661101 ไทยเรามีลีลาธรรมาธรรมะสงครามที่งดงามที่สุดในโลกยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
661101 ไทยเรามีลีลาธรรมาธรรมะสงครามที่งดงามที่สุดในโลกยุคนี้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53609.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/138swRXNwV-haRIOfJZPyiMQ4E4YkQ3cB/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1pc4cJJruaI0ueHJl4-W8FIUgknIPPqXz/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661101-108-1-_-e2bs5br
ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/o1WCmQ07Ha/ และ https://youtu.be/vWkfSKrGx6s มีซับ https://youtu.be/FfxJTFlgzHc
สมณะเดินดิน…วันนี้วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน 2566 แรม 3 ค่ำเดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานี ทุกอย่างก็คืบคลานใกล้เข้าสู่งานวันมหาปวารณาไปเรื่อยๆ พรุ่งนี้รายการภาคค่ำจะเป็นรายการพิเศษ จะรวมเพลงเด่นๆ ที่จัดคอนเสิร์ต เขาจะคัดเอามารวมกัน เป็นรายการหนึ่งเลย สำหรับบางคนที่ใครดูบ้างไม่ได้ดูบ้างก็จะได้ดูรวมกัน ออกรายการพรุ่งนี้ พอถึงวันศุกร์ก็จะเป็นรายการปฐมนิเทศ เป้าหมายของการร่วมงานนี้ทำอย่างไรจึงได้ประโยชน์สูงสุด ในงานมหาปวารณา ส่วนเย็นวันเสาร์ พ่อครูจะเริ่มเทศน์ตั้งแต่เย็นวันที่ 4 และจะเทศน์อีกทีคือเย็นวันที่ 7 สมณะกับสิกขมาตุ จะเริ่มประชุมตั้งแต่เช้าวันที่ 3 เวลา 7.00 - 9.00 น. สมณะทำพิธีเข้างานมหาปวารณา จะประชุมตั้งแต่ 4:00 น. วันที่ 4 ส่วนวันที่ 5 ตอนเย็น จะมีนักร้องมาร่วมรายการเย็น นี้เป็นรายการคร่าวๆ จะไล่ตั้งแต่วันที่ 4-9 ถึงวันที่ 9 ก็เป็นวันหมดงาน กิจกรรมของพวกเราที่ผ่านมา ดูก็มีความลงตัวไปตามลำดับ น้ำท่วมปีนี้ แม้เราเสียต้นกล้วย เสียต้นมะละกอไปไม่ใช่น้อย แต่ก็คุ้มกับภาวนะน้ำท่วม
อ่านต่อ
เพราะทำให้พวกเราได้ถือโอกาสสะสาง เคลียร์ข้าวเคลียร์ของ คิดว่าน้ำจะท่วมรุนแรง เพราะเราดูที่อื่นเขาก็ท่วมกันเต็มที่ เราก็ไม่ประมาทนะ เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ก็เลยถือโอกาสรีบสะสางข้าวของกัน ทำให้สถานที่ในบ้านราชโล่งไปเยอะเลย รู้สึกว่ากระบวนการแมวบินจะมีคนเรียกร้อง แต่อาจจะเรียกร้องให้ไปจัดการคนอื่นนะ เจ้าของที่คงไม่ได้เรียกร้องสักเท่าไร เช่น บอกว่าอย่างนี้น่าจะไปพุทธสถานอื่นบ้าง สมณะที่ท่านดำเนินการก็บอกว่าใครอยากให้ไปช่วยดำเนินการก็บอก จะไปช่วยขนให้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายทีวีดาวเทียมก็ไม่ค่อยพอใช้ รู้สึกว่าของที่ไม่ได้ใช้ เก็บมา 5 ปี 10 ปี 1.ทำให้เสียของ 2. อาคารหรือที่เก็บของก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ จะเอาไปไหนก็ไม่ได้ เพราะเจ้าของไม่อนุญาต แม้แต่สาธารณโภคีก็มีวิญญาณเป็นเจ้าของอยู่นะ ทำให้เสียข้าวของ เสียพื้นที่อาคาร และเสียจิตวิญญาณที่ไปยึดไปหวงแหน พ่อครูก็เคยอธิบายเมื่อเร็วๆนี้ว่า ถ้าแค่ โอฬาริกอัตตา เค่วัตถุภายนอก เรายังละไม่ได้ จัดการไม่ได้ แล้วจะไปเพ่งเล็งจัดการกับ มโนมยอัตตา อรูปอัตตา จะได้อย่างไร เหมือนอย่างที่พ่อครูยกตัวอย่างเทียบเคียงกับหลวงตามหาบัว ที่หมากพลู บุหรี่ ยังละไม่ได้แล้วจะไปละกิเลสละเอียดได้อย่างไร เพราะของหยาบๆ ภายนอกก็ยังยึดถือติดอยู่อย่างนี้ นี่ก็เป็นความลงตัวของบ้านราช ที่เราเตรียมพร้อมเรื่องน้ำท่วม ก็เลยได้สะสาง เคลียร์ข้าวของ เคลียร์สถานที่ ปีนี้ได้ข้อคิดว่า งานฉลอง 30 ปี บ้านราช ไม่ใช่ว่า เมื่อครบวันฉลองก็จะเอาข้าวของมากินกัน หรือฉลองก็ให้กินก๋วยเตี๋ยวกันอย่างนั้น อย่างนั้นให้พวกเด็กอนุบาลตุ๊กติ๊วฉลองกัน แต่พวกสังคมอาริยะ จะฉลองแบบไหน เราควรฉลองโดยการปฏิบัติบูชา ทำให้สังคมอุดมการณ์ มนุษย์วรรณะ 9 ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่เรื่องพิสูจน์ไม่ได้ทำไม่ได้ มันเป็นเรื่องน่าจะพิสูจน์ได้ทำได้ เป็นเอหิปัสสิโก นี่ก็เป็นความลงตัวอีกอันหนึ่งของน้ำท่วมก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ตอนนี้น้ำท่วมก็ไม่มาก น้ำมาช่วยชี้วัดระดับน้ำ(ระดับความลึกของน้ำ)ให้รู้ว่า พื้นที่ตรงไหนที่สูง ที่ต่ำ ตรงไหนควรทำให้สูงขึ้น ท่านถักบุญก็คำนวณไว้หมดแล้วว่า ตรงไหนควรจะถมที่ ให้เกิดความปลอดภัย ทำให้เราจัดการอะไรต่างๆ ให้ลงตัว งานเจ พวกเราไปช่วยกันรู้สึกว่ามีไฟมาก บุญญาวุธหมายเลข 1 พวกเราก็ไปกันเต็มที่ ผลพวงของงานเจ สิกขมาตุไป มีคนบอกว่ารถยนต์ของเราที่เป็นรถ 6 ล้อ มันไม่ปลอดภัย ใช้ไม่ได้แล้ว เช่น รถเจทุ่ง ที่ได้มาจากการขายอาหารเจทุ่งศรีเมืองเมื่อ 20 ปีมาแล้วที่ขับไป มันก็ขับไป เสียไป เราน่าจะได้มีรถคันใหม่ บางคนบอกว่าน่าจะซื้อ 2 คัน โอ้ มาตามเทวดาจัดสรรให้เลย เพราะคนชื่อลุงสรรค์ไปหาซื้อมาเอง ลุงสรรค์เป็นมือเก๋า ที่สามารถคัดสรรรถมาได้เป็นอย่างดี ผลพวงของงานเจ ก็ถือว่าได้รถ แม้จะไม่ใหม่ป้ายแดงทีเดียว แต่ก็ได้รถที่ดีคุณภาพปลอดภัยมาไม่แพ้มือ 1 เป็นทั้งรถ 6 ล้อโดยสารด้วย และรถบรรทุกของด้วย เพราะในช่วงงานคอนเสิร์ต เราก็ต้องขนข้าวของ ขนคน ไปร่วมที่กรุงเทพฯเหมือนกัน คอนเสิร์ตที่ว่า จะจัดวันที่ 9 มิถุนายน 2567 เลขสวย แต่เอาเข้าจริงๆ ทางศูนย์วัฒนธรรมแจ้งว่า เขามีความจำเป็นต้องขอเลื่อนเราเป็นวันที่ 2 มิถุนายน 2567 แทน พอรู้ว่าเป็นวันที่ 2 พวกเราก็โล่งอกไปเลย เพราะถ้าไปตรงวันที่ 9 เราก็จะจัดได้ยาก เพราะมันตรงกับงานอโศกรำลึก ที่จัดถึงวันที่ 10 มิถุนายน ก็คงจะยุ่งวุ่นวาย แต่ถ้าจัดวันที่ 2 ก็จะไม่เกี่ยวกับงาน สรุปว่ามนุษย์คิดจะไม่ลงตัว พระเจ้ากำหนดมาทุกอย่างลงตัวหมด พระเจ้ากำหนดมาดีที่สุดแล้ว มนุษย์อย่าไปคิดอะไรกันมากเลย ดูลำดับเหตุการณ์เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนของเรา คิดว่าเป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดความลงตัวมากเลยในปีนี้ แต่จะลงตัวที่สุดก็คือทำใจให้ลงตัวให้ได้ ที่จะได้ฟังธรรมของพ่อครูต่อไป ขออาราธนาพ่อครูครับ
ทางเสื่อมของศาสนาพุทธคือเน้นหนักที่สวดมนต์และนั่งหลับตา พ่อครูว่า... คนบางคนที่ฟังธรรมที่พวกเรากำลังพูด ไม่ว่าจะเอาเรื่องของเพลง แหม เอาเรื่องเพลงมาใช้กับธรรมะ เขาก็คงจะคิดว่าอะไรเอาเพลงมาเกี่ยวอะไรกับธรรมะ มาร้องมารำ เอาทำนอง เอาเพลง เอาอะไรมาเกี่ยวกับธรรมะ มันจะได้เรื่องอะไร อันนี้ก็อยากจะขอขยายความให้ฟังว่า … คนเรานี่ สิ่งที่อนุโลมหรือว่าสิ่งที่ใช้ยืดหยุ่นบ้าง ประกอบไปกับสิ่งที่เราจะนำพาให้มนุษย์ เอามาทำงาน เอามาใช้ประโยชน์ มันต้องมีอนุโลม ปฏิโลม มันต้องมีการยินยอมให้มันมีโลกบ้าง โลกุตระจริงๆ ก็ตาม แต่ก็ต้องมีกษัย ของความเป็นโลกร่วมกันช่วยกันไป การขับร้องของศาสนาทุกศาสนา อย่างอิสลามนี่ร้องจริงๆ เรียกว่าให้รางวัลสำหรับผู้ที่จะครวญร้อง ในพระคัมภีร์เลย คัมภีร์อัลกุรอานเลย ใครจะไปร้องครวญใส่เสียงใส่ทำนองในอัลกุรอานได้ เขาก็จะมีหลักเกณฑ์การอ่าน ใช้สำเนียงทำนอง ยิ่งกว่านักร้อง คัดกันยิ่งกว่านักร้อง ถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ คริสต์ก็ใช่เล่น ก็ร้องเพลงกันในโบสถ์ ร้องกันตลอด ทุกศาสนา พูดไปแล้วมีในทุกศาสนา มีแต่ศาสนาพุทธเท่านั้นที่เคร่งสุด ที่อาตมาเคยพูดว่า ในธรรมวินัยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ให้ร้องเพลงเลย ในวินัยข้อที่ 20 ท่านบอกว่า ไม่ให้เปล่งออกมาผิด โดยไม่ให้ผิดแม้สระกับพยัญชนะ หรือ “ภัญญะ” ภัญญะนี้คือคำ สระ กับภัญญะ รวมกันก็เป็นคำว่า “สรภัญญะ” ทีนี้ผู้ที่รู้ในอดีตไปตีความว่า สรภัญญะเป็นคำอนุญาตของพระพุทธเจ้าว่าให้ใส่ทำนอง ทั้งๆ ที่มีอีกคู่กันขยายความว่า “เราห้าม อย่าลากเสียงยาว” นี้ แค่ลากเสียงยาว ผิดจาก รัสสะหรือทีฆะ ก็ผิดแล้วและอย่าใส่ทำนอง นี่ชัดเจนนะท่านมีอันนี้ด้วย (“สรภัญญะ” อ่าน สะ-ระ-พัญ-ญะ แต่คนไทยนิยมอ่านว่า สอ-ระ-พัน-ยะ) ว่า 1. อย่าลากเสียงอันยาว เช่น นา....โม....อะไรอย่างนี้ไม่ได้ นะก็นะสิ (นะ เสียงสั้น) ไม่ใช่ นา โมก็ยาว (โม เสียงยาว) แต่ไม่ใช่ยาวเสียยืดยาดเลย อย่างนี้เป็นต้น สรุปแล้วก็คือท่านให้ใช้ สระตรงสระ สระเสียงสั้น รัสสระ ก็ออกเสียงสั้น ทีฆะสระ สระเสียงยาว ก็ออกเสียงยาวให้พอเหมาะพอควร สรุปข้อ 1. ให้ตรงเสียงสั้น-ยาว อย่าลาก อย่าลากให้ยาว สั้นก็ลากให้ยาว ยาวก็ให้ยาวยิ่งขึ้น ไม่ได้ อย่าลาก.. ให้พอเหมาะ 2. อย่าใส่ทำนอง ก็ชัดแล้ว แล้วมากลับพูดอีกว่าท่านอนุญาตให้ใช้สรภัญญะ คือใส่ทำนองหน่อยหนึ่งได้ แน่ะ! ไปแปลงความเอาเองว่าสรภัญญะแปลว่าทำนอง ทั้งๆ ที่บอกว่า อย่าใส่ทำนอง ที่จริงแล้วควรแปลว่า อย่าใส่ทำนอง อธิบายห้ามไว้แล้ว นี่แหละพวกดิ้น มันมีรสมีชาติ มันอยากจะทำ ที่จริงมันผิดแล้วก็เลยมากลบเกลื่อนของตัวเอง พวกเราก็สวดมนต์ คำพยัญชนะบาลีเหมือนกับเขา แต่เราก็ไม่ได้เอา “ธรรมบท” มาสวดด้วย มาสวดพร้อมกันเป็นหมู่นั่นก็อาบัติ อาตมาก็พูดไปแล้ว วิจัยไปแล้ว แต่เขาจะทำกันอยู่ก็เรื่องของเขา เขาไม่รู้ว่ามันอาบัติ ก็เป็นอาบัติของเขาไป เพราะเขาเองเขาไม่เชื่อ ไม่เข้าใจ แต่เราเองเราไม่ทำ ก็ไม่เห็นเสียหายอะไร เราไม่ทำอย่างที่เขาทำ ไม่ทำที่มันผิด มันจะเสียอะไร มันก็ยิ่งดีด้วย อย่างนี้เป็นต้น ในพระวินัยข้อ 20 บอกว่า ห้ามใส่เสียงใส่ทำนอง ห้ามลากเสียงยาว อะไรพวกนี้ ธรรมวินัยข้อ 21 ท่านบอกว่า เราอนุญาตสรภัญญะ ก็หมายความว่าเราอนุญาตให้ใช้เสียงตามสระ ให้กล่าวคำตาม คำว่า ภัญญะคือคำกล่าว ก็เข้าใจไม่ได้ ท่านตรัสสั้น ก็เลยตีความในข้อ 20 อย่างนั้น ข้อ 21 ตีความไม่เป็น ทั้งๆ ที่ท่านสำทับลงไปอีกว่า เราอนุญาตสระภัญญะ ก็เลยเป็นอย่างที่เป็นกันนั้นแหละ ที่จริงมันความเสื่อมของศาสนาพุทธ ไม่ใช่มีเล็กน้อยแค่นี้ มันเสื่อมมามาก มากจนกระทั่ง ไอ้ข้อที่มากที่สุดก็คือ นั่งหลับตา ที่ผิด “อปัณณกปฏิปทา 3” มันผิดไปเลย ทั้งๆ ที่ อปัณณกปฏิปทา แปลว่า ”ข้อที่ปฏิบัติที่ไม่ผิดจากศาสนาพุทธ” ก็เมื่อไปปฏิบัติลืมตา อปัณณกปฏิปทา 3 มีลืมตา ชาคริยานุโยคะ แล้วก็มีสังวรศีล มีสำรวมอินทรีย์ ตื่นพร้อมกับอินทรีย์ 6 และยังมีเรื่องกินด้วย โภชเนมัตตัญญุตา คุณจะกินโดยการนอนหลับ นอนหลับ มีใครบ้างกินข้าวได้ นอนหลับอยู่กินข้าวได้ไหม มันขัดแย้งกันไปหมดทั้ง 3 คำนั้นแหละ แล้วก็ไปนอนหลับปฏิบัติ ก็ต้องให้ปฏิบัติในขณะกินข้าว ไม่ใช่ให้ไปปฎิบัติขณะนอนหลับ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเสื่อมมาก อาตมาพูดมาตั้ง 53 ปีแล้วในเรื่องนี้ เรื่องพระป่า พระหลับตา ไม่ใช่อาตมาไม่หลับตา อาตมาลิงลมอมข้าวพองอยู่เหมือนกัน นึกว่าปฏิบัติธรรมจะต้องหลับตา ก็ไปหลับตา หลับตามาตั้ง 8 ปี หลับตามา ก็ทำได้เหมือนอย่างที่เขาทำกันมา เพราะอาตมาเป็นโพธิสัตว์ผ่านสิ่งเหล่านี้มา มี talent พูดกันเป็นภาษาเท่ๆ หน่อย มีทาเร้นท์ มีพรสวรรค์ในเรื่องเหล่านี้มาครบครันแล้ว จะทำอย่างนั้นก็มีพรสวรรค์อย่างนั้นอยู่ ไม่ใช่ไม่มี พรสวรรค์อย่างเดียรถีย์ อย่างโลกีย์ชาวเทวนิยมเขาทำ อาตมาก็มี ก็เคยทำ ผ่านมาแล้วทั้งนั้น จนกระทั่งมันเต็มที่แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่เป็น ไม่ใช่เหมือนหมาเห็นองุ่นเปรี้ยว ไม่ได้ไปเคยลิ้มลองกับเขาเลยไม่เคยแตะว่ารสแบบนั้นว่าเขาเป็นยังไง ไม่ใช่ อาตมาผ่านมาหมด เป็นมาหมด ทำได้มาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นความเสื่อมในยุคนี้ มันเสื่อมมากจนกระทั่งพูดยืนยันหลักฐานอ้างอิงพิสูจน์กันให้เห็นจริงเห็นจังกันเลย จนป่านนี้ ยังไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่ 50 กว่าปี ได้นี้ (พ่อครูกวาดชี้ผู้ที่นั่งฟังอยู่ข้างหน้า) ได้ผู้ที่เห็นดีเห็นงาม แล้วก็มาปฏิบัติ มาประพฤติตามได้ ก็เท่านี้ อาตมาก็พอใจอยู่นะที่จริง แต่ว่ามันเหลือใจเท่านั้นเอง มันเหลือใจโพด ภาษาอีสาน ขยายความคำว่า “เหลือใจ” มันอัดอั้นใจ มันเหลือใจโพด มันน่าจะได้มากกว่านี้ แต่เอาเถอะ เราไปอยากได้มากเกิน ก็เลยอัดอั้นใจ
_สู่แดนธรรม... อัดอั้นใจแล้วยังไม่พอ ยังมีการตัดพ้อกับตัวเองอีกว่า ทำไมเราไม่ได้อย่างนั้น พ่อครูว่า... ก็วาสนาน้อย มีกวีเขียนมาอีก อโศก สัมปวังโก มาตั้ง 2 กวี อันหนึ่ง “ทางเสื่อมของนักบวช 4” อัมพัฏฐสูตร (พตปฎ. เล่ม ๙ " ข้อ ๑๖๓-๑๖๖)
ทางเสื่อมของนักบวช 4 หนึ่งหอบ บริขาร จากวิหาร สู่พนา หากิน ตามประสา เยี่ยงพรานป่า ผองชีไพร ต่อมา ถือจอบเสียม ช่างบ่เจียม สารูปไซร้ พืชผล ที่หล่นใกล้ นั้นอาศัย เลี้ยงชีวี แล้วจึง สร้างเรือนไฟ เพื่อจักใช้ ทำพิธี ตามอย่าง เดียรถีย์ ใช้อัคคี เผากำยาน สุดท้าย สร้างจานบิน ด้วยทรัพย์สิน มหาศาล หวังได้ บริวาร คุ้มกันการ ผิดวินัย พุทธ-พยากรณ์ ตรัสไว้ตอน สร้างศาสน์ไซร้ ความเสื่อม ปรากฏให้ เห็นแล้วใน ยุคนี้แล
อโศก สัมปวังโก
พ่อครู อ่านและอธิบายทีละวรรค ดังนี้ ทางเสื่อมของนักบวช 4 หนึ่งหอบ บริขาร จากวิหาร สู่พนา หากิน ตามประสา เยี่ยงพรานป่า ผองชีไพร ….. พ่อครูว่า โอ้ พัฒนาขึ้นเยอะ “อโศก สัมปวังโก” แต่งกวี ศัพท์แสงน้อยลงเยอะนะ นี่แค่ 2 วรรคแรก คุณสู่แดนธรรม … กาพย์ยานี 11 แต่งให้เข้าใจได้ง่ายดีครับ พ่อครูว่า จะกาพย์ จะฉันท์ อะไรก็แล้วแต่ ขนาดกลอน 8 ยังใช้ศัพท์กันสะจนปวดหัว ท่านเดินดิน … อโศก สัมปวังโก เขาเปลี่ยน Style (รูปแบบ) แล้วนะ รู้สึกว่าพวกเราไวมากเลยนะ แค่พอครูให้ปัญญาวันเดียวก็มาในรูปโฉมใหม่ ที่จะให้ FanClub (กลุ่มผู้ชื่นชอบ) ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น บางทียากๆ เนี่ย มันก็ฟังไม่รู้เรื่อง คุณสู่แดนธรรม …จริงๆ แล้วในยุคนี้ ศิลปะมันต้องเข้ามาสู่เรื่องความเข้าใจง่ายครับท่าน ความเรียบง่ายนี้แหละ จะเข้าถึง Basic (พื้นฐาน) ได้ดีที่สุดเลย ถ้าปราณีตมากๆ เนี่ย มันเป็นเจ้ายศเจ้าอย่างไป ท่านเดินดิน …ก็เหมือนกับ ศิลปินเขาทำภาพ Abstract นะ แล้วคนอื่นดูไม่รู้เรื่อง แต่เขาว่าสุดยอดของเขานั้นแหละ พ่อครู (ต่อ) “หนึ่งหอบ บริขาร จากวิหาร สู่พนา” หอบบริขาร จะบริขาร 8 หรือว่าเกินบริหาร 8 ก็ไม่รู้หรอก หอบไป สมณะ หรือพระ ภิกษุ ออกจากที่อยู่ ออกจากวิหาร ออกจากที่พำนัก ก็คงอยู่ในวัดในเมือง ออกไปสู่พนา ไปสู่ป่า “หากิน ตามประสา เยี่ยงพรานป่า ผองชีไพร” ไปเหมือนกับพรานป่า หากินอยู่ในป่านั้นแหละ ไปเป็นคนป่าว่างั้นเถอะ จากคนเมืองไปเป็นคนป่า “ต่อมา ถือจอบเสียม ช่างบ่เจียม สารูปไซร้ พืชผล ที่หล่นใกล้ นั้นอาศัย เลี้ยงชีวี” โอ้! สำนวนง่ายดี “แล้วจึง สร้างเรือนไฟ เพื่อจักใช้ ทำพิธี ตามอย่าง เดียรถีย์ ใช้อัคคี เผากำยาน” ขยายเรือนไฟนิดหนึ่ง เรือนไฟก็คือ จะเป็นวิหาร จะเป็นโบสถ์ จะเป็นศาลาที่ใช้ของศาสนานี้ เป็นงานมาทำบำเพ็ญปฏิบัติ ทำอะไรกันที่เป็นของวัดของเขานะ มันจะเป็นวิหาร หรือเป็นศาลา เป็นโบสถ์ เป็นเรือนก็แล้วแต่ จุดไฟ บูชาด้วยไฟ มีการจุดเทียนจุดธูป สมัยโบราณก็ใช้กำยาน ใช้ขี้เลื่อย ใช้ข้าวสาร ฯลฯ พวกนี้โรยลงไปเพื่อควัน ส่วนเปลวเทียนก็น้ำมันเปรียง น้ำมันเนย ใส่จานน้ำมันแล้วก็มีไส้ จุดเป็นเปลว มีไฟด้วยเปลว กับไฟด้วยควัน เรียกว่าบูชาไฟ ใช้อันนี้เรียกว่า ใช้อัคคียัญ หรือสิณจนยัญ คำว่า สิณจน(สิน-จะ-นะ)แปลว่าน้ำ ใช้น้ำใช้ไฟเป็นสื่อส่งต่อไปถึงวิญญาณ เป็นของลัทธิของศาสนาเทวนิยม นี้ก็ติดกันอยู่ ก็งมงายทำกันอยู่เป็นพิธีการทำกันอยู่อย่างนี้แหละ “สุดท้าย สร้างจานบิน ด้วยทรัพย์สิน มหาศาล หวังได้ บริวาร คุ้มกันการ ผิดวินัย” อ้อ เอาให้บริวารมามาก เพื่อที่จะคุ้มเรื่องผิดเนอะ คุ้มความผิดวินัย เอาพลเมือง เอาจำนวนปริมาณของบริวารมาเป็นอำนาจคุมกันการผิด ความผิด เอามายืนยัน เอามาลบล้าง “พุทธ-พยากรณ์ ตรัสไว้ตอน สร้างศาสน์ไซร้ ความเสื่อม ปรากฏให้ เห็นแล้วใน ยุคนี้แล”
กวีอีกอันหนึ่ง
ภิกษุอยู่ป่า 5 โง่เขลา หลงงมงาย ยังบ่ได้ มีปัญญา เข้าใจ ว่ามรรคา คือดงป่า ปลอดผองชน ปรารถนา สุดลามก เพราะยอยก เหล่านิครณห์ หวังว่า จักหลุดพ้น เพราะปลีกตน จากสังคม อีกวิ-กลจริต ด้วยแรงวิต-ถารนิยม ฟุ้งซ่าน ในอารมณ์ เพราะชื่นชม ฌานโลกีย์ เข้าใจ ว่าสัตถา สอนอยู่ป่า เป็นวิถี จึงคิด ว่าโยคี ฌานวสี ล้ำเลิศนา ฝ่ายผู้ รู้เห็นโทษ พร้อมประโยชน์ การอยู่ป่า เพียงเพื่อ พิสูจน์ว่า พงพนา นั้นพาวน จึงออก จากธานี ใช้ชีวี ในไพรสณฑ์ เมื่อรู้ แจ้งในผล กลับเป็นคน ชาวนคร
อโศก สัมปวังโก
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาคนเมือง ไม่ใช่คนป่า
พ่อครูอ่านและอธิบายขยายความ บทกวีจาก อโศก สัมปวังโก
ภิกษุอยู่ป่า 5 โง่เขลา หลงงมงาย ยังบ่ได้ มีปัญญา เข้าใจ ว่ามรรคา คือดงป่า ปลอดผองชน นี่เข้าใจว่า มรรคคือเหตุ มรรคคือทางปฏิบัติ ทางเดินที่จะต้องปฏิบัติคือออกไปสู่ดงสู่ป่า ไม่มีผู้คน ปลอดผองชน “ปรารถนา สุดลามก เพราะยอยก เหล่านิครณห์ หวังว่า จักหลุดพ้น เพราะปลีกตน จากสังคม” นิครณห์คือผู้ปฏิบัติอีกลัทธิหนึ่ง เป็นลัทธินอกพุทธนั้นแหละ เขาก็จะอยู่ป่าเขาถ้ำ อะไรต่ออะไรไป เขาเข้าใจผิดว่าการบรรลุธรรมจะต้องไปอยู่แต่ผู้เดียว หลีกผู้คนจากสังคม ไม่สัมผัส ไม่เกี่ยวข้อง ไม่แตะต้อง ไม่กระทบอะไรกับอะไร นี้เป็นตรงกันข้ามกันศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ (มีการ) สัมผัสสัมพันธ์อยู่ มีพลังของปัญญา มีธรรมฤทธิ์ของปัญญา อยู่เหนือ (คือ)โลกุตระ หรืออุตตระ “อีกวิ-กลจริต ด้วยแรงวิต-ถารนิยม ฟุ้งซ่าน ในอารมณ์ เพราะชื่นชม ฌานโลกีย์” นี่ ฌานโลกีย์ก็ทำกันอยู่อย่างนี้ นั่งหลับตา ฌานโลกีย์ “เข้าใจ ว่าสัตถา สอนอยู่ป่า เป็นวิถี จึงคิด ว่าโยคี ฌานวสี ล้ำเลิศนา พ่อครูว่า... สัตถา คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า สอนให้อยู่ป่าเป็นวิถี เป็นทางปฏิบัติ ไปเข้าใจว่า ฌานของโยคี ที่จริง โยคี โยคะเป็นคำกลาง หมายความว่าเป็นผู้พากเพียรปฏิบัติ แต่ไปเข้าใจว่า จะต้องเป็นฌานวสี คือเก่งชำนาญในฌานแบบพระป่าที่อยู่ป่า ไปเข้าใจอย่างนั้น เข้าใจแต่ฝ่ายนั้น “ฝ่ายผู้ รู้เห็นโทษ พร้อมประโยชน์ การอยู่ป่า เพียงเพื่อ พิสูจน์ว่า พงพนา นั้นพาวน” ตอนนี้มาถึงทางฝ่ายพุทธแล้ว ฝ่ายปัญญา “ฝ่ายผู้ รู้เห็นโทษ พร้อมประโยชน์ การอยู่ป่า” การอยู่ป่าก็มีประโยชน์นะ ไม่ใช่ไม่มี ไปอยู่ป่าก็ไป อาตมาก็ไป ไปอยู่ป่านั้นนะ ในชีวิตนี้ ที่เป็นโพธิรักษ์นี่แหละ ไปอยู่ป่าเมืองกาญจน์ ไปอยู่เป็นเดือน ไปอยู่คนเดียวด้วย ไม่ให้ใครมายุ่ง ไปอยู่ข้างบน ให้เขาทำกุฏิกระท่อมไว้ให้อยู่ โอ้! นอนกลางคืนนี้ สัตว์มันออกมา เรื่องนี้เค่าแล้ว เคยอธิบาย สัตว์มันออกมาหากินกลางคืน เราก็นอนไป สัตว์มันก็ออกมา ส่งเสียงต่างๆ นานา กลิ่นมันก็เยอะ “เพียงเพื่อ พิสูจน์ว่า พงพนา นั้นพาวน” อาตมาก็เคยไปอยู่ ไปทำมาแล้ว เพื่อพิสูจน์ พิสูจน์อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้ปฏิบัติธรรมอยู่ป่า มันไม่มีโลกีย์ มันไม่มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มันไม่มีแบบสังคมเมืองไง ที่มีลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรๆมากมาย เราไปอยู่ป่า ห่างจากสิ่งสนุกสนานในเมือง ห่างจากสิ่งเหล่านี้ เราจะโหยหาหรือไม่ เราจะมีอาลัยอาวรณ์ กามก็ดี วัตถุก็ดี โลกียะ รูป รส เสียง สัมผัสทั้งหลายก็ดี เราจะโหยหาไหม เราต้องอ่านจิตของเรา ถ้ายังสงสัยก็อยู่นานๆ ดู ถ้าไม่สงสัยก็อยู่ไม่นาน ก็ชัดเจนแล้ว 1 เดือน 2 เดือนก็เหลือแหล่ที่จะรู้แล้วว่าโหยหาหรือไม่โหยหา มันจะรู้ในน้ำหนักด้วย น้ำหนักของจิต มันจะชัดเจน ก็เป็นการพิสูจน์ไปอยู่ป่าก็พิสูจน์ได้ เพื่อทดสอบ “ เพื่อพิสูจน์ว่า พงพนา นั้นพาวน” “จึงออก จากธานี ใช้ชีวี ในไพรสณฑ์ เมื่อรู้ แจ้งในผล กลับเป็นคน ชาวนคร จริงๆแล้วก็มาเป็นชาวนคร ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาคนป่าแต่เป็นศาสนาคนเมือง..ขอยืนยัน เป็นศาสนาของสังคมอาริยะ ไม่ใช่ศาสนาของสังคมคนป่าคนเถื่อน ไม่ได้สอนผู้คนในป่า แต่สอนผู้คนในเมือง แค่นี้ก็เป็นเรื่องไม่ง่าย เท่าที่เขาจะเข้าใจ ผู้ที่เข้าใจ ที่จริงมันไม่ยากเลย แต่ผู้เข้าใจไม่ได้ง่ายก็คือเขาไม่ค่อยมีภูมิธรรม ไม่ค่อยฉลาด ชัดๆ ก็คือโง่หนักอยู่ เข้าใจความง่ายๆ ไม่ได้ มันก็โง่หนัก ไม่ใช่เรื่องยาก เรื่องตื้นๆ อย่างนี้เป็นต้น นี่มันแสดงถึงความเสื่อมจริงๆ ของศาสนาพุทธทุกวันนี้ พูดมาสอนมา อาตมาทำงานมาจนกระทั่ง 50 กว่าปี คิดดูสิ เปิดเผยทั้งเขียนทั้งเทศน์ทั้งพูด ทั้งอะไรๆ ต่างๆ นานา ขนาดนี้นะ อาตมาเขียนธรรมะร้อยกว่าเรื่อง พิมพ์มาแล้วตั้งหลายล้านเล่ม ออกไป กระจายออกไป ยังได้ผลแค่นี้ ได้ผลแค่นี้ ซึ่งมันแสดงว่าเขารับไม่ไหว เขารับไม่ได้ มันบอกฐานะความจริงของสังคม ต้องกอบกู้กันอีก แม้อาตมาตายไปแล้ว พวกเราก็ต้องช่วยกันกอบกู้ ช่วยกันสืบสาน ซึ่งมันเป็นจริงที่มันเสื่อมหนัก อาตมาเคยพูดแล้วก็ยังรู้สึกตัวเองอยู่ แล้วก็ได้บอกตัวเองว่า อาตมาจำเป็น จำนน จำยอม จำต้อง จำใจที่จะต้องบอกทุกสิ่งทุกอย่าง ยืนยันตัวเองตามที่ได้เขียนไว้ พูดเทศน์ไปบ้างแล้ว เขียนอยู่ในหนังสือเรื่อง “เกิดมาชาตินี้” ไว้ค่อยพิมพ์ออกมาอ่าน งานอโศกรำลึก หรืองานวันเกิดของอาตมาครบรอบปี 2567 นี้ ก็จะได้เห็น จะได้อ่าน จะรู้สึกอย่างไรก็ค่อยว่ากัน เพราะอาตมาพูดอย่างจงใจเจตนาที่จะเขียนอย่างนี้ พูดอย่างนี้ จะรู้สึกกันยังไงก็เขียนอย่างที่เขียนมาเขียนมาหมด อันนี้เขียนมาอย่างชนิดที่เรียกว่าเน้นหนักเลยพูดตรง ผ่า พูดอย่างขวานผ่าซาก พูดอย่างหนึ่งเดียวเลย ไม่ต้องมีวอแวอะไรเลย ไม่มีเอนเอียง ไม่มีอนุโลมอะไร พ่อครูว่า ทีนี้มาหา SMS ใช้ SMS นี่แหละเป็นเหตุปัจจัยในการอธิบายธรรมนะ ยังค้างอยู่อันเก่า
SMS วันที่ 30-31 ตุลาคม 2566 พ่อครูเชื่อว่าสังคมไทยคนดียังไม่ท้อแท้ _เจนบุญ ใยมะเดื่อ . หลายท่านก็ถอดใจที่จะไม่ยุ่งการเมือง ถ้าเราท้อแท้ ประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร คนดีต้องอย่าท้อแท้ พ่อครูว่า... อาตมาก็อยากจะร่วมวิจัยอันนี้บ้าง ถ้าหลายท่านก็ถอดใจจะไม่ยุ่งการเมือง อันนี้เป็นความคิดที่จะเรียกว่าโง่ ก็โง่ดักดาน เป็นคนอยู่ในสังคม เป็นคนที่ถอดใจไม่ยุ่งกับการเมือง ก็หมายความว่าไม่สู้ ไม่เอาด้วยแล้ว ถอยแล้ว ปล่อยให้เขาเถอะ ปู้ยี่ปู้ยำไปอย่างไร ก็ไม่เอาแล้ว มันไม่ได้หมายความว่าไม่ยุ่งแล้วกับการเมือง เพราะการเมืองมันดี เพราะการเมืองมันเจริญมันพัฒนา ไม่ใช่อย่างนี้ใช่ไหม ที่พูดนี้ สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล มันไม่ได้หมายความอย่างนี้ แต่มันหมายความว่าไม่เอาแล้วถ้าหลายคนถอดใจ คำว่าถอดใจหมายความถึงจิตลึกๆ เลยว่า โอ้ยินดีด้วยแล้ว นั้นไม่ใช่ถอดใจ แต่นี่ถอดใจคือ ไม่เอา เป็นคนขี้แพ้ เป็นคนไม่สู้แล้ว เป็นคนหมดน้ำยา หมดเรี่ยวแรง ถ้าคนถอดใจจะไม่ยุ่งการเมือง ถ้าเราท้อแท้ประเทศชาติจะอยู่กันอย่างไร แล้วคุณเจนบุญบอกว่า “คนดีต้องอย่าท้อแท้” สำทับด้วยคำว่า “คนดีต้องอย่าท้อแท้” ถูกต้อง อย่าท้อแท้
จริงๆแล้วคนดีท้อแท้ไม่ได้หรอก คนดีไม่ท้อแท้หรอก คนท้อแท้คือคนอ่อนแอ คนไม่ดี คนไม่สู้ คนไม่มีน้ำยา ไม่มีท่าอะไร แต่ถ้าเป็นคนดี เป็นคนมีน้ำยา คนมีความสามารถ อย่าว่าแต่มีความสามารถเลย แม้ไม่มีความสามารถแต่ใจมันสู้ ใจมันไม่ถดถอย ใจมันไม่ถอด ใจมันสู้ ขนาดไม่ค่อยมีฝีมือไม่ค่อยมีน้ำยาความสามารถมากยังเอาเลย ใช่ไหมคนน่ะ ตายเป็นตาย แล้วคนเหล่านี้ก็ตายเพื่อสิ่งที่ควรจะต้องช่วยเหลือ สิ่งที่ต้องทุ่มเทร่วมด้วย เยอะไปคนพวกนี้อย่างนี้ นี่คือ ขณะนี้ที่จริงประเทศชาติต้องการความร่วมมือ Insert (ภาพขึ้นจอ) มาบอกว่า พันธมิตรต้องจ่าย 522 ล้าน จบแล้ว ฎีกาคดีปิดสนามบินไม่ได้ คุณสู่แดนธรรม … เป็นคำยืนยันว่า ทำให้คนดีท้อแท้ครับ พ่อครูว่า อ้อ อันนี้อาตมาก็ยังงงๆ ประเทศไทย ทางด้านฝ่ายขบวนการยุติธรรม ยังไง อาตมาก็ยังงงๆ ตอนนี้ อิทธิพลของรัฐบาล เอาล่ะเราเข้าใจอิทธิพลของรัฐบาลมีอยู่ เพราะเป็นรัฐบาลของทักษิณ แล้วจะมาเอาอิทธิพลนั้น เพราะฉะนั้นสถาบันยุติธรรม จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของทักษิณเชียวหรือ จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่ากระบวนการยุติธรรม จะพาซื่อเอาแต่กฎหมาย ภาษากฎหมาย ซึ่งมันเขียนกันไปเขียนกันมา เขียนเพื่อของตัวเอง เขียนเพื่อพรรคพวก อย่างนี้เป็นต้น เสร็จแล้วก็พาซื่อ เอาแต่ตัวหนังสือเป็นหลัก ไม่เอาจิตวิญญาณหรือองค์ประกอบปรากฏการณ์จริงของมนุษย์ชาติในขณะนั้นในบริบทนั้น มาเป็นตัววินิจฉัยหลักยิ่งกว่ากฎหมาย เพราะฉะนั้นมันก็เลยไม่ตรงกับความเป็นจริงที่ควรเป็นไป กฎหมายที่มันออกมาอย่างนั้น อย่างนี้ก็เพื่อตัวเขา มันก็ใช่ แต่อันนี้มันไม่ใช่ กาละเปลี่ยนไป มันเปลี่ยนไป กาละ เทศะ ฐานะ มันไม่ได้เหมือนเก่า มันไม่ได้เป็นองค์ประกอบเก่า บริบทเก่า มันเปลี่ยนไปแล้ว แต่รายละเอียดพวกนี้อย่างว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจ แม้จะเป็นผู้พิพากษา เป็นผู้ที่เรียนรู้ทางด้านในเรื่องรายละเอียดของแบบผู้พิพากษาหรือการควบคุมกฎเกณฑ์ของประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันที่เคารพนับถือกันอย่างสูงส่ง ทุกประเทศ เคารพนับถือกันอย่างสูงส่ง เอาเถอะ อย่างไรอาตมาก็ว่าเขาจะทำอย่างนั้น เขาจะมายึดทรัพย์ จะทำให้ล้มละลาย ก็เอาจากพวกที่อยู่ในข่าย 11 คน ก็ริบไป จะได้ครบ 522 ล้าน อาตมาว่ามันจะถึงหรือ ไม่ไปขอแบ่งมาจากเศรษฐาบ้าง ขนหน้าแข้งเขาคงไม่กี่เส้นหรอก 522 ล้านแค่นั้น _สู่แดนธรรม... กรณีแบบนี้ พ่อครูเคยให้กำลังใจพวกเรา ว่า สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้ พ่อครูว่า... ก็เคยพูด สังคมเลวเพราะคนดีท้อแท้ เอาเถอะเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive