660915 ทิฏฐธรรมนิพพานที่สัมมาจึงจะพาบรรลุ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข18 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

660915 ทิฏฐธรรมนิพพานที่สัมมาจึงจะพาบรรลุ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53538.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1rE-pXex8-aui8L06678frb_WHkZFqBBy/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1N7j3QmulMMNrhbXYUgxvBnzsRxzfTPcS/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660915-108-_-e29c2nj

ดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/623726763277835 และ https://youtu.be/kdrd7SEoSQ8 มีซับ https://youtu.be/h5H20ix652Y

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2566 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปี เถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ถ้าพูดถึงชาวอุบลราชธานีก็จะกังวลกันเรื่องน้ำท่วม ก็ไม่ต้องกังวลหรอก ท่วมแน่ๆ จะมากน้อยก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ชาวไทยตอนนี้ที่นักเศรษฐกิจเขาห่วงเรื่องเงินดิจิตอลของรัฐบาลที่จะแจก ว่าออกมาแล้วมันจะยุ่งเหยิง เศรษฐกิจจะตกต่ำ เพราะใช้เงินดิจิตอลของพรรคเพื่อไทยโดยตรง ซึ่งมันจะยุ่งยากมากในการที่จะแลกเงิน ถ้าไปซื้อแล้วเกิดแลกเงินไม่ได้อีก เป็นปัญหาซับซ้อนมากมาย เรื่องใช้เงินตั้ง 5 แสนล้าน เขาเป็นห่วงว่าจะล่มจมเหมือนจำนำข้าว ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาสังคม ที่นักเศรษฐกิจกังวล ธนาคารแห่งประเทศไทยก็กังวลเรื่องนี้ และยังจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ทำให้เห็นว่านักการเมืองมีความเป็นประชาธิปไตยที่ถูกตรงจริงไหม

คุณทักษิณน่าสงสารที่ยังโง่ไม่ยอมแพ้ พ่อครูว่า... มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอกถ้าเผื่อว่าความจริง มันไม่เป็นสัจจะ ความจริงมันไม่ซื่อสัตย์ มันแก้ไม่ไ

อ่านต่อ

ด้ ที่ไปโทษทหารมาบริหารเป็นเผด็จการ ประชาชนเต็มขั้นมา บริหาร จึงจะเป็นประชาธิปไตย จึงจะบริสุทธิ์สะอาดซื่อสัตย์ คุณรับรองได้ไงว่าทหารที่มาบริหาร กับประชาชนมาบริหารนั้นไม่ซื่อสัตย์เท่ากัน ทหารก็ซื่อสัตย์ได้ ประชาชนเต็มขั้นก็ซื่อสัตย์ได้ มันอยู่ที่คน ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นทหาร ไม่ได้อยู่ที่ความเป็นประชาชนเท่านั้น ทหารก็ประชาชน ประชาชนก็ประชาชน เพราะฉะนั้นความหมายมันจึงไม่ตรงอยู่ที่การเป็นทหาร ไปนิยามไปกำหนดว่าถ้าเป็นทหารบริหารนั้นไม่ดี ถ้าประชาชนบริหารถึงจะดี มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ประชาชนบริหารถึงจะดี ก็ไปติดยึดอยู่แค่คำว่า ประชาธิปไตยคือประชาชน แต่ที่จริงทหารก็คือประชาชน มันไม่ได้อยู่ที่ว่าประชาชน คำว่าประชาชน คุณก็ไปกำหนดคำว่าประชาชนมาหลอกคน ทหารก็คือประชาชน ประชาชนก็คือประชาชน ไม่ใช่ไปบอกว่าประชาชนถึงจะเป็นประชาชน ทหารไม่ใช่ประชาชน ก็โง่ต่อไปละกัน มันอยู่ที่ว่าผู้บริหารนั้น ได้ตำแหน่งหน้าที่ทำงานนั้น จะเป็นคนซื่อสัตย์บริสุทธิ์ เป็นคนมีสมรรถนะ เป็นคนมีความสามารถ ไม่มีตัวตน ไม่ได้มีกิเลส และทำเพื่อประชาชนจริงๆ หรือเปล่า มันอยู่ที่ตรงนี้ พิสูจน์ยืนยันกัน พูดมาตรงนี้แล้วจะเห็นชัดเจนว่า ทักษิณกับพลเอกประยุทธ์นี่ ต้องพูดให้เต็มขั้น นักโทษชายเด็ดขาดทักษิณ กับพลเอกประยุทธ์ มันชัดๆเจนๆอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นพฤติกรรมของเขาอยู่เลย ยังไม่ยอมเลย ทุกวันนี้ก็ยังลับๆล่อๆลึกๆลับๆ ทำเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ทำเป็นเล่นไปนะ ขณะนี้ที่เขาทำนี่ มันมีนัยยะสำคัญ มีเชิงของการขัดพระบรมราชโองการหรือเปล่า ขณะนี้เขาประพฤติอยู่นี่ คือจริงๆตรงๆเขาต้องติดคุก 1 ปีตามพระบรมราชโองการ เขาทำอยู่หรือเปล่า เขาทำหรือยัง หรือเขาก็ทำพฤติกรรมไปแค่นั้นแหละ ไม่จำเป็นต้องไปกล้อนผม ต้องเข้าคุก แล้วคนที่อนุโลมยอมยืดหยุ่นหย่อนยานไปตามความต้องการของทักษิณนั่นแหละ ระวังไว้เถอะ มาตรา 157 ก็ดี นายตั้มก็ยังไม่ยอมอยู่ตอนนี้ทนายตั้ม และก็เดี๋ยวก็จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว พูดไปเดี๋ยวจะหาว่าอาตมาไบแอส (bias อคติ) ทักษิณ อาตมาไม่ได้ไบแอสกับทักษิณหรอก อาตมาก็ยังเห็นว่าทักษิณยังเป็นผู้ที่น่าสงสารคนหนึ่ง แต่พฤติกรรมนั้นต้องทักท้วง อาตมามีหน้าที่จะต้องทักท้วงให้คนทำดี ถ้าทักษิณ ได้ยินแล้วรู้สึกว่า เออ! ผู้ทักท้วงนี้คือโพธิรักษ์เชียวนะ หรือเขาอาจจะบอกว่า โธ่เอ้ย! โพธิรักษ์น่ะเหรอ ก็แล้วแต่เขา ไม่มีปัญหาอะไร เอา ผ่านตรงนี้ไปก่อน

SMS คราวก่อนก็ยังค้างอยู่ เพราะลิงลมอมข้าวพองพระโพธิสัตว์จึงยังฉันเนื้อสัตว์ _อี๊ด (จากไลน์)... ขอกราบถามพ่อครูโพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ แต่โพธิสัตว์ที่พ่อครูรับรองบางท่านยังทานเนื้อสัตว์ เมื่ออรหันต์ต้องเว้นขาดจากเนื้อสัตว์มิเช่นนั้นคนทานเนื้อสัตว์ยังได้แค่โสดาบันแล้วจะข้ามขั้นไปโพธิสัตว์อย่างไรคะ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูงคะ พ่อครูว่า... การที่จะเข้าใจถึงเรื่องสภาพความซับซ้อน การหมุนรอบเชิงซ้อน คัมภีราวภาโส อาตมาก็เคยอธิบายมาแล้วในเรื่องความซับซ้อนที่มันสูงซ้อนขึ้นไป แล้วมันก็มีสิ่งที่เป็นลิงลมอมข้าวพอง มีสิ่งที่กลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์นี่ มันจะต้องอยู่ภายใต้อำนาจของโลก มันครอบงำ 1. และ 2. วิบากของผู้นั้นๆ วิบากของอาตมาก็ดี วิบากของพระพุทธเจ้าเองก็ดี วิบากของใครก็แล้วแต่ โพธิสัตว์ในหลวงก็ตาม วิบากของอะไรต่างๆ นานา ก็มีของแต่ละคน ก็ต้องมีอยู่ในตัวเอง มันก็เป็นไปได้ ขนาดพระพุทธเจ้าก็ยังมี ลิงลมอมข้าวพอง คุณทำไมไม่ไปท้วงพระพุทธเจ้า อ้าวพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ทำไมแต่งงานมีลูกอยู่ล่ะ มันก็งงอีกล่ะ ใช่ไหม พระพุทธเจ้าแท้ๆเกิดมาเป็นพระอรหันต์หลายชาติแล้ว ชาตินั้นก็เป็นชาติสุดท้ายที่เป็นพระพุทธเจ้าแท้ๆทำไมยังเกิดไป แต่งงานมีลูกมีอะไรต่ออะไรอีก ได้ยังไง เอาเถอะ ในชาติพระพุทธเจ้าสมณโคดมหรือว่าเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านจะไม่เคยเสวยเนื้อสัตว์ เพราะท่านเป็นฮินดูชั้นสูง แต่คนเขาก็โมเมหาว่าท่านฉันเนื้อสัตว์ ที่จริงท่านไม่ได้เคยฉันเนื้อสัตว์ ตั้งแต่ท่านเป็นเจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์เพราะท่านเป็นฮินดูชั้นสูง ของอินเดียฮินดูชั้นสูงไม่ได้ทานเนื้อสัตว์กันหรอก ซึ่งมันมีหลักฐานยืนยันแม้แต่พระเทวทัตก็ยังไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์เลย ถึงได้บอกให้พระพุทธเจ้าออกกฎเลย บังคับให้สงฆ์ทุกรูปไม่ฉันเนื้อสัตว์ ฉันมังสวิรัติให้หมด พระพุทธเจ้าก็บอกว่าเราไม่ออกกฎหรอก เพราะว่าไม่ต้องไปบังคับ ให้เขาเกิดภูมิปัญญาปฏิภาณ เพราะหมู่ใหญ่ก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์อยู่แล้ว ยังมีบางส่วนเท่านั้นบกพร่อง เป็นส่วน Error ที่ยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ สงฆ์ในยุคพระพุทธเจ้าก็มีสงฆ์ที่ยังฉันเนื้อสัตว์อยู่ พระเทวทัตก็ทำเป็นอวดเคร่ง ที่จริงแล้วความเคร่งก็คือคนที่ไม่ต้องใช้กฎทำได้โดยอิสรเสรีภาพนั่นคือสิ่งที่เป็นอิสระสมบูรณ์กว่า พระพุทธเจ้าท่านมีภูมิปัญญามากกว่าพระเทวทัต หรือแม้แต่ที่มีอยู่ใน สีหสูตร พวกอเจลกะทั้งหลาย พวกนอกรีต ไม่ใช่พุทธ เขาก็ยังไปตะโกน เมื่อสีหเสนาบดี นิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันที่วังของเขา คือเป็นเสนาบดีมีอำนาจใหญ่ อาราธนาพระพุทธเจ้าไปฉันอาหารที่วังที่คฤหาสน์ของเขา พระพุทธเจ้าก็เสด็จไป เสร็จแล้วพวก อเจลกะ ก็อยากจะดิสเครดิต (ทำลายความน่าเชื่อถือ) พระพุทธเจ้า ก็มาประกาศ ป่าวประกาศ เจ้าข้าเอ๋ย ร้องตะโกน ประกาศไป เจ้าข้าเอ๋ยสมณะโคดมฉันเนื้อสัตว์แล้วนะเจ้าข้าเอ๋ย ทั้งๆที่รู้ เพราะว่าก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปฉัน สีหเสนาบดีได้สั่งลูกน้องให้ไปซื้อเนื้อสัตว์ ที่ตลาดมาทำอาหารเอาไว้เพื่อรองรับถวายพระพุทธเจ้าในวันรุ่งขึ้น เพราะเขาเป็นอเจลกะ สีหเสนาบดีเขาก็ยังเป็นอเจลกะ เขายังนอกรีต ยังไม่ใช่พุทธแท้ แต่เมื่อศรัทธาพระพุทธเจ้าก็เลยนิมนต์ไป เขาก็ทำอาหารเนื้อสัตว์เตรียมอาหารเนื้อสัตว์ไว้ นั่นแหละเป็นประเด็นที่พวก อเจลกะ ข้างนอกตะโกนโหวกเหวก เจ้าข้าเอ๋ย สมณะโคดมฉันเนื้อสัตว์ เจ้าข้าเอ๊ย..ทั้งๆที่รู้ สีหเสนาบดีทำอาหารถวายให้พระพุทธเจ้าก็ยังฉัน เขาก็ตะโกนโหวกเหวกอยู่นอก ประเด็นนี้อาตมาเคยจับไปตั้งประเด็นให้ตั้งสติดีๆใช้วิจารณญาณดีๆ คิด ถ้าพระพุทธเจ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ ฟังให้ดีนะ ถ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ รับนิมนต์ไปฉันที่สีหเสนาบดีนิมนต์ไป ถ้าพระพุทธเจ้าไปในนั้นฉันเนื้อสัตว์ ก็มันจะไปประหลาดอะไรที่ท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ จะบ้าหรือไปประกาศให้ชาวบ้านเขารู้ทำไม เพื่อจะเป็นการ ดิสเครดิต ก็หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ฉันเนื้อสัตว์สิ ใช่ไหม จึงเป็นประเด็นไปร้องตะโกนดิสเครดิตพระพุทธเจ้าได้ว่า เจ้าข้าเอ๋ย พระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์แล้ว จริง มีเหตุการณ์องค์ประกอบว่าเอาเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้าจริง แต่ อเจลกะไม่ได้เข้าไปในวังนี้ ไม่ได้เห็นว่าพระพุทธเจ้าฉันหรือไม่ฉัน และไม่มีบท ไม่ได้มีคำพูดคำบอกเลยว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ในที่นั้น ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เขาก็ตีขลุมตีความเอาตรงนี้มาว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ก็ประเด็นนี้อาตมาก็จับประเด็นลึกให้เห็นว่า จะว่าเป็นประเด็นตื้นก็ตื้นไม่ใช่ลึกหรอก ก็ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ อเจลกะไปตะโกนโหวกเหวกอย่างนั้น จะได้คะแนนยังไง ก็ถ้าท่านฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติ จะร้องทำไม ใครๆ เขาก็รู้อยู่แล้ว ก็แสดงว่าท่านไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์สิ เขารู้กันอยู่แล้วทั่วไปว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ เพราะฉะนั้น อเจลกะจึงไปฟ้องประชาชนว่าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าท่านฉันหรือไม่ฉันที่ท่านรับนิมนต์ไปนั้นน่ะ ก็ทำไมล่ะ มีข้าว ก็ฉันแต่ข้าวก็ได้ เขาจะมาถวายอะไรก็ฉันสิ่งที่เป็นมังสวิรัติก็ได้ ข้าวเปล่าข้าวกับผักกับพืชข้าวกับอาหารอื่นก็เป็นมังสวิรัติแล้ว ข้าวกับถั่วกับงาก็ได้แล้ว ยิ่งของแขก มีแต่ถั่วกับงา แม้แต่ทำแกงถั่วเขาก็ใส่เกลือ ไม่ได้ใส่น้ำปลาน้ำปู อะไรอย่างนี้เป็นต้น เยอะแยะ อ้าวผ่าน นี่ใกล้ๆจะถึงงานมังสวิรัติแล้วก็ตีปลาหน้าไซหน่อย สรุปของคุณอี๊ดที่บอกว่า โพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ทำไมยังฉันเนื้อ อาตมาเกิดมาในชาตินี้ก็ยังไปทานเนื้อสัตว์มาก่อน เอาเถอะยกไว้พระพุทธเจ้าท่านเป็นฮินดู ชั้นสูง ท่านไม่ทานเนื้อสัตว์มาตั้งแต่ประสูติจนกระทั่งอะไรก็เรื่องของท่าน แต่อาตมาก็อยู่ในสังคมอย่างนั้น ก็ทานเนื้อสัตว์มาก่อน ถ้าอย่างนั้นอาตมาก็ไม่ได้เป็นอรหันต์ไม่ได้เป็นโพธิสัตว์สิ แล้วคุณจะเอาอันนั้นเป็นเรื่องตัดสินเท่านั้นเรอะ เอาภูมิธรรมอาตมาแสดงธรรมมา 50 กว่าปีแล้ว เนื้อหาธรรมะต่างๆ นี้สิ คุณพอจะมีภูมิรู้ได้ไหมว่าธรรมะที่อาตมาแสดงมา 50 กว่าปีนี้เป็นโลกุตรธรรมอย่างไร ซึ่งมันเป็นการยืนยันด้วยว่า ถ้าไม่มีอาตมาอุบัติขึ้นมา เกิดขึ้นมา สังคมกระแสหลัก ศาสนากระแสหลัก พุทธกระแสหลักแม้ทุกวันนี้ก็ตาม เขาก็ยังจะเป็นโลกียะอยู่อย่างนั้น เขาจะไม่มีโลกุตระเกิดขึ้นมาได้ ก็มีชาวอโศกนี่ มีภูมิปัญญามีดวงตาเข้าใจธรรมะแล้วก็มาปฏิบัติโลกุตรธรรม ฝึกฝนจนเป็นรูปเป็นร่าง จนกลายเป็นชาวอโศก มีสังคมถึงขั้นสาธารณโภคี เอาหลักธรรมข้อไหนข้อไหน ตั้งแต่ วิชชา จรณสัมปันโนเข้าไปไล่ไปเรื่อยๆ ศีลสมาธิปัญญาและหลักธรรมต่างๆ ตรวจสอบดูสิ ตรวจสอบชาวอโศก ตรงตามพระอนุสาสนีไหม มาตรวจสอบดีๆ อาตมาไม่ได้ท้าทาย ข่มเบ่งอะไรหรอก พูดให้ฟัง ให้เข้าใจสัจจะดีๆ เพราะฉะนั้นอย่าไปงมงายอะไรเกินการ พยายามลืมตาขึ้นดู ขออภัยอาตมาวิจารณ์ไม่ได้ว่าคุณอี๊ดนะว่าไม่ลืมตา นี่ก็วิจัยวิจารณ์มันก็เลยยาวไปหน่อย ไปว่าคนที่เขายังยึดมั่นถือมั่นผิดๆ อยู่ ก็น่าสงสารเขา วิจารณ์เขาหนักๆ หน่อย

หากพ่อครูตายแล้วจะกลับมาเกิดที่ใด _ทวีสิน จงรักวงศ์....กราบนมัสการพ่อท่านอย่างสูงยิ่ง กราบท่านสมณะ กราบสิกขมาตุ และญาติธรรมชาวอโศกทุกท่าน ผมเคยอ่านพบว่าท่าน “ดาไลลามะ” ที่มรณะแล้วจะไปเกิดที่ใด จึงนึกถึงพ่อท่านว่าเมื่อถึงกาลละสังขารแล้วจะไปจุติแห่งหนใด ควรมิควรแล้วแต่พ่อท่านจะโปรดครับ พ่อครูว่า... นั้นน่ะถามอาตมาตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน อาตมายังไม่รู้ว่าอาตมาจะไปเกิดที่ไหน อาจจะไปเกิดอเมริกาก็ได้ (พ่อครูขำๆ) ยังไม่รู้เลยว่าจะไปเกิดที่ไหน ก็อธิบายให้ฟังบ้างพอสมควร ผู้ที่ทำเหตุ สร้างเหตุไว้ แม้แต่เหตุที่เราระลึกถึงกัน เหตุที่สัมพันธ์กัน เหตุที่ผูกพันกัน มันก็เป็นเหตุที่จะไปเป็นเช่น ถ้ามันมีเพียงพอ มันก็เป็นมันก็ไปอยู่ด้วยกัน ชั่วระลึกถึงกันผูกพันกันมากก็ไปอยู่กับคนชั่วด้วยกัน ดีเป็นบัณฑิตก็ไปอยู่กับบัณฑิต คนพาลผูกพันกันก็ไปกับคนพาล ผูกพันกันมีเนื้อแท้เดียวกันมันไปหากัน น้ำไหลไปหาน้ำ น้ำมันไหลไปหาน้ำมัน มันก็ไปหากันโดยสัจจะ ถ้ามีเนื้อแท้ของสัจจะนั้นเพียงพอ วิบากของคุณไม่มากจนดึงพรากไปได้ ถ้าเผื่อว่าคนเขาพยายามสร้างสัจจะให้มันมาก ก็คิดว่าเกิน 50% แต่วิบากของคุณมีมากก็ดึงไปได้เหมือนกัน แต่ถ้าวิบากไม่มากนักก็ 50-60% น่าจะเข้าไปกับกลุ่มได้ เข้าที่ถูก เข้าที่ควรจะไป ตามที่เราเจตนาหรือประสงค์จะไป มนัก็ได้ตามนั้น ถ้าเหตุเพียงพอกับวิบากคุณไม่มาตัดรอน วิบากคุณไม่มาค้านแย้งเอาไว้ สรุปแล้วก็ต้องทำเหตุให้ถ้วน ทำเหตุให้มากให้ถูกต้องให้ดีที่สุดจนมากพอแล้ว มันไม่มีอะไรห้ามกั้นได้ ทำเหตุให้สมบูรณ์พอ เพราะฉะนั้นการไปนึกถึงผลไม่จำเป็นต้องไปนึกถึงผล แต่รู้ผลว่าเป้าหมายจะเป็นอย่างไรให้ได้เท่านั้น แต่ไม่ต้องไปเสียพลังงานแคลอรี่ไปกับการจะบรรลุผลไหม ไม่ต้องไประลึก ทำเหตุให้เต็มทำเหตุให้แข็งแรงให้ครบถ้วนบริบูรณ์ให้ถูกต้องดีๆ แล้วมันจะเป็นไปตามลำดับแท้จริงของสัจจะ ขอตอบไว้เท่านี้ก็แล้วกัน สรุปอีกทีหนึ่ง อาตมาก็ไม่รู้ว่าอาตมาจะไปเกิดที่ใด แต่แน่ใจว่าอาตมาเกิดในกลุ่มหมู่พวกเรานี่แหละ หรือพวกเราก็มาเกิดร่วมกับอาตมา สมณะฟ้าไท... เราเทียบอย่างนี้ได้ไหมครับว่าภาวะที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้ขณะเป็นๆเราก็ไม่ได้คิดอยากจะไปเลย ตอนนี้ เราก็ไม่คิดอยากจะไป เราก็อยู่ทำกรรมอยู่ที่นี่ อยู่ทำกรรมร่วมกับคนเหล่านี้ ยังไม่หนีไปไหนเลย พ่อครูว่า... เราไปได้อิสระเสรีด้วย เราก็ยังไม่ไปเลย นี่ทั้งๆที่เรารู้อยู่ คุณพวกคุณนี่จะไปไหนก็ไปสิ ไปๆ แล้ว พวกคุณก็ไม่ไปเอง อิสระเสรีภาพ แล้วคุณก็มีคุณภาพพอที่จะอยู่ได้ด้วย ก็ไม่มีปัญหาอะไร _ สู่แดนธรรม... ญาติธรรม พวกเราบางคนวางแผนไว้เลยว่า จะมาขอตายอยู่ที่ บ้านราช เพื่อเขาจะได้เกิดไวๆ ตายตรงนี้ก็เกิดตรงนี้แหละไม่ต้องเดินทางไปเกิดที่ไหน พ่อครูว่า... ก็ดี ก็ถูกแล้ว คนเขาชัดเจนก็เป็นแบบนี้ คิดแบบนี้เชื่อแบบนี้

_Danille Sabatier... เพลงเก่ามีครูบาอาจารย์ ฟังแล้วมีความหมาย สื่อความรู้สึกบอกไม่ถูกค่ะ สรุปดีมาก ๆ ขอบคุณอีกครั้งค่ะ พ่อครูว่า... คนนี้ชื่อก็ไม่ใช่ไทยเลยแต่มาชอบเพลงไทย ตอนนี้อาตมาก็มีคนช่วยทำให้เพลงนี้เป็นสื่อนำพา เพราะมันเป็นสากล เรื่องเพลงการมันเป็นสากล เป็นศิลปะสากล มันไม่เข้าข้างชาตินั้นชาตินี้ มันเอาทำนอง แม้คำร้องจะเป็นภาษาที่ยังเข้าใจกันไม่ได้ แต่ทำนองมันจะจูงนำ มันเป็นสากล ก็ค่อยๆเป็นไป แล้วก็มีผู้ทำสมัยใหม่มีฝีมือ มีน้ำใจ ที่จะเห็น เห็นประโยชน์ด้วย อาตมาว่าเขาคงมีภูมิปัญญารู้ว่าเพลงพ่อท่านเป็นเพลงที่ไม่เหมือนเพลงใครๆอยู่เยอะนะ ไม่เหมือนหลายๆอย่างทั้งเชิงภาษากวี ทั้งเนื้อหา เนื้อหานี่แหละอาตมาว่า เขาจะเข้าใจอันนี้ชัดเจน ส่วนเรื่องทำนองนั้นก็อาตมาก็ว่ามันก็พิเศษอยู่เหมือนกัน มันอาจจะยากนิดนึงทำนองเพลงของอาตมา แต่มันจะเป็น เขาเรียกว่าอะไรนะ ที่จะอยู่นานๆ เป็นอมตะ เป็นเพลงอมตะอะไรๆ พวกนี้ เป็น อม ตะ จะอยู่นาน

SMS วันที่ 13-14 ก.ย. 2566

ทิฏฐธรรมนิพพานที่สัมมาจึงจะพาบรรลุ _เพียรผ่องพุทธ กล้าจน · กราบนมัสการพ่อครู,สมณะ, สิกขมาตุ ด้วยความเคารพค่ะ ที่ชุมชนบ้านราชธานีอโศก ได้มาอยู่แล้ว น่าอยู่มากค่ะ อยู่ในหมู่ทำให้เราได้เห็นอัตตาตัวตนของเรา ได้ลดกิเลสในปัจจุบัน พ่อครูว่า... เอออันนี้ต้องขยายความนิดนึง มาอยู่ในหมู่ชาวอโศกทำไมเห็นอัตตาตัวตนขึ้นมาได้ อยู่ข้างนอกทำไมไม่เห็น เดี๋ยวขยายความให้ฟังนิดหนึ่ง อยู่ที่นี่มันมีการชี้ มันมีการท้วง มันมีการบอกว่านี่กิเลสนะ นี่เป็นอัตตานะ นี่เป็นมานะ อันนี้กิเลสกามนะ อันนี้กิเลสโกรธนะอะไรพวกนี้ มันก็ได้รู้ เพราะว่าพวกเรานี่มีการบอกอธิบายกัน พยายามที่จะให้ความรู้กัน เตือนกัน ก็ได้ลดกิเลสในปัจจุบันที่มันเกิดปั๊บ พวกเราที่รู้ว่าเป็นอย่างนี้นะก็ได้บอก ก็ได้ลดกิเลสในปัจจุบัน และปัจจุบันนี้แหละคือกิเลสที่จะต้องลด ไปหลับตาปฏิบัติไม่มีปัจจุบันนั้น มันไม่ได้ทำให้กิเลสลด มันมีแต่การเพ้อคิดอยู่ในสัญญา สัญญาเป็นอดีต 18 เป็นอนาคต 44 ฟังพระพุทธเจ้าตรัสให้ดีๆ ทำความเข้าใจให้ดีๆ หลับตาหรือว่าไม่มีปัจจุบันชาติ ในพรหมชาลสูตร ท่านก็สรุปไว้ ในปัจจุบันชาติว่า ทิฏฐธรรมนั้นจะต้องมี 5 นิพพานจะต้องมี 5 ต้องมีกาม ต้องมีฌาน 4 รวมเป็น 5 ฌานของพระพุทธเจ้าต้องลืมตา มีผัสสะเป็นปัจจัย กามก็ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย กามต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย และฌาน 4 ก็ต้องมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นปัจจุบันชาติ เป็นขณะที่ลืมตา มีตาหูจมูกลิ้นกายกระทบแล้วก็มีใจ เกิดกิเลสกามเดี๋ยวนี้ ลดกิเลสกามได้แล้ว เกิดฌานที่ 1 ได้แล้ว เดี๋ยวนี้ ลดกิเลส ฌาน 1 ได้แล้ว ได้ฌานที่ 2 เดี๋ยวนี้ก็หลัดๆ มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่ได้หลับตาตรงไหน ไม่ได้เข้าไปอยู่ในภวังค์ตรงไหนเลย เป็นทิฏฐธรรม-เป็นปัจจุบันชาติ เป็นปัจจุบันอย่างนี้หลัดๆ ตาก็ลืม สัมผัสก็รู้ เวทนาก็เกิด แยกกิเลสได้ อ๋อเห็นกิเลสอยู่ ปัจจุบัน หลัดๆ ไม่ใช่ไปนึกเอาสัญญาว่า อยู่ในอดีต เราเคยมีกิเลส อนาคตเราน่าจะมีกิเลส มันไม่ใช่แบบนั้นแมันเป็นการฝันเพ้อเป็นนิรมานกาย เป็นกายที่ปั้นเอา มันไม่มีกายจริง มันไม่มีภายนอกสัมผัสจริง มันไม่ใช่กาย กายนั้นมันขาดไปแล้ว กายมันไม่มีภายนอก กายต้องมี 2 เสมอ มีภายนอก-ภายใน อธิบายจนกระทั่งคอจะแตกก็ไม่รู้สักที ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 ทิฏฐธรรม-นิพพานทิฏฐิ มีคำว่า ทิฏฐิกับทิฏฐะ คำว่า ทิฏฐธรรมคือปัจจุบันชาติ ทิฐิคือความเห็นความเข้าใจ เพราะฉะนั้นในทิฏฐิ 62 ความเห็นของคุณมันเป็นทิฏฐธรรมนิพพานที่ถูกต้องทั้ง 5 ไหมล่ะ คือมีความเห็นว่า สภาพบางอย่างเป็นนิพพาน (ภาวะกิเลสสิ้นเกลี้ยง) นิพพาน คือภาวะกิเลสสิ้นเกลี้ยงในปัจจุบัน โดยยังไม่ได้สัมผัสนิพพานที่ถูกต้องแท้จริง ซึ่งมีพร้อมทั้งสัมผัสภายนอกสัมผัสกายภายนอกและสัมผัสกายใน เป็นธรรมะอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยมูลเหตุ 5 อย่าง เพราะเห็นว่าอัตตานี้อิ่มเอิบ พรั่งพร้อม เพลิดเพลินด้วยกามคุณ 5 แล้วคุณก็ไปหลงว่ากามคุณ 5 นี้แหละมันเป็นนิพพานอยู่ เพราะได้เสพสุขที่สุด เสพกามสุขที่สุดก็เลยคิดว่าไอ้นี้เป็นนิพพาน เพราะนิพพานมีความสุขที่สุด นิพพานัง ปรมังสุขัง อะไรอย่างนี้เป็นต้น สัมผัสแล้วก็น่าใคร่พอใจเป็นนิพพาน คนก็เข้าใจอย่างนั้นได้ เอาละถึงแม้ว่าไม่เป็นอย่างนั้นก็ไปเข้าใจ ฌาน ว่า ฌาน 1 เป็นนิพพาน หรือ ฌาน 2, ฌาน 3, ฌาน 4 ก็เป็นนิพพาน ซึ่งถ้ามิจฉาทิฏฐิมันก็คือฌานอย่างมิจฉา กามก็มิจฉา ถ้าของพระพุทธเจ้าแล้ว กามไม่มีหรอกนิพพาน ฌาน 1, 2, 3, 4 ที่ผิดๆ ก็ไม่มีนิพพาน ต้องเป็นฌาน 1, 2, 3, 4 ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ อันนี้อาจจะเข้าใจยากอยู่บ้าง กามก็คงจะเข้าใจง่ายหน่อย ก็ ขออธิบายแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ไม่งั้นจะอธิบายอันนี้ต่อไปอีก 3 วัน 3 คืนก็ได้ เอ้า ผ่าน

คนมีสภาวะวรรณะ 9 เข้าสู่ชุมชนสาราณียธรรม _(ต่อ) เพียรผ่องพุทธ กล้าจน...ได้ฟังธรรมะพ่อครู เข้าใจชัด และรายการย่อยธรรมะแต่ละวัน ทั้งบรรยากาศสด และฟังย้อนหลังตามเวลาที่จัดสรรได้ วันละเล็กวันละน้อยก็รู้สึกยินดีที่ปฏิบัติได้ เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง หมู่ช่วยขัดเกลา ญาติธรรมมีเมตตานอบน้อมลดอัตตา ไหว้ผู้ที่อายุน้อยกว่าได้ ไม่ถือสาผู้มาใหม่ เป็นแบบอย่างให้ลูกหลานซาบซึ้งความเมตตาจากผู้ใหญ่ การปฏิบัติธรรมมีค่ายิ่งกว่าคำสอน(โศลกธรรมพ่อครู) ญาติมีน้ำใจดูแลลูกหลานผู้มาใหม่ด้วยความเอ็นดู อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสัมผัสได้ด้วยจิตวิญญาณของตนเองด้วยความอบอุ่นค่ะ ..กราบขอบพระคุณทุกๆ ท่านค่ะ. พ่อครูว่า …จริง มันเป็นสังคมที่เป็น สาราณียธรรม 6 เป็นสังคมที่มี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม จริงๆ สัมผัสได้ อาตมาว่าคนหยาบก็ยังสัมผัสได้ เข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มพวกเรามีความเมตตาต่อกัน ความเมตตาของชุมชนชาวโศกตั้งแต่เกิดมา 50 ปี ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทที่แรงๆร้ายๆอะไรเลย เป็นชุมชนมา อโศกเกิดเป็นชุมชนมา 50 กว่าปี อาตมาทำมาตั้งแต่เริ่มต้นมีชุมชน ชุมชนแรก ชุมชนแรกก็คือ ศาลี ศีรษะ สันติฯ แล้วจึงมาซื้อที่ดินทำปฐมอโศก ถือว่าเป็นชุมชนแรกที่พร้อมสรรพ มีทั้งสถานที่ที่กว้างขวางพอ มีถึง 60-70 ไร่ ที่สันติอโศกก็มีแค่นั้น แม้แต่ที่ ศาลี ศีรษะ ตอนนั้นก็ไปอาศัยป่าช้าเขา เสร็จแล้วเขาก็มาไล่ออกจากป่าช้า ไม่ว่าที่ศาลีหรือศีรษะ เค้าก็มายึดป่าช้าคืน เราก็ต้องซื้อที่ต่อไปก็เป็นของเราไป อยู่ถึงทุกวันนี้ อย่างนี้เป็นต้น ตั้งแต่ต้นมาจนถึงวันนี้ เรามีสาธารณโภคีโดยอาตมาไม่ได้มีเจตนาจะให้มันเป็น แต่มันเป็นโดยสัจธรรมของมันเอง เมื่อเรามาปฏิบัติถูกต้องแล้ว มันก็เป็นสัจจะของมัน เป็นโลกุตรธรรม มันมีเหตุปัจจัยที่จิตมันเป็น วรรณะ 9 จิตมันเป็นพุทธพจน์ 7 มีคุณธรรมพุทธพจน์ 7 มีคุณธรรมของจิตวรรณะ 9 จริงๆ พอมันมารวมกันมันก็เป็นสัจจะ มันก็มารวมตัวกันมีคุณธรรมที่ตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า สัจจะเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งนั้นตรงกันทั้งหมด ถ้าปฏิบัติถูกเหตุปัจจัย มันก็ต้องเป็นอย่างที่มันเป็นสัจจะ เหตุปัจจัยที่เป็นสัจจะ ถ้าเหตุมันตรงกับสัจจะ ปัจจัยที่ตรงกับสัจจะ ผลออกมามันก็ต้องเป็นสัจจะ ใช่ไหม มันจะไปเป็นอื่นไปได้ยังไง มันเป็นสัจจะอย่างนั้นอย่างแท้จริง คุณธรรมวรรณะ 9 นี้ พูดเป็นภาษาไทยง่ายๆว่า เป็นคนเลี้ยงง่าย คุณก็ต้องมาพิสูจน์ยืนยันทำความรู้ว่า คนเลี้ยงง่ายกับคนเลี้ยงยากมันเป็นยังไง คนเลี้ยงยาก กินก็ยาก นอนก็ยาก ไปก็ยาก มาก็ยาก นั่งยาก นอนยาก อะไรก็ยากๆ ไปหมด แหม มันไม่เหมือนกันอย่างชัดเจนก็จะรู้ สุภระ บำรุงง่ายก็หมายความว่า ไม่ใช่บำเรอนะ บำรุงคือทำให้เจริญ สุโปสะ ทำให้พัฒนา ทำให้เจริญ ไม่ได้ดื้อด้านดึงดันอะไรมากมาย แล้วก็ไม่ใช่เป็นคนเคี่ยวเข็ญลำบากอะไร ก็เจริญได้ไม่ช้า เป็นไปได้พอสมควร เร็ว บำรุงง่าย ทำให้เจริญได้ง่าย มักน้อยหรือ คำว่า มักน้อยคือ มีน้อยๆ ชอบมีน้อยๆ มักนี่คือชอบ มักเจ้าเด้ ขาเป๋ลืมเบิ่ง ได้เจ้าแล้วขาเป๋จังห็น นี้เพลงเก่าอาตมาเคยร้อง มัก แปลว่า ชอบ หรือรักก็ได้ ชอบในความจน มักน้อย ชอบในความมีน้อย ไม่เอามากๆ น้อยจนกระทั่งถึงศูนย์ ศูนย์นี้สูงสุดแล้ว น้อยอะไรก็ไม่มีเท่าศูนย์หรอก ติดลบเป็นหนี้นั้นไม่ถือว่าไม่มีนะ ถือว่ามี มันติดลบ ต้องเป็นศูนย์นี่มันสูงสุดแล้ว เป็นคนกล้าจน อาตมามาใช้คำนี้ เขาแปลตามเดิม เขาแปลว่า มักน้อย จากบาลีว่า อัปปิจฉะ แต่อาตมามาแปลว่า กล้าจน เป็นคนมากล้าจน มันชัดเจนนะ อาตมาว่า มันรู้ๆทั้งรู้ว่า มาจน จนดียังไง จนนี่สบายยังไง สูงส่งประเสริฐยังไง มันเข้าใจเลย มันมีปัญญาพอ สำทับไปอีกว่า สันโดษหรือ สันตุฏฐิ มีใจพอ คำนี้ก็ลึกซึ้ง มันพอ น้อยเท่าไหร่ก็พอ จนที่สุดเป็นศูนย์ก็พอ แล้วบางคนอยู่ได้เรอะ ศูนย์ก็พอ อยู่ได้ไหม อยู่ได้ ศูนย์ก็พอ ก็มันมีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีใจเกื้อกูลเพิ่มพูนการเสียสละกันอยู่เต็มที่อยู่แล้ว มันเป็นคุณธรรมที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ไม่ได้ขัดแย้ง มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านเอาคำนี้มาใช้ เป็นศัพท์ที่ไม่แรงไม่จัดจ้านเหมือนอาตมาใช้ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ว่ามักน้อย ว่ากล้าจน ท่านก็ใช้คำว่า พอเพียง พอ ทั้งอัปปิจฉะและสันตุฏฐิรวมกัน กล้าจนกับใจพอ ท่านเอาไปใช้เป็นคำว่า พอเพียง เป็นไปตามลำดับ เป็นพระปรีชาของในหลวง ความเฉลียวฉลาดของพระองค์ ก็ใช้พยัญชนะอย่างนี้ เสร็จแล้วเป็นคนมีความขัดเกลา คือยังมีสิ่งที่เรายังไม่สมบูรณ์ สิ่งที่เรายังบกพร่อง ยังเหลืออยู่ ก็ขัดออกๆ กายกรรมที่ยังไม่ดี ยังไม่สมบูรณ์ วจีกรรมที่ยังไม่ดีสมบูรณ์ จิตของเรากิเลสของเรามันยังมีเหลือ มันยังไม่สมบูรณ์ ก็ขัดเกลาออก คุนยังมีสิ่งที่ต้องขัดเกลา เมื่อขัดเกลาสมบูรณ์หมดแล้วไม่ต้องมีอะไรต้องขัดเกลาอีก มันก็ต้องจบ มันยังไม่จบก็ขัดเกลา ที่เหลือเศษอีกก็ตรวจแล้วตรวจอีก ขัดเกลาแล้วขัดเกลาอีก กำจัดกิเลส ข้อที่ 6 ปฏิบัติเคร่งครัด ธูตะ เป็นพระบาลี ไปจนกระทั่งถึง ธูตังคะ มาเป็นภาษาไทยก็ ธุดงค์ เขาเข้าใจคำว่า ธุดงค์เป็นการไปบุกป่าบุกดง นี่ก็คือความเสื่อมถนัด ศาสนาพุทธไม่ออกป่า ไม่ออกดงอะไร แต่อยู่กับสังคมสมบูรณ์แบบ มีผัสสะเต็มรูป อยู่กับสังคมไปตามลำดับ เราขีดไหนขั้นไหนของเราไปสัมผัสได้ สัมผัสได้ละกิเลส ได้เป็นระดับๆไป เป็นขั้นๆตอนๆไป ไม่ใช่หนี แต่เผชิญ ศาสนาพุทธนี่เผชิญ เพราะฉะนั้นจะสูงขึ้น ธรรมะที่ได้แล้วนี้ ท่านเรียกว่าเป็นธรรมะที่เคร่ง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน