให้คนหลงติด ทำบุญเพื่อหวังจะได้นิพพานที ่ เป็นอัตตา หวังว่าจะช่วยให้ขึ้นสวรรค์ ชำระบาปให้แก่ตน
ชาวพุทธมีสามระดับ คือพุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ และพุทธบริษัท สามระดับ ตามลำดับ พุทธศาสนิกชนน่าจะเป็นพุทธระดับปุถุชน ส่วนพุทธมามกะ คือพุทธระดับกัลยาณชน และพุทธบริษัทคือพุทธระดับอาริยชนหรือโลกุตรชน
พ่อครูว่า … อย่างที่คุณว่ามา พุทธศาสนิกชนคือระดับปุถุชนถูกแล้ว ส่วนพุทธมามกะ ก็คือผู้แสวงหาความดี เป็นกัลยาณชน ได้ความดีขึ้นมาแล้วด้วย แต่ว่าไม่เป็นโลกุตระเป็นโลกียะอยู่ แต่ก็เป็นผู้แสวงหาไม่ได้ปล่อยตัวไปตามโลก ไปร่ำรวย ทำร้ายสังคม ซึ่งยุคนี้เป็นยุคใกล้กลียุค ทั่วโลก ข่าวคราวจะเห็นได้ว่าน่ากลัว พุทธมามกะคือ ขอตั้งใจเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ตั้งใจว่าจะทำดี แม้ศาสนาอื่นๆ ใดๆ ที่แสวงหาสิ่งดีงาม เขาเข้าใจความดีงามระดับกุศล เขาเข้าใจได้ทั้งนั้น ว่า ความดีงามคือความเกื้อกูล เสียสละ สร้างสรร แม้แต่การลดกาม โกรธ โมหะ ก็เข้าใจได้ทั่วไป ศาสดาศาสนาใดก็เข้าใจ แต่วิธีที่จะทำให้ลดกิเลส ที่เป็นตัวเหตุ กิเลสเป็นตัวเหตุในจิตอันนี้แหละ เป็นประเด็นที่จะเข้าข่ายของอาริยะ เป็นพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิก แบ่งเป็นฐานนักบวช กับฐานฆราวาส
นักบวชที่เป็นพุทธบริษัทที่สัมมาทิฏฐิ ก็ทำหน้าที่สืบทอดพุทธศาสนา แต่ฆราวาสนั้นแม้ไม่มีสัญญาประชาคม แต่ก็เป็นผู้แสวงหาความหลุดพ้นได้ และก็ฆราวาสนั่นแหละจะเป็นผู้ที่บรรลุธรรมเป็นจำนวนมากกว่า ก็ทำงานอยู่กับโลก แต่เป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ได้ คือซับซ้อน เป็นผู้มี แต่จิตใจไม่มี
เราจะไม่รู้จักหรอกว่าใครเป็นอรหันต์ หรือไม่เป็นในฆราวาส แต่ในผู้มีปฏิภาณหรือคบกันนานก็ดูออกได้ แม้มีผัวเมียก็เป็นลิงลมอมข้าวพอง
สรุปคือ ประเด็นโลกียะกับโลกุตระที่แยกกันนี่คือศาสนาใดๆ ก็ไม่มีโลกุตระ มีศาสนาที่ใกล้เคียงกับศาสนาพุทธคือ ศาสนาเชน ของพระมหาวีระ ก็อยู่ในยุคพระพุทธเจ้าซ้อนกันอยู่ เกิดก่อนพระพุทธเจ้า แต่ว่าเขามีความคิดอเทวนิยม แต่ไม่เป็นโลกุตระ แต่พุทธแท้จะเป็นอเทวนิยมและเป็นโลกุตระ
เชน เป็นศาสนาอเทวนิยม แต่ไม่เป็นโลกุตระ แต่พุทธเป็นอเทวนิยมที่เป็นโลกุตระ หรือมีอีกแบบคืออเทวนิยม แบบอุทเฉททิฏฐิ คือไม่มีอะไรทั้งนั้นไม่นับถืออะไรทั้งนั้น เอาแต่ปัจจุบัน น่ากลัวพวกนี้ นับถือแต่ตนเอง แต่ศาสนาเชนไม่ใช่ พระมหาวีระ ถือกรรมวิบากอย่างแท้จริง
มีสามความยึดถือที่เป็นมิจฉาทิฏฐิคือ บุพเพกตเหตุวาทะ คือนับถือกรรมเก่าว่าเที่ยง สุขทุกข์ทั้งปวงคือกรรมเก่า อิสรนิมานเหตุวาทะ คือพวกพระเจ้าสร้างทุกอย่าง การถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงคือการบันดาลของเทพผู้เป็นใหญ่ อเหตุอปจยวาทะ คือพวกไม่มีเหตุปัจจัยอะไรเลยพวกฮิปปี้ ถือปัจจุบันไม่ถืออดีตกับอนาคต การถือว่าสุขทุกข์ทั้งปวงเป็นไปตามเหตุปัจจัยลอยๆ
อย่างลัทธเชนอยู่ในบุพเพกตเหตุวาทะ คือไม่นับถือเทวะ เป็นลัทธิใกล้เคียงกับศาสนาพุทธมาก เป็นอเทวนิยม แต่ไม่เข้าใจโลกุตระ มีแต่ศาสนาพุทธศาสนาเดียวที่เข้าใจโลกุตระ อันนี้ต้องรู้จากศาสนาพุทธเองสืบทอดมาเท่านั้น จะรู้จากศาสนาอื่นไม่ได้ ตั้งแต่กำเนิดพุทธศาสนา เกิดพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 จะย้อนหาต้นตอ พระพุทธเจ้าสมณโคดมว่า เราย้อนไปไม่ได้
เพราะว่าในสัญญาของคนก็เป็นของแต่ละอัตภาพ ของพระพุทธเจ้าท่านก็มีอัตภาพของท่าน จากอเวไนยสัตว์จนเป็นเวไนยสัตว์ จนพัฒนาเป็นอาริยชน แต่ก็ไม่มีวาระใดที่พระพุทธเจ้าท่านได้พบกับพระพุทธเจ้าองค์ที่เป็นองค์แรก องค์ต้นเลย แต่เท่าที่ท่านระลึกได้ ก็คือพบพระพุทธเจ้ามาห้าแสนว่าพระองค์ ในวัฏฏะของท่าน แต่เลยย้อนไปกว่าห้าแสนกว่าพระองค์ก็มีพระพุทธเจ้าอีก แต่ท่านระลึกไม่ได้ เพราะคนจะระลึกได้คนต้องเคยเกิดร่วมด้วย หากไม่มีจุดร่วมด้วยก็ระลึกไม่ได้ เป็นอจินไตย
คนอวดเก่งกว่ารู้หมดเลย รู้ว่าคนเกิดเป็นอะไรชาติก่อน ตอบได้หมด คนนี้อาตมาว่าเก่งกว่าพระพุทธเจ้านะ อาตมากลัวคนแบบนี้ เพราะมันเกินไป
มาเข้าเรื่อง เทวดามาบอกให้ทำดัชนีชี้วัดคุณธรรมจริยธรรมของสังคม ซึ่งจะแบ่งเป็นสองเกณฑ์ใหญ่คือ
เกณฑ์โลกียะ ใช้มงคล 38 เป็นตัวชี้วัด ก็ขอเอาไว้เล่าตอนท้าย เกณฑ์โลกุตระ ใช้กถาวัตถุ 10 หรือวรรณะ 9 เป็นเครื่องชี้วัด หากจะชัดก็ใช้โพธิปักขิยธรรม 37 ชี้วัดตั้งแต่กายในกายไป...ให้สัมมาทิฏฐิ
คำว่า บุญ เดี๋ยวนี้เพี้ยนกลายเป็นก้อนนรก คนไม่รู้ก็ซื้อเอาก้อนนรกไป เป็นบาปกรรมหนักหนา เป็นกรรมของแต่ละคน อาตมาไปลงโทษเขาไม่ได้ เขาทำมากหรือน้อยก็ได้ตามกรรม ที่สำคัญคือประเด็นจะแยกโลกียะกับโลกุตระอยู่ที่ไหน
อยู่ที่วิญญาณ ในวิชชา 9 ที่มีวิปัสสนาญาณ เป็นข้อแรกเลย ปัสสะแปลว่าเห็น คุณต้องเห็นแท้จริง เห็นความเป็นจริงไม่ใช่ไปนั่งหลับตาอยู่ในภพ แต่ให้ครบทุกข์องค์รวม สัมผัสแตะต้อง ข้างในก็ตาม ข้างนอกก็ตาม องคาพยพ เราสัมผัสแตะต้องแล้ว อันนั้นมีประสาทรับเชื่อมให้รู้สึกได้ ประสาทรับนี่สำคัญมากเลย ประสาทที่ผิวหนังมีประสาทส่วนหนึ่ง แล้วติดชิดมากเลย เลยผิวหนังไปขนาดหนึ่งไม่นับว่ากาย เพราะไม่มีประสาทไปร่วมรับรู้ อย่างหนังหนาๆ คุณเอามีดเฉือนทิ้งได้เลย ไม่มีประสาทรับรู้ได้ ผิวหนังส่วนนั้นก็ไม่ใช่กาย
หรือเล็บ ผม ขน ฟัน หนัง ห้าอย่างนี้ไม่ใช่กาย มีแต่ผิวหนังเท่านั้นที่มี จึงเรียกว่าผิว เราไม่เรียกผิวขน หรือผิวเล็บ แต่ผิวหนังนี่ไม่ใช่กาย คือหนังหนาออกมาข้างนอก ส ิ่ งที่ไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วยไม่เรียก “กาย” กายจึงคือจิต
เร ิ่ มต้นที่ สักกาย ถ้าไม่รู้องค์ประชุมสัมผัสรู้ได้ว่านี่คือกาย เป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้เบื้องต้น ตั้งแต่ข้างนอกแล้วโยงใยให้เรารู้ได้ ทุกองคาพยพ สัมผัสอะไรมีธาตุรู้มารับรู้ก็คือ กาย ตรงผิวหนังข้างนอกไม่รับรู้ แต่หนังข้างในนี่รับรู้ได้ คำว่าหนัง เป็นกายได้ แต่คำว่าผิวหนังไม่ใช่กาย
ส่วนจิตวิญญาณเป็นนามกายแน่ เป็นองค์ประชุมของภายใน อย่างเวทนาเป็นองค์ประชุมของนามแท้ๆ จิตก็เป็นนามธรรมแท้ รวมเรียกว่า กายวิญญาณ เป็นธาตุรู้องค์รวม
ต้องมีจิตวิญญาณเข้าไปรับรู้องค์ประชุมของกายได้ คืออ่านจิตตนได้ เริ่มต้นตรงนี้คือสังโยชน์ข้อ 1 แต่ถ้ารู้ผิดๆ เช่นรู้ว่าสักกายะคือตัวตนของตน แล้วไปคิดว่าผู้พ้นสักกายะคือผู้หมดตัวตน ก็ไม่ได้เรียนรู้อัตตา 3 พระพุทธเจ้า แยกเรียนรู้ไว้ใน อัมพัฏฐสูตร ตรัสถึง โอฬาริกอัตตปฏิลาโภ อัตตาปฏิลาโภ คือเราได้อัตตา ถ้าอวิชชาก็ไม่รู้ว่าเราได้เรายึด แต่ถ้ามีวิชชาก็รู้ได้ว่าเรายึดอะไร มีอัตตาอะไร
ถ้าไม่ได้ฟังจากสัตบุรุษรู้เองไม่ได้ ในโลกุตรธรรมนอกจากได้ฟังได้เห็นจากสัตบุรุษแล้วปฏิบัติจนเป็น ปัจจัตตัง สยังอภิญญา เป็นสยัมภู แต่ทุกวันนี้มันเพี้ยนไปไกลแล้วมันหาคนที่เป็นอาริยะไม่ได้แล้ว ขออภัยที่ต้องพูดเหมือนตนรู้อยู้คนเดียว อาจหมั่นไส้อาตมาได้
มาต่อที่มงคล 38 1 . ไม่คบคนพาล คนมีปัญญาจะรู้ว่าคนไหนพาลคนไหนบัณฑิต และในคนพาล เช่นเด็ก คนโง่ คนเลวร้าย มีไม่ดีอ่อนๆจนถึงไม่ดีเลวร้ายสุดๆ ก็คือคนพาล การไม่คบคนพาล คบบัณฑิตคือคนนี้ต้องรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ยิ่งถ้ารู้ว่าคนนี้เป็นอาริยบุคคล เหนือกว่ากัลยาณชนได้อีก คบบัณฑิตที่เป็นอาริยบุคคลก็ยิ่งดี
แล้วคนฉลาดที่อวิชชานี่รู้ยาก คนพาลในระดับคนฉลาดนี่แหละหลอกเก่งซับซ้อนจนคุณรู้ไม่ทัน คือจอมโจรบัณฑิตที่มีอยู่ในสังคม เรารู้ยาก ก็อาละวาดในสังคม ขนาดฉลาดมากเลย แต่ก็ยังซูฮกจอมโจรบัณฑิตนี้อีก ก็ยากมากเลยในสังคม
2 . คบบัณฑิต ก็เลือกเอากันว่าจะคบคนไหน? 3 . ควรบูชาบุคคลที่ควรบูชา 4 . อยู่ในที่ๆ สมควรอยู่...สถานที่สวรรค์โลกียะ เขาพูดกันเป็นภาษาคนว่าเป็นแดนนรก ส่วนแดนสวรรค์ที่คนชั่วบาปมาใกล้ไม่ได้มันร้อน ทั้งที่ไม่มีใครทำอะไรเขา เขาเข้ามาในแดนโลกุตระเขาก็อยู่ไม่ได้ อาตมาอธิบายไม่ได้ มันจะรู้สึกร้อนจริงๆ เลย เหมือนนิทานทศกัณฑ์ ที่จับตัวนางสีดา (แปลว่าเย็น) นางสีดานี่เย็นทางโลกุตระ ทศกัณฑ์เข้าใกล้ไม่ได้เลยร้อน ในสถานที่โลกุตระนั้นไม่ต้องกลัวหรอก คนชั่วเข้ามาไม่ได้หรอก ต้องคนมีบุญพอสมควรจึงเข้ามาได้ ส่วนคนที่เข้ามาได้แต่ไม่เข้าคือคนโง่หรือฉลาด..โง่ แล้วจะโง่ไปอีกนานไหม? 5 . มีคุณความดีที่สะสมไว้ก่อน (บุพเพกตปุญญตา) คุณความดีโลกียะก็มี แต่คุณจะมีโลกียกุศล เช่นทำทานจึงได้รวยแต่เอาไปใช้ทางโทสะ ราคะ แล้วแต่กุศลที่ได้มา คนที่มีกุศลแต่รวยมีอำนาจ ยิ่งทำชั่วซับซ้อนจากสิ่งโลกียะที่ตนมี อย่าประมาทอยากได้โลกียกุศล แต่หากวิชชาก็ทำร้ายได้มาก ทำบาปได้มาก สร้างวิบากทั้งโทสะ และราคะ เป็นศัตรูทั้งคู่เลย ดูในสังคมไทยก็ทำกันอยู่ เห็นๆ พระพุทธเจ้าสอนว่าความชั่วแม้น้อยอย่าทำเสียเลย 6 . ตั้งตนไว้อย่างถูกต้อง (อัตตสัมมาปณิธิ) ถ้าไม่ตั้งใจพากเพียรก็ถูกโลกดึงไป เพราะสนามแม่เหล็กแห่งความชั่วมันสูง แรงมาก เราจึงต้องตั้งตนไว้ให้ดีให้ชอบ ตั้งใจสู้ให้ได้ จึงต้องฝืนอุตสาหะ 7 . รับฟังใส่ใจศึกษามาก (พหูสุตร) เขาแปล พหูสูตร แบบโลกีย์ว่าเป็นผู้เรียนมากเรียนเก่ง มีแต่โลกียะ แต่ควรจะมาโลกุตระ เพราะโลกียะหากไม่มีโลกุตระก็จะดึงเราทำบาปได้มาก 8 . มีศิลปะ (สิปปัญญจะ) มีฝีมือสามารถมากทางไหนก็ตาม กสิกรรม วิศวกรรม วาดเขียน แต่ถ้ารู้ศิลปะทางฝีมือควรมีโลกุตรธรรมด้วย หากมีแต่ฝีมือแต่ไร้โลกุตระก็แย่เอาไปหลอกคน เข้าหานรกได้เลยตนหลอกตน และตนหลอกคนอื่น หลอกกันไปกันมา อย่าง แวนโก๊ะ ที่จริงคือคนบ้า แต่คนไปติดเทคนิคของแกที่เป็นอัตลักษณ์ของแก คนก็ไปติดทีแบบนี้ พอแกตาย ก็ถือว่าแกเป็นเจ้าของเทคนิคแบบนี้ ที่จริงไม่มีสาระอะไรเลย เขียนภาพเก้าอี้ตัวหนึ่งในห้อง เขียนดอกทานตะวัน เท่านั้นเอง แล้วแกประสาทไม่ดีเชือดหูตัวเอง แต่คนไปสัมผัสแล้วก็ว่าดีจัง อุปาทานเข้าไป ทั้งที่ไม่มีสาระศิลป์เลย มีแต่เทคนิค คนเดี๋ยวนี้หลงแต่เทคนิควิธีการแต่ไร้สาระ 9 . มีนัยศึกษาที่ดีแล้ว (วินิโยจสุสิขิโต) มีวินัย ระเบียบแบบแผนการศึกษาที่ดี 10 . กล่าวแต่ถ้อยคำที่ดี (สุภาษิตา จ ยาวาจา) ถ้าถึงโลกุตระ เช่นคำว่า เปยยาวัชชะ คือตำหนิให้คนดื่มได้ หรือดื่มคำตำหนิ ผู้ทำคำตำหนิให้คนดื่มได้ ด่าให้คนชอบได้นี่คือ ปิยวาจา 11 . บำรุงบิดา มารดา ถือว่าต้องทำอย่างยิ่ง แต่คำสอนพระพุทธเจ้าว่า แม้เราเอาพ่อแม่มาเลี้ยงบนบ่าซ้ายขวา คือเลี้ยงดูอย่างดีเลย ก็ยังไม่ถือว่าตอบแทนบุญคุณเลยในโลกุตระ แต่อย่าเอาคำโลกุตระนี้ไปตัดสินโลกียะนะ ต้องฟังให้เป็น แต่จะถือว่าตอบแทนแบบโลกุตระ คือให้ พ่อ แม่ มีความเข้าใจใน ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ จาคะ ปัญญา คืออาริยทรัพย์ 7 อย่างมีศีลก็ต้องจับอาการจิตได้ ว่ามีโทสะ ราคะ โมหะอย่างไร แล้วจัดการได้ อย่างจาคะนี่ ให้ทานแล้วจิตเกิดผล อ่านใจเป็นหรือไม่ว่าใจเป็น เนกขัมมะหรือเคหสิตะ คือลดกิเลสหรือเพ ิ่ มกิเลส จิตไม่มีตัวตนสรีระรูปร่าง แต่มันมีอาการเอาออกหรือเอาเข้า ต้องอ่านอาการจิตให้ออกจริง ทำเนกขัมมะเป็นคือคนโลกุตระ ถ้าทำไม่เป็นก็ไม่เป็นโลกุตระ ทำให้เป็นโลกุตระได้ก็เป็นสุภาษิต 12 . เลี้ยงดูบุตร....ต่อไปจะไล่จากปลายมาหาต้น ในมงคล 38
เราก็ดูความหมาย ว่าเขาหาโลกุตระอย่างไร อย่าง 38 . เกษม จิตเกษมคือจิตบริบูรณ์แล้ว อย่างโลกีย์คือสมใจเมื่อได้สมกิเลสก็ชื่นใจ สมใจ แต่ถ้าโกลุตระ จิตเกษมคือไม่มีสุขทุกข์อย่างสมบูรณ์ คือทำมาตั้งแต่แรกมาถึงจิตธุลี (ข้อ 37 ) จะเล็กจะน้อยอย่างไรก็เป็นธุลี เป็นธุลีหมอง ธุลีเริง คือต้องวิรชะ ให้ไม่มีเศษแห่งจิตสุขทุกข์เลย 37 . วิรชะ อาตมาแปลว่าธุลีเริง ส่วน ข้อ .36 อโศกะ อาตมาแปลว่าธุลีหมอง อโศกอยู่ในระดับนี้ แต่ไม่ได้โศกอย่างหยาบนะ แต่มันขั้นละเอียดแล้ ว ต้องตรวจด้วยอรูปฌาน ให้พ้น อโศกะ วิรชะได้จึงเป็นผู้เกษม เขมัง
ตั้งแต่ ข ้อ.35 ก็เป็นผู้ที่สัมผัสโลกธรรมทั้งหลาย ที่เป็นโลกียสุข เป็นอัตตทัตถสุข และกามสุขขัลลิกะ การบำเรออัตตา บำเรอกามก็เป็นสุข เราต้องจัดการล้าง เราต้องรู้ว่าโลกธรรมมีอะไร จิตเราสัมผัสโลกธรรมเราก็ไม่หวั่นไหว เราต้องมีความรู้ทางวิโมกข์ สัมผัสโลกธรรมด้วยวิโมกข์ ด้วยองค์ประชุมด้วยกาย ทำให้ถึงขั้น จิตไม่หวั่นไหว เป็นขั้นอรูปแล้ว
ข้อ. 34 เป็นโลกุตระขั้นปลาย ทำให้แจ้งด้วยนิพพาน คือสั่งสมนิพพาน ผู้มีอภิสังขาร 3 อเนญชาภิสังขารก็คือข้อที่ 35 เป็นผู้รักษาผลให้ยั่งยืนมั่นคง ผู้ทำให้รู้แจ้งแล้วคือผู้มีอปุญญาภิสังขาร สัจฉิกรณะแล้วรู้แจ้งชัดว่าทำให้กิเลสดับเป็นอย่างนี้ ทุกกาละที่กระทบสัมผัสก็ทำให้ปัจจุบันกิเลสเป็นสูญ แล้วสั่งสมเป็นอดีตที่สูญ จนพยากรณ์อนาคตเลยว่ากิเลสสูญ
ข ้อ.33 เห็นอาริยสัจ ข ้อ.32 ประพฤติพรหมจรรย์ ข้อ. 31 บำเพ็ญตบะคือเพียรเผากิเลสด้วยอดทน คนที่ประพฤติพรหมจรรย์มาตั้งตบะบำเพ็ญเพียรอย่างศาสนาเชน เขาอดทนมากเลยนะ ขนาดผมก็ไม่โกนเลยนะเขาถอนเอา หรือบางคนนั่งกลางหิมะสร้างจิตให้มีเตโชกสิณไม่หนาวได้เลย ใครจะศึกษาอย่างเชนก็ไปทำแต่ไม่ง่ายนะ อาตมาว่าเสียเวลาเปล่า
ข้อ. 30 สนทนาธรรมสม ่ำ เสมอ มีปรโตโฆษะ ในท่านผู้อธิบายโกลุตระได้ ข้อ. 29 พบปะเยี่ยมเยียนสมณะ โดยเฉพาะสมณะที่เป็นโลกุตระเป็นสัตบุรุษ ข้อ. 28 ว่าง่ายสอนง่าย ข้อ. 27 เป็นคนอดทน (ไม่เหมือนตโปนะ) ข้อ. 26 ฟังธรรมตามกาล ข้อ. 25 มีความกตัญญู (จากข้อ. 25 ขึ้นไปเป็นโลกียะเสียเยอะ) คนทั้งโลกียะและโลกุตระต้องมีกตัญญู คนไม่มีกตัญญูก็ไม่มีคนที่เลวกว่านี้อีกแล้ว ข้อ. 24 มีความสันโดษ มักน้อยน้อยก็พอ ข้อ. 23 มีความถ่อมตน ข้อ. 22 มีความเคารพ
การถ่อมตนนี่แหละเป็นขีดเขตแห่งอัตตา หากตนไม่น้อมเลยเมื่อไหร่จะลดอัตตาได้ คนถ่อมตนได้จึงเป็นคนเร ิ่ มเข้าหาโลกุตระได้
ข้อ. 21 ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย ข้อ. 20 กำหนดตนให้ละจากความมอมเมา (มัชชปาณาจสัญญตา) ตั้งแต่ออกจากอบายมุข การโกง อย่างทุกวันนี้มันอภิมหาอบายมุขในคนระดับนักการเมือง ได้ทั้งอำนาจและร่ำรวยได้ นี่แหละจอมมหายอดสัตว์นรก ขออภัยที่พูดแรง ไม่ได้โกรธเขาแต่อยากให้เขารู้สึกตัว แต่คุณทำบาปก็สะสมนรกให้คุณเอง อย่ามาโกรธอาตมาไม่ได้เรื่องหรอก
ข้อ. 19 งดเว้นจากบาป อย่างเราทำพรรคการเมือง เราก็ขอทำงานการเมืองภาคประชาชน เพราะการเมืองระดับประเทศเขามีกลอุบายมากทำให้เกิดโทษภัย
ข้อ. 18 ทำงานไม่มีโทษ อย่างการเลี้ยงไก่บางแห่งก็ทรมานไก่มาก ไม่ให้มันไปไหน เกิดมาก็ให้อยู่กับที่ให้กินอาหาร 45 วัน ก็เอาไปเชือดได้ ไก่ให้มันไข่อย่างนี้แล้วพอหมดหน้าที่ก็ฆ่าเสีย อย่างนี้เขาทำได้หมดแล้วใส่แต่สารเคมีทั้งนั้น หลอกไก่ให้มันไข่วันละ 2 ใบ ติดไฟทั้งวันทั้งคืน ข้อ. 17 สงเคราะห์ญาติ ข้อ. 16 ประพฤติธรรม ข้อ. 15 บำเพ็ญทาน ข้อ. 14 ทำการงานไม่คั่งค้าง ข้อ. 13 สงเคราะห์ภรรยา (สามี) ข้อ. 12 เลี้ยงดูบุตร
นี่เป็นตัวชี้วัดคุณธรรมระดับโลกียะ แต่จิตที่ทำไปมีวิบากนะ คุณสละแต่วัตถุแต่จิตคุณโลภ ขอให้ได้มากกว่าเก่า คือเข้าใจวิธีการปฏิบัติใจไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ
พวกที่ทำยัญพิธีเป็นยิตถังที่ไม่รู้ว่าลดกิเลสได้หรือไม่อย่างไรก็ไม่รู้ ทำใจในใจไม่เป็น เป็นอัตถิยิตถัง
แต่ถ้าปฏิบัติทานแล้วหรือยัญพิธีหรือศีลแล้ว จิตใจเราได้ผลลดกิเลสหรือไม่ก็เป็น หุตตัง เป็นอัตถิหุตตัง หรือว่านัตถิหัตตัง ถ้าทำได้ผลก็เป็นโ ลกุ ตระแต่เมื่อไม่รู้ก็ไม่รู้ว่าตนมีโลกุตระไหม? แล้วสังคมจะมีโ ล ล ก ตระหรือไม่?
ขออภัยที่ต้องบอกว่าสังคมทุกวันนี้หาคนโลกุตระไม่ได้ ที่เขานับถือเป็นปราชญ์ก็ไม่ได้เป็นโลกุตระ ส่วนใหญ่เป็นกัลยาณชน ซึ่งอาตมาก็เคารพนับถือท่าน อาตมาได้ประโยชน์จากท่านมาก
ขอสรุปว่า โลกุตรธรรมจะกอบกู้สังคมได้ เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน จนถึงมีแต่ประโยชน์ท่านได้จริง แต่ตอนนี้สังคมเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่รู้ตั้งแต่ต้นทางเลย ก็ปฏิบัติไม่ได้ ก็ไม่มี ทุกวันนี้ตามภูมิอาตมานะ เช่นเราจะวัดค่าของมนุษย์ในสังคม
หากวัดด้วยกถาวัตถุ 10 ก็ต้องวัดด้วย
ก็ดูว่าคนในสังคมมีศีลไหม? ศีลทุกวันนี้ในเมืองไทย ศีลของพระพุทธเจ้าในเมืองไทยอาตมาให้ค่า - 1 เลยนะ แค่ 0 ก็ไม่ได้ เพราะปฏิบัติศีลไม่ถูก ไม่ได้ลดกิเลส แต่เอาศีลไปเป็นเครื่องมือของบุญ แต่เอาไปหลอกคน ไปถือศีลเป็นวิมาน ไปรับศีล มยังภันเตก็แค่กดข่ม ไม่ได้วิราคะ ไม่ได้เห็นแม้กิเลสไม่เที่ยงไม่ต้องพูดถึง สมาธิเลย
สมาธิ อาตมาให้คะแนน - 5 เลย ในสมาธิ เพราะพุทธมีสัมมาสมาธิแต่ไปนับถือสมาธิผี
ปัญญาก็ให้คะแนน - 5 เลย เพราะปัญญาไปหลงร่ำรวยกันทั้งนั้น พระเจ้าถ้าให้แจ้งทรัพย์สินก็คงดี ขอความกรุณาขอพูดเถอะไม่ได้โกรธเกลียดใครนะใครชังผมก็บาปของท่านนะ ผมชื่อรักนะ ไม่ได้ชื่อชัง
วิมุติให้ - 2 เพราะเป็นมิจฉาวิมุติ
วิมุติญาณทัสสะ ให้ -3 เพราะเอาความฉลาดไปทำเรื่องโง่
เอากถาวัตถุอีก 5 มาให้คะแนนอีก คนไทยทุกวันนี้นักการศาสนานี่ มักน้อยไหม?...ให้คะแนน 3 สู้เชนไม่ได้เรื่องมักน้อย สันโดษ ก็พอแต่ไม่ถึงปัญญาก็ให้แคแนนแค่ 2 ปวิเวก ให้คะแนน - 2 เพราะวิเวกไม่เป็น พระพุทธเจ้าว่าอุบาลีการออกป่าหาวิเวกได้ยาก เขาไม่รู้ว่าวิเวกคืออะไร? อสังสัคคะ ให้คะแนน - 3 เขาไปแปล อสังสัคคะว่าหนีไม่เกี่ยวข้องเลย ไม่รู้จักเทวดาสวรรค์ที่แท้จริง ไม่รู้สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ เขาเอาสวรรค์เก๊ไปหลอกคนอีก วิริยารัมภะให้คะแนน 6 เขาเพียรเก่งเยอะ บางคนเพียรเก่งกว่าอาตมาอีกนะ อย่าง ท่านมุทุกันโต ก็เป็น พระพุทธเจ้าท่านว่า มีสาวกที่เก่งกว่าท่าน น้อยกว่าท่านก็มีเยอะ
สรุปแล้วเอากถาวัตถุ 10 รวมยอดแล้ว ได้แค่....แต่ก็ตกนะ
สุภระให้ - 1 สุโปสะให้ - 2 อัปปิจฉะให้ 3 สันตุฏฐิ 2 สัลเลขะให้ - 3 ไม่ขัดเกลากิเลสในพระเมือง สายพระป่าก็มีขัดเกลาบ้าง สายพระเมืองเสวยบัลลังก์จนอู้ฟู่หมดแล้ว ธูตะ คือศีลเคร่ง ให้คะแนน 1 ปาสาธิกะ คืออาการที่น่าเลื่อมใส แม้ใจดีแต่อาการกายวาจาไม่น่าเคารพก็มี อปจยะ ให้คะแนน 0 วิริยารัมภะ ให้คะแนน 6
นี่คือการให้คะแนนทางโลกุตระหากเข้าใจเนื้อหาก็จะให้คะแนนสังคมได้ อาตมากำหนดเป็นตัวเลข ที่ต้องตรวจสอบ ถ้าทำเป็นการตรวจสอบวิจัยเป็นสถิติก็ได้ เอาลายมืออาตมาเขียนไป อินเสิร์ทออกไปเลยได้
ส มณะ เพาะพุทธว่า … สรุปคือสอบตก จากมาตรฐานคุณธรรมสังคมไทยในเชิงโลกุตระก็สอบตก แต่ไม่ได้ให้คะแนนคุณธรรมโลกียะ ในแง่สมาธิได้ - 5 หรือหลายข้อก็ได้ติดลบ พ่อครูให้คะแนนสังคมไทย เราเองก็เป็นหนึ่งในสังคมไทย เราเองก็ควรรับผิดชอบด้วยกับสังคม จะทำอย่างไรก็ให้เพ ิ่ มคุณธรรม
พ่อครูว่า … อย่างข้อที่ว่า วิริยารัมภะได้ 6 คะแนนอย่าเพิ่งดีใจ แต่อาจเป็นความขยันของคนโง่ก็ได้ อาตมาไม่ได้ใส่ความนะ ดูที่ไทยเราทุกข์มากว่าสุข แล้วใครรับผิดชอบก็ศาสนาใช่ไหม?
ส มณะ เพาะพุทธว่า … เราไปไม่ถึงวิมุติเพราะเราหยุดอยู่แค่วิมาน หวังว่าพี่น้องของเราจะสะสมวิมุติเป็นผู้มีคุณธรรมไม่ติดลบ สอบผ่านได้คะแนนมากกว่า 5
0 0