571023_พ่อครูและหมอเขียว ที่สวนป่านาบุญ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571023_ พ ุทธธรรมกับสุขภาวะ โดย พ่อครูและหมอเขียว ที่สวนป่านาบุญ อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

หมอเขียว … วันนี้ วันที่ 23 ตุลาคม 2557 ที่ สวนป่านาบุญ ดอนตาล วันนี้เป็นโอกาสดีที่พ่อครูได้มาที่นี่ วันนี้เป็นโอกาสดีที่พ่อครูจะได้มาแสดงธรรม และวันนี้ จะมีเนื้อหาหลักคือพุทธธรรมกับสุขภาวะ ขอเรียนถามพ่อครูว่าตอนนี้อายุเท่าไหร่ พ่อครูว่า … 80 ปี 4 เดือน สุขภาพดีด้วย อาตมาไม่รู้สึกว่าตนเองแก่ ก็งง งงว่าตัวเลย 80 มีมาอย่างไร อาตมาไม่เปลี้ยโหยโรยแรง ที่ทำให้รู้สึกว่าอายุ 80 ตั้งแต่เด็กอาตมาก็รู้สึกว่าคนอายุ 70 ถึง 80 คือคนแก่ เพราะคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่าก็หนังเหี่ยวงกเงิ่น แต่ท่าทีเราไม่เป็นเช่นนั้นก็งง งงว่า 80 ได้อย่างไร ก็เลยประมาณเอาเองว่า 18 ก็ได้มีการตรวจสุขภาพทางวิทยาศาสตร์ บันทึกไว้เสมอ

หมอตรวจทางหัวใจก็บอกว่าหัวใจเหมือนคนอายุ 30 ส่วนสมองก็ว่าเหมือนคนอายุ 40 ส่วนปอดก็ว่าเหมือนคนอายุ 45 นะ ไปสแกนสมอง หัวใจ ก็ได้ผลออกมา ตรวจปอดต้องมาเป่า ตรวจหัวใจก็มาเดินสายพาน ก็อายุไม่ถึง 50 กำลังหนุ่มแน่นเลยนะ กำลังวังชาเต็มที่เลย

หมอเขียว … พ่อครูมีเทคนิคอย่างไร ในการดูแลสุขภาพ และใช้พุทธธรรมในการดูแลสุขภาพอย่างไร

พ่อครูว่า... ก็ใช้ 8 อ. มีอิทธิบาท คือต้องมีฉันทะ คนทั้งหลายก็ต้องการให้มีอายุยืนยาว แต่วิริยะนี่ขยันไหม? แล้วก็เอาจริง จิตตะ อาตมาว่า มีจิตเท่าไหร่ก็ทุ่มลงไปเลย แค่แปลว่ามีจิตเอาใจใส่จะไม่มีแรงอะไร แต่ว่าถ้า...ถีบใส่เข้าไปเลย มีจิตเท่าไหร่โถมใส่เข้าไปเต็มที่ แล้วเราจะได้คัดเอาเนื้อยิ่งๆ เป็นวิมังสา ปฏิบัติจริงก็เกิดผล ก็เลือกเฟ้นเอง

มี อิทธิบาท นั้นก็สำคัญ และมาสรุปที่ อารมณ์ เป็นการรักษาอารมณ์ เอาไว้พูดตอนหลัง เพราะอารมณ์ หรือเวทนา ถึงขั้นอุเบกขาสุดยอดเป็นฐานนิพพานก็

อ่านต่อ

ต้องรู้เวทนา 108 ต้องทำให้ดีเสมอ

อาหาร ก็ต้องเข้าใจอาหารธรรมชาติ อาหารเป็นประโยชน์ตามโภชนาการ แต่ละคนก็ไม่เท่ากัน จะไปเอาสูตรตายตัวทุกคนเหมือนกันหมดไม่ได้หรอก แต่ละคนก็ต้องต่างกันไปบ้าง คนนี้ร้อนมาก คนนี้เย็นมาก ตามธาตุของคน ต้องให้เหมาะสม

อากาศ จะต้องมีส ิ่ งแวดล้อม จะมีต้นไม้เป็น แอร์ธรรมชาติ ต้นไม้ ภูเขา ลำธาร แม่น้ำ จะให้อากาศที่ได้สัดส่วน ก็ต้องมีความเย็นความร้อนในสถานที่ได้สัดส่วนเหมาะ แต่ทุกวันนี้เขาไม่เข้าใจ กลายเป็นป่าคอนกรีต ป่าเหล็กไปหมดแล้ว จนลมพัดเข้ามาก็หลงทาง น้ำตกเข้ามาไม่รู้จะไหลไปทางไหน ดิน น้ำ ลม ไฟ ไหลมาในป่าคอนกรีตก็หลงทางหมดแล้ว อาตมาได้พาทำสร้างธรรมชาติตั้งแต่ปฐมอโศก จนตอนนี้ที่ราชธานีก็พยายามทำ แต่ไม่ใช่ป่าดงดิบ เพราะแบคทีเรียของป่าดงดิบคนอยู่ด้วยไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้สัดส่วน สรุปคือมีอากาศทั้งกันเชื้อโรค ทั้งสัดส่วนที่ดี

ออกกำลังกาย คนมันขี้เกียจจริงๆ บางคนไฟแรงจัดออกกำลังกายเกิน มีคนได้ข่าวว่านายยักษ์ตัวโต ออกกำลังกายเกิน อัมพฤกต์กินแล้ว ส่วนมากจะทำขาด ไม่ค่อยทำทนสักหน่อยการออกกำลังกาย ต้องออกกำลังกายให้พอเหมาะ

เอนกาย คือต้องให้พักผ่อนรู้พักรู้เพียร พักไม่มากหรอก แต่เพียรให้มากน่ะชีวิตคน แต่สมควรพักก็พัก มันเกินก็ทรุดเสื่อม แต่ที่มากก็คือต้องเข้าใจเองและเข็นตัวเองในเรื่องออกกำลังกาย

อาตมาออกกำลังกายสามอย่างวนเวียนกันไป 1 .เดินเร็ว ใช้เวลา 1 ชม. หมอเขียว เดินเร็ว 45 นาที แล้วCool down 15 นาที 2 .ปั่นจักรยาน (เครื่องออกกำลังกาย) 3 .โยคะ และมีแถมที่มาคือคนมานวด คนไหนนวดดีก็ต่อเนื่อง คนไหนนวดไม่ได้ความก็ทีเดียวพอ ตามโอกาสวาระเวลา

เอาพิษออก พวกคุณรู้ดีกว่าอาตมาเยอะทำอะไรบ้างมากมาย ทำให้เหงื่อออกก็ออกกำลังกายแล้ว ดีท็อกซ์ ดูดเลือดออกมาสารพัดก็ไม่ต้องอธิบายมาก เพราะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน

อาชีพ ตัวนี้สำคัญ เรื่องอาชีพเป็นพฤติกรรมเป็นงานของมนุษย์ที่ไม่ค่อยคิดว่าเป็นโทษ หรือประโยชน์ อาชีพเดี๋ยวนี้เป็นโทษเยอะ อาชีพนักธุรกิจนี่เป็นโทษเยอะ ไม่ต้องพูดถึงค้ายาบ้า ค้าพิษ ค้าอาวุธ ก็เป็นมิจฉาวณิชชา เป็นอาชีพร้ายแรง ทำให้ตนและคนอื่นอายุสั้น แม้แต่อาชีพที่ล่อแหลม ที่ตายไว ก็มีมาก ต้องรู้ว่าอาชีพที่จะให้เรามีอายุยาวยืนคืออย่างไร? แม้มันจะอายุยาวยืนอย่างไร ทำให้ยาเคมีต้นไม้งาม แต่ตนเองได้รับพิษ ตนเองก็ตายก่อน ลูกเต้าก็กำพร้าสิ ไปหลงว่าต้องได้เงินทองมาก และอาชีพที่เป็นอบายมุขทำร้ายทำลายคนอื่น เช่นเศรษฐีทำน้ำเหล้า ตัวเขาเองไม่ดื่มเหล้านะ อันนี้อำมหิต รู้อยู่ว่าเหล้าไม่ดีตนเองไม่ดื่มแต่ก็ทำมาขายมอมเมาคนอื่นเป็นพิษภัย คนแบบนี้คบไม่ได้ คนหน้าเนื้อใจเสือ คนเองรู้ว่าไม่ดีตนเองยังไม่ดื่มแต่ฆ่าคนอื่นทำร้ายคนอื่น เขาก็ร่ำรวยอย่างบาป

อย่าไปทำอาชีพแบบนี้เด็ดขาด ชาตินี้คุณอาจมีเงินรักษาชีวิตไปได้ เป็นมนุษย์พืช ก็ได้เลย มีเทคโนโลยี มีอวัยวะเทียม มีเงินทองก็ไม่ตายง่าย แต่ชาติต่อไปคุณไม่ได้หอบหัวใจเทียมไปด้วย ก็ได้หัวใจอ่อนแอ จะหนีวิบากตามฤทธิ์เดชวัตถุ ชาตินี้อาจทำได้แต่ชาติหน้าทำไม่ได้แน่

เราอย่าทำอาชีพล่อแหลมต่ออุปัทวเหตุ ตายโหง อาชีพที่เป็นภัยต่อตนและผู้อื่นก็ต้องเรียนรู้สัมมาอาชีพให้ดี ไม่ทำบาปทำวิบากใส่ตัว รู้จักวิธีทำบุญกุศลให้แก่ตนเอง

ก็ทำ 8 อ. มาทำให้รู้สึกว่า 80 คือ 18 พูดตีเข้าเป้าเลย แต่เข้าโกลแล้วอาตมาจะไม่ดีใจ เหมือนพวกนักบอลที่เตะเข้าโกล ดีใจตีลังกาคอหักตายเลย อีกหน่อยก็คงมีดีใจช็อคตายเลย

หมอเขียว … พุทธธรรมหรือธรรมะจะช่วยเสริมให้มีสุขภาพดีนะ

พ่อครูว่า … อาตมาตอบได้เลยว่าธรรมะนี่แหละเป็นสิ่งที่จะทำให้อายุยืน เป็นโอสถทิพย์ที่สุดยอดยิ่งกว่ายาอะไรเลย เพราะธรรมะนั้นมีทั้งอารมณ์ดีเป็นจิตวิญญาณโดยตรง และมีปัญญารู้สัปปุริสธรรม รู้จักอะไรเป็นพิษหรือคุณ อันไหนจะเสริมหรือถ่วง จะเข้าใจมีปัญญารู้ จะเลือกเฟ้นให้ร่างกายอย่างได้สัดส่วนพอเหมาะ ธรรมะจึงมีทั้งปัญญาและเจโต ทำให้ชีวิตยืนยาวได้จริงๆ

ที่เขาพูดกันว่าถ้าใครท่องโพชฌงค์ 7 ได้จะอายุยืนหายป่วย แต่ถ้าเอาแต่ท่องไม่ปฏิบัติท่องเท่าไรก็ไม่หายป่วย

เมื่อมีสติแล้ว มีสติสัมโพชฌงค์ ต้องเรียนรู้ขณะมีผัสสะ ให้มีสติ เป็นพลังงานที่ชื่อว่าสติ (สต แปลว่าร้อย) ครบเหตุปัจจัย เมื่อมีสติแล้วก็ใช้ธาตุรู้ ให้รู้ทั้งนอกและใน อ่านให้รวมหมดเรียกว่า กาย รู้สัมผัสแตะต้อง เมื่อมีสัมผัสก็เกิดองค์รวมเป็นธรรมชาติ เรียกว่าสังขาร คือการปรุงแต่ง ปรุงแล้วเกิดสังขาร เป็นเวทนา ถ้าไม่ได้ศึกษาก็ไม่ได้ตามรู้เวทนา องค์รวมก็เป็นสังขารผี มีกิเลสเป็นหัวหน้าใหญ่ เราจึงต้องทำสติให้เข้าไปรู้เข้าไปจากนอกเข้าหาใจ ตามรู้ว่ามีอะไรเป็นเหตุ คือ สราค สโทส สโมห อ่านให้ออกว่าอะไรคือเหตุ องค์รวมนี่เรียกว่า กาย

มีสติรู้ควบคุมกายได้ทุกอิริยาบถ ก็เป็นกายคตาสติ แล้วรู้เข้าไปจากนอกเข้าหาใน ทั้งรูปและอรูปเข้าไปถึงภายในเลย อยู่ในวิโมกข์ 8 รู้อานาปานสติ คือสติมีตลอดเท่าที่คุณมีลมหายใจเข้าออก ต้องมีสติกำกับตลอด อย่าแยกกายคตาสติกับอานาปานสติออกจากกัน ต้องทำงานร่วมกันเสมอ ต้องอ่านจากนอกเข้าหาใจ

ให้รู้มุมเหลี่ยมทุกแง่ทุกเชิง ของลมหายใจ ที่คือกายนั้นเอง คุณทิ้งกองลมไม่ได้คือทิ้งภายนอกไม่ได้นะ เขาเข้าใจไม่ได้ก็เลยไปมโนมยอัตตา ไปปรุงแต่งสร้างลมต่างๆ เคลื่อนไปมา ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าเลย แล้วนิยมชมชื่นกันว่าเก่ง พวกเก่งทางวาโย เก่งทางกองลม มันเป็นพลังจิตที่ใช้นอกรีต เป็นอิทธิวิธี

เราสามารถทำตามพระพุทธเจ้าสอน รู้องค์ประกอบทั้งนอกและใน กายปฏิสังเวที แล้วทำให้ระงับ ปัสสัมภยัง ระงับอะไร ไม่ใช่ว่ากายคือร่าง ไม่ให้กระดุกกระดิก แม้หนักเข้าลมหายใจก็ให้หยุด ก็ตายสิจ๊ะ กายไม่ได้หมายถึงวัตถุ แต่กายนี่หมายถึงจิต เขาก็งงสิ แต่กายนี่แหละคือองค์ประกอบของรูป นามที่รับรู้มา แล้วกายนี่ต้องใช้จิตรับรู้ กายนี่แหละคือจิต คือองค์รวมของเวทนา สัญญา สังขาร หรือตัววิญญาณนั่นแหละคือกาย

ต้องรู้เข้าไปในเวทนา คือ สราค สโทส สโมห ที่เป็นสมุทัย กำจัดได้ก็ระงับกาย หมายเอาองค์รวมทั้งนอกและใน เมื่อทำได้ก็รู้จักจิตสังขาร คือเอาเฉพาะตัวจิตนะ เน้นเข้าในจิต เน้นรูป อรูป แต่ไม่ทิ้งข้างนอก เน้นสัญญากำหนดรู้ อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา จิตแยกเป็น เจตสิกต่างๆ มากมาย ที่เขาแยกกัน

เมื่อเราสามารถสงบระงับกิเลสได้ในจิต ก็มาระงับ ในรูป และอรูป สุดท้ายทำจิตให้ อภิปโมทยัง มีสมาทหัง สมาทหัง คือสดชื่นแข็งแรงแกล้วกล้าอาจหาญแข็งแรง นี่คืออานาปานสติ 16 ขั้น แล้วเหลืออีก 4 คือต้องรู้ อนิจจานุปัสสี ไม่ใช่รู้แค่ตอนหลับตาว่ามันไม่เที่ยง แม้วัตถุก็ไม่เที่ยง อารมณ์เราก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปนานนับชาติ เห็นอนิจจานุปัสสี แล้วเราสามารถทำกิเลสสงบรำงับได้ก็รู้ว่าทำได้ คุณก็รู้ว่าสามารถ สำรอกกิเลส ตามเห็นได้ว่ากิเลสถูกชำระ ก็อ่านออกว่าทำ จิตวิมุติ นิโรธ ก็ทำทวนทำซ้ำต่อไป ให้แข็งแรง

เป็นสุขอย่าง วูปสโมสุขเป็นเนกขัมมสิต ไม่ใช่สุขได้บำเรอกิเลสเป็น เคหสิตโสมนัสเวทนา แล้ก็รักษาผล เป็นอนุรักขณาปธาน แล้วทำซ้ำทำบ่อยให้มากๆๆๆ จนมันล้นเกินก็ไม่เป็นไร ส่วนมากจะขาด ตัดสินตนเป็นอรหันต์เร็วไป

เนื้อแท้ของจิตพุทธจะมีมุทุภูตธาตุ มีชวนจิต มีมุทุ ปรับได้เร็วไว มีกัมมัญญา เหมาะควรแก่การงาน ถ้ามีเหตุปัจจัยเข้ามากระทบเราก็ขาวสะอาดได้เช่นเดิม จิตก็ดีขึ้น ทั้งขันธ์ 5 ก็สะอาดขึ้น เป็นกายปัสสัทธิ เป็นกายปาคุญญตา แล้วก็เอาประกอบการงาน โดยมีญาณปัญญาเลือกเฟ้น ก็จะไปควบคุมกรรม เป็นกัมมัญญตา เหมาะสมเหมาะควร ก็จะรู้สัปปุริสธรรมได้เหมาะควรได้ลงตัวได้สัดส่วน

ทุกเวลาที่ตัดกิเลสได้คือบุญ คนไทยเอาคำว่าบุญไปเพี้ยนกลายเป็นกุศล บุญกลายเป็นคุณงามความดีแบบโลกีย์ แค่ขัดส้วมก็เป็นคุณงามความดี แต่บุญไม่ใช่แค่กายกรรมวจีกรรม แต่บุญคือการชำระจิตสันดานให้หมดจน ภาษาบาลีกำกับว่า บุญ คือ สันตานังปุนาติ วิโสเทติ คือต้องชำระกิเลสในจิตสันดานหมดจด

โพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่ กายในกาย ไปจนถึง อุเบกขา เราจะเกิดสัมมาสมาธิ สัมมาวิมุติ ทุกวันนี้ไ่ม่เข้าหลักเกณฑ์แล้ว แม้แต่คำว่ากาย ก็ไม่เข้าใจ ไปคิดว่าคือ ร่าง เท่านั้น แต่ที่จริงกายก็คือจิต กายคือองค์ประชุมของ เวทนา สัญญา สังขาร เราต้องอ่านรู้กาย โดยเฉพาะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร

อ่านรู้ถึงธาตุของความเพียร ทั้ง 7 อารั พภ ธาตุ อารัมภธาตุ นิกกมธาตุ ปรักกมธาตุ ถามธาตุ ธิ ติธาตุ อุปักกมมธาตุ จะเกิดพลังงานแบบนี้จากภายในออกมาข้างนอก เร ิ่ มแต่ตักกะ ก็ต้องจัดการเหตุคือ กามกับพยาบาท กำจัดโดยมีวิตักกะ วิจัย วิจาร ให้เกิดกิเลสลด กำจัดมันได้ วิ คือการทำอะไรที่ไม่ควรมีให้ออกไปได้ ก็วิเศษ วิ มีความหมายทั้งเจริญและกำจัดออก ปหานกิเลสออก เป็นสังกัปปะ

แล้วมาที่ อัปปนา เป็นองค์ธรรมใหม่ที่จัดสรร ก็มาคุยกับอัปปนา ถ้ากิเลสมากก็คุยกันมากหน่อยกับพยัปปนา ถ้ากิเลสน้อยก็คุยกันน้อยหน่อย จนกิเลสหมด แล้วผ่านมาเป็น วจีสังขาร ได้เป็นผลลัพธ์ ที่ไม่มีกิเลสเข้าร่วมแล้ว ก็รอแต่ว่าจะสั่งออกมาเป็น กายกรรม วจีกรรม หรือกัมมันตะ หรือเป็นอาชีวะเลย ก็อนุโลมปฏิโลมได้ โดยตนเองบริสุทธิ์อยู่นะ แต่อนุโลมเขาเป็น กายกรรม วจีกรรมที่ให้แก่เขา ทำงานกับสังคมได้อย่างจัดสรรได้ คุณต้องมีพลังที่จะจัดสรรได้ ถ้าข้างนอกอ่อนแอมาก แล้วคุณก็อ่อนแอต่อโลกธรรม คุณก็แย่สิ แต่ถ้าคุณไม่หวั่นไหว ต่อนางตัณหา ราคะ อรตีได้คุณก็ทำงานได้ อนุโลมได้ เรามีสติสัมปชัญญะ จึงเจริญเป็น สัมปชานะ สัมปาเทติ สัมปัชชติ สัมปัชชลติ สัมปัตตะ สัมปันนะ

สามารถเรียนรู้ถึงกามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็ละล้างไปตามลำดับ งามในเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่ต้องวกวนเก็บตามหลัง ทำให้ละเอียดไปตามลำดับ ตั้งแต่โลกอบาย รู้จักวิธีการทำ ทำให้มันลดได้อย่างนี้ กิเลสตัวไหนก็แล้วแต่ อันนี้เป็นอบายมุข หรือกิเลสกามเรามันแรง เราก็ทำอันนี้ หรือโทสะเรามันแรงอันนี้ ยิ่งมีคู่อาฆาตเลย เราก็ต้องปฏิบัติให้สำคัญ นายคนนี้มีวิบากกันมาหลายชาติ เจอหน้ากันก็ทุกที เราก็ต้องจัดการที่จิตเรา เจอหน้าก็ต้องอ่านให้ทันอย่างน้อย วิกขัมภนปหาน กดข่มมันก่อน จะให้ดีก็มี วิปัสสนาญาณมันไม่เที่ยง ต้องอ่านอาการจิตว่าอภัยเป็นเช่นนี้ เลิกอย่าจองเวรถือสา อย่าไปต่ออีก สร้างเวรกรรมอีก เอาให้ว่างวางปล่อยให้ได้ลด ละ ไป หรือไปปฏิพัทธ์ส้มสูกลูกไม้ อ่านจิตเรา ทั้งกระทบ วัตถุ บุคคล ดินน้ำไฟลมก็ตามใครเคยโกรธตะหลิวไหม เคาะมันจนหัก หาใหม่ก็ค่อยยังชั่ว หรือแย่กว่าเก่าก็จองเวรอันใหม่อีก จะเอาให้ได้ดังใจกู ตะหลิวมันรู้เรื่องกับเราที่ไหน นี่คือส ิ่ง งต่างๆ ที่กระทบสัมผัสแล้วเกิด ราคะ โทสะ

จากอบายก็มาสู่ สกิทาคามี โสดาบันทำกิเลสลดได้แล้วก็มา สกิทาคามี อบายมุขเราหมด ก็ทำไปตามสูตรโครงสร้างที่เราทำเป็นแล้ว ทำตั้งแต่กามภพ สมมุติว่าลดได้แล้วเป็นอนาคามีก็ไม่ได้ไปนั่งหลับตา แต่ว่ากระทบสัมผัสแล้ว ข้างนอกเราไม่แล้ว จิตเรารู้ดี หิริเต็ม โอตตัปปะเต็ม เหลือแต่ ระริกระรี้ในจิต มีรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ที่เหลืออยู่ก็ไปตามลำดับ ทำให้ชัดเจน ให้พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะก็พ้นสังโยชน์สุดท้าย อวิชชาสังโยชน์ จึงบริบูรณ์ไปตามลำดับ จากองค์ประชุมภายนอกสู่รูปจิตและอรูปจิตตามลำดับ คุณก็ทำให้กิเลสลดได้หมดได้แต่ก็ยังเหลือกายอยู่ กิเลสหมดก็เป็นพระอรหันต์

โพธิปักขิยธรรมจึงยืนบนฐาน โพชฌงค์ 7 (ปุริสภาวะ) และมรรคองค์ 8 (อิตถีภาวะ) มรรค เป็นตัวสร้างเรื่องเป็น อิตถีภาวะ ทั้ง อาชีพ การงาน วาจา ความคิด ก็สร้างเรื่องเป็น อิตถีภาวะ เราก็ทำไปตามลำดับไม่ใช่ว่าไปดับอิตถีภาวะหมด ก็ทำไปให้วิจัยรู้เหตุ ดับเหตุ โพชฌงค์ 7 เป็นตัวจัดการ ทำดีได้มีปีติเราก็ลดปีติ จิตก็ปัสสัทธิมีสมาธิตั้งมั่น อุเบกขาเป็นสุดท้ายเป็นฐานนิพพาน คุณก็รักษาผลไป ก็สามารถทำได้ถูกต้องตามลำดับโดยไม่ทิ้งกาย มีประสิทธิภาพของ สติปัฏฐาน 4 ที่จะไปจัดการใน กายคตาสติและ อานาปานสติ ก็จะบรรลุธรรม สัมผัสวิโมขก์ 8 ด้วยกาย ได้ฌาน 4

สภาพว่าง คือรูปเป็นอากาสานัญจายตนะ และสภาพวิญญานัญจายตนะ คือ นาม เป็นการตรวจสอบนามธรรมว่าสะอาดไหม จากกิเลสตัณหา แล้วก็ตรวจเศษเหลือไม่ให้มีนะ อากิญจัญญายตนะ ก็เอาเศษเหลือออกให้ได้ แม้มีสัมผัสแตะต้องมีฐานรูปฌานแล้วนะ เก็บรายละเอียดให้หมด อากาศก็ว่าง วิญญาณก็ใส ไม่มีเศษเหลือเลย แล้วต้องรู้ทุกสัญญา ทุกอัตตา เป็นเนวสัญญานาสัญญายตน ทำซ้ำทำซากทำอีกทุกกาละทำปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีต มีจิตอยู่เหนือโลก ทั้งที่อยู่กับโลก แต่เรามีอำนาจมีวสีอยู่เหนือมัน ทำซ้ำ ตรวจสอบซ้ำ ให้เกิดสะสมตั้งมั่น อเนญชาภิสังขาร ทุกลีลาบทบาท ทั้งทีเผลอและไม่เผลอ ก็ทำทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีต จนพยากรณ์ได้เลยว่าอนาคตก็สูญ ทั้งเวทนาในส่วน อดีต ส่วนอนาคต และส่วนอดีตและอนาคต ก็สูญ (ในอวิชชาสูตร)

เมื่อสามารถทำให้อดีตสูญ โดยทำทุกปัจจุบัน เรามีปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ปภัสสรา เก่งเป็นจอมยุทธ พอศัตรูมายิ้มเท่านั้นศัตรูก็ตาย เก่งอีก แค่มองศัตรูก็ตาม หรือศัตรูมาสัมผัสเราก็ตายหรือยอมสยบทันที คือสุดยอดแห่งวรยุทธ นี่สุดยอด ผู้ใดสามารถทำได้ใครว่าไม่เป็นอรหันต์ก็ช่างมัน จบ

หมอเขียว … พ่อครูมีเทคนิคธรรมะยุทธศาสตร์ในการสร้างคนให้มีจิตอาสา พ่อครูว่า.. อาตมาไม่ต้องออกแบบ อาตมาทำตามพระพุทธเจ้า ดูตำราที่มีของพระพุทธเจ้าก็เอามาจัดการ อาตมาเรียบเรียงไม่ได้มันมากมายเยอะแยะ ก็ดูตามองค์ประกอบเหมาะสม จัดการให้ได้สัดส่วน พยายามใช้ สัปปุริสธรรม รู้จัก นิรุติปฏิภาณ ตรวจสอบจากพระไตรฯ อาตมาไม่อ่านอรรถกถาจารย์ แต่ดีๆ ก็มี อะไรใช้ได้ก็เอามาทำ ใช้ภูมิตนเป็นเครื่องตัดสินทำมา 44 ปีแล้ว ทำมาแต่เป็นฆราวาสแต่คนไม่ยอมรับ ถามว่ามีเหตุปัจจัยอย่างไรก็ตอบไม่หมด แต่โครงสร้างอะไรเป็น ศีล สมาธิปัญญา ก็ให้จัดการไปตามเหมาะ

ก็มี ศีลข้อ 1 จัดการโทสะมูล ศีลข้อ 2 จัดการโลภะมูล ศีลข้อ 3 จัดการราคะมูล ศีลข้อ 5 กำจัดโมหะ โลภะต้องการมาให้ตน ราคะเอาให้ได้มาเสพรส มีนัยต่างกันแค่นี้ ส่วนโทสะคือความไม่ปรารถนาดีทำร้าย ฆ่าแกงโกรธเคืองกัน ไม่สบายใจ ก็อ่านใจรู้ใจ คนนี้เหมาะสมกับศีล 5 ก็จัดการ ฉันจะลดโทสะ ราคะ ของฉันอย่างนี้ ก็กำหนดเอา ส่วนศีลข้อ 4 คุณต้องไม่โกหกก่อน แล้วค่อยละ ละเอียดเพ ิ่ มขึ้น ก็ใช้โครงสร้าง ศีล สมาธิ ปัญญา และมีจรณะ 15 อีก

คุณต้องมีศีลเป็นตัวหลัก และตัวปฏิบัติคือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ต้องสำรวมให้ดี เพราะคุณเสพนิวรณ์เป็นอาหารตลอดเวลาหากไม่ได้สังวรสำรวม ไม่ให้กิเลสเข้าไปบงการเราทำกรรมเลว จะควบคุมไม่ให้มีทุจริต 3 ได้ ก็ต้องมีสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญา ทำใจในใจโยนิโสมนสิการเป็น ทำใจให้ลดกิเลสเป็น ใครทำใจเป็นก็ได้

ใครทำใจในใจเป็นคนนั้นมีโอกาสได้นิพพานแน่นอน ใครทำใจเป็นก็มีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งมีองค์ประกอบคือ ปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ

หมอเขียว … เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจะทำอย่างไร? พ่อครูว่า… 1 . เอายาเม็ดแรกเลย ทุกคนพอเกิดการขัดแย้งขึ้นมา ทุกคนหยุด แล้วยอม นี่คือยาเม็ดแรก มันไม่ได้ก็ต้องกดข่มมันไปแล้ว 2 . เอามาวิจัยวิจารตกลงกัน สัมมนากัน สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ก็ต้องโหวต เยภุยสิกา เมื่อคะแนนเสียงชัดเจนก็เอาตัวนั้น อย่ามีตัวตน เอาตัวตนเป็นหลัก ต้องเคารพหมู่ให้เกียรติทุกคน เพราะเราเลือกแล้วว่าหมู่นี้ดี ไม่ใช่ว่าคุณไปโหวตที่อื่น คนมาจากทุกทิศจากนรกขุมไหนแล้วมาโหวตร่วมกันอย่างนั้นอาตมาไม่เอา มันต้องคัดเลือกคนเข้ามาเป็นสภา ที่รวมกัน ที่ใดไม่มีบัณฑิตที่นั่นไม่ใช่สภา ใครจะเข้ามาเราต้องคัดเฟ้นกัน

ถ้าสรุปมติได้เป็นเอกฉันท์ก็ไม่ต้องโหวต หรือว่าสุดท้ายต้องโหวตก็ทำ ประธานต้องอย่าอคติ ไม่บังคับใคร ถ้าบังคับก็เผด็จการตลอดเวลาไม่ได้เรื่อง ต้องพยายาม ต้องหมั่นพร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก เมื่อประชุมกันเอาออกมาเทกันให้หมด แล้วมีมติ จะต้องโหวตก็โหวต ไม่ต้องโหวตตกลงกันได้ก็จบ ออกจากห้องประชุมแล้วทำตามมติ เก็บความคิดของตนไป ไม่เอาตามความคิดตน เอาตามหมู่ แล้วสังคมทุกสังคมต้องมีความขัดแย้ง สังคมใดไม่มีการขัดแย้งเลยอันนั้นเป็นสังคมควาย มันต้องมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ แม้จะเป็นทิศทางเดียวกันอินทรีย์ไม่เท่ากัน จึงมีความขัดแย้งอันพอเหมาะ ความสามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ เอาตามมติหมู่

หมอเขียว … เกี่ยวกับน้ำปัสสาวะบำบัด พ่อครูมีความเห็นอย่างไร? พ่อครูว่า … น้ำปัสสาวะเป็นน้ำที่สังเคราะห์ออกมาจากตัวคน ในทางแพทย์สมัยใหม่บอกว่าเป็นส ิ่ งสกปรก แต่พระพุทธเจ้าว่าเป็นสิ่งที่เป็นยา เราเชื่อหมอพระพุทธเจ้า อาตมาก็ทดสอบมานานปีแล้ว อาตมาก็ดื่มน้ำปัสสาวะ แต่อาตมาไม่มีโรค ก็เลยไม่ได้พิสูจน์อะไร ว่ามันช่วยโรคอะไรบ้าง แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีใครเลยดื่มแล้วบอกว่าน้ำปัสสาวะเป็นเหตุให้เกิดโรคอะไร มีแต่อ้วกเพราะมีอุปาทาน

ทุกวันนี้ก็เลยไม่ค่อยได้ดื่ม แต่สปาร์ ปัสสาวะใส่ขวดไว้ แล้วก็เอาไปสปาร์ คือใช้อาบ สปาร์หลายที ต่อวัน แล้วจะออกนอกสถาที่พบแขกก็หยุด อาบน้ำเสร็จก็หยุดสปาร์ในวันนั้น แล้วก็ทำอีกในวันต่อไป ถ้าทิ้งค้างไว้หมักไว้ก็มีกลิ่น มันก็กลิ่นของเราแบคทีเรียมาร่วมก็เรื่องของมัน สปาร์มาแล้วก็ดูดี บางคนก็สังเกตว่ากระหายไป

เรื่อง ไอนี่ อาตมาก็ไปพบมาหลายหมอแล้วหลายปีเข้า หมอพจน์ก็บอกว่า เป็น Aging อาตมาก็ต้องยอมรับว่าเป็นวิบาก เพราะไปพบแพทย์เฉพาะทางมาที่ยอดที่สุดแล้วก็ไม่รู้ หาเหตุไม่ได้ ก็เลยรักษามาตามเรื่อง รักษาตามอาการมาเรื่อย ก็ไม่รู้เหตุ ก็คาราคาซังมาเรื่อย อาตมาก็ไอเป็นกิจประจำของอาตมาเอง คันคอมาจากอะไรก็ไม่รู้ ไปโทษอาหารเครื่องดื่มก็ไม่น่าใช่สรุปแล้ว let it be

หมอเขียวว่า … คนเราส่วนใหญ่ก็มีโรคภัยไข้เจ็บ บางคนเป็นหนัก พอเป็นหนักแล้วใจเสีย พ่อครูว่า … จิตใจไม่ดีก็จะทรุด ยกตัวอย่างโยมปราณีหมอบอก เป็นมะเร็งปอด อีก 6 เดือนจะตาย แต่โยมเขาคบหาชาวอโศก ก็ทำให้ใจเบิกบาน อารมณ์ดี กินน้ำฉี่ กินอาหารธรรมชาติ ทำไปได้ตลอด จนเดี๋ยวนี้หมอบอกว่าจะตายแต่แกก็ยังอยู่ ตั้งแต่หมอบอกตอนอายุ 60 จน อายุ 72 ก็ไม่ตาย ไปตรวจก็ไม่เจอเนื้องอก แกก็ปักใจว่าหายเพราะปัสสาวะ แต่อาตมาว่าเพราะหลายประการ มีจิตใจดี อาหารดี ออกกำลังกายดี ผีมะเร็งก็หายไป

หมอเขียว … หลายครั้งพ่อครูโปรดคนใกล้ตาย บอกว่าให้ปล่อยวางๆ คืออย่างไร? พ่อครู ว่า… คำว่าปล่อยวางก็คือรักษาพลังงาน การมีจิตต้านก็เสียพลังงาน ให้เอาพลังงานที่เสียคืนมา ปล่อยให้จิตปรุงแต่งโดยไม่มีอะไรทำให้เสียพลังงาน กายก็ปรุงตามธรรมชาติ ตัวคนนี่เป็นพลังงานที่รักษาตัวเองเก่งที่สุด มันมีหน้าที่ทำให้สมดุลอย่างดีที่สุด ถ้าไม่มีอะไรกวนมันทำงานไปตามยถากรรม

หมอเขียว … จิตดีนี่จะมีฤทธิ์เร็วที่สุด พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าว่า มโนบุพพัง คมาธัมมา ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน หมอปัจจุบันก็ยอมรับว่า ถ้าใจดี กว่า 60 % ก็หายได้แล้ว ใจนี่เหนือกว่าอวัยวะ 32 ใจเป็นใหญ่ หากทำใจได้และทำองค์ประชุมดิน น้ำไฟ ลมด้วย คุณพยายามเรียนรู้แล้วช่วยมันอีกก็หายดีได้ เรียนทั้งนอกและในทั้งใจและกาย

ทางโลกเขาเรียนรู้ร่าง ได้เล็กละเอียด แต่ใจไม่ค่อยรู้ ทั้งที่ยอมรับว่าใจเป็นเหตุกว่า 60 % เราก็ยอมรับหมอทางกายด้วย แต่ใจเราก็จะทำได้เก่งกว่าด้วย จะช่วยได้ดีมาก หมอที่เขาใช้พลัง เช่น โยเรพลังจักรวาล ก็ทำที่ใจเป็นตัวหลัก คนที่ยอมรับให้รักษาก็คือใจเขายอมรับให้รักษาแล้ว แต่บางทีภาวะที่ต้านบางทีก็ทำงานได้เร็วอีกนะ อาตมาเคยทำสะกดจิต บางคนต้านแต่ก็สะกดได้ง่ายมาก มันโผล่มาเลย ถ้าแรงไม่มาก หากแรงมากก็ยาก แต่ถ้าไม่ต้านเลยบางทีหาไม่เจอมันไม่มีแรงให้สัมผัสเลย

การรักษาทางสายพลังงานก็มี ก็ค่อยสะสมความรู้ไป อาตมาไม่เก่งพอจะอธิบายได้ ก็ค่อยเรียนรู้ไป ชาตินี้อาตมามาแสดงมาเป็นตัวละครของโลกคือตัวละครแสดงความรู้ธรรมะ ไม่ได้แสดงความรู้ทางโลก ความรู้ทางโลกอาตมาจะน้อย แต่เพื่อพิสูจน์ความรู้ทางธรรม ก็พยายามรวบรวมเท่าที่สื่อได้ คุณเรียนมาทางนี้ดีแล้วให้ได้ ป.โท ป.เอก ก็จะได้ใช้ประโยชน์ ข้อสำคัญละกิเลสให้ได้ ละกิเลสได้ก็จะทำประโยชน์แก่โลกได้มหาศาล

พ่อครูว่า … พวกเรารวมตัวกันก็ดี อย่างหมอเขียวทำมีรูปธรรมมากกว่าที่อาตมาทำ โดยตั้งตัวแกนเป็นโรคภัยไข้เจ็บเป็นฐานนำพา ก็เลยมากันมาก เพราะทุกคนกลัวโรคกัน ก็เลยเป็นแพทย์ที่สังเคราะห์ร่วมกันทั้งกายและจิต เขาหาว่าศาสนาพุทธไม่เป็นศาสนาเพราะไม่เอาวิญญาณ แต่ที่จริงศาสนาพุทธนั้นเรียนรู้จิต เจตสิกมากที่สุด ศาสนาไหนจะจำแนกจิต เจตสิกได้ละเอียดเท่าศาสนาพุทธ มีถึงแยกเป็น 121 จะบอกว่าศาสนาพุทธไม่มีเรื่องจิตวิญญาณนั้นผิดแล้ว แต่ศาสนาเขามีแต่จิตที่ไม่รู้จักจิต แต่ของพุทธรู้ว่าจะเอาจิตวิญญาณมาใช้เมื่อไหร่ ก็เมื่อกระทบสัมผัสทางทวาร ทั้ง 6 ก็เกิดวิญญาณ แล้วทำวิญญาณให้เป็น ปรมาตมัน คือจิตสะอาดที่สุด มีปัญญาธิคุณ กรุณาธิคุณ วิสุทธิคุณ คือตรีมูรติ 3 มีปัญญารู้รอบถ้วน รู้กำจัดอกุศล จนหมดแท้ เป็นกุศลจิตล้วนๆ กุศลจิตที่ศึกษาอย่างไม่หนีสังคมไม่หนีกรรมกิริยา รู้จักองค์ประกอบ จัดการได้ ทุกกรรมเป็นอภิสังขาร กำจัดกิเลสหมดจากจิต ก็เป็นผู้รู้แจ้งจิตวิญญาณจริง ทำจิตเป็นจิตพระเจ้าได้ มีตรีมูรติ ได้ในตัวเราเลย จะบอกว่าตัวเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า พระเจ้าคือเรา เราคือพระเจ้า ศาสนาพุทธทำได้แต่ศาสนาอื่นเขาว่าไม่ได้ ตัวเราเป็นแค่ส่วนหนึ่งของพระเจ้าที่เขาก็ไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง

ศาสนาพุทธคนไหนไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร คนไหนเชื่อก็มา เชื่อแล้วก็ทำให้ได้ มีประโยชน์ตน ประโยชน์ ท่าน เป็นอุภยถะ คือมีทั้ง ปรัตถะและอัตตัตถะ พอจบแล้วมีแต่ปรมัตถะ

หมอเขียว...วันนี้เป็นวันมหามงคล ที่สวนป่านาบุญได้รับธรรมะจากพ่อครู ทั้งกายและใจ ทำควบคู่กับสังคมส ิ่ งแวดล้อม เป็นความครบสมบูรณ์แบบให้ชีวิตตนมีค่าทั้งตนและสังคม ทางเครือข่ายแพทย์วิถีธรรมก็จะพยายามพากเพียรทำให้ได้มากที่สุด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน