571028_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง เครื่องวัดค่าคุณธรรมสังคมไทย ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571028_ธรรมาธรรมะสงคราม โด ยพ่อครู สันติอโศก เรื่อง เครื่องวัดค่าคุณธรรมสังคมไทย ตอน 2

พ่อครูว่า...วันนี้อังคาร 28 ต ุลาคม 2557 ที่สันติอโศก ฝนก็ยังตกอยู่ ทุกอย่างแปรปรวนหมด ธรรมชาติแปรปรวน เพราะฉะนั้นคนก็แปรปรวนไป มีนิสิต วนบ. นั่งอยู่หน้าจะหรือไม่? ดูอาตมานั่งหน้าน้ำตก มีคนกลัวว่าอาตมาจะเปียก แต่ที่จริงเขาใช้เทคนิค เดี๋ยวนี้เขาใช้เทคนิคหลอกกัน ทุกวันนี้ยังมีคนสงสัยว่าที่ว่าไปเหยียบดวงจันทร์นั้นจริงหรือไม่? ก็สงสัยกันไป แต่อาตมาไม่เสียแคลอรี่ไปสงสัย แต่จะใช้พลังงานมาช่วยคนดีกว่า

ทุกวันนี้กิเลสเข้า ทำให้คน สังคม เดือดร้อน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่รู้จักกิเลสเลย แต่วันนี้ก็จะเปิดให้ผู้ชมทางบ้านส่งประเด็นหรือถามได้

วันนี้ก็คงจะพูดต่อจากวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งได้ตรวจสอบคุณธรรมของประชาชน สังคม ชาวพุทธ จะตรวจสอบได้อย่างไร ก็ตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ซึ่งในนักบวชท่านใช้หลักการตรวจสอบพระธรรมวินัย และโคตมีสูตร มีวรรณะ 9 หรือกถาวัตถุ 10 ก็ใช้ในการตรวจสอบสังคมพุทธได้

ตรวจสอบความจริงว่าพุทธธรรมในชาวพุทธทุกวันนี้ มีเนื้อหาสาระของพุทธกันบ้างไหม? ก็ตรวจจากหลักธรรมดังว่านี่แหละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ล. 12 ข. 355 [ 355 ] ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล กุลบุตรบางคนในโลกนี้ มีศรัทธา ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยคิดว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ท่วมทับแล้ว ถูกความทุกข์ท่วมทับแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ไฉนหนอ ความกระทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ จะพึงปรากฏ เขาบวชอย่างนั้นแล้ว ยังลาภ สักการะและความสรรเสริญให้บังเกิดขึ้น เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยม ด้วยลาภสักการะ และความสรรเสริญนั้น เพราะลาภสักการะและความสรรเสริญอันนั้น เขาย่อมยกตนข

อ่านต่อ

่มผู้อื่นว่า เรามีลาภสักการะและความสรรเสริญ ส่วนภิกษุอื่นนอกนี้ ไม่ปรากฏ [หรือมีคนรู้จักน้อย] มี ศักดาน้อย. อนึ่ง เขาไม่ยังฉันทะให้เกิด ไม่พยายาม เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมเหล่าอื่นอันยิ่งกว่า และประณีตกว่า ลาภสักการะและความสรรเสริญนั้น ทั้งเป็นผู้มีความประพฤติย่อหย่อน ท้อถอย เปรียบเหมือนบุรุษคนนั้น ที่มีความต้องการแก่นไม้ แสวงหาแก่นไม้ เที่ยวเสาะหาแก่นไม้อยู่ เมื่อต้นไม้ใหญ่มีแก่นตั้งอยู่ ละเลยแก่น ละเลยกระพี้ ละเลยเปลือก ละเลยสะเก็ดไปเสีย ตัดเอากิ่งและใบถือไป สำคัญว่าแก่น และกิจที่จะพึงทำด้วยไม้แก่นของเขา จักไม่สำเร็จ ประโยชน์แก่เขา ฉันใด ดูกรพราหมณ์ เราเรียกบุคคลนี้ว่า มีอุปมาฉันนั้น

พ่อครูว่า … แก่นของศาสนาพุทธคือเจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบ และกระพี้ของไม้คือปัญญา เปลือกไม้เรียกว่าสมาธิ สะเก็ดไม้ว่าเป็นศีล และท่านเทียบอีกอันคือกิ่งไม้ใบไม้ผลไม้ที่ชวนชมชวนดู ท่านเทียบว่าคือลาภสักการะสรรเสริญ มันยั่วยวนนัก นี่เป็นตัวที่แย่ที่สุด ยิ่งกว่าสะเก็ดไม้ที่เปรียบกับศีล

ทุกวันนี้เขาไม่ได้ศีลแท้ๆ ไม่เข้าถึงศีลที่พาให้เกิดจิตเป็นสมาธิและปัญญา ก็เป็นศีลที่เหมือนสะเก็ดไม้ที่เป็นโรคด้วย แถมยังแยกศีล สมาธิ ปัญญา อีกด้วย

ฆราวาสที่มาปฏิญาณตนต่อประชาคมว่า ตนเป็นผู้จะศึกษาศาสนา รักษาศาสนา แม้เป็นฆราวาส ก็จมไปด้วยลาภ สักการะ สรรเสริญ ก็ได้แย่งแค่นั้น ก็ไปวัดด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ได้เข้าหาแก่น ได้แค่สะเก็ด ไปขอศีลก็ถือตามจารีตประเพณี ไม่ได้เป็นศีลที่เข้าถึงจิต

ไม่รู้ว่า ศีล 5 ที่ว่านี้ เวลาปฏิบัติจะต้องอ่านองค์ประชุม กาย วาจา ใจ อย่างไร อ่านจิตใจอย่างไร เราเกิดจิตโทสะมูลอยากทำร้ายไหม? ไม่ได้เกิดจิตแผ่เมตตา แต่แค่พูดเอา ไม่ได้ทำใจในใจ หรือมนสิกโรติ ทำใจเวลาสัมผัส ว่าจิตเราเกิดจิตคิดร้ายจะทำร้ายสัตว์ แล้วเราก็รู้สึกตัวได้แก้ไขปรับปรุงจิต อย่างนี้คือเมตตาแท้ อย่าไปทำร้ายเขา ให้เขาเป็นสุข ไม่ได้เกิดความรู้ความจริงอย่างนี้เลย

ศีลทำให้เกิดจิตที่มีเมตตาอย่างไร ได้มีกรุณาอย่างไร จิตไม่เกิดอาการอย่างนี้ ศีลไม่ได้พาให้เกิดมรรคผล มีแต่ไปแผ่เมตตา สัพเพสัตตา อเวราโหนตุ ….ได้แต่ท่องไป ก็ได้แต่พูดกัน แล้วก็ไม่ได้ผลอะไรหรอก แต่ก็ได้เริ่มต้นเท่านั้น แล้วเมตตาต้องทำอย่างไร เจอสัตว์ก็เอาลงหม้อแกง ไม่ได้มีเมตตาเลย สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์ แต่เอาเขามาเข้าปาก เป็นต้น

ทุกวันนี้ไม่เข้าใจกัน แม้แต่ผู้จะให้ความรู้ก็ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ดังกล่าว ไม่มีเนื้อ แต่นี่เราพูดกันแค่สะเก็ด แต่ลาภ สักการะ สรรเสริญ แย่งกันก็ตามสัญชาติญาณสัตว์โลก เป็นปุถุชน เท่านั้น ทุกคนก็อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ แม้แต่เรื่องศีลที่เป็นสะเก็ด ก็ยังไม่กระเตื้องเลย นี่คือการวัดค่าสังคมพุทธ

ศีลของพุทธต้องทำให้เกิดจิตเปลี่ยนแปลง ตั้งมั่นได้เป็นฌาน เป็นสมาธิ ศีลเราไม่ทำร้ายสัตว์ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 เราก็ไม่โลภ ไม่ทุจริต ไม่เอาของเขาเด็ดขาด เราต้องอ่านใจเราแล้ว ว่าเราจะโกงเขา จะทุจริตแล้วนะ ไม่ต้องไปพิจารณาถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ยังได้ฝึกเลย แต่ถ้าทำได้ก็ยิ่งเป็นวิปัสสนา

ว่ามันเป็นเหตุให้เราทำบาป ทุจริต เลวร้าย จนเราเห็นอนิจจัง เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันจะต้องเกิดญาณปัญญา เมื่อได้สัมผัส ศาสนาพระพุทธเจ้าต้องมีสัมผัส อ่านจิตออกขณะนั้น ได้แก้ไขจิตขณะนั้นเป็นปัจจุบันธรรม เป็นผลแท้ๆ เกิดการลดละจางคลาย เป็นฌาน เป็นสมาธิ ก็เป็นของจริง มีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา

ยิ่งลึกถึงเปลือกไม้เรียกว่าสมาธิ ขั้นนี้ลึกเข้าไปเกินสะเก็ด แต่ก็แค่เปลือกนะ ทุกวันนี้ก็ไปได้เปลือกไม่ได้เปลือกต้นพุทธ ไปได้เปลือกต้นตำแย ต้นพิษ ไม่ใช่ต้นพุทธ ไม่ใช่สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า

อาตมาเข้าใจสัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร ชัดมาก ท่านตรัสว่าสัมมาสมาธิของท่าน ปฏิบัติด้วยมรรค 7 องค์ เป็นเหตุให้ปฏิบัติ เป็นเครื่องประกอบองค์ ประกอบแท้ของการปฏิบัติ เพื่อไปสู่สัมมาสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา การไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นการเข้าในภวังค์ สร้างรูปภพ อรูปภพในภวังค์ แล้วไปสร้างมโนมยอัตตา

อาตมา มีเจตนาดีที่จะรักษาธรรมะพระพุทธเจ้าเพื่อสืบสานศาสนา ไม่ได้มีเจตนาร้าย เพราะฉะนั้นแค่เปลือกก็มิจฉาแล้ว เป็นมิจฉาสมาธิ ซึ่งสมาธิของพระพุทธเจ้า นั้นปฏิบัติทุกกรรมการงาน อาชีพ เป็นสัมมาอาชีวะ การกระทำทุกอย่างก็ให้เป็นสัมมากัมมันตะ การพูดก็ให้เป็นสัมมาวาจา ให้เกิดผล จะสัมมาได้ก็คือกิเลสลด หากกิเลสไม่ลดก็เป็นมิจฉา และลืมตามีชีวิตปกติ มีศีลเป็นกรอบ ให้เกิดฌาน วิมุติในศีล ตั้งแต่ศีล 5 ให้พ้นศีลพตปรามาส พ้นวิจิกิจฉา จะเห็นกิเลสลด เห็นความจางคลาย มีอนุปัสสะ รู้ว่าสักกายะจางคลาย รู้อินทรีย์กิเลสว่าจางคลาย มีนิโรธานุปัสสี แล้วรักษาผลเป็นทำทวนทำซ้ำ ปฏินิสสัคคานุปัสสะ ก็ไม่ได้ไปนั่งหลับตา แต่มีชีวิตปกติ แล้วอ่านจิตขณะสัมผัส มีองค์ประชุมภายนอกและใน พหิทารูปานิปัสสติ อ่านถึงภายใน เป็น อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ

สมาธิที่เขาทำไม่ได้มีอย่างนี้ก็เลยเป็นมิจฉาสมาธิ ทำกันเต็มไปหมด ก็ขออภัย ครูบาอาจารย์เขาถ่ายทอดมิจฉาสมาธิกันมานานแล้ว อาตมาไม่มีครูบาอาจารย์ในชาตินี้ แล้วอาตมาก็สอนไม่เหมือนใคร คนก็หาว่าอาตมาจะมาล้มล้างศาสนาพุทธ ก็ได้ข้อหานี้ แต่อาตมาจริงใจ การนั่งอย่างนั้นตอนเป็นฆราวาสก็ทำมา ก็หลงทำ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ออกป่านั่งสมาธิตามที่เขานิยมทำกัน ท่านก็นั่งได้หมด แต่ท่านบอกว่าไม่ใช่ ท่านก็แสวงหา แล้วไปหลงอัตตกิลมถะ ทรมานตนอีก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า 6 ปี ที่ปฏิบัตินี้ไม่ใช่ทางพุทธ แต่เดี๋ยวนี้เขาหลงพระป่า แต่ออกมาก็ไปปลุกเสกพระ เป่า พรมน้ำมนต์ อย่างนี้ไม่ใช่พุทธ โฆษณาขายพระเครื่องกันเต็มเลย แล้วยกกันว่าเป็นอรหันต์ แล้วมีอรหันต์ แต่อรหันต์เก๊

แม้สมาธิที่แค่เปลือกก็เพี้ยน แล้วเข้าหาปัญญา ก็เลอะเลย ปัญญาเป็นกระพี้ พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ในขณะท่านมีชีวิต เผยแพร่ศาสนากำลังเจริญ ท่านก็พยากรณ์ไว้ใน อาณ ิ สูตร ล. 16 ข. 672 ท่านพยากรณ์ไว้ว่า... 7 อาณิสูตร

[ 672 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ตะโพน ชื่ออานกะของพวกกษัตริย์ผู้มีพระนามว่าทสารหะได้มีแล้ว เมื่อตะโพนแตก พวกทสารหะได้ ตอกลิ่มอื่นลงไป สมัยต่อมาโครงเก่าของตะโพนชื่ออานกะก็หายไป ยังเหลือแต่โครงลิ่ม แม้ฉัน ใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุในอนาคตกาล เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึกมีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ จักไม่ปรารถนาฟัง จักไม่เข้าไปตั้ง จิตเพื่อรู้ และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียน ควรศึกษาแต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตร อันนักปราชญ์รจนาไว้ อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร เป็นของภายนอก เป็นสาวก ภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญ ธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียน ควรศึกษา ฯ

[ 673 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น ที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุ ดังนี้นั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรม อยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี จักเงี่ยโสต ลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้ และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่า ควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ ฯ จบสูตรที่ 7

พ่อครูว่า … ตะโพนอานกะก็เปรียบเหมือนศาสนาที่ชื่อว่าพุทธ เมื่อนานเข้าความเสื่อมของพุทธก็มี คือภิกษุไม่เอาเนื้อแท้ของพุทธแล้ว จะพากันสร้างส ิ่ งใหม่เป็นเนื้อหาใหม่ไม่ใช่เนื้อแท้ แต่ก็เรียกว่าพุทธ พุทธเดี๋ยวนี้เป็นศาสนาใหม่ในเนื้อแท้ มีตำราบางเล่มเขานับถือว่าเป็นตำราวิเศษ ก็อิงคำสอนพระพุทธเจ้าบ้างแต่เป็นคำสอนใหม่หมด ยิ่งกว่าอรรถกถาอีก มาถึงยุคนี้ผู้ที่เข้าใจสนใจแต่เรื่องอย่างนั้นก็เลยยืนยันชัดเจนว่า มันเป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าว่า เขายินดีในคำสอนใหม่ เป็นสาวกภาษิต เป็นปรัชญาสุดเท่ ที่สวยหรู แต่ไม่ใช่พุทธ ที่น่าสังเวชคือหลงยึดมั่นถือมั่นสิ่งไม่ใช่พุทธเป็นพุทธเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะก็น่าสงสาร

พระพุทธเจ้าท่านย้ำไว้ชัดว่า สาระของพุทธคือวิมุติ แก่นของพุทธคือวิมุติ ที่ไม่มีในศาสนาใด แม้ศาสนาเชนของ ศาสดามหาวีระ เป็นอเทวนิยมก็ไม่มีวิมุติ ไม่นับถือพระเจ้า พูดแล้วเหมือนดูถูกพระเจ้า แต่พุทธนับถือพระเจ้า รู้จักจิตวิญญาณพระเจ้า และตัวแท้ของพุทธนี่แหละรู้จักจิตวิญญาณอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ จับมั่นคั้นตายเลย ทำให้จิตวิญญาณเป็นจิตวิญญาณสุดยอดคือจิตวิญญาณพระเจ้า

พระเจ้าคืออัตตา อาตมัน ปรมาตมัน ศาสนาพุทธนี่เข้าถึงปรมัตถ์ หรือบรมอัตตา ทำจิตให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า นี่ของพุทธ ซึ่งเขาไม่ค่อยเข้าใจไม่ใส่ใจไม่นับถือไม่ยอมรับกัน เพี้ยนไปแล้ว ไม่ใช่ไม่มีเนื้อแท้ แม้คำสอนง่ายๆ เช่นคำว่า บุญ คำว่าบุญเป็นโลกุตระแท้ การทำจิตให้ชำระกิเลสได้ก็เป็นบุญ แต่ทุกวันนี้เอาบุญไปค้าไปขาย

ไม่ต้องพูดถึงแก่นคือวิมุติ แต่แค่สมาธิ ปัญญา อันเป็นกระพี้ก็ไม่ใช่พุทธ ไม่เข้าหาปรมัตถ์ เช่นคำว่าสมาธิไม่เข้าปรมัตถ์เลย ปฏิบัติศีลก็ไม่เข้าถึงจิต ทั้งที่ กิมัตถิยสูตร ก็บอกว่าศีล ทำให้จิตเป็น อวิปฏิสาร...เป็นสมาธิ เป็น ญาณทัสสนะ ไปตามลำดับ เป็นเรื่องของจิตเลย จนถึง นิพพิทาวิราค ะ ถึงวิมุติเลย ปฏิบัติศีลต้องถึงวิมุติเลย แต่ทุกวันนี้สอนศีลแต่ กาย กับวาจา ยังดีที่มีพระไตรฯ ยืนยัน ตรวจสอบได้

ปัญญาทุกวันนี้ก็ไม่เข้าเกณฑ์ ปัญญาเข้าใจในศีลสมาธิก็แค่นี้ มีแต่จารีตประเพณี เพื่อได้ลาภ สักการะ สรรเสริญ แค่นี้ นักบวชก็เป็นอย่างนี้ ตกลงศาสนาพุทธ มีพฤติกรรมแค่จารีตประเพณี สวดมนต์รดน้ำมนต์แค่นั้น ผู้ปฏิบัติก็ทำศีลเคร่งไปแต่ไม่เข้าใจว่าศีลจะเกี่ยวกับจิตอย่างไร อ่านสติปัฏฐาน 4 อย่างไร กาย เวทนา จิต ธรรม ทำอย่างไร จะมนสิการอย่างไร ก็ไม่ได้ทำ เขาแปลมนสิการว่าแค่พิจารณา ก็ได้แค่ตรรกะ ทั้งที่โยนิโสมนสิการต้องทำใจในใจให้ถ่องแท้ให้ถึงที่เกิด ให้เปลี่ยนจิตได้

ก็ต้องพูดว่ามันเพี้ยนเสื่อมไป ยิ่งเอากถาวัตถุ 10 วรรณะ 9 ยืนยัน เช่น วรรณะ 9 ต้องเป็นไปเพื่อ สุภโร (เลี้ยงง่าย) แล้วเขาว่าเรามากินมังฯ นี่เลี้ยงง่าย แต่เขากินดะนี่ถือว่าเลี้ยงง่าย นั้นไม่ใช่ เลี้ยงง่ายนั้นไม่ติดยึด สุโปสะ (บำรุงง่าย) ทำให้พัฒนาสู่โลกุตระ ทำให้เจริญง่าย อัปปิจฉะ คือมักน้อย อาตมาแปลว่า กล้าจน สันตุฏฐิ ใจพอ คือมากกว่านี้ไม่เอา เราน้อยแค่นี้ก็พอ จนไม่เหลือตัวตนนั่นแหละ พวกเราก็ได้มรรคผล แต่ทางโน้นไม่เป็นอย่างที่ว่า สัลเลขะ ขัดเกลากัน มีสติปัฏฐาน มีมรรค ทั้ง 7 ทุกคิด พูด ทำ อาชีพ ก็เป็นไปเพื่อลดกิเลส สังกัปปะเป็นตัวหลัก ธูตะ ศีลเคร่ง คือศีลที่ทำได้แล้วก็เป็นศีลเคร่ง คือผู้ที่ทำไม่ได้ก็บอกว่ายาก แต่คนทำได้แล้วปกติก็ไม่เคร่ง แต่คนอื่นเห็นแล้วว่าเคร่ง เช่นฉันมื้อเดียวไม่ใช้เงินทอง ก็คือศีลเคร่ง ก็ทำได้ สบาย ขัดเกลาแล้วก็ปกติ ปาสาธิกะ คืออาการน่าเลื่อมใสที่สอดคล้องกับคำสอนพระพุทธเจ้า คือเห็นเลยว่า ศีลเคร่งขัดเกลาคืออย่างไร มีปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ทุกอิริยาบทอย่างไร มีกายคตาสติ อานาปานสติ ซึ่งเขาพิจารณากายในกายไม่เป็น เขาไปพิจารณาร่างมันเปื่อยเน่า เป็นความไม่เที่ยงแค่รูปธรรม ไม่เข้าหาปรมัตถ์ ไม่เข้าถึงว่าจิตเป็นเหตุแห่งทุกข์ เลื่อนเข้าหาจาก กาย เวทนา จิต ธรรม มันต่อเนื่องกันอันเดียวกัน เป็นวงวน ก้นหอยที่สูงขึ้นๆ ตามลำดับ กายแล้วเข้าหาเวทนา จิต ธรรม เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เป็นสติปัฏฐานที่สูงขึ้นเป็นอีกระดับ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล

อาการก็ดูออกจากกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่แสดงว่าเข้าถึงธรรมถึงวิมุติ อาตมาพูดส ิ่ งถูก คนผิดก็เลยถูกข่มโดยอัตโนมัติ เขาก็เลยว่าไปว่าเขาทำไม อาตมาก็เลยถูกว่าไปว่าเขาทำไม? อปจยะ คือไม่สะสม กองกิเลส ก็เนกขัมมะออกหมด ทรัพศฤงคารก็ไม่สะสม อนาคามีก็ไม่สะสม หรือแม้ผู้ที่ไม่บรรลุแต่ปฏิบัติหน้านองน้ำตา ออกบวช โภคขันธาปหายะ ไม่มีทรัพย์สินเงินทองข้าวของ แต่ทุกวันนี้เขาสะสมกัน บางคนพอตายแล้วเปิดทรัพย์สมบัติแล้วมีมากมาย หลายล้าน บางรูปก็บริจาค กี่ล้านๆ แล้วบอกว่าเท่ซะไม่มี ขออภัยที่พูดแล้วเหมือนว่าคนอื่น ว่าอาตมาปากจัด แต่ที่จริงอาตมาปากชัด

วิริยรัมภะ คือขยันเสมอ

นี่คือ วรรณะ 9 คือชั้น ไม่ใช่ว่าเหลื่อมล้ำวรรณะ แต่เป็นสัจจะ

ยิ่งเอา กถาวัตถุ 10 มาวัดคุณธรรมสังคมประเทศ ทั้งผู้ดูแลศาสนาและประชาชน ข้อ 1 ถึง 5 ก็มี อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ก็ซ้ำกับวรรณะ 8

6 . ปวิเวกะ เขานึกว่าเอาร่างไปปลีกออกจากสังคมวุ่นวาย อย่างนี้ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้าเอาจิตเป็นหลัก ไม่มีเพื่อนสอง แต่เขาเข้าใจไม่ได้ เข้าใจกายไม่ได้ ก็เข้าใจแค่กายคือร่าง ก็เลยไปนั่งให้กายวิเวก สงบ อย่างนั้นไม่ใช่ กายของพุทธนั้นมีทั้ง รูปและนาม ตัวที่ทำให้กายไม่สงบคือกิเลส ในองค์ประชุมทางภายนอกเราไม่ละเมิดทุจริตตามศีลแล้ว นี่คือกายสงบภายนอก จิตข้างในเราก็มีรูปภพ อรูปภพ ก็ทำให้สงบอีก อัชฌัชตังอรูปสัญญี ก็ทำเข้าไป

เมื่อกายสงบ ก็ทำให้จิตสังขารสงบ เมื่อดับกิเลสได้หมดก็เป็น อุปธิวิเวก ...พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลีว่า ป่าทำความวิเวกได้ยาก แต่เขาไปนั่งสมาธิในป่าก็ขัดกับที่พระพุทธเจ้าสอน บอกว่าในเมืองทำสมาธิไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้าที่อาตมาบรรยายคือทำสมาธิในเมืองก่อน แล้วค่อยไปออกป่าก็ได้

7 . อสังสัคคะ สวรรค์นั้นของลวง สวรรค์จริงมีตั้งแต่ อุบัติเทพ ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิหลับตาสร้างสวรรค์ แต่ว่าต้องดับกิเลส ดับอกุศลจิต ให้เป็นอุบัติเทพ เป็นสมมุติเทพ คือหมดกิเลสเลย การไปนั่งหลับตาได้เจโตสมถะ ในบุคคล 4 ก็มีพวกที่ได้แค่เจโตสมถะไม่ได้โลกุตระ แต่ผู้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้ามีที่ไม่ได้เจโตสมถะ แต่มีโลกุตระ ได้เพราะสัมมาทิฏฐิ มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มาตลอดสาย แต่พวกนั่งหลับตาไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เขาหลงได้เจโตสมถะ นึกว่าเป็นอรหันต์เสียเยอะ แต่ของพุทธมีปัญญาวิมุติได้ ไม่ต้องมีเจโตสมถะก็ได้ ไม่นั่งหลับตาได้สมถะแต่ก็เป็นอรหันต์ก็มี

เขาไม่รู้เนกขัมมะ ในอนุปุพพิกถา มีทาน ศีล สัคคะ เนกขัมมะ กามาทีนวะ อ่านสวรรค์ที่เป็นเนกขัมมะไม่ออก ไม่สัมมาทิฏฐิ เรียนกันแต่นั่งสมาธิหรือยกหนอย่างหนอเท่านั้น

เมื่ออสังสัคคะก็ไม่รู้เรื่อง อัปปิจฉะก็ไม่เป็น สันตุฏฐิก็ไม่ได้ ปวิเวกะก็ไม่ใช่ อสังสัคคะก็ไม่รู้จักสวรรค์นรกที่จิตเป็น แล้วแยกสมมุติเทพ อุบัติเทพ สมมุติเทพก็ไม่ออก แล้วแยก มโนปวิจารไม่ออก ทำเหตุแห่งทุกข์ออกไม่ได้ก็ล้มเหลว ก็ตอบได้ว่าศาสนาพุทธไม่มีแก่น ไม่มีกระพี้ ไม่มีเปลือก แม้แต่สะเก็ดก็ไม่มี มีแต่กิ่งใบดอกผลที่เป็นลาภสักการะสรรเสริญ เป็นจริงหรือไม่ก็ฟังไปแล้วเอาไปตรวจสอบดู ว่าศาสนาพุทธน่าสงสารไหม? แม้สะเก็ดก็ไม่เข้า มีแต่กิ่งใบดอกผล

มาตอบประเด็น :

_แก่นแท้ของศาสนาพุทธ ผมฟังไม่ทัน ท่านบอกว่าคือเจโตสมถะใช่ไหม?

พ่อครูว่า… ถ้าเรียกว่าเจโตสมาธิก็พอฟัง คือทำให้จิตเป็นสมาธิตั้งมั่น แต่ที่ท่านเรียกว่าเจโตสมถะ คือจิตสงบได้แต่ไม่สัมมาทิฏฐิ (ดูในบุคคล 4 ) ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังเป็นผู้ได้แค่จิตสงบคือนั่งสมาธิหลับตา ไม่ได้เรียนรู้สติปัฏฐาน 4 แต่ท่านใช้ศัพท์ว่าผู้ได้เจโตสมถะนั้นไม่ได้แก่นแท้ ที่จริงแก่นแท้ของพุทธ คือ เจโตวิมุติอันไม่กลับกำเริบ

_อโศกเป็นธรรมยุติหรือไม่? อโศกไม่ได้อยู่ในธรรมยุติ แต่ไม่ได้รังเกียจธรรมยุติ อโศกก็เป็นทั้งธรรมยุติและมหานิกาย _ผมเคยทำงานได้เงินได้มาก็ใช้ไป พอดูรายการของท่าน ท่านว่าไม่ต้องใช้เงิน เงินเป็นเพียงสมมุติ ก็เลยไม่อยากหาเงิน ทิฏฐิอย่างนี้ถูกหรือไม่ครับ?

พ่อครูว่า… คำว่าไม่อยากหาเงินมันเข้าท่า แต่ถ้าเป็นฆราวาส ก็ยังต้องเลี้ยงชีวิต หากมีปัจจัยเลี้ยงชีวิตอย่างคนบ้านนอก ก็ไม่ต้องหาเงินก็อยู่ได้ มาอยู่ในชาวอโศก มีวัฒนธรรมสาธารณโภคี ก็ไม่ต้องหาเงิน พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ คนมาอยู่ในอโศกเหมือน อนาคามี แม้ใจไม่ถึงก็อยู่ได้กดข่มกิเลสไป ค่อยลดละไป รูปนอกเหมือน อนาคามี ปาสาธิกะ แต่แน่นอนโสดาฯ สกิทาฯ ไม่ยากนัก แต่คนเข้าใจผิดนึกว่าสมัยนี้ไม่มีโสดาบัน ก็ให้มาศึกษาโสดาฯ ไม่ยาก ยิ่งโสดาปัตติมรรค ก็เข้าใจแล้วหากฆ่ากิเลสตัวสักกายะได้เกินครึ่ง ก็เป็นผลของโสดาบันแล้ว สรุปแล้วไม่หาเงินไม่ใช้เงินได้ แม้ในยุคนี้ อย่างนักบวช อโศกก็ไม่ใช้เงินตลอดชีวิต แก่ตายไปก็มี แต่พระสมัยนี้บอกว่าไม่ใช้เงินไปไม่รอด แต่เราก็อยู่ยุคเดียวกันสมณะไม่ใช้เงินอยู่ได้ มีเงินผ่านมือได้ แต่เข้าสาธารณโภคี แม้สิกขมาตุเป็นผู้หญิงก็ไม่ใช้เงินได้

_นโยบายพ่อครูหากจะเปลี่ยนแปลงภายในแวดวงอโศก หากกระทำโดยขึ้นตรงต่อพ่อท่านเท่านั้น สมณะสิกขมาตุถูกมองข้าม ถ้าต่างจากผู้นำ เพราะเห็นว่าต่างจริตผู้นำ แต่ฆราวาสใดเห็นด้วยก็ถือว่าเป็นญาณโพธิสัตว์ ฆราวาสใดไม่เห็นด้วยก็ว่าไม่ถูก อย่างนี้ใช่คนมีปัญญาสัมมาทิฏฐิ บรรลุธรรม เป็นสายปัญญา หรือไม่?

พ่อครูว่า… นโยบายของอาตมา เขาบอกว่าไม่ใส่ใจนักบวช ก็กลายเป็นโพธิรักษ์อิซึ่มเกินไป อาตมาก็ไม่ได้ทำขนาดนั้น ที่ว่าใครค้านอาตมาไม่ได้ อย่างใดก็ต้องอย่างนั้นเลย อย่างนี้ถือว่าตู่อาตมา หลายทีคนไม่เห็นด้วยก็ไม่เอาตามอาตมาก็มี หลายที จนคนเห็นว่าอาตมาไม่อยู่กับร่องกับรอย ไม่เปลี่ยนก็ว่า เปลี่ยนก็ว่า คนเอาไปอ้างไม่ถือว่าบรรลุธรรม ไม่สัมมาทิฏฐิ ใครเอาอาตมาไปอ้างก็อย่าเพ ิ่ งเชื่อทีเดียวมาถามอาตมาก่อน เพราะมันมีผล เขายอมรับ เพราะเขาศรัทธาอาตมา เขายกให้ส่วนหนึ่ง แต่อาตมาก็ว่าไม่ต้องเป็นประกาศิต เผด็จการตามอาตมา แต่คนอื่นเขาเกรงใจเขาเชื่อถือยกให้ หลายคนมีปัญญาเห็นด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ที่มามีปัญญา พออาตมาเสนอส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย พอโหวตก็ชนะ หลายทีไม่ต้องโหวตก็เห็นด้วย น้ำหนักมันสูง อาตมาไม่ได้มานั่งหว่านล้อมล็อบบี้ อาตมาว่าน่าอาย ให้เขามีปัญญาเลือกเอง

_ที่ว่าธรรมะทั้งหลายไม่มีตัวตน เป็นอย่างไร?

พ่อครูว่า… คำว่าตัวตน เป็นภาษาไทย ในบาลีมีคำ สามคำหลัก 1 . สักกายะ 2 . อัตตา 3 . อาสวะ นี่คือหมายถึงตัวตน แล้วคำว่าตัวตนคืออะไร? ตัวตนคือองค์ประกอบของ รูปนาม แล้วมันสังขารเป็นสัตว์ สัตว์ที่ว่าคือสัตว์ทางจิตวิญญาณเรียกว่า โอปปาติกสัตว์ ผู้จะเรียนรู้ตัวตนต้องรู้ตั้งแต่สักกายะ

อัตตาคือสามัญนาม ส่วนสักกายะคือวิสามัญญนาม อัตตาเป็นคำกลางๆ เรียกตัวตนทั่วไป ส่วนสักกายะ เป็นคำจำเพราะว่าเราต้องมีญาณหยั่งรู้ตัวตนของเราต้องรู้กายในกาย มีตั้งแต่กายนอกกาย ตากระทบรูปแล้ว จิตรับรู้ เป็นกายวิญญาณอ่านเข้าไปกายในกาย เป็นองค์รวม แล้วกายในกายนี่ก็อ่านต่อเห็นเวทนาในกาย เห็นจิตในกาย แล้วอ่านเห็นตัวอกุศลจิตภายใน เช่นเวทนาเป็นสุข ทุกข์ ไม่สุขหรือทุกข์ เป็นสามอย่างใหญ่หรือแยกเป็น 108 ก็ได้ แล้วมีเหตุแห่งเวทนาอีก อาการจิตที่เป็นสมุทัย มันสุขเพราะเหตุนี้เรายึดถือชอบตรงอุปาทาน หรือสเปคก็ได้สมใจก็สุข ก็อ่านเหตุอุปาทานได้ เมื่อมันออกมาทำงานเป็นโคจรรูป วิสัยรูป แล้วมีรายละเอียด วิเคราะห์ได้วิจัยได้จนอ่านเหตุได้ ถ้าคุณแค่อ่านจิตรู้อ่านสภาวะได้ รู้สมุทัย แต่คุณยังกำจัดเหตุให้ลดละไม่ได้ก็ยังไม่ผ่านสังโยชน์ข้อ 3 ศีลพตปรามาส แต่คุณผ่านสังโยชน์สองข้อแรกได้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาแล้ว

เมื่ออ่านสักกายะได้จนพ้นความสงสัยว่าอันนี้คือตัวตนกิเลส คือสมุทัยที่ต้องชำระออกให้ได้แต่ศีลพรตของคุณยังไม่ผ่านปรามาส ได้แต่แตะต้องลูบคลำ เล่นหัวกับโจรไม่เอาจริงหรือไม่มีวิธีทำให้มันตายได้ หรือสัมมาทิฏฐิแล้ว รู้ปหาน 5 แล้ว มีฌาน มีปัญญาที่ละลายไฟราคะ โทสะ โมหะได้ ตรงที่สามารถสร้างให้เกิดพลังแห่งอุณหธาตุ เผากิเลสได้ ฌานแปลว่าไฟ เป็นไฟเหนือไฟ ถ้าถึงขีดแล้วสามารถสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้

ถ้าสักกายะลดลง ก็ตามอัตตาลงไปอีก มันลดลงก็เป็นอัตตา เป็นตัวที่จางลงๆ จนถึงตัวปลายเป็นอาสวะ เมื่อทำให้อาสวะสิ้นเกลี้ยงก็คือไม่มีตัวตน ไม่ได้หมายถึงอะไรก็ไม่ใช่ตัวตนเลอะเทอะ ไม่มีจุดปฏิบัติ มันเป็นปรมัตถ์ ต้องอ่านรู้สักกายะ อ่านได้เป็นนามกาย เป็นนามรูป แล้วกำจัดมัน ด้วยปหาน 5 ทำได้ก็ทำไปซ้ำไปจน นิสรณปหาน ตั้งมั่นเป็น สมาหิตัง เป็นกาละที่ 3 เสร็จแล้วจบแล้ว

กิเลสตัวในตัวหนึ่งก็ตามเป็นตัวตน ถ้าทำให้หมดกิเลสได้ก็หมดตัวตน ธรรมะคือส ิ่ งที่ทรงไว้ในจิต อกุศลจิตก็ทรงไว้ที่จิตหากล้างอกุศลจิตออก จิตก็สะอาดขึ้นๆ ทรงไว้ซึ่งจิตสะอาดขึ้นเรื่อยๆ จะรู้ว่าสิ่งที่ทรงไว้ที่จิตมีทั้งกุศลและอกุศล แม้จะรู้ว่าจิตเกิดจากเหตุปัจจัย วิญญาณเกิดจากเหตุปัจจัยไม่ใช่ตัวตนเที่ยงแท้ จะเข้าใจเลยว่าอกุศลจิตหมดไปแล้ว แม้กุศลจิต ก็จะเห็นว่าไม่เที่ยง สมมุติว่าคุณเป็นอนาคามมีเป็นต้นไป จะรู้เลยว่าอกุศลในกามภพหมดไปแล้ว ก็เลยมีแต่จิตกุศลที่อยู่กับกามภพเขา คุณมีแต่จิตปรารถนาดีต่อเขา คุณจะอนุโลมเขาก็ทำให้กุศลเกิดได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่คงที่ได้ แม้กุศลก็ไม่เที่ยง อวิชชาข้อที่ 5 และ 6 ความเป็นอดีตกับอนาคตก็ไม่เที่ยง แม้กุศลก็ไม่อยู่กับตัวเองตลอด จิตก็เกิดจากเหตุปัจจัย อนาคามีจะรู้ว่าจิตคือส ิ่ งที่เกิดจากเหตุปัจจัย ถ้าคุณจะอาศัยกุศลจิตเพื่ออาศัย เมื่อละตัวตนแล้วจะเห็นแก่ผู้อื่น จะเต็มด้วยความเป็นพรหม ไม่ใช่หนีจากสังคมแบบฤาษี มีอัชฌาศัยที่ทนไม่ได้ด้วยความกรุณา เห็นเขาทุกข์ ก็ต้องการช่วย อย่างอาตมาทำงานนี่เหน็ดเหนื่อย แต่เห็นว่ามนุษย์น่าสงสาร อาตมาสร้างเลือดโพธิสัตว์มาหลายชาติ ขออภัยที่คนก็ตามพิสูจน์อาตมาไม่ได้ แต่เอาสิ่งจริงมาพูด

ตัวตนที่เป็นกุศลจะหมดได้ไหม? ตัวตนที่เป็นกุศลไม่ทำบาปทั้งปวง เพราะผู้นี้เชื่อกรรม แม้คิดดำริก็เป็นกรรม แม้ดำริท่านก็ไม่คิดทำบาป ยิ่งวาจา กัมมันตะย ิ่ งไม่ทำ แม้แต่กุศลจิตก็เป็น อาสยะ เป็นเครื่องอาศัย อาศัยไปถ้าจะอยู่หากเป็นอรหันต์แล้วไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว ทำแต่กุศล ทำจิตให้สะอาดขาวรอบแล้ว ท่านก็เป็นผู้ที่รับใช้โลก เป็นนักการเมืองเบอร์ 1 ของโลก อรหันต์ทุกรูป ไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม ทำด้วยใจบริสุทธิ์ เพราะท่านรู้ว่าทำเพื่อผู้อื่นคือคุณประโยชน์ก็เต็มใจทำ

ความไม่มีตัวตน เมื่ออาริยะระดับอรหันต์ทำกุศล ก่อนตายไม่ตั้งจิตไม่ต่อสันตติ เป็น อปณิหิตตะ ก็สลาย จิตก็ไม่ใช่ตัวตนก็หายไป เลิกทุกอย่าง จิตแตกตัวเหมือนไฮโดรเจนกับออกซิเจน แยกจากธาตุน้ำ น้ำสลายแล้วไม่มีธาตุน้ำอีก มีแต่ธาตุไฮโดรเจน ออกซิเจน เหมือนใน พรหมชาลสูตร ว่า พระพุทธเจ้าท่านจะปรินิพพานแล้ว จะไม่มีใครได้เห็นพระพุทธเจ้าอีกแล้ว ทั้งรูปและนาม เหมือนมะม่วงหลุดจากข

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน