571020_ธรรมาธรรมะฯ ปฐมอโศก พ่อครูและอ.กฤษฎา วรยุทธสุดประเสริฐของพุทธคือปวารณา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571020_ ธรรมาธรรมะฯ ปฐมอโศก โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา วรยุทธสุดประเสริฐของพุทธคือปวารณา
อ.กฤษฏาว่า … วันนี้ วันที่ 20 ตุลาคม 2557 ที่ ปฐมอโศก วันนี้ เรามาจัดรายการสดกันที่ปฐมอโศก วันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ปฐมอโศกมีการปรับปรุงหลายอย่าง วันนี้ มีคำถามเกี่ยวกับการยกสภาวะจิต โดยเมื่อสองปีก่อน ได้มีโอกาสสังเกตการจัดงาน มหาปวารณา ได้พูดคุยกับอาวุโสท่านหนึ่ง ท่านว่า ได้ไปมหาปวารณามาหลายที่ แต่มีที่อโศกนี่แหละ ที่ ปวารณา มีความชัดเจนจริงจังที่สุด
การเข้าสู่ระบบปวารณา นั้นชาวอโศกอยู่ในระบบสาธารณโภคี และกลไกปวารณานั้นมีแต่ในนักบวช แต่ในฆราวาสไม่มี และโดยธรรมชาติคนก็ชอบการชม คนไม่ชอบการติ แต่พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวที่ ให้นักบวชมีโอกาสบอกกล่าวติเตียนกันได้ ผมคิดว่าไม่ง่ายในการทำใจเลย แล้วย ิ่ งเป็นฆราวาส จะเรียนรู้ได้อย่างไร เราไม่มีเครื่องวัดว่าผู้มาบอกเรามีพรหมวิหาร 4 หรือไม่ ทำอย่างไรจะยกระดับจิตให้มองกันอย่างบริสุทธ์ยิ่งขึ้น ฆราวาสควรนำมาใช้ได้อย่างไร?
พ้นจากวันมหาปวารณา ไปแล้ว บางทีมีเรื่องราวต่อเนื่องจากงานมหาปวารณา แต่ละคนมีฐานจิตไม่เท่ากัน บางคนอาจมีไปนินทาว่าร้าย แล้วกระบวนการที่เกิดเราควรทำใจอย่างไร?
พ่อครูว่า … การให้ปวารณา เอาความหมายอันนี้ก่อน ปวารณา คือการบอกจริงใจของตนเอง ตนเองต้องบอกอย่างจริงใจว่า ต้องการให้ผู้อื่นว่ากล่าว ติติงเตียนตนเองได้ เป็นประเด็นหลักที่ต้องสำนึก ต้องรู้ว่าตนเองมีอัตตา ใครว่าใครกล่าวติไม่ได้ พระพุทธเจ้าเห็นว่า เป็นอัตตามานะที่แรงร้ายมาก หากใครมีตัวนี้อยู่ ยึดติดจริงก็ไม่ยอมให้ใครมาว่ากล่าวตำหนิได้เลย คนๆ นั้นก็จมในความยึดถือของตน รับของคนอื่นได้ยาก ก็จมอยู่อย่างนั้นตลอดกาลนาน
ศาสนาพุทธรู้จักอัตตาตัวตน มานะ ถือดีถือตัว ชัดเจนว
อ่านต่อ
่ามันเลวร้ายมาก ท่านก็เอาบทเรียนนี้มาใช้ในศาสนาพุทธ ถามว่ามีในศาสนาเดียวก็น่าจะจริง ที่เห็นความสำคัญจุดนี้ ยิ่งใหญ่ จนเป็นวินัย วิธีการ ให้นักบวชของท่านสำเหนียกสังวร แล้วให้จิตจริงด้วย
อาตมากล้าพูดได้ว่า ตัวเราเองต้องสำนึก แล้วจึงจะไปสำเหนียก สำนึกว่าจุดนี้สำคัญนะ คนนั้นก็จะสำเหนียก จะสังวรตน เตรียมตัวเสมอ ถ้ารู้แล้วว่า การปวารณา คือต้องรู้ตนเอง และยอมให้ใครตำหนิว่ากล่าวได้ แล้วเราก็เอาประโยชน์จากการตำหนิมาปรับปรุงตน เรียนรู้ว่าเราเป็นอย่างเขาติไหม ถ้าเป็น เราก็จะได้รู้และเป็นผู้เจริญได้จากการแก้ไข ไม่จมอยู่อย่างนั้น หากใครถือดีถือตัวคนตำหนิไม่ได้ก็ไม่มีสิทธิ์รู้ตัวได้ง่าย เพราะคนมีอัตตา ถือดี ถือตัวเป็นกิเลสหลักของคนอยู่แล้ว
แม้คนไม่มีภูมิปัญญาก็เห็นได้มากบ้างน้อยบ้าง เขาจะเห็นผิดหรือถูกเราก็ได้ประโยชน์จากการตำหนิติเตียนเสมอ รู้ตัวตน อ่านตัวตน ปรับปรุงตัวตน กำจัดตัวตนด้วย เป็นหลักใหญ่เลย ถ้าไม่เรียนรู้กำจัดตัวตน ซึ่งเป็นเรื่องเลวร้ายของมนุษย์เลย ถือดี ถือตัว ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงคนโง่ ยิ่งฉลาดย ิ่ งเก่งยิ่งผยอง ยิ่งอวดไม่ยอมใครเลย แก้ไขไม่ได้ ต้องหยุดอัตตาถือดีถือตัวเองนี่แหละ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่พระพุทธเจ้าสร้างขึ้นมา ถ้าถามว่าเป็นศาสนาเดียวหรือไม่? อาตมาเห็นว่าน่าจะจริงที่ว่าศาสนาพุทธเห็นความสำคัญอันนี้อย่างมาก เอามาใช้ในหลักของพุทธเลย จะต้องเป็นหลักเกณฑ์เลยว่าอย่างน้อยปีหนึ่งเจอกันในพรรษา จะออกพรรษาก็ต้องสำทับกัน ต้องพยายามยอมตน สำนึกสำเหนียกว่าให้ใครตำหนิติเตียนได้ เราได้ประโยชน์ทั้งผิดหรือถูกก็ตาม
เรื่องนี้หากไม่ทำก็ไปไม่รอดเลย หากไม่ทำจริง ก็แก้ไขอัตตาไม่ได้ ศาสนาที่ไม่มีอันนี้จึงล้างยาก ไม่รู้อัตตา
อ.กฤษฏา … เป็นหลักประชาธิปไตยในความเสมอภาคใช่ไหม?
พ่อครูว่า … การลดตัวตนไม่ถือดีถือตัวนี่แหละ เป็นยอดแห่งนักประชาธิปไตยที่แท้จริง การจะเกิดสัมมาทิฏฐิได้ ต้องมีปรโตโฆษะและโยนิโสมนสิการ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ศาสนาพุทธไม่ค่อยเอาถ่าน และให้ความหมายเพี้ยนผิดไป
ไปให้ความหมายว่า ปรโตโฆษะ คือไม่ฟังคนอื่น ที่จริงหมายถึงต้องรับคำของคนอื่นมาพิจารณาจริงๆ ไม่ใช่ว่าฟังไปแค่นั้นแหละ ฟังอย่างอาบน้ำกลัวเปียก คือฟังผ่านหูแต่ไม่เข้าใจเลย ไม่รับไปคิดพิจารณาอย่างใจเป็นกลางไม่อคติ แต่ฟังอย่างอคติ หรือฟังจับผิดด้วยซ้ำ ไม่เพ่งในทางถูกทางดีเลย ตัวเองรู้เท่าไหรก็เอาตามที่เรารู้ ผิดจากที่ตนเองรู้ก็ซัด ไม่ได้ถอดตัวตนเลย
การฟังผู้อื่น ปรโตโฆษะ มีนัยลึกซึ้งที่ต้องฟังด้วยใจเป็นกลาง ถอดตัวตนแล้วเอามาพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จึงได้ประโยชน์
ยิ่งโยนิโสมนสิการย ิ่ งไปกันใหญ่เลย ท่านแปลกันถ่ายทอดกันว่าให้พิจารณาเท่าน้ัน แต่ที่จริง ท่านโยนทิ้งคำว่ามนสิการ คำว่า มนสิการ แปลว่าทำใจในใจ ต้องปฏิบัติใจในใจ และปฏิบัติใจในใจอย่างโยนิโสฯ โยนิโสฯ แปลว่า ถ่องแท้ แยบคาย หรือรากศัพท์แปลว่า ต้องหยั่งรู้ลงไปถึงที่เกิด
ถ้าไม่ทำใจในใจของตน จับตรงอาการใจ มนสิการคือแดนเกิด ตาย ของพฤติกรรมจิต ต้องมนสิ ที่ใจ อ่านอาการใจให้ถูก เมื่อใด มีอาการใจก็จับให้ได้ มีการเคลื่อนไหวให้รู้ แต่ถ้าใจนิ่งก็รู้ยาก ใจสงบ ทำให้มันน ิ่ งก็รู้ง่าย เมื่อมันกระทบสัมผัส แต่ถ้ารู้ว่านิ่งก็รู้ได้ยาก เขาเลยไปนั่งน ิ่ งให้รู้จิตสงบก็รู้ได้ง่ายสิ มันไม่ไหว แต่ถ้ารู้อาการว่าง ไม่มีอะไรมาผสมสังขาร นี่เป็นของยาก แต่ก็เป็นของจริงชัดที่สุด เป็นวิธีการของพระพุทธเจ้าที่ลึกซึ้งมาก
ถ้าคุณทำใจในใจไม่เป็น ทำคืออย่างไร ก็ใจมันปรุงแต่งสังขารตีกันในใจ ก็ต้องจัดการกับมันว่าหยุดก่อน ต้องวิจัยก่อน แล้วให้พิจารณา ไม่ใช่แค่ความคิด ส่วนมากเขาพิจารณาแค่ความคิด ตื้นๆ มันไม่ลงไปหยั่งถึงอาการใจ แล้วเปลี่ยนแปลงอาการใจที่แดนเกิด คือเนื้อแท้ของใจ แล้วไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขใจเลย
เป็นปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่ ผัสสะปุ๊ป ปรุงปั๊ปเลย เป็นวิญญาณ วิญญาณ คืออาการสังขาร สังขารเป็นปัจจัยเกิดวิญญาณ สังขารคือวิญญาณ และวิญญาณ คือสังขาร ต้องรู้ว่า กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร
และต้องจริงใจสำนึกสำเหนียกว่าเราถือดีถือตัวไม่ได้ เราต้องยอมให้คนตำหนิติเตียน คนไม่ชอบหรอกที่มีใครมาว่าส ิ่ งไม่ดีของเรา แต่เราไม่ให้เป็นสามัญ เราวิสามัญให้คนว่าได้ และเราก็รับคำด่าคำติมาปรับปรุง คนนี้เป็นคนฉลาดที่สุด ที่จะเกิดเจริญพัฒนาแท้จริง
สมมุติว่ามีคนมาตำหนิเรา แล้วเราก็ตรวจสอบจริงๆ เลย ว่าเราก็ไม่ผิดอย่างเขาว่า เราไม่ผิดไม่เป็นไม่ชั่วอย่างเขาว่า แม้กระนั้นก็ตาม เขาด่าเราผิด เราก็ไม่ได้ชั่วอะไร เขาด่าเราผิด ความผิดอยู่ที่เขา เขาโง่ เขารู้ไม่พอก็เลยมาว่าผิดๆ เราไม่ได้เสียเลย เราตรวจสอบแล้วว่าเราไม่ได้ผิดตามที่เขาว่า เราก็จบ เราไม่ควรไปโกรธเขา คนไปโกรธคนโง่ คนบ้า คนเมา พวกนี้อาการหนักกว่าคนโง่ คนบ้า คนเมา ก็คนเหล่านี้ไม่เต็มนะ เราก็ไปว่าเขา เราเต็มหรือเปล่า เราไม่เต็มย ิ่ งกว่าคนไม่เต็ม เพราะทำไมโง่ไปว่าเขาโกรธเขา เขาเป็นคนไม่เต็ม คุณฉลาดกว่าเขาควรสงสารเขาสิ เขาไม่เต็ม
อ.กฤษฏา … คนทั่วไป มักมีคำพูดว่า ระหว่างเหตุผลกับข้อแก้ตัว คนมักพูดเหตุผลเข้าข้างตน แก้ตัวให้ตน อะไรเป็นเครื่องเตือนสติ ว่าอย่าเอาเหตุผลไปแก้ตัว
พ่อครูว่า … ให้เอาประโยชน์ไว้ก่อน อันนี้ต้องตอบว่า คุณต้องหมดกิเลสตัวตน ถ้ามีตัวตน มันมีตัวตน มันก็เอาตัวตนไปแก้ตัว หากหมดตัวตน ก็ไม่ต้องมีตัวตนไปแก้ตัว หากไม่หมดเราก็ต้องสังวร สำรวม แต่หากคุณไม่มีตัวตนได้จริง ก็ไม่ตอบโต้เขา หรือตอบโต้อย่างมีสติรู้เหมาะควร ถ้าไม่ควรก็ไม่ตอบโต้ แต่หากเห็นประโยชน์จะตอบโต้ก็จะทำ
เรื่องการไม่ยอมให้ตำหนิเป็นผลร้ายของการศึกษาพัฒนาชีวิต เป็นผลร้ายของความไม่เจริญทั้งปวงสำคัญมาก อาตมาเห็นผลจากการได้ละลด เข้าใจเรื่องตัวตนได้ละตัวตน เป็นตนเองขนาดนี้จึงเห็นคุณค่าของส ิ่ งเหล่านี้มาก จนเข้าใจพระพุทธเจ้า มั่นใจเลยว่าไม่มีศาสนาอื่นหรอกมาเอาใจใส่เรื่องนี้ พุทธเอาใจใส่ให้สงฆ์ปวารณา อาตมาเห็นสำคัญก็เลยทำ
ไม่ใช่แค่ปีหนึ่งครั้งเดียว อาตมาก็เลยจัดมหาปวารณา เพราะเป็นความสำคัญย ิ่ ง ให้สมณะเราได้เรียนรู้พิสูจน์ว่ากล่าวติเตียนกันเลย เห็นหลักฐานข้อมูลก็ว่ากล่าวกันได้ เราก็ทำมาจนทุกปีเราก็ทำ ทำกันอย่างเป็นกิจลักษณะพร้อมหน้าเลย ไม่ใช่ว่ามาสวดภาษาบาลีไม่กี่คำก็หมด ไม่ใช่ แต่เราว่ากล่าวกันจริง ทั้งบาลี ภาษาไทยเราก็ติกันเลย โกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ ได้ประโยชน์ก็ให้รู้ว่าได้เลย
และฆราวาสไม่มีหลักอันนี้จะได้หรือ? ก็ได้ เมื่อสมณะรู้จักอันนี้และทำอันนี้ ก็จะแสดงพฤติกรรม แม้ไม่มีข้อปฏิบัติสำหรับฆราวาส ก็ทำกันได้ ก็บอกให้มีการยอมให้ถูกว่า บรรยาย บอกกล่าวตักเตือนให้สังวรระวัง
อ.กฤษฏา … ความเป็นอยู่อย่างนี้ วันนี้มี อ.คนหนึ่ง มาซักถาม ประเด็นสาธารณโภคี เพื่อสร้างสังคมอุมคติ ถ้ามีปวารณาจึงเกิดสังคมอุดมคติได้
พ่อครูว่า … การรับคำติเตียนกันได้ก็จะเกิดสังคมสงบสุข นิคคัณเห นิคคาหารหัง ต้องตำหนิสิ่งที่ควรตำหนิ เราเอาคำติมาขึ้นต้น ไม่ใช่เอา ปัคคัณเหฯ หรือคำชมขึ้นต้น อย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า เราจะกระหนาบเธอแล้ว กระหนาบเธออีก ติแล้วติอีก เหมือนช่างปั้นหม้อ กับพระอานนท์
การตำหนิ หรือเปยยวัชชะ แม้คนก็ฟังยาก แต่คนใดตำหนิให้คนรับได้ ตนนั้นเป็นคนที่มีภาษาเป็นคำที่น่ารัก คนที่พูดคำตำหนิแล้วคนรับได้ ดื่มได้ อันนี้แหละสุดยอดแห่งปิยวาจา คนจะเข้าใจความหมายว่า ปิยวาจาคือคำสุภาพอ่อนหวานชมเชยไม่กระทบใคร อันนี้ผิดหมด เพราะท่านบอกแล้วว่า เปยยวัชชะคือปิยวาจา เป็นของควรดื่ม แต่เขาขยายความอันลึกซึ้งนี้ไม่ได้ก็แปล ปิยวาจาว่าคำพูดที่น่ารัก แล้วก็เอาสำนึกว่าภาษาคำพูดที่น่ารักก็แค่ไม่กระทบใคร ไม่ให้ใครรู้สึกไม่ชอบใจก็เลยไปพูดคำหวานยกยอชมเชย ก็ใช้แค่ปิยวาจา เพราะฉะนั้นสังหวัตถุข้อนี้ก็เลยไม่เกิดประโยชน์
สังคมใดมีการตำหนิติเตียนบอกกล่าว ลงโทษกันได้ตามเหมาะสังคมนั้นเจริญ อาตมายืนยันว่าอาตมาจะเป็นผู้ตำหนิ ยืนยันว่าพุทธคือศาสนาตำหนิ ไม่ประเล้าประโลม และเป็นเรื่องยากที่จะตำหนิให้คนเกิดประโยชน์แม้ยากก็ต้องทำ เพราะเป็นสัจจะสุดยอดประเสริฐ
การได้อบรมฝึกฝนจนมีวรยุทธนี้ได้ ก็คือจอมยุทธของพระพุทธเจ้า
อ.กฤษฏา … วันนี้ผมได้เรียนรู้ที่จะยกระดับจิตตน ทั่วไปเขาก็บอกกันว่า มีอะไรว่าเราได้นะ แต่เขาบอกมาก็ของขึ้นเลย คือถ้าบอกดีก็กิเลสขึ้นอีก บอกว่าเราทำดีชมก็เลยมีฟูใจ อหังการณ์ แต่ถ้าติก็โทสะขึ้นอีก ก็วนเวียน ไม่โทสะ ก็โลภะ
พ่อครูว่า … ตัวอัตตามานะนี่แหละสุดร้าย สุดไม่เจริญจริงๆ เลย ถ้าผู้ใดพัฒนาตนรู้จักอัตตาตัวนี้แล้วแก้ไขได้จะสบาย คนเราถ้าเขาตำหนิได้แล้วทนความตำหนิได้ มีสองอย่าง การทนคำตำหนิได้โดยศึกษาอดทน โดยกดข่มกิเลสที่ถือดี เขาก็ทำกดข่มได้แต่การกดข่มนี้จะไม่เกิดธัมวิจัย ไม่เกิดการพิจารณาแก้ไข ไม่รับมาวิเคราะห์ตนไม่รับมาอย่างนั้นจริง มันจะว่าเราไม่ขึ้นไม่โกรธน ิ่ งได้เบาใจสบายใจว่างอยู่ ไม่ร้อนใจ เฉยๆ แต่คุณจะไม่กล้าติดต่อ ไม่กล้าวิจัยคำติของเขามา ว่ามันแรงมันเบาอย่างไร มันเป็นจริงอย่างไรก็ไม่กล้าคิด แทนที่จะรับมาแล้ววิจัยศึกษาว่า อันนี้หยาบหรือเบาจริงหรือไม่? หากมีตัวตนก็ทำให้บอดมืด แต่หากไม่มีตัวตนก็เข้าใจว่ามันดีหรือไม่ดี กระจ่างรู้เหตุผล และจะรู้ความจริงว่าทำไม เขามาติว่าเราจะเข้าใจซ้อนว่า เพราะเขาไม่รู้ไม่รู้ว่าเราผิดหรือถูก ดีหรือไม่เขาก็เลยว่า หรือติ หรือสอง เขาเองไม่มีภูมิ เขาก็ต้องติเรา หรือสาม เขามีภูมิรู้อย่างที่เขารู้ แต่เขาเจตนาดี มีเมตตาก็เลยติให้เรารู้ตัว จะได้แก้ไขปรับปรุง
คนติเรามา คือติด้วยโกรธไม่ชอบใจ หรือติด้วยไม่รู้ความจริง หรือติด้วยเมตตาเลย เราพยายามมองคนเขาติให้เห็นว่าเขาติเราด้วยเมตตา เราจะไม่โกรธ แล้วจะได้รับคำติได้มาทำประโยชน์ได้ เขาจะติอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ว่าเขาติด้วยเมตตา จะได้ประโยชน์โดยถ่ายเดียว
อ.กฤษฏา... เมื่อเวลาวิพากษ์กัน เขาส่งสารมา เราก็ไม่รู้ว่าเขาส่งสารมาอย่างไร? แต่เรารับสารแล้วเราควรมองสารนั้นด้วยจิตบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอามาพิจารณาตนเอง
พ่อครูว่า … เรารู้ความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบ เราก็วิจัยเนื้อหาสาระ ว่าเราผิดหรือถูกก็จะได้ประโยชน์สูงขึ้นอีก
อ.กฤษฏา . ..พ่อครูมักพูดว่าให้เราตรวจสอบตนเอง แล้วบทบาทฆราวาสก็ต้องทำเช่นกัน
พ่อครูว่า … ต้องทำไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าได้ตั้งแต่เด็กก็ย ิ่ งดี
อ.กฤษฏา … นักบวชที่นี่จะน ิ่ งมาก ฝึกมานานจะน ิ่ ง ทำให้ผมได้คำตอบกับตนว่าทำไมผมไม่น ิ่ ง วันนี้ผมเริ่มได้คำตอบว่า การรับสาร เราต้องไม่เอากิเลสเราไปรับสารนั้น เราเอากิเลสไปรับก็จิตไม่น ิ่ งไม่เกิดมรรคองค์ 8
พ่อครูว่า...วิธีเรียนของพระพุทธเจ้าต้องอ่านใจตนเป็น ว่าชอบหรือไม่ชอบ นอกนั้นก็จะมีแรงมีเบามีเหตุปัจจัยต่างๆ ส่วนมากใครติก็เกิดไม่ชอบใจ การไม่ชอบใจจะเกิดกิเลสอะไรใน 16 ตัวนั้น คืออุปกิเลส ตัวแรกเลย คือ อภิชฌาวิสมโลภะ ท่านตีไว้รวมเลยคือสายโลภคือเพ่งแรงกล้าไปในความโลภ และจากนั้นมาอีก 15 ข้อ เป็นสายของโทสะคือตัวที่ถูกตำหนิไม่ได้ทั้งนั้นเลย จะเกิดหยาบ กลาง ละเอียดไปจนถึง มัวเมา มทะ เป็นสายโทสะมูลหมดเลย มีแต่ข้อแรก ในอุปกิเลส 16 เท่าน้ันที่เป็นสายโลภะ
ตั้งแต่ อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท (รองจากโทสะ) ลีลาของโทสะจะลีลาเดียวกับโกรธะ (รองจากโทสะ ) จากนั้นยึดความโกรธคือพยาบาท (แรงกว่าอุปนาหะ) โทสะก็ไปเป็นโกรธ พยาบาท ก็ไปเป็น อุปนาหะ
จากนั้นก็กระดุ๊กกระดิ๊กไปเป็น มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อุปกิเลส 16 อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) โกธะ (โกรธ) อุปนาหะ (ผูกโกรธ) มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) มัจฉริยะ (ตระหนี่) มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) มานะ (ถือดี ยึดดี จนถือสา) อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) มทะ (มัวเมา) ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 93 )
อ.กฤษฏา … เมื่อมีคนที่ 1 และ 2 ต่อมาก็มีบุคคลที่ 3 มีการนินทา ไปบอกต่อ ไปนินทาต่อ จะวางตัววางใจอย่าไร?
พ่อครูว่า … นินทา คือว่าร้ายกล่าวร้ายลับหลัง ถ้าเราไม่ได้ยินก็ไม่ว่าไร แต่ถ้าเราได้ยินก็รู้สึกว่าเราโดนว่าลับหลัง แต่โดนว่าแล้วเราถือตัวถือดีก็เข้าเรื่องเดิม เพราะนินทาคือว่าลับหลัง จะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ใครจะว่าร้ายเราอย่างไร ถ้าไม่มีตัวตนไม่ติดใจถือสาโดยปัญญา มันจะเป็นสุขไม่เกิดวู่วาม ไม่เกิดจิตที่ อุปายาสะ ทุกข์ หรือโศกะ ปริทวะ จะไม่มีเลยสักอย่าง
ขออนุญาตอธิบาย โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส ทุกข์ คำต้นคือโศกะ คือเห็นได้เลยว่าคนนี้หน้าตาท่าทางเศร้าโศกเห็นก็รู้เลย เป็นอาการทุกข์ที่หนักจนควบคุมกิริยาภายนอกไม่ได้ ร้องห่มร้องไห้ค่ำครวญเลยบางคน จมอยู่กับตนเองเป็นต้นรากความทุกข์ เป็นขณิกะ เป็นขณะ
ปริเทวะ แปลว่า พิรี้พิไร ความทุกข์ของตนก็ไม่รู้จักจบต่อเนื่องไปนานเท่าไรก็เป็น ปริเทวนาการ ไปเรื่อย มีสภาพน้อยหรือมาก แล้วมันยังยาวนานหรือสั้น (ขุททกะ) ส่วน ขณิกะคือเป็นขณะ เราโง่แล้วก็ยังไม่พอยังต่อยาวไปอีก เป็นอาการทุกข์ตัวนอกสองตัวคือ
ส่วนคำว่า ทุกข คือ เบาลง หรือเบาจนมีแต่ภายในเป็น โทมนัส ส่วน อุปายสะคือเหลือเศษเล็กน้อยจัดการยังไม่หมด คือ กระบวนการความทุกข์ 5 อย่าง ที่เราต้องรู้อาการทั้ง 5 อย่างรู้จักขนาด ระยะเวลา แล้วเราจะรู้ได้ว่าเราอยู่ในระดับไหนขั้นไหน?
มาประเด็น มหาปวารณา การยอมน้อมตนเห็นว่าตนถูกตำหนิติเตียน ได้เป็นประโยชน์แล้วเราก็หมดอุปกิเลส 16 คนนั้นไม่ทุกข์เลยสบาย แล้วการไม่โต้ตอบ คือมีสองอย่างคือ หนึ่งสะกดจิตไว้ให้ว่าง แต่ไม่มีปัญญาพิจารณา หรือไม่พิจารณาให้ครบ เพราะจิตไม่มีอำนาจปัญญาที่เปิดครบแต่ถ้าจิตเปิดรับเต็มจะว่างเบา จะรู้ครบเลย จะเห็นคุณค่าจิตที่ไม่มีตัวตนว่ารู้ได้ครบ ว่างเบามีการวิจัยวิจารได้ ที่อาตมาพูดนี้ คือเหตุการณ์จริงที่เกิดกับตัวอาตมาเอง
เร ิ่ มต้นตั้งแต่ พันตำรวจตรีอนันต์ เสนาขันธ์ เขียนหนังสือว่าอาตมาสาดเสียเทเสียมาตั้งหลายเล่ม อาตมาก็อ่านของเขานะ อาตมาไม่เคยมีจิตไปโกรธเกลียดชังเลย เห็นใจเขาด้วย เราจะมีปัญญาเปิดรับเต็มไม่ดื้อ ความสบายโปร่งว่างก็มี การวิจัยก็ครบไม่ตัดทิ้งรับมาเต็มได้ว่างสบายเบา หลักฐานที่ อาตมาหยิบมายืนยันไม่อวดตัวตน แต่ยืนยันว่ามนุษย์เป็นจริงเช่นนั้นได้
อย่าง อนันต์ ที่ตี อาตมา ที่จริงมีเจ้าคุณคนหนึ่ง อาตมาจาริกไปโคราชฯ แล้วมีเจ้าคุณคนหนึ่ง เล่นงานอาตมา สอบสวนอะไรต่ออะไร อาตมาก็ไม่เคยถือโกรธเขาเลย พอมาถึง อนันต์ก็เช่นกัน แม้ที่สุดเขาเข้าคุก อาตมาก็ยังให้พวกเราไปส่งข้าวส่งน้ำ ให้โยมหนู (อำไพ หุ่นตระกูล) อาตมาตั้งชื่อว่าคร่ำคร่า เขาก็ชอบใจ เขานั้นแหละเป็นผู้ที่ไปพบกับ อนันต์ เสนาขันธ์ เอาข้าวน้ำไปส่งในคุก จนสุดท้าย ให้บอกครูหนูว่าไปเรียน ท่านโพธิรักษ์ว่า “ข้าวท่านมียาง” นี่คือคำพูดของ อนันต์ เขาพูด เขามีสำนวนอย่างนั้น เป็นโวหารก็รู้เขา
เช่น เจ้าคุณโสภณ คุณาภรณ์ เล่นงานอาตมา อาตมาก็ไม่เคยโกรธท่านเลย อาตมาก็เข้าใจท่าน แม้ ท่านเจ้าคุณพรหม คุณาภรณ์ เขียนหนังสือว่าอาตมา แล้วกระแสหลักก็รับไปจัดการอาตมาเลย ท่านเขียนว่าอาตมา 3 เล่ ม อาตมาก็อ่านแล้วก็เข้าใจท่าน อาตมาอยากจะอวดว่า อาตมาไม่มีใจโกรธตอบเลยเป็นการเปิดเผยความจริง อาตมาไม่มีจิตอยากอวดโอ่เลย หรือไม่มีเสเฐยยจิต แม้ขณะที่พูดอยู่นี้ก็ไม่มีเลย ใครจะเพ่งโทสก็แล้วแต่
อาตมาอ่านเสร็จก็เขียนจดหมายขอบคุณท่านไป ท่านบวชก่อนอาตมา แม้ท่านจะอายุน้อยกว่าอาตมา เรียก ท่านว่าภันเต อาตมาก็เคารพนับถือ ท่านก็ไม่ตอบอาตมาเลย อาตมาจดหมายไปขอบคุณท่าน แต่อาตมาก็คอมเม้นท์ท่าน ว่า ท่านมีอิทธิพลทางศาสนา ท่านน่าจะตำหนิแรงกว่านี้หน่อย ในเนื้อหาจดหมายอาตมาจำได้แต่สาระจำคำต่อคำไม่ได้ อาตมาว่าท่านมีผู้เคารพนับถือมาก ถ้าท่านติมากกว่านี้หน่อย เพราะอาตมาเห็นค่าของคำติ ติในวงการท่านเองด้วย จะได้ประโยชน์มากเลย แต่ท่านไปติพวกนอกอย่างอาตมาไม่มีอะไรมากหรอก เท่านั้นแหละท่านก็เขียนว่าอาตมาไปสองเล่มเลย อาตมาก็เลยไม่ตอบท่านไปอีก และเล่มที่สามท่านก็ว่ายังมีอีกเรื่องที่จะเขียนว่าอาตมานะ แต่ก็จบแค่นั้น
ตอนหลังท่านไม่สบายหนัก อาตมาก็เขียนจดหมายไปแสดงมุฑิตาจิตกับท่าน หลายเดือนผ่านมา ปรากฏว่าท่านตอบ ท่านไม่ได้ตอบจดหมายหรอก แต่ท่านตอบมาว่า ท่านกำลังพิมพ์ อยู่ยังไม่เสร็จ แล้วจะส่งมาให้ อาตมายังใช้อยู่เลยสองเล่มนั้น อาตมาก็ขอบคุณ อาตมาก็ได้อาศัยหนังสือท่าน อาตมานับถือท่านที่เป็น learned man ท่านซื่อสัตย์ให้ตรงที่สุดเท่าที่ท่านรู้ ส ิ่ งที่อาตมาเห็นไม่ตรงไม่ถูกต้องก็ต้องท้วง หลายอย่างอาตมาก็ได้จากท่าน
จนทุกวันนี้อาตมาก็เคารพท่านอยู่ ท่านมีคุณาณุคุณต่อศาสนาอย่างมาก อาตมาดูใจอาตมามาตลอด จนถึงบัดนี้ว่า ตั้งแต่บรรลุธรรมอาตมาไม่มีการโกรธ แล้วมันสบายจริงๆ ที่ไม่ต้องมีโกรธแม้นิดแม้น้อย
อ.กฤษฏา … ทำไมฆราวาสไม่ควรเข้ามารับรู้ในพิธีที่ปวารณากัน
พ่อครูว่า … การเปิดเผยความจริงแล้วอะไรที่ไม่ควรให้คนรับรู้ทั้งหมด มีแต่เกิดโทษ มากว่าประโยชน์ก็ไม่จำเป็นต้องให้คนรับรู้ พระพุทธเจ้าว่าถ้าเป็นอาบัติหยาบแรง คุรุกาบัติ ก็ให้รับรู้แต่ในสงฆ์ ไม่ใช่ว่าไปมีอัตตา แต่เป็นสัจจะอันหนึ่งในการไม่เปิดเผย ท่านก็ต้องป้องกันไว้ ไม่ให้คนที่ไม่อยู่ในฐานะที่ไม่ควรได้ยินมารับรู้ เป็นทุกข์ของเขาหรือเสียประโยชน์ แทนที่จะศรัทธาเลื่อมใส ก็ไปรับรู้ข้อไม่ดี ก็ไม่ดีอีก ท่านก็จะช่วยแก้ไขกันอยู่แล้ว ถ้าไม่ถึงไล่ออก ปาราชิกก็แก้ไขกันได้ ฆราวาสก็ไม่จำเป็นไม่ควรรับรู้
_น้ำมนต์ที่มาพ่นใส่เราจะทำให้คลาดแคล้วจากอุบัติเหตุได้หรือไม่? พ่อครูว่า... ขอตอบอย่างสับธงว่า...ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร และนัยที่สอง คือเกิดประโยชน์ไม่ใช่เรื่องของน้ำมนต์ แต่เกิดจากจิต ของคนนั้นเอง จิตที่ยอมรับจะมีพลัง เมื่อจิตมีพลัง จิตยึดนี่มีพลังนะ แต่การยึดเป็นทุกข์ แต่การยึดแล้วเอาไปใช้งานเป็นพลังได้ ช่วยให้ส ิ่ งบกพร่องดีขึ้นได้ เป็นโรคก็หาย เป็นอัมพาตก็ลุกเดินได้ เป็นโรคจิต psychosis ซึ่งโรคจิตกับโรคประสาท นั้นโรคประสาทนี่แก้ไม่ได้ แต่โรคจิตนี่แก้ได้หายไว แต่มันกลับกันอยู่ในโลก
ประเด็นน้ำมนต์ ขอยืนยันว่าเลิกเถอะ เป็นเรื่องไร้สาระเป็นจิตอุปาทาน แก้ได้แต่จิตอุปาทานของคุณเอง หรือเกินวิสัยก็ยังได้เลย เป็นฤทธิ์เดช หนังเหนียวก็เกิดจากพลังจิตอุปาทาน หรือพวกแทงปากที่ภูเก็ต เดินบนไฟ อภินิหารก็เป็นอุปาทานจิต เป็นมโนมยอัตตา ศานาพระพุทธเจ้าท่านไม่ต้องการให้ทำ ไม่เกิดการลดกิเลสมันเกิดเก่งในบางคน ไม่ยั่งยืนด้วย ในมัชฌิมศีลท่านตรัสห้ามไว้เลย ในมหาศีลก็ชัดไม่ให้มีรดน้ำมนต์ พ่นน้ำมนต์ พระทั้งหลายที่รดนำ้มนต์นี่ไม่มีศีลแล้ว พระทั้งหลายตอนนี้ไม่มีศีลแล้วมีแต่วินัย แต่พระพุทธเจ้าสร้างศาสนาพุทธด้วยจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี่คือสภาพของศาสนาพุทธ แต่เดี๋ยวนี้พุทธละเมิดหมดก็เลยไม่มีศาสนาเลย มีแต่วินัย ไม่มีศีล
กลับมาที่น้ำมนต์ ทำให้ศาสนาเสื่อม แล้วเอาไปทำมาหากิน วัดบางวัดหากไม่รดน้ำมนต์ไปไม่รอด พุทธศาสนิกชนนึกว่าได้ประโยชน์ ถ้าน ้ำ มนต์ดีจริง ทุกบ้านที่ไปรดก็ต้องเจริญ อย่าแก้ตัวว่าวิบาก น้ำมนต์ดีก็ต้องดีหมดสิ ถ้ามหานิยม มีจริง ก็ไม่ต้องไปทำเศรษฐกิจสิ คุณก็แจกเครื่องรางของขลังสิ ให้คนละสององค์เลย ทุกคนในไทย ก็จะเจริญกันสิ
เอาเรื่องอยู่ยงคงกระพันสิ ไม่ต้องไปสร้างอาวุธ เลย แจกทหารคนละสององค์เลย ไม่ต้องมีอาวุธ เดินเข้าไปจิ้มตาศัตรูเลย ก็ชนะหมดสิ อาตมาเล่นมาแล้ว อาตมานี่หนังเหนียวนะ ตอนนั้นอาตมาเล่นหนังเหนียว อาตมาไม่กลัวหรอก อาตมาโดนรถชน รถพังยับเลย แต่อาตมาไม่เป็นไรมีแต่ที่ขามันระบม บวมเลย อาตมามาบ้านก็มารักษาตัวอีกหลายเดือน เป่าเองด้วย รักษาด้วยมนต์ตัวเอง แต่ไม่มีรอยแตกเลย
อาตมาเสก กระดูกมันปูดออกมา อาตมาใช้พลังเสกมันยุบลงไปทันตาเลยนะ อาตมาเลยรู้ว่าพลังมันมีจริง อาตมาไม่ส่งเสริมนะ ถ้าไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้าว่าเป็นศีลของเธอประการหนึ่งนะภิกษุ ท่านก็ย้ำดีๆ แต่ ท่านเจ้าคุณพรหมฯ ว่าเป็น อาริยศีล อาริยวินัย ก็ถูกสิ แต่เดี๋ยวนี้ ไม่มีอาริยะแล้ว แต่ไปตีทิ้งได้อย่างไร อาตมาว่าเลิกเถอะ แต่ท่านเลิกไม่ได้หรอก คนเข้าใจก็ให้เลิกเถอะ ค่อยทำไป ไปยกออกทันทีท่านก็ต้องหมดสิ ตายเลย ก็ค่อยๆ ทำไป
_พล.เรือตรีมินทร์ กลกิจกำจร กระผมเชื่อว่าธรรมะของพ่อครูน่าจะทำให้ชาวอโศกขึ้นสวรรค์มากกว่าลงนรก พ่อครูว่า… จุดมุ่งหมายของชาวอโศก คือหมดสวรรค์ หมดนรก และสวรรค์หมายถึงความสบายใจ ชอบใจ และความสบายใจของโลกีย์คือความสมใจบำเรอกิเลส ขึ้นสวรรค์เป็นสมมุติเทพ ทุกคน ทุกวันนี้ชาวโลกียะก็มีสวรรค์แบบนี้อย่างเดียว เป็นสวรรค์ที่ต้องบำเรอกิเลส สวรรค์เสพกาม บำเรออัตตา ผู้ใดไม่เข้าใจเรื่องสวรรค์ตามที่สอนใน อนุปุพพิกถา ถ้าเข้าใจสวรรค์ไม่ได้ก็เนกขัมมะไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าต้องลดสวรรค์เสพกาม ถ้าลดกิเลสได้จะเป็นสุขอย่าง วูปสโมสุข การลดกิเลสกามก็มีสองอย่างคือแบบสมถะคือฤาษีกดข่มอย่างนี้ไม่ใช่แบบพระพุทธเจ้าต้องกำจัดกิเลสให้จางคลาย ลดไปเรื่อยก็เบาสงบลงเรื่อยจนล้างกิเลสหมด กิเลสหมดก็หมดสุขหมดทุกข์ เพราะเหตุแห่งสุขขัลลิกะ เมื่อดับเหตุแห่งสุขเท็จ หรือทุกข์ก็สิ้นทุกข์ สิ้นสุข ใครทำได้เป็น อุบัติเทพ พอดับได้หมดเกลี้ยงก็เป็น วิสุทธิเทพหรือพรหม ก็คือ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นความสุขที่ไม่มีภาษาเรียกท่านว่าเป็น ปรมังสุขัง ท่านไปแปลว่าสุขอย่างย ิ่ ง ไม่ใช่อาตมาแปลว่ายิ่งกว่าสุข ไม่เหมือนโลกีย์หาที่เปรียบไม่ได้ นัตถิอุปมา อโศก คือพวกไม่เอาสวรรค์ไม่เอานรกเลยไปตามลำดับ
_คนเราตายปุ๊ปไปเกิดทันทีหรือล่องลอยไป พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าไม่พยากรณ์ คนตายไปก็ไปตามวิบาก แต่อาตมาก็พอรู้ไม่ได้เจตนาอวดดี พูดเป็นความรู้ คนที่ตายไปแล้ว ตายปุ๊ปเกิดปั๊ปไม่มีอะไรคั่น มีคนที่ตายปุ๊ปไม่เกิดปั๊ปก็คือ อรหันต์ที่ไม่ต่อภพภูมิ ไม่มีสันตติ หรือแม้อรหันต์ที่ต่อภพภูมิ ก็ตายปุ๊ปเกิดปั๊ป ไปอยู่ดุสิต
แล้วตายแล้วล่องลอยหรือเปล่า? คำว่าล่องลอย คือจินตนาการไปเอง จิตไม่มีสถานที่ไม่มีรูปร่างมันละเอียดเกินกว่าอธิบายได้ เช่นตอนนี้เสียงอยู่ในอากาศมีที่อยู่ไหม? ถ้าเสียงเรามีพลังที่คนดึงเอาไปได้ก็ไปอเมริกาได้ไม่มีอะไรคั่นหรอก แค่เสียงเป็นพลังงานทางวัตถุฟิสิกส์ยังละเอียดขนาดนั้น แต่วิญญาณละเอียดกว่านั้นอีกไม่มีที่อยู่ ใครอย่าไปคิดว่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive