571019_วิถีอาริยธรรม สันติฯ พ่อครูและท่านจันทร์ เรื่อง รู้กายให้จบอุเบกขาในโลกุตระ ๔๖.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571019_ วิถีอาริยธรรม โดย พ่อครูและท่านจันทร์ สันติอโศก เรื่อง รู้กายให้จบอุเบกขาในโลกุตระ 46

ส มณะ เพาะพุทธว่า...วันนี้ วันที่ 19 ตุลาคม 2557 ที่ สันติอโศก วันนี้ มีผู้ปฏิบัติธรรม ศีล 8 ถึง 40 ชีวิตมาร่วมฟังด้วย ความต่างระหว่างอุโบสถศีล กับ ศีล 8 คืออุโบสถศีลนั้นไปพักค้างที่วัดด้วย

เรื่องที่พ่อครูได้อธิบายในรายการก่อนๆ หน้านี้ พ่อครูได้เน้นย้ำเจตนาถึง คำว่า บุญ คำว่า บุญ คือการชำระกิเลสบุญไม่ใช่ขนมปังที่ตัดแบ่งใครไม่ได้ บุญเป็นอาวุธ (พ่อครูว่าบุญเป็นปืนไม่ใช่ขนมปัง อย่าไปกินเข้า) แต่เด็กส่วนมากชอบ เขาขนมปังมาทำเป็นปืนเล่นกัน สมัยก่อนผมเป็นเด็กก็ใช้ขนมปังเล่นเป็นปืน

แล้วคำว่า กุศล เป็นสิ่งที่จะต้องทำ ถ้าบุญจะเป็นอาวุธ ส่วนกุศลก็น่าจะเป็นอาภรณ์ เป็นเครื่องแสดง ดังนั้น บุญ เป็นส ิ่ งที่จะต้องทำสำหรับคนไม่หมดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสหมด บุญ ก็ไม่ต้องทำอีกต่อไป และบาปก็หมดไปพร้อมกับบุญ

พ่อครูว่า … มีหลักฐานยืนยันบาลีว่า ปุญญาปาปาปริกขีโณ คือสิ้นบุญส ิ้ นบาปแล้ว เป็นอรหันต์นั่นเอง

ส มณะ เพาะพุทธว่า...วิธีพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นบาป คือต้องประกอบด้วยกิเลสไปร่วมก็คือกิเลส บาปคือกิเลส กิเลสคือบาป แล้ววันนี้ พ่อครูจะได้อธิบายต่อ ส่วนคำว่า นามกาย ผมนำไปเขียนใน นสพ.ว่า นามกายนี่แหละคือจิต

ในรายการท ี่ ผ่านมา พ่อครูได้อธิบาย ผัคคุณสูตร อาตมาได้ติดตามเนื้อหา มีนัยน่าสนใจหลายอย่างเช่น

[ 33 ] ม. พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง ฯ ภ. ตั้งปัญหายังไม่ถูก เรามิได้กล่าวว่าย่อมถูกต้อง ถ้าเรากล่าวว่าย่อมถูกต้อง ควรตั้งปัญหาในข้อนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ใครหนอย่อมถูกต้อง แต่ เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ผู้ใดพึง ถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้ว่า พระพุ

อ่านต่อ

ทธเจ้าข้า เพราะอะไรเป็นปัจจัยหนอ จึงมีผัสสะ อันนี้ควรเป็นปัญหา ควรชี้แจงให้กระจ่างในปัญหานั้นว่า เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ฯ

สมณะเพาะพุทธ ว่า … พระพุทธเจ้าไม่ให้เราสนใจว่าใคร แต่ให้สนใจว่า อะไรที่ทำให้เกิดขึ้นมา (พ่อครูว่าถ้าพูดถึงใครก็เป็นตัวตนเป็นเราเป็นของเรา แต่ถ้าพูดว่าอะไร นี่ก็คือไม่เป็นตัวตนเป็นเราเป็นของเรา) เราทั้งหลายน่าจะนำผัคคุณสูตรไปเป็นแนวทางปฏิบัติ เราควรสนใจอะไรมากกว่าใคร เราจะดับอะไรมากกว่า จะได้ประโยชน์ พระพุทธเจ้าว่า ถ้าถามว่าใครๆๆ? นี่ถามผิด แต่ให้ถามว่าอะไร??

ถ้ามีใครฝากมาว่าเราไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ เราควรถามว่าเราผิดอะไร มากว่าถามว่าใครมาว่าฉัน อย่างนี้จึงได้ประโยชน์มากกว่า (พ่อครูว่าไม่เกิดศัตรู) แล้วอะไรจะทำให้เราหันมามองตน

กามนี่เราอย่าไปจัดการกามให้หมดนะ เพราะว่ากามมีหลายประเด็น คำว่าธรรมกาโม ก็คือความยินดีในธรรม พ่อครูว่าต้องกำจัดรสแห่งความยินดีในกาม จึงถูกต้อง ไม่ใช่จัดการกามทั้งหมด เพราะความยินดีในเรื่องดีเป็นประโยชน์ต้องรักษาไว้ เช่นเดียวกับเรื่องตัณหา แม้แต่ เจ้าคุณประยุทธ์ เคยได้พบท่านเมื่อหลายปีก่อน สอบถามท่านว่า ท่านมีอะไรจะฝากให้ผมไหมครับ...ท่านก็ฝากกุศลธรรมฉันทะ คือให้มีความยินดีรักใคร่ในกุศล

ใน ผัคคุณสูตร มีเรื่องของอาหาร 4 ให้เราศึกษา เรื่องผัสสาหารเหมือนวัวถูกถลกหนัง ในมโนสัญเจตนาหารเปรียบกับหลุมถ่านเพลิงไม่มีเปลวควัน ทำให้เราเห็นทุกข์ในส ิ่ งเหล่านั้น

พ่อครูว่า … รูป ถ้าเป็นตัวของมันก็เป็นส ิ่ งหนึ่ง แต่ถ้ามีธาตุรู้คือวิญญาณคนเข้าไปเกี่ยวข้องคือคำว่า กาย ธาตุรู้เป็นตัวการใหญ่ ทำให้เกิดเป็นสัตว์ เป็นสัตว์ทางวิญญาณไม่ใช่สัตว์ทางร่างกาย แม้อเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่ไม่มีภูมิจะศึกษาโลกุตระได้ ต่อให้มีความเฉลียวฉลาดโลกีย์อย่างไร ก็รู้ไม่ได้ รู้ได้แค่บัญญัติภาษา ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ มันเป็นไปไม่ได้เลย ไม่มีตัวเชื่อมต่อมาเป็นเวไนยสัตว์ได้เลย มันเป็นญาณปัญญาที่จะต้องเสริมเพ ิ่ มถึงขีด

พระพุทธเจ้าแบ่งโลกีย์กับโลกุตระ ซึ่งโลกุตระก็มี 9 คือบุคคล 8 และนิพพานอีก 1 และมีโลกุตระอีก 46

เร ิ่ มตั้งแต่กาย แล้วไปจบสูงสุดที่อุเบกขา เป็นฐานนิพพาน เราสร้างอุเบกขาให้เป็น อเนญชาภิสังขารได้ ก็สมบูรณ์ให้แน่นให้ถาวร ทำด้วยอภิสังขารทำอีกทำแล้ว อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง จนอนาคตกับอดีตเป็นสูญ แต่กุศลไม่ม ี หยุดเจริญได้ไม่มีวันจบ ความเป็นสัตว์โลก พระพุทธเจ้าท่านรู้ครบหมด ศึกษามานานนับชาติ ไม่รู้ที่ต้น จนสืบทอดมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเกือบสูญไปหมดแล้ว อาตมาต้องเอามาสืบทอดคืน ที่บอกว่าสูญแล้ว เพราะไม่ได้เห็นคำสอนปัจจุบันที่จะมีโลกุตระ และอาตมามีส ิ่ งที่เขาไม่มี อาตมาก็เอามาเปิดเผย เป็นสินค้าใหม่ เป็นนวัตกรรม

พระพุทธเจ้าท่านเริ่มต้นตั้งแต่โลกุตระข้อแรกคือ กายในกาย กาย คือองค์ประชุมตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป และมีประเด็นหลักอีก ว่า กายคือธาตุรู้ หากขาดธาตุรู้ก็ไม่ใช่กาย พระพุทธเจ้าสอน กายคตาสติ กับอานาปานสติ

อานาปานสติ ก็ต้องมีกาย ขาดกายไม่ได้ แม้คนหลงผิดไปนั่งหลับตาสมาธิในป่าเขาถ้ำ อะไรข้างนอกไม่รับรู้ พระพุทธเจ้าก็ต้องอนุโลมว่า อย่าทิ้งกายนะ แม้หลับตานั่งสมาธิก็อย่าทิ้งลมหายใจคือกายนอกนะ และแม้กระทบ ทางทวาร 5 ใดๆ ก็ต้องรับรู้ด้วยนะ ต้องรู้ กายสังขาร รู้ปฏิสังเวที รู้ให้ครบกายทั้งนอกและในไม่ให้ขาด แล้วทำให้มันระงับ ปัสสัมภยัง ทำให้องค์ประชุมทั้งหมดระงับ และต้องรู้ต่อไป

พอเรารู้กาย เป็นต้นว่าอ่านถึงนามธรรม ลืมตา ทวารนอกกระทบอยู่ เราก็เอาสัญญาไปกำหนด เห็นหน้าอาตมาก็กำหนดรู้ แต่ถ้าไม่ได้กลิ่นก็ไม่ได้กำหนด แต่ถ้ากลิ่นโชยมาก็กำหนดรู้ได้ มันจะเร็วมาก จะกำหนดรู้ทีละอย่างแต่ทำให้เร็วได้

จะจับจิตอ่านจิตตนให้รู้นั่นแหละคือ สักกายะ คำว่า สักกะคือของตน องค์ประชุมนี้คือ กาย อาตมาบอกว่า กายคือจิต (พวกเปรียญ 9 ฟังแล้วคงคันหูนะ) ฟังให้ดี กายถ้าขาดจิตก็ไม่ได้เลย ถ้ารู้สักกายะ ท่านก็ให้พิจารณากาย

พิจารณากายนอกกายมีเหตุจากอะไร ได้ยินเสียง ได้เห็นภาพ แล้วกายในกายนี่คือจิต เจตสิก เราก็ต้องรู้ว่าเร ิ่ มต้นมีปีติ ก็ต้องรู้ปีติในใจ ถ้าแค่รู้สักกายได้เราก็จะมีปีติ แต่ก่อนเราไม่เคยอ่านอาการจิตได้ รู้จิตโดย อาการ ลิงคะ นิมิต เราอ่านได้สภาวะนี้ เราอ่านได้ว่ามันปรุงแต่ง ชอบหรือไม่ชอบเราก็อ่าน ว่ามันชอบหรือไม่ สูงไปกว่านั้น ไม่ใช่รู้แค่ชอบหรือไม่ เรารู้ว่าทุกข์หรือสุข หรือว่าอทุกขมสุข เป็นเวทนา

แล้วในเวทนา มันมีเหตุอะไรให้เกิดสุข กับทุกข์ มันอยู่ที่อุปาทาน เคลื่อนตัวมาเป็นตัณหา ต้องได้สเปคอย่างนี้ ถ้าได้ตามสเปคก็ชอบ พอได้กระทบก็เกิดการเคลื่อนดำเนินไป กายคต คือองค์ประชุมเคลื่อนไปเป็น Kinetic energy แทนที่จะนิ่งไม่รู้ไม่ชี้อะไร ก็เคลื่อนมา แล้วยิ่งมีเหตุปัจจัยกระทบสัมผัสเข้า ก็เกิดชอบชัง หรือกระสัน อยาก แย่งชิง ทำร้ายทำลายกัน จนแย่งได้ก็สงบ

เวทนาก็มีเจตสิก เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเวทนา จะสุขทุกข์ก็เพราะในจิตมี สราค สโทส สโมห ในจิตเรา ถ้าในจิตเราไม่มีตัวเหตุนี้ที่จะต้องได้ตามอุปาทาน มันก็ไม่เกิดสุข ทุกข์ มันก็ไม่มีอะไรทรงอยู่ ธรรมะ ก็ไม่มี เมื่อธรรมะไม่มีจิตก็ไม่มี มาเป็นเวทนาก็ไม่มีเหตุให้สุข ทุกข์ หรือพักยก แต่ถ้าฆ่าเหตุได้ก็เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา แต่ถ้าทำเมินก็ไม่ได้จัดการเหตุ ก็อยู่ไปอย่างนั้น อย่าว่าอยู่แค่ล้านปีอย่างไวรัสนี่นะ แต่กิเลสมันอยู่ได้นานกว่านั้นอีก

เมื่อพระพุทธเจ้าว่า เราต้องหาปัจจุบันเลย มีกระทบผัสสะ ซึ่งต้องมีนามด้วย พระพุทธเจ้าว่านาม มี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นตัวปฏิบัติ

ต้องมีเจตนาเป็นวิภวตัณหา แล้วปฏิบัติเป็นมนสิการ ใจเราต้องจับให้ได้คาหนังคาเขาเลยว่าเดี๋ยวนี้มีไหม กระทบแล้วจับโจรได้เลย ว่าอยากหรือไม่อยาก เราก็จะจัดการทำลายมันได้เลยทันที ย ิ่ งกว่าตำรวจใหญ่จับโจรนะ วิธีการพระพุทธเจ้าต้องมีผัสสะ แล้วอ่านวิญญาณหรือจิต ว่าอาการมันเกิด วิญญาณเป็นการเกิดที่ปัจจุบัน เป็น proper noun คือเป็นสักกายะเป็นเฉพาะ เกิดหลัดๆ เป็นวิญญาณผี เป็นองค์ประชุมของ กายกลิ ตัวนี้ของเราไม่ใช่เห็นของคนอื่น เราก็จัดการจิตเรา เรียกว่า กายในกาย ซึ่งเนื่องมาเป็น เวทนา เป็นจิต เราก็เจาะอ่านอาการสำคัญคือ ราคะ กับโทสะ มันมีชีวิต

จะจัดการมันไปได้ก็ต้องรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นตัวปลอม เราไปโง่นึกว่ามันมีตัวตนหรอก เราโง่เอง พิสูจน์ให้ได้ว่ามันไม่เที่ยง ไม่อยู่กับเราตลอดหรอก แล้วเราก็ไม่ให้มันมี โดยไม่ได้กดข่ม เราให้มันขึ้นมาด้วยกระแทกให้ออกมาด้วย แล้วเราก็ต้องรู้ด้วยปัญญาว่ามันทรมานเรานานนับชาติ จนกว่าเราจะเกิดญาณปัญญา รู้ว่ามันไม่เที่ยง เราทำให้มันหายไปได้ จับอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส ให้ได้

ในพระไตรฯ ล. 16 ข. 43 ว่าด้วย เรื่อง ความมี และ ความไม่มี

[ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ ไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี

โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้อง เชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

พ่อครูว่า … ก็เมื่อสมุทัยมันไม่มีแล้ว ก็นี่แหละคือความไม่มี ไม่มีอะไรก็คือไม่มีสมุทัย ไม่มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปแล้วนั่นเอง

เมื่อเราอธิบายถึงความไม่มีในสังคม คนที่เขาติดยึดมากก็ฟังไม่รู้ แต่คนไม่ติดยึดมากก็น่าจะพอรู้ แต่เราเองหมดความติดยึด หรือติดยึดน้อยลงก็จะเข้าใจดี อย่างผู้ชายไม่ติดลิปสติก หรือผู้หญิงเขาไม่กินเหล้าไม่ติดเหล้า ที่จริงเหล้านี่มันฝาด เฝื่อน ร้อน บาดนะ แต่คนมันชอบ ก็ว่าเฝื่อนนั่นแหละเขาชอบ คนติดหนัก ก็คนอื่นเขาไม่ชอบกันเขาก็ติดก็ชอบ

กายในกาย ในโพธิปักขิยธรรม ในโลกุตตระ 36 ขึ้นต้นด้วย กายในกาย และจบด้วยอุเบกขา มีมรรคองค์ 8 อยู่กับกรรม อยู่กับกาย ที่สัมผัสรูปนามทั้งนอกและใน อัชฌัตตังอรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ ทำจนกิเลสเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา เป็นสัมมาสมาธิ หรืออุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในสมาธิของมรรค 8 กับฌาน 4 ก็ตัวนี้

แล้วอุเบกขาแล้วก็ต้องตรวจสอบด้วยอรูฌาน 4 ก็อุเบกขายิ่งแข็งแรงขึ้น เราทำอรูปฌาน เพื่อตรวจสอบ ไม่มีเศษเหลือ อเสสะ จึงสมบูรณ์แบบ ช่วงกลางระหว่างโพชฌงค์ 7 ให้เรียนรู้ กายคตาสติ กับอานาปานสติ ถ้าแยกกัน ก็หมดทางไปนิพพาน ระหว่าง กายคตาสติ กับอานาปานสติ

คนทั่วไป กายคตาสติ ก็ไปทำอิริยาบถหยาบ ยืนหนอ ย่างหนอ ก้าวหนอ ไม่เข้าหาจิตก็จบเกม ไปไม่ออก การไปทำ อานาปานสติ ก็ไปนั่งหลับตาทำ คนละส่วนเลย

แล้วต้องรู้ อุปาทายรูปอีก 24 ทางปสาทรูป โคจรรูป แล้วให้รู้ให้เป็นกายอันเอก เป็นปุริสภาวะ หรือปุริสสินทรีย์ จากอิตถินทรีย์ ให้เป็นปุริสสินทรีย์ ซึ่งถ้าไปยึดถือภายนอกว่า ผู้ชายผู้หญิงให้เสมอภาคกัน พระพุทธเจ้า ก็ให้เสมอภาคได้ในส่วนที่ควรเสมอ เช่นพระอานนท์ว่า หญิงบรรลุอรหันต์ได้ไหม? พระพุทธเจ้าก็จำนนต่อสัจจะ แต่ก็ต้องให้มีคุรุธรรมอีกนะ เพราะอิตถีภาวะเป็นภาวะที่ยังเคลื่อนอยู่นะ ไม่จบ แต่ผู้บรรลุวิมุติถึงแก่นเป็นอมตะแล้ว ท่านจะอยู่เป็นบุรุษไปตลอดกาลนานไม่ขยับเขยื้อนก็ได้

จะเท่ากันโดยสภาวธรรมไม่ได้ แต่โดยตัวร่างสัตว์โลก ตัวรูปกายไม่เท่ากัน แต่นามกายนั้นเท่ากันได้ องค์ประชุมกายนอกเท่ากันไม่ได้ แต่นามกายทำให้เท่ากันได้ ดังในอานาปานสติ คือทำใจโดยตรง เป็นโพชฌงค์ 7 ส่วน กายคตาสติ คือ มรรคองค์ 8

กาย ขาดนามธรรมไม่ได้ ขาดจิตไม่ได้ แม้แต่จิตกับจิตก็เป็นนามกายได้ โดยสัญญากำหนด แม้ไม่มีทวารนอก ตายไปหรือสลบอยู่ ก็มีนามกายที่ประชุมละเลงกันอยู่ข้างในได้

ตั้งแต่ต้น กายในกายไปจนจบอุเบกขา ก็ต้องเป็นองค์ประชุม คุณเป็นคนต้องมีกรรม เกี่ยวข้องกับโลก คุณก็ทำจิตคุณได้จัดสัดส่วนให้เกิด หรือดับอย่างไรได้ มีมุทุ เร็วไว คล่องแคล่ว เป็น กัมมัญญตา คุมการกระทำการงานได้ทุกอัน การงานที่ถูกคุมด้วย อัญญา ซื่อสัตย์บริสุทธิ์ก็จะออกมาดีงามเหมาะควรที่สุดในโลก ไม่มีอคติ ไม่รวนเลย เป็นอัญญา ผสมส่วนจัดงานได้เหมาะ สุดยอด ทำงานอย่างไร กระทบกระแทกอย่างไร เลอะอย่างไร จิตก็คงเดิมเป็น ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา

รายทาง เมื่อสามารถรู้กายในกาย ว่าถ้าจิตคุณทรงไว้แต่กุศล ถ้ามีอกุศลนิดนึงก็ไม่บริสุทธิ์ไม่เป็น ธรรมแท้ มีกาย เวทนา จิต ธรรม

เราก็ปฏิบัติ โดยมีสัมมาสติ เป็นตัวประธานใหญ่ สติสัมโพชฌงค์ แม้กระทำอยู่ก็ต้องมีสติ กำลังทำก็มีสติ ตามที่เราเข้าใจเป็นทิฏฐิ ทำช่วยกัน สังเคราะห์สังขาร ชำระกิเลสให้ได้ ปหานกิเลส

สังวรสำรวมอินทรีย์ 6 แล้วกระทบสัมผัสเกิดเวทนา เราก็หาเหตุ แล้วปหาน ทำด้วยพลังไฟฌาน พิเศษ ละลายกิเลสได้ ทำได้เด็ดขาดเป็น สมุทเฉทปหาน ทำด้วยปัญญาจนไม่ต้องกดข่มช่วยเลย ใช้ไฟฌาน ปัญญานี้ละลายกิเลสได้เลย ไฟฌานมันสูงเป็นกองไฟใหญ่ กองไฟวิเศษทำลายกิเลสได้ ฌาน ไม่ใช่ต้องไปนั่งหลับตา แต่ลืมตานี่มีทั้งรูปภพ อรูปภพสมบูรณ์หมดเลย มีกองไฟกันเต็มไปหมด ให้มีประสิทธิภาพ มีความสุกใสรุ่งเรืองเป็น สัมปชลติ

สามารถ สังวรปธาน ปหานปธาน มีภาวนาปธาน แล้วรักษาผล ทำให้มาก ทำให้บ่อย เป็นอาเสวนา ภาวน า พหุลีกัมมัง ให้สามกาละเป็นอันเดียวกันคือ สูญหมด ทำ สัมมัปปธาน ด้วยกองเชียร์ใหญ่คือ อิทธิบาท 4 เป็นแรงเชียร์ขาดไม่ได้ แล้วคือ วิริยสัมโพชฌงค์ ทำแล้วเกิด อินทรีย์ 5 พละ 5 เต็ม ด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ก็ชัดเจน มากขึ้นๆ

คุณยิ่งเห็นว่าได้อาริยทรัพย์ย ิ่ งกว่าได้เพชรนิลจินดา คุณจะยิ่งทำไม่กินไม่นอนเลย สติย ิ่ งตื่นไม่หลับไม่นอนเลย ดีไม่ดีช็อคตายก่อน สติก็ต้องเต็ม สะสมเป็นศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา เกิดธาตุรู้คือปัญญา ซึ่งตรงข้ามกับปัญหา ผู้มีปัญญามาก ปั ญหา จะไม่มี

สติเต็มในฐานโพชฌงค์คืออานาปานสติ อยู่ในฐานมรรค 8 คือ กายคตาสติ

ทุกอิริยาบถ กายนี่รวมหมดทั้งนอกและใน คุณต้องมาเรียนตามหลักอานาปานสติ 16 รู้องค์ประชุมทั้งนอกและใน เช่น ศีล 5 มีผัวเดียวเมียเดียวไม่เอาจัดจ้านกว่านั้น แม้แต่พูดก็ไม่ทำผิด ไม่ปด ไม่ลักทรัพย์ ไม่ฆ่าสัตว์ เอารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสแค่นี้ คุณต้องรู้ว่ามันจัดไปแล้วก็ต้องตีกรอบของคุณเอง ในสุรามันเมาหยาบ เมรยะก็เมากลาง มัชชะก็เมาละเอียดในศีล 5 ก็เอาแค่เมาหยาบๆ ก็ละให้ได้ก่อน

เร ิ่ มทำอานาปานสติ ให้รู้องค์ประชุมทั้งนอกและในชัด แล้วทำให้มันระงับ ระงับกิเลสไม่ใช่ระงับกรรมกิริยา แต่ให้กิเลสลด เป็นนามธรรม หากแยกองค์ประชุม กายในกาย ที่เป็นกิเลสที่มันซ่อนในองค์ประชุมทั้งหมด นี่แหละ จับตัวมันให้ได้ วิธีจัดการมันก็มี

กดข่ม เป็นแบบไม่ถาวร แต่แบบถาวรคือใช้ปัญญา รู้ว่ามันไม่เที่ยง เป็นภาระ ไม่ต้องปรุงเกินเหตุ เรามีปัญญาเห็นชัดปล่อยวางได้ มี มุลจิตตุกัมมยตาญาณ แม้สัมผัสอยู่ก็รู้สักแต่ว่ารู้ เช่นดอกหน้าวัว สมมุติโลกมันก็ว่าสวย แล้วอยากได้ไหม ก็ไม่อยาก ถ้าเราไม่จำเป็นต้องใช้ก็ไม่ต้องไปเอามา

อาการดีใจที่เราทำกิเลสลดได้ กับอาการดีใจที่เราได้สมใจกิเลสก็ต่างกัน แต่อาการดีใจที่กิเลสลดก็คือ อุปกิเลสเป็นปีติ หากปีติลดก็เป็นสุข มันดีใจแต่ไม่แรงเท่าปีติ ซึ่งปีติแบ่ง 5 อย่าง พระพุทธเจ้าให้เหลือแต่ ผรณาปีติ จิตในอานาปานสติ สุดท้ายให้เหลือ อภิปโมทยังจิตตัง เบิกบานร่าเริงนะ แต่ไม่ให้ติด แต่ถ้าเหลือแค่นี้ก็ไม่ทำชั่วอะไรแล้ว ขอแค่นี้ไว้อาศัย ก็อยู่กับโลกไปทำประโยชน์ เป็น อวโลกิเตศวร ไปนานเท่านานก็ได้เลย

ปีติก็อาศัยได้ จนปีติบางเบาเป็นสุข พอสุขหมดไปเหลือแต่ขันธ์ 5 ก็เป็นภาระ แม้ขันธ์ 5 จะสะอาดก็ตาม แม้แต่ จิตในจิตเป็นจิตสังขาร ก็ไม่เกี่ยวกับนอก แต่ถ้ากายสังขารก็เนื่องกับภายนอก แต่เฉพาะจิตปรุงแต่งกันอยู่ แม้ภายนอกสงบ แต่ภายในยังมี รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ทำให้สงบรำงับอีก สุดท้ายเหลือแต่ อภิปโมทยังจิตตัง ทำให้จิตเบิกบาน ไม่ใช่ร่าซ่านะ ร่าซ่ามันซ่านแต่เบิกบานมันน้อยกว่า เนียนกว่า ไม่จืดแต่ไม่เค็ม มีหวานนิดๆ ไม่หวานจัดจ้าน

กาย เวทนา จิต ธรรม ไปสู่ สัมมปธาน 4 ก็เป็นโลกุตระมากขึ้น มาสรุปที่ โพชฌงค์ 7 เป็นองค์ธรรมตรัสรู้ สติก็เต็ม แต่ไม่ได้พาซื่อว่าสติต้องรู้หมด ตกใจหน่อยไม่ได้ แต่ขาดตกได้ อาจไม่ขาดตอนได้สำหรับพระพุทธเจ้าก็ยกไว้ เพราะท่านมีพลังควบคุมได้สูงสุด จิตเร็วไว จนคุณจับความไวไม่ทันท่านก็เลยจับความไวของท่านไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าท่านตกใจคุณไปเจอก็ท่านหายตกใจแล้ว

สติรู้อันนี้ว่าอะไรคือกุศลหรืออกุศล อะไรคือบาป ซึ่งบุญ บาป เป็นปรมัตถสัจจะ แต่กุศลกับอกุศลเป็นสมมุติสัจจะ บาปนี่ต้องไม่ให้มีเลย ทุกปัจจุบันทำได้แล้วก็สะสมไปเป็นวิบากดี แต่วิบากเก่าเราลบไม่ได้ แต่วิบากบุญนี่มีจบ เพราะบุญชำระหมดก็จบ แต่วิบากบาปนั้นสะสมนะ เมื่อเราทำบุญได้ครบเป็นอรหันต์ ก็มีแต่จิตสะอาด แต่วิบากบาปที่ทำไว้มันก็จะตามมาไม่มีวันจบ แม้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ท่านสามารถจบได้ ปรินิพพานไปสูญหมด วิบากก็ตามไปไม่ได้แล้ว

กายคตาสติคือองค์ประชุมของอาชีพ ของกระทำ ของวาจา ของความคิด จะจัดการองค์ประชุมก็ต้องรู้มันให้จริง จะจัดการอะไรกำจัดอะไรก็ให้รู้ชัดว่าจะจัดการฆ่าผีนะ ไม่ใช่ไปฆ่าแพะ ทำให้ระงับ ปัสสัมภยัง คือทำให้ผีหมดกำลังหมดแรง หมดอินทรีย์ เมื่อหมดพลังจิตก็ไม่ต้องดิ้นตามกิเลส แม้ทำได้ ก็ยังมีกิเลสซ้อนเป็นอุปกิเลสอีก ก็ต้องรู้ จนมันลดเป็นสุข และสุดท้ายอีกก็เป็นแค่ อภิปโมทยังจิตตัง นี่คือ อานาปานสติ

อาตมาว่าคนไหนเป็นอรหันต์แล้วเขาว่านะ ก็ให้มากางพระไตรฯ อธิบายแข่งกันไหมนะ? อาตมาโชคดีที่ยังมีพระไตรฯ ฉบับสยามรัฐนี่อยู่ ที่เขาเรียนกันคือ อานาปานสติ ก็ให้ไปนั่งดูลมหายใจ แล้วก็ดับดิ่งเข้าไปภายใน ไม่รับรู้ภายนอก แล้วไปปั้นลมหายใจเป็น มโนมยอัตตา ภายในอีก แล้วให้ไปนั่งออกป่าเขาถ้ำ ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ไปสอนเช่นนั้น ท่านว่าอยู่ป่าก็ดี คำว่าก็ดีเป็นเพียงคำสร้อย คือมันหลงป่าแล้วก็ทำอยู่ป่า แต่ให้ทำเป็นลำดับอย่างนี้นะ

สรุปแล้ว ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้เข้าใจคำว่า กาย ไม่ได้ เข้าใจไม่ถูก ตัดจิต เอาแค่ร่าง หรือเอาแต่จิตตัดภายนอก อันนี้ทำให้ปฏิบัติไม่ครบไม่ถูกพุทธ

อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ อาตมาว่ามีปุริสภาวะมากนะ แต่ทำได้อย่างเรียบร้อยเนียนมาก มีเหตุปัจจัยหลายอย่างช่วยหนุนด้วย การปฏิวัติครั้งนี้เป็น Best record ที่ไม่มีใครเอาอย่างได้เลย ใครก็อยากได้ปฏิวัติแบบนี้ ตอนนี้ คุณประยุทธ์ ก็ออกไปกับต่างประเทศเขาก็ยอมรับกันได้ดีมาก ขอให้พูดความจริงเท่านั้นเอง

ส มณะ เพาะพุทธว่า … พ่อครูอธิบายอิตถีภาวะ กับปุริสภาวะชัดเจนเลยนะ

พ่อครูว่า … เมื่อมี ปสาทรูป และโคจรรูป จึงเกิดภาวรูป เกิดอิตถีกับปุริสภาวะให้ทำปุริสภาวะให้เต็ม

ส มณะ เพาะพุทธว่า...พระพุทธเจ้าว่าการบรรลุธรรมสามารถทำได้ เท่าเทียมกันได้ แต่ภิกษุณีให้มีคุุรุธรรม 8 ประการ ที่เป็นรูปธรรม คือ

[๕๑๖] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรอานนท์ ถ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี ยอมรับครุธรรม 8 ประการ ข้อนั้นแหละ จงเป็น อุปสัมปทาของพระนาง คือ: 1 . ภิกษุณีอุปสมบทแล้ว 100 ปี ต้องกราบไหว้ ลุกรับ ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุที่อุปสมบทในวันนั้น ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 2 . ภิกษุณีไม่พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพนับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 3 . ภิกษุณีต้องหวังธรรม 2 ประการ คือ ถามวันอุโบสถ 1 เข้าไปฟัง คำสั่งสอน 1 จากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 4 . ภิกษุณีอยู่จำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์สองฝ่าย โดยสถานทั้ง 3 คือ โดยได้เห็น โดยได้ยิน หรือโดยรังเกียจ ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 5 . ภิกษุณีต้องธรรมที่หนักแล้ว ต้องประพฤติปักขมานัตในสงฆ์ 2 ฝ่าย ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 6 . ภิกษุณีต้องแสวงหา อุปสัมปทาในสงฆ์ 2 ฝ่าย เพื่อสิกขมานาผู้มีสิกขา อันศึกษาแล้ว ในธรรม 6 ประการ ครบ 2 ปีแล้ว ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 7 . ภิกษุณีไม่พึงด่า บริภาษภิกษุ โดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต 8 . ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ปิดทางไม่ให้ภิกษุณีทั้งหลายสอนภิกษุ เปิดทาง ให้ภิกษุทั้งหลายสอนภิกษุณี ธรรมแม้นี้ ภิกษุณีต้องสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ไม่ละเมิดตลอดชีวิต ดูกรอานนท์ ก็ถ้าพระนางมหาปชาบดี โคตมี ยอมรับคุรุธรรม 8 ประการนี้ ข้อนั้นแหละ จงเป็น อุปสัมปทาของพระนาง ฯ

พ่อครูว่า … ขอส่งกระแสให้รู้ว่า ที่เมืองไทยกำลังดิ้นรนให้เกิดภิกษุณีให้ได้ แต่คุรุธรรม 8 ประการนี้ ทุกวันนี้ ภิกษุณีไม่ได้อยู่ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ แต่เขาเป็นเจ้าอาวาสเอง ก็ขอให้ทำให้ครบ

ส มณะ เพาะพุทธว่า … อิตถีภาวะจะเรียกร้องให้สร้างสถานะ มากกว่าสร้างสภาวะ แต่ปุริสภาวะจะสร้างสภาวะมากกว่าสร้างสถานะ

เรื่องปีติ กับ สุข มีความแตกต่างกันเล็กน้อย สุขจะปราณีตกว่าปีติ แม้แต่ผู้บรรลุธรรมก็ต้องมีปีติเป็นเครื่องอาศัย แต่เป็น ผรณาปีติ

เรื่อง บุญ บาป เป็นปรมัตถสัจจะ ส่วน กุศลกับอกุศล เป็นสมมุติสัจจะ พ่อครูบอกว่า ความเลวกับความชั่วมีความต่างกัน ความเลวเป็นเรื่องภายในเป็นเรื่องภายใน ความชั่วเป็นเรื่องภายนอก เป็นเรื่องส่วนรวม เป็นสมมุติภายนอก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน