661210 พิธีไหว้ครูบูชาพ่อ งานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
661210 พิธีไหว้ครูบูชาพ่อ งานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1 https://www.boonniyom.net/53696.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1zSvuiNPAJcbI3QtyBuiIbfeBjmZyOGle/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1iy1zrVoSZbyYr7l5WhHFhEp_sKC0-9c2/view?usp=sharing
ดูวิดีโอที่ https://fb.watch/oQSydg3rfC/ มีซับ คำบรรยาย https://youtu.be/6Vr3_HFcHFw
ดูภาพนิ่งที่ https://www.facebook.com/SamanaBodhiirak/posts/pfbid0bYWXb4YUk3f8uQj4HDDX92sGTsmsR9B1bEJfEtYDn2F1QwCTHkZcdY8KhgQgwGSil
พ่อครูให้โอวาท
วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2566 บวร ราชธานีอโศก พิธีถวายต้นโพธิ์ทองแก่พ่อครู มีคุรุหินชนวน อโศกตระกูล มอบต้นโพธิ์ทองแก่พ่อครู จากนั้นตัวแทนแต่ละสถานบันมอบพานไหว้ครูแก่พ่อครู ประกอบด้วย 10 สถาบัน โรงเรียนพุทธธรรมวันอาทิตย์ สมาคมนักศึกษาผู้ปฏิบัติธรรม(นศ.ปธ.) โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ โรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศก สัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ำ
ประวัติแต่ละโรงเรียน 1.ลำดับแรกโรงเรียนพุทธธรรมวันอาทิตย์ โรงเรียนพุทธธรรมวันอาทิตย์ได้กำเนิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๒๓ เพื่อสอนลูกหลานญาติธรรมที่มาทำบุญฟังธรรมทุกวันอาทิตย์ เป้าหมายของการก่อเกิดโรงเรียนนี้ ก็เพื่อจัดสรรธรรมะที่เหมาะกับเด็กๆ อีกประการหนึ่งก็ให้ผู้ปกครองที่พาเด็กๆมาพุทธสถานสันติอโศก กทม. ด้วยนั้น ได้ฟังธรรมจากพ่อครู ท่านสมณะ และสิกขมาตุ โดยไม่ต้องกังวลกับพฤติกรรมของเด็กๆที่พามา
อ่านต่อ
ด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ค่อยนั่งสงบนิ่งฟังธรรมได้เช่นผู้ใหญ่ ต่อมาทางโรงเรียนพุทธธรรม ได้จัดค่ายอบรมธรรมะให้กับเด็กๆ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะมีเด็กๆพุทธธรรมมาขอร้องให้ทางคณะครูพุทธธรรมได้จัดค่ายอบรมในช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอม เพื่อจะได้เกิดสาระแก่ชีวิตในช่วงปิดเทอมด้วย ทางสมณะ สิกขมาตุ และคณะครูพุทธธรรม จึงได้จัดค่ายอบรมธรรมะแก่เด็กๆ โดยใช้ชื่อว่า ค่าย “ยุวพุทธทายาท” จัดครั้งแรกที่ชุมชนปฐมอโศก จ.นครปฐม ต่อมาทางสมณะ สิกขมาตุ คณะครูพุทธธรรม และผู้ปกครองนักเรียนพุทธธรรมได้ก่อตั้งเป็น “ชมรมสัมมาสิกขาพุทธธรรม” ปัจจุบันนักเรียนพุทธธรรมหลายคนก็ได้มาเรียนต่อโรงเรียนสัมมาสิกขา จนจบการศึกษาไปแล้วหลายรุ่น
2. ลำดับที่สองสมาคมนักศึกษาผู้ปฎิบัติธรรม หรือ กลุ่มนศ.ปธ เดือนพฤษภาคม พ.ศ 2524 ในเทศกาลงานวิสาขบูชา 24 ณ สวนลุมพินี ได้มีการประชุมก่อตั้ง กลุ่มรามบูชาธรรม จนเกิดการจัดกิจกรรมงาน "รามบูชาอาสาฬหะ 24 "ขึ้น ณ ลานพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง เหตุครั้งนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนคนหนุ่มสาวนักศึกษา ภายใต้การดูแลของนักบวชชาวอโศก ..อันมีพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เป็นต้นทาง เพื่อเผยแพร่ธรรมะ และอาหารมังสวิรัติ แก่ชาวรามคำแหงและชาวไทยที่สนใจเรื่อยมา การก่อเกิดของกลุ่มรามบูชาธรรม ได้เป็นที่รวมตัวของคนหนุ่มสาว รุ่นแล้ว รุ่นเล่า จากพี่ สู่น้อง จากเพื่อน สู่เพื่อน ทำกิจกรรมต่อเนื่องมาหลายปี ในปี 2536 เกิดการร่วมมือ ร่วมใจ กับนักศึกษาจากหลายสถาบันในการทำกิจรรมและปฏิบัติธรรมตามแนวทางของชาวอโศกมากขึ้น จากกลุ่มรามบูชาธรรมเป็น ชมรมนักศึกษาผู้ปฎิบัติธรรม และในปี 2540 มีการร่วมจัดตั้งสโมสรศิษย์เก่านักศึกษาผู้ปฎิบัติธรรม จนถึงปี 2547 กลุ่มรามบูชาธรรมและสโมสรฯ จึงได้ยกระดับการทำงาน ให้เข็มแข็ง และแข็งแรงยิ่งขึ้น จึงมาเป็น "สมาคมนักศึกษาผู้ปฎิบัติธรรม" หรือ นศ.ปธ." ซึ่งถือว่าได้เป็น ๑ ใน ๙ องค์ของชาวอโศกมาจนถึงปัจจุบันนี้.
3.ลำดับที่ 3 โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศกเริ่มต้นจากการ จัดกลุ่มการศึกษาทางไกลสัมมาสิกขา หรือ กศน.ซึ้งเปิดรับระดับมัธยมต้น ในปี พศ.2534 และได้ดำเนินการก่อตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศกในระบบสามัญศึกษา อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ในปี 2535 จนถึงปัจจุบัน โดยมีคุรุผู้ก่อตั้ง ดังนี้ ครูหินชนวน อโศกตระกูล -ครูแรงเกื้อ ชาวหินฟ้า - อาหมอฝากฟ้าหนึ่ง อโศกตระกูล ผู้อำนวยการโรงเรียนท่านแรกคือคุณครูอุทิน โพธิ์แก้ว และ ผู้อำนวยการโรงเรียนปัจจุบันคือ ดร.ใจกลั่น นาวาบุญนิยม จากอดีตถึงปัจจุบันมีนักเรียนที่ผ่านระบบการศึกษาจากโรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศกทั้งสิ้น 740 คนและ จบการศึกษามัธยมตอนปลายในเครือโรงเรียนสัมมาสิกขา ทั้งสิ้น 241 คน
4.ลำดับที่ 4 โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก ประวัติความเป็นมาการจัดการศึกษาของบวรสันติอโศก แรกเริ่มจัดเป็นกลุ่มการศึกษาทางไกลสัมมาสิกขา อยู่ในกำกับของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกรุงเทพมหานคร เริ่มจัดการเรียนการสอนภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2534 เปิดสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา – ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปีการศึกษาแรกมีนักเรียน จำนวน 60 คน มีครูกิจกรรมและครูดูแลความเป็นอยู่ จำนวน 13 คน กลุ่มการศึกษาทางไกลสัมมาสิกขาได้ดำเนินการจัดการศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2534- ปีการศึกษา 2537 รวมเวลา 4 ปี ต่อมาได้ขอเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษา เป็นแบบระบบสามัญศึกษา อยู่ในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2538 – ปัจจุบัน เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 บวรสันติอโศกจัดการศึกษามารวมเป็นเวลา 32 ปี มีผู้สำเร็จการศึกษา 27 รุ่น จำนวน 307 คน ดังนี้ จำนวนนักเรียน ระดับ ม.ต้น ชาย หญิง 152 63 89 จำนวนนักเรียน ระดับ ม.ปลาย
155 84 71 รวม 147 160 รวมทั้งหมด 307
5.ลำดับที่ 5 โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก 2540 ชุมชนศีรษะอโศก เริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ระยะแรก เรียกว่า “แซงแซวน้อยเรียนธรรม” ในปี พ.ศ. 2540ได้จัดตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก และ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ผู้อำนวยการโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกคนปัจจุบัน นางสุชาดา เริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสัมมาสิกขาศีรษะอโศก นางสาวอุ่นเอื้อ สิงห์คำ ข้อมูลนักเรียนโรงเรียนสัมมาสิกขาและวิทยาลัยศึกษาสัมมาสิกขาศีรษะอโศกมีดังนี้ 1.นักเรียนผ่านระบบการศึกษาจากสายสามัญโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศกทั้งสิ้น 1,502 คน 2.นักเรียนอาชีวศึกษาที่สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 322 คน 3.นักเรียนระดับ ปวช.ที่จบการศึกษาในปี พ.ศ. 2565 จำนวน 5 คน 4.นักเรียนระดับ ปวส.ที่จบการศึกษาในปี พ.ศ. 2565 จำนวน 2 คน 5.นักเรียนสายสามัญ ม.6 ที่จะจบในปีการศึกษา 2565 จำนวน 5 คน
6.ลำดับที่ 6 โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก 2541 โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก เกิดจากชุมชนราชธานีอโศก ที่มีชาวชุมชนเป็นคนรักษาศีล เว้นขาดจากอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ มาทำงานเสียสละ ไม่มีค่าตอบแทนได้มาอยู่ร่วมกัน ปี พ.ศ. 2539 ชาวชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งกลุ่มการศึกษาทางไกล สังกัดการศึกษานอกโรงเรียนโดยเปิดสอนหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ในปี พ.ศ. 2541 ทางชุมชนได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเปิดโรงเรียนสัมมาสิกขา จึงมีนโยบายให้ชาวชุมชนที่เคยประกอบอาชีพเป็นครูให้ช่วยกันจัดตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก โดยในปีการศึกษาแรกได้เปิดรับสมัครนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 และได้รับอนุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขาอย่างเป็นทางการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้ใน ปี พ.ศ. 2546 เปิดสอนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ผู้อำนวยการท่านแรก คือ ดร.มิ่งหมาย มุ่งมาจน (2546-2552) ท่านที่ 2 นายอุดม ศรีเชียงสา (2552-2563) และผู้อำนวยการโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศกคนปัจจุบัน คือ นางโอวาท วารีสระ จากอดีตถึงปัจจุบันมีนักเรียนที่ผ่านระบบการศึกษาจากโรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศกทั้งสิ้น จำนวน ประมาณ 768 คน และจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) จำนวน 163 คน จวบจนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๕๕๓ ได้เปิดโรงเรียนสัมมาอาชีวศึกษาราชธานีอโศก สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เปิดสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เปลี่ยนชื่อจาก โรงเรียนสัมมาอาชีวศึกษาราชธานีอโศก เป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาสัมมาสิกขาวิชชาราม ผู้อำนวยการวิทยาลัยคนปัจจุบันคือ นางสาวนุชนาฎ จันทร ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน มีนักศึกษาที่ผ่านรั้ววิทยาลัยทั้งหมด 174 คน สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัย ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) จำนวน 48 คน ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จำนวน 41 คน
7.ลำดับที่ 7 โรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก 2542 โรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศกเริ่มต้นจากการเปิดรับนักเรียน กศน.การศึกษาทางไกล สังกัดการศึกษานอกโรงเรียน ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งรุ่นแรก 3 ท่าน ดังนี้ 1.คุรุคู่ฟ้า (อดีตสมณะ) 2.คุรุกอไผ่ ชาวหินฟ้า 3.คุรุเย็นใส สุธรรมเกษม ซึ่งมีนักเรียนประมาณ 10 คน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๒ มีการเปลี่ยนระบบ เป็นโรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก ขึ้นกับสาขาโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก ซึ่งมีนักเรียนทั้งสิ้น 17 รุ่น ผ่านระบบการศึกษาจากโรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศกประมาณ 167 คน และจบการศึกษามัธยมตอนปลาย (ม.6) ทั้งสิ้น 32 คน และในปี พ.ศ.2565 มีนักเรียนที่จบการศึกษาจำนวน 1 คน คือนายศุภกิจ ไชยศุภมง ซึ่งถือว่าเป็นนักเรียนคนสุดท้ายของโรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก ปัจจุบันโรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศกไม่มีนักเรียน
8. ลำดับที่ 8 โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ ในปี พ.ศ.2538 เริ่มต้นจากการเปิดรับนักเรียนพุทธธรรมวันเสาร์ ที่ลานนาอโศก ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.2539 เปิดรับนักเรียนระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ตั้งชื่อให้ “อนุบาลหลานปู่” จวบจนในปี พ.ศ.2541-พ.ศ.2543 มีการจับมือร่วมกัน จากหลายส่วน เพื่อก่อตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขา ภูผาฟ้าน้ำ โดยมีคุรุหลายท่านมาช่วยสอนตั้งแต่เปิดโรงเรียพุทธธรรม ซึ่งได้ลาออกจากอาชีพครูที่ทำงานอยู่ก่อน จำนวน 6 ท่าน ร่วมกับชาวชุมชนภูผาฟ้าน้ำ ผุ้ปกครองที่เป็นญาติธรรมจำนวน 10 ท่านโดยประมาณ ซึ่งได้ร่วมกันวางแผนการเรียนการสอน โดยมีสมณะลานศิลป์ วชิโร เป็นสมณะที่ปรึกษา ปี พ.ศ.2544 เปิดรับสมัครนักเรียนดำเนินการเรียนการสอนอยู่ที่พุทธสถานภูผาฟ้าน้ำห้องเรียนที่ 1 มาจนถึงปี พ.ศ.2548 ปี พ.ศ. 2549 ย้ายการเรียนการสอนมาอยู่ที่บ้านพืชผักถือเป็นห้องเรียนที่ 2 โดยมีสมณะพอจริง สัจจาสโภ เป็นสมณะที่ปรึกษา ดำเนินการเรียนการสอนมาถึงปี พ.ศ.2555 รวมนักเรียนห้องที่ 1 และ 2 จบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ มัธยมตอนปลาย ประมาณ 40 คน ปี พ.ศ.2556 ย้ายการเรียนการสอนมาอยู่ที่พุทธสถานลานนาอโศก ถือเป็นห้องเรียนที่ 3 ดำเนินการเรียนการสอนในระบบแม่ไก่ลูกไก่ โดยมีสมณะบินบน ถิรจิตโต(อาจารย์หนึ่ง)เป็นสมณะที่ปรึกษา ซึ่งมีนักเรียนที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย ประมาณ 30 คน
9. ลำดับที่ 9 โรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศก แรกเริ่มคือการเปิดรับนักเรียนกลุ่มการศึกษาทางไกล หรือ กศน.ในปี 2537 จวบจนถึงปี 2541 ได้เปิดโรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศกซึ้งขึ้นกับสาขาโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะ ต่อมาในปี พ.ศ.2547 ได้ดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษา เป็นแบบระบบสามัญศึกษา อยู่ในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และได้รับอนุญาตในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเปิดรับเฉพาะมัธยมตอน.ต้น เมื่อเข้าปี พ.ศ.2550 ได้ขยายเปิดรับนักเรียนมัธยมตอนปลาย ม.4-5-6 โดยมีคณะร่วมก่อตั้งดังนี้ 1.สมณะมือมั่น ปูรณกโร 2.คุรุอำไพร พัวพิพัฒน์พงษ์ 3.ครู ไ พรศีล ศิริวัฒนธนา นักเรียนที่ผ่านระบบการศึกษาของโรงเรียนศาลีอโศกทั้งสิ้น 160 คน จบมัธยมตอนต้น 115 คน และจบมัธยมตอนปลาย 45 คน ได้ดำเนินกิจการของโรงเรียนมาถึงปี พ.ศ.2565 จึงได้แจ้งยกเลิกกิจการโรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศก
10.ลำดับที่ 10 โรงเรียนสัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ำ จังหวัดชัยภูมิ โรงเรียนสัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ำ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 เดิมเปิดเป็นสาขาของโรงเรียนสัมมาสิกขาศรีษะอโศก ระหว่าง พ.ศ. 2544 – 2545 ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งเป็นโรงเรียนอยู่ในกำกับของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประเภทสามัญศึกษา วันที่ 1 พฤษภาคม 2546 ได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนเป็นระดับประถมศึกษา – มัธยมศึกษาตอนปลาย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล โดยเน้นการนำหลักพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนาผู้เรียน ตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการ เป็นการศึกษาบุญนิยม ตามระบบสาธารณโภคี ครูไม่รับค่าตอบแทน ปัจจุบันมีครูที่ได้รับการบรรจุ จำนวน 11 คน ,ครูอาสาช่วยสอน 9 คน ,ครูฐานการเรียนรู้ 10 คน ,ครูผู้สอนพิเศษ 4 รูป, นักเรียน 40 คน นางนวพร ขวัญสำราญ เป็นผู้รับใบอนุญาต และผู้จัดการโรงเรียน นายแผนผา คงนาวัง เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน นักเรียนที่ผ่านระบบขึ้นทะเบียนนักเรียน ตั้งแต่เปิดโรงเรียน จนถึงปัจจุบัน มีจำนวน 215 คน นักเรียนในระบบปัจจุบัน มีจำนวน 9 คน
ศิษย์เก่าปฏิญาณตน นำโดย อำนวย(ห้วยหิน) ข้าขอตั้งสัตย์ปฏิญาณในการนี้ ชีพพร้อมพลี เพื่อพุทธจนสุดเศียร ธำรงรักษ์รับพระธรรมนำน้อมเพียร ตราบจิตเจียร กายจบ ทุกภพภูมิ
พ่อครูให้โอวาท พ่อครูว่า... สิ่งต่างๆที่เกิด ทุกๆอิริยาบถที่เกิดกันอยู่นี่ พวกเราไม่ได้ทำอย่างโลกๆ เขาง่ายๆ คือทำแต่เฉพาะรูปแบบ ทำแต่เฉพาะพิธีกรรม มันไม่เข้าถึงจิตวิญญาณ แต่พวกเรานี่เน้นจิตวิญญาณ เอาชีวิตจริงๆ ดำเนินจริงๆ ทำให้มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบจริงๆ เช่น โรงเรียนของเรานี่ เป็นโรงเรียนที่ไม่ใช่โรงเรียนอย่างที่ทางโลกเขาทำ คือแค่โรงเรียนในกล่อง แต่ของเราเป็นโรงเรียนบวร โรงเรียนบวรมีความเป็นหนึ่งรวมทั้งสังคมของมวลมนุษย์ด้วยกันทั้งหมดรวมกันอยู่ เรียกว่าบ้าน แล้วก็เจือไปด้วยธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุ สิกขมาตุ ผู้ที่ศึกษาปฏิบัติประพฤติตามพระพุทธเจ้า ก็อยู่รวมกัน ซึมซับ อยู่ชิดอยู่รวม ไม่ได้แยก ไม่ได้แบ่ง เป็นการซึมซับกันอย่างลึกซึ้งทั้งกายวาจาใจ อยู่ประจำตลอด นอกจากเวลานอนก็ตัวใครตัวมันเท่านั้นเอง ทั้งความเป็นโรงเรียน ทั้งความเป็นบ้าน ทั้งความเป็นวัด มันรวมกันเป็นหนึ่งเดียว 3 ใน 1 , 1 ใน 3 ซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่มีประสิทธิภาพ ที่ไม่ใช่ประสิทธิภาพธรรมดา การจะทำได้ให้มีโรงเรียนแบบนี้ได้ต้องอาศัยจิตวิญญาณเป็นหลัก อาศัยปัญญา ที่เข้าใจในจุดหมาย เข้าใจในองค์ประกอบ ที่เป็นพฤติกรรมรวม แล้วก็จะเกิดผลอย่างไร เป็นความเข้าใจ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้มาศึกษา ได้มาฝึกฝนตนเองในโรงเรียนของบวร ที่ชาวอโศกเราได้ก่อกำเนิดขึ้นมาในโลกใบนี้นี่ มันจึงเป็นการศึกษาที่มีหลักของการศึกษาของพระพุทธเจ้าก็มี ศีล สมาธิ ปัญญา ส่วนเรื่องขององค์ประกอบที่อาศัย จะเป็นการเรียนตัวหนังสือ เรียนเรื่องวิชาความรู้ที่เขากำหนดกันมาเป็นหลักสูตรอย่างนั้นอย่างนี้ แม้แต่เป็นการเรียนด้วยการฝึกหัด ประพฤติ ปฏิบัติ ลงมือกระทำ ฝึกฝนกันจริงๆ พวกนี้เราเรียนจริง เรามีจริงๆ โดยเราเน้นชีวิตของพวกเรา ของนักเรียน ชาวอโศกทั้งหลายแหล่นี้ เน้นมาสู่กสิกรรม เป็นงานหลักของชีวิต จะเป็นเรื่องของวิศวะก็มีบ้าง แต่เราเน้นกสิกรรมเป็นเอก เพราะอาตมาเองเป็นผู้ที่เห็นความสำคัญ ว่ากสิกรรมนี้สำคัญกว่าแม้อุตสาหกรรมหรือวิศวกรรม ก็ได้ทำ ทำมาจนกระทั่งบัดนี้ตามที่มีความเข้าใจ และก็นำมาให้ปฏิบัติประพฤติกัน ถึงวันนี้ก็เห็นผลสำเร็จ ซึ่งความสำเร็จของเรานี้มันลึกซึ้งมาก คนสามัญเขาจะมองไม่ออกว่า ผลมันเกิด ที่อาตมาได้สรุปรวมลงไปในคำว่า อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ แม้แต่คำสุดท้าย “เพิ่มพูนการเสียสละ” เป็นคำสุดท้าย ก็มีปลายเปิดเอาไว้ว่า ที่จบแห่งชีวิตจริงๆนี้คือ เป็นความจบด้วยการเสียสละ ในชีวิตมนุษย์ไม่มีอะไรดีไปกว่าการเสียสละ และเสียสละอย่างมีปัญญา เสียสละอย่างเต็มใจ เสียสละอย่างเข้าใจที่จะเสียสละ และเสียสละอย่างหมดตัวหมดตน อย่างนี้เป็นต้น เป็นสุดยอดความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เท่าที่อาตมาเข้าใจและก็นำมาถ่ายทอดสืบทอด (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ให้มันคงอยู่ ให้คนได้มีคุณธรรมอันนี้ ต่อยอดไปจนกว่าจะหมดพุทธกัปของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็มีจุดหมายเดียวกัน (พ่อครูไอตัดออกด้วย) มีเนื้อหาอันเดียวกัน สืบทอดมาถึงปัจจุบันนี้ ความรู้ของพระพุทธเจ้า 2500 กว่าปี 2566 นับตั้งแต่พระพุทธเจ้าท่านปรินิพพานสิ้นไปแล้วก็สืบทอดนับ พ.ศ. 1 มาจนถึง พ.ศ.นี้ 2566 ปี สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีเนื้อธรรมะอยู่ โดยเฉพาะเป็นโลกุตรธรรม สิ่งที่ยืนยันโลกุตรธรรมได้ ก็คือ สังคมนั้นที่เป็นสังคมพุทธ ยังนำเนื้อหาของ สาราณียธรรม 6 เอามาประพฤติเป็นที่ปรากฏอย่างแท้จริง คือมีเป็นหมู่กลุ่มชุมชนอย่างพวกเราเป็นหมู่บ้านชุมชนของชาวอโศก ของชาวพุทธแบบชาวอโศก ยังยืนยันความเป็นหมู่บ้านชุมชนที่มีศีล 5 มีเนื้อธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ อย่างนี้เป็นต้น เป็นเครื่องบ่งบอก เป็นเครื่องยืนยันว่า นี่คือสาระแก่นสารของศาสนาพุทธ และก็อยู่รวมกันอยู่อย่างมี สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม โดยเฉพาะจุด Climax จุดสูงสุดคือ สาธารณโภคี ทุกคนทำงานอยู่ในนี้เป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นกงสี ทรัพย์ศฤงคาร ได้รายได้ ผลประโยชน์อะไรได้มาก็เอามารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นกองร่วมกินร่วมใช้กัน เป็นกงสีใหญ่ กงสี เป็นภาษาจีนที่หมายถึงสังคมที่อยู่เป็นสาธารณโภคีนี่แหละ กงสีนี่แหละ ลักษณะเดียวกัน รวมกัน แต่เหนือกว่ากงสีก็ตรงที่ว่า แม้ใครจะแยกออกไปแล้วก็ไม่มีสิทธิ์จะแบ่งแยกเอาทรัพย์สินส่วนกลางนี้แบ่งออกไป กงสีของจีนเขา ใครแบ่งแยกออกไปก็ยังเอาทรัพย์สินส่วนกลางออกไปด้วย แต่ที่นี่ไม่ สาธารณโภคีนี้ไม่แบ่ง
สาธารณโภคี ลาภหรือสิ่งที่ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เป็นประโยชน์โภคผลขึ้นมา ได้เท่าไรก็กินใช้ร่วมกันเข้ากองกลาง ชีวิตอยู่ตรงนี้ ร่วมกันอยู่ตรงนี้จนตาย อยู่กันอย่างญาติ อยู่กันอย่างพี่น้อง เกิดแก่เจ็บตายพึ่งพาอาศัยกัน อย่างอบอุ่น เป็นคุณสมบัติของมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ใช้ทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ จรณะ 15 วิชชา 8 เป็นหลักใหญ่ ถึงวันนี้อาตมาก็ยังภูมิใจที่ว่ายังนำเนื้อหาสาระสำคัญแก่นแท้ โลกุตรธรรม ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้านำมาถ่ายทอดให้คนในยุคนี้ประพฤติปฏิบัติ ยังมีมรรคมีผลอันนี้ ไม่สูญเปล่า ยังเหลือเชื้อ ยังมี”อุปาทิ”ศาสนาพุทธอย่างแท้จริง นี่แหละเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่สำหรับอาตมา อาตมาภาคภูมิใจในสิ่งนี้ คนอื่นเขาจะไม่เข้าใจก็ไม่มีปัญหาอะไร vpjk’เถรสมาคมเขาทำไม่ได้ เขาไม่เข้าใจด้วย เขาไม่เชื่อด้วย มันเป็นความผิดเพี้ยน มันเป็นความเสื่อมที่เขาไม่รู้แก่นสารแท้ของศาสนาพุทธแล้ว แต่อาตมานี่เอามาได้ เพราะอาตมามีของตนเอง มันฝังอยู่ในรากของอนุสัยของอาตมา เป็นของตนเองที่ได้มาถึงมาพูดมาบอกความจริงว่า อาตมาเกิดมาในยุคนี้ อาตมาเป็นสยังอภิญญา เป็นผู้มียอดความรู้แก่นแท้ของศาสนาพุทธที่เป็นโลกุตรธรรมนั้น มีมาในตัวเองแล้ว ในคนที่ได้ชื่อว่า สยังอภิญญา คือผู้ที่รับถ่ายทอดแก่นแท้เนื้อหาสาระของโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้านั่น เอามาไว้ที่จิตตัวเองแล้ว จะตายจะเกิดอีกกี่ชาติมันก็ติดไปกับตัวเรา โดยไม่ต้องมีครูบาอาจารย์ ไม่ต้องมีตำราก็ได้ แต่โชคยังดีที่มีตำราเพื่อใช้ยืนยัน ตำรานี้คือพระไตรปิฎกเป็นต้น เขาก็ยังนับถือพระไตรปิฎกอันเดียวกัน แต่เขาไปข้าใจผิดเพี้ยนไปแล้ว คำเดียวกันเขาเข้าใจไปเป็นอย่างอื่น ไม่ตรงกัน เช่นคำว่า “บุญ” เขาเข้าใจเป็นเรื่องกุศล ลึกซึ้งนะ เขาเข้าใจว่าบุญมีความหมายว่าเป็นการสร้างสมความดี ที่จริงมันเลยสูงส่ง ไม่มีคำจะบอกว่า มันดี จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ได้ ก็ใช่ แต่มันก็ไม่ใช่ความดีที่จะต้องมีเป็นสมบัติ มันดีแบบวิบัติ มันดีแบบฆ่ากิเลส เพราะฉะนั้นเขายังเข้าใจยากอยู่เลย คำว่า บุญนี่คือพลังงานชนิดหนึ่งของจิต ที่สามารถที่จะ.. ผู้ที่ทำใจในใจเรียกว่ามนสิการ ทำใจในใจให้เกิดพลังงานขั้นที่มีอิทธิฤทธิ์หรือมีธรรมฤทธิ์ ถึงขั้นกำจัดกิเลสให้ตายไปได้ ซึ่งมันเป็นความรู้ของมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่มากอันนี้ มันรู้จักกิเลสและรู้จักวิธีสร้างปัญญา บุญนี่ก็คือ กิเลสถูกฆ่าด้วยปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องฆ่า ฆ่าได้สำเร็จ พลังงานปัญญานี่ฆ่ากิเลสได้สำเร็จเรียกชื่ออีกทีหนึ่งว่า “บุญสำเร็จกิจ” ฆ่ากิเลสตายไม่เกิดอีกก็เรียกว่า”จบกิจ” จบกิจของมนุษย์เท่าที่สูงสุด เท่าที่จะเป็นกิจยิ่งใหญ่ที่ทำได้ จบชนิดที่ไม่เกิดอีกเลยเด็ดขาดนิรันดร เกิดอีกชาติหน้าก็ไม่เกิด ชีวิตเราจะยังอยู่เป็นโพธิสัตว์ ชาติหน้ากิเลสอันนี้ก็ไม่เกิดอีก อีกกี่ชาติก็ไม่เกิดอีก เป็นนิยตะเที่ยงแท้ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นสาระแก่นสารของธรรมะพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาถ่ายทอด พวกเรารับได้ มากน้อยก็แล้วแต่ ผู้ใดเห็นความสำคัญก็เอาใจใส่เถอะ ผู้ใดไม่เห็นความสำคัญ ก็แน่นอน หรือเห็นความสำคัญนิดหน่อย เห็นความสำคัญพอประมาณอะไรก็แล้วแต่ มันก็ใส่ใจ หรือเอาชีวิตมาทุ่มโถมให้แก่สาระสำคัญอันนี้ เท่าที่แต่ละคนจะเห็นความสำคัญ เพราะฉะนั้นผู้ที่เห็นความสำคัญของโลกุตรธรรมที่แท้จริงแล้วอย่างเด็ดขาด จะไม่ไปออกไปข้างนอกไปอื่น จะมาอยู่รวมกันอยู่ที่จุดบวร ของความเป็นโลกุตระ หรือความเป็นอโศกในยุคนี้ จะมาอยู่นี่ ไม่ไปออกไปอื่นหรอก เพราะออกไปอื่นก็ยังจะต้องไปมีวิบากอะไรต่ออะไรไปอีกเยอะ แต่อยู่นี่แล้วจบเลย ไม่ต้องมีวิบากที่จะต้องไปมีสะดุดมีทุกข์มีร้อนแบบโลกียะแบบอะไรต่ออะไรอีก อยู่นี่ไป ปลอดโปร่งไป เป็นทางที่โปร่ง เป็นทางที่สะอาด เป็นทางที่ไม่มีอะไรสะดุด ไปจนกระทั่งต่อไป นี่เป็นเนื้อหาอันยิ่งใหญ่ 53 ปี อาตมาทำงานมานี้ ก็ได้ และมีผู้เห็นจริงอันนี้ ได้มารวมกัน สุดท้ายก็มาตายอยู่กับหมู่กลุ่มสังคมชุมชนชาวอโศกนี่ เอาชีวิตมา ตายอยู่กับที่นี่เยอะ มีผ่านไปเยอะแล้ว หลายคนเข้ามาเมื่ออายุมากแล้ว กว่าจะมาได้ หลายคนก็ไม่ถึงอายุมาก มาอยู่ได้ก่อนที่จะแก่ บางคนก็ยังอยู่ไปตั้งแต่เด็ก จนเดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ ไม่รู้ว่าจะออกไปหรือเปล่า แต่มีอยู่ แต่ไม่ได้จับสังเกตทีเดียวว่า อยู่ตั้งแต่เด็กหรือเกิดในนี้ เสร็จแล้วก็อยู่ในนี้ ไม่ออกไปจนสุดท้ายจนตาย อันนี้ยังไม่ได้อายุของอโศกมันยังไม่ยืนยาวขนาดนั้น เพราะว่าคนที่เกิดในนี้ อาตมาทำงานมา 53 ปี อย่างน้อยเขาก็จะอายุประมาณ 30 อย่างเก่ง เพราะอาตมาทำงานมาตั้งแต่อายุ 36 ปี ตอนนี้อายุ 90 แล้ว ก็ 53 ปี เพราะฉะนั้นพวกเรามา แม้แต่เริ่มเกิด อย่างเก่งมันก็ยังไม่ถึง 53 ปี ก็กว่าจะมีคนที่มาเกิดในนี้แล้วก็มีชีวิตอยู่ในนี้ ก็ประมาณ 20-30 ปี ก็ถือว่ายังไม่นานเลย ที่จะทำให้เกิดแก่นแกนของสาระเป็นโลกุตรธรรม มันไม่ใช่เรื่องเล่น อาตมาเรียกว่าโลกุตรธรรมโดยพยัญชนะของพระพุทธเจ้า มันเป็นคุณธรรมที่เหนือกว่าโลกียะชนิดที่อธิบายไม่ได้ เพราะมันตรงกันข้ามกัน โลกียะมันไปทางที่ไม่ขาดจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ขาดจากโลกโลกียธรรม โลกโลกีย์ แต่โลกุตระมันขาดเลย มันไม่เอาเลย แม้ไม่บวช มาอยู่ในชุมชนนี้ก็ไม่เอาแล้ว ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มาเป็นฆราวาสหญิงฆราวาสชายจนแก่จนตายไป ไม่ถึงบวช เพราะบวชจะต้องอยู่ในพิธีกรรม อยู่ในหลักเกณฑ์ อยู่ในศีลอยู่ในวินัยก็ไม่ชอบ ชอบที่จะอยู่อย่างอิสระ ตกหล่นบ้างอะไรบ้างก็เรื่องของเรา ไม่ต้องไปลำบากลำบนอะไรกับใคร อิสระเสรีภาพสูงสุดที่เป็นเรื่องของมนุษย์ ถ้าอาตมายังมีชีวิตอยู่ก็จะต้องนำพาสิ่งนี้ และขอยืนยันว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ไม่มีอะไรดีที่สุดเท่าโลกุตรธรรม อาตมาพูดย้ำไม่รู้จะเข้าใจแค่ไหนกันบ้างว่า พระพุทธเจ้านี่ก็เป็นคนเหมือนกันกับเราทุกๆคน ไม่ได้ฉลาด ไม่ได้โง่อะไรต่างกันเลย ธาตุแห่งความรู้ ธาตุแห่งจิตวิญญาณ มีสิทธิ์ที่จะเข้าใจหรือว่าเจริญได้สูงสุดเหมือนกันหมด มีสิทธิ์นะ ส่วนใครจะทำได้สำเร็จหรือไม่มันอีกเรื่องหนึ่ง มีสิทธิ์เท่ากันทุกคน คนอย่างพระพุทธเจ้า มีพร้อมในโลกีย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ท่านไม่เอาเลย เอาชีวิตมาทางนี้ แล้วก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นปางสุดท้าย อย่างอาตมาก็รู้แล้ว ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่อาตมายังไม่ยอมปรินิพพานเป็นปริโยสาน แม้ตายลงไปในชาติหนึ่งๆ ก็ยังไม่ยอม ยังจะบำเพ็ญอย่างน้อยก็สืบท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive