661220 สภาวะบวร(บ้าน-วัด-โรงเรียน) ที่พ้นอัตตวาทุปาทาน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์790 KB
วันที่แก้ไข30 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

661220 สภาวะบวร(บ้าน-วัด-โรงเรียน) ที่พ้นอัตตวาทุปาทาน พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53707.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1raKQRY8OPv3zgjM1a5wa7oxP99KXUkHD/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1ryExGj4S_q287EQlqs_9GIr76i0rP6Uk/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/l88ie790dko/episodes/661220-108-1 _1-e2dg3f3

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/p2w-bfAEwc/ และ https://youtu.be/L2WVSyKwz6A

มีซับ(อักษรคำบรรยาย) https://youtu.be/xXApx-bBkCA

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 20 ธันวาคม 2566 ขึ้น 8 ค่ำเดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เหลืออีกไม่กี่วันจะเข้าสู่งาน ว.บบบ. ปีใหม่ ตลาดอาริยะ 2567 ปีนี้เราลงทะเบียนวันที่ 25 ธันวาคม เริ่มงานวันที่ 26 ธันวาคม ตอนเช้าจะมีปฐมนิเทศ จะมีบำเพ็ญคุณ 4 วัน 26-29 ธันวาคม มีการเข้ากลุ่ม ไปช่วยงานตามจุดต่างๆ เพื่อเตรียมงานตลาดอาริยะปีใหม่ด้วย บำเพ็ญคุณไปด้วย ในช่วงนี้ก็จะมีทำวัตรเช้าและรายการภาคค่ำ ปีนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คนใหม่ย้ายมา จะมาเปิดงานให้พวกเรา ดูท่านเป็นกันเองกับพวกเรา คนเขาเรียกท่านว่า ผู้ว่าไทบ้าน ผู้ว่าที่พร้อมจะเข้าถึงประชาชน ถ้ามีหมอลำ ท่านขึ้นไปร้องเพลงหมอลำได้ เขาพากษ์แข่งเรือ ผู้ว่าฯ ท่านก็พากษ์ได้ พากษ์แข่งเรือได้นี่ไม่ใช่เก่งอย่างธรรมดานะ เรียกว่าอะไรล่ะ ถ้าใครฟังแล้วต้องลุ้นตลอดเวลาเลยว่า จะขาดใจกันเมื่อไร เพราะเขาพูดพากษ์กันแบบไม่ต้องหายใจเลย ผู้ว่าฯ ท่านนี้ เรียกว่า เข้าถึงประชาชนนะ วันที่ 30-31ธันวาคม และ 1 มกราคมเป็นงานตลาดอาริยะ ม

อ่านต่อ

ีบิณฑบาตร 2 วัน วันที่ 31 กับวันที่ 1 ปีนี้มีรายการพิเศษ ภาคค่ำสัมภาษณ์ปฏิบัติกร ฉลอง 90 ปีพ่อครูและ 30 ปีบ้านราช ปีนี้รายการพิเศษ พิเศษที่ไม่ได้จัดให้พ่อครูลงเทศน์สักวันเลย ถ้าหากพ่อครูมาก็ถือว่าเป็นวันพิเศษสำหรับพวกเรา ปีนี้เป็นปีสำคัญของพ่อครูเตรียมฉลอง 90 ปี ชาวอโศกจะต้องมาด้วยความยินดี ตอนนี้พ่อครูตั้งใจจะอยู่ให้ได้ถึง 100 ปี เราจะฉลองเพื่อให้เป็นสารตั้งต้นเพื่อให้พ่อครูอยู่ไปถึง 100 ปี คลื่นลูกใหม่ ศิษย์เก่าที่จากไปนาน เมื่อจัดงานมาพบเจอหน้าตากัน จัดงานครั้งแรกก็มีผลดีตามมา มันเป็นพลังอีกแบบหนึ่ง จากที่รู้สึกว่า เราอยู่กันไปมีแต่คนสูงอายุที่ชรตาลงไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมีคลื่นของคนหนุ่มสาวเข้ามากันนี้ ทำให้เห็นถึงสิ่งที่ศาสนาพอจะเปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้แม้แต่การเทปูน พวกศิษย์เก่าก็มาช่วยกัน ขนเครื่องไม้เครื่องมือและแรงงานมาช่วยกันทำ ทำ”ลานเทียนอันหมาน” หมาน คำนี้ ภาษาอีสานแปลว่ามาก แปลว่าสมานสามัคคีก็ได้ ในภาษาบาลี ได้ทั้งภาษาบาลีได้ทั้งภาษาอีสาน หมานนี่ ดูว่ามันมาก แปลว่าโชคดี พ่อครูว่า... โชคดี หมาน หมายความว่ารวย เฮงๆๆ สมณะเดินดิน... อ๋อ โชคดี อย่าง(สำนวนว่า)ไปหาปลาได้หมาน นี้ก็ได้คลื่นพลังของศิษย์เก่าเข้ามากันไม่น้อย ทำให้การเทปูน ที่เราไม่ชำนาญ บ้านราชฯเราเรื้อไปนานแล้ว ตอนนี้มาเริ่มต้นทำกันเอวแล้ว ถามผู้เชี่ยวชาญ วิศวกรที่ทำงานคุมการก่อสร้างถนนหนทาง ของ อบต เขาทำมาเยอะ ถามเขาว่า ฝีมือพวกเราเทปูนกันเองเป็นยังไง เขาก็บอกว่า ดีกว่า อบต.ทั่วๆไปครับ เขาว่าอย่างนั้นนะ คือ อบต. ทั่วๆไป ในความหมายของเขา “อบต คือ อมทุกบาททุกสตางค์” นั่นแหละ (พ่อครู ขำ ^__* เก่ง แปลกัน เหลือเกิน) อันนี้ดีกว่าอบต.แล้ว จะไปเทียบกับกรมทางหลวงไม่ได้ เพราะมาตรฐานเขาสูง แต่ อบต.นี้ เราพอสู้เขาได้ คือการเทปูนเรายังใช้โลว์เทค(Low-Tech) การผสมนี้ก็กะๆ เอา ปูนออกบ้าง ไม่ออกบ้าง ก็เอาค้อนเคาะๆ อยู่เรื่อยๆ เคาะจนหาคนเปลี่ยนไม่ได้ เพราะว่าเขาชำนาญที่สุด คนที่เคาะปูนนี้นะ ปูนออกมากบ้างน้อยบ้าง แต่วิศวกรก็ชมว่าดีกว่า อบต.ก็แล้วกันนะ ก็พอไปได้ ช่วงนี้ใครมาก่อนก็ถือว่ามาเฉลิมฉลองจริงๆ ทำให้งานสำเร็จ เพราะมีงานเยอะมาก ปกติเด็กทีมสันติอโศกนี้ เขาอยู่ปักหลักมาเลย ยังเคลื่อนตัวเข้าบวรตลาดาริยะไม่ได้เลย เพราะต้องรับภาระทำลานเทียนปันหมานให้เข้าเป้าหมาย ในช่วงนี้สินค้าต่างๆก็ทะลักทะเลเข้ามา ต้องแบ่งหลายทีมให้งานตลาดอาริยะก็ต้องเคลื่อน เทียนอันหมายก็จะต้องสมบูรณ์ ใครมาช่วงนี้ถือว่ามาช่วยสร้างเมืองหลวง มาร่วมฉลองปีใหม่ได้สมบูรณ์เต็มที่ นะ อย่างไรก็ดีสิ่งที่เราต้องทำควบคู่ไปคือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ และเราก็ขวนขวายกิจใหญ่น้อยให้สมบูรณ์ด้วย แต่ว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จะเกิดได้สำเร็จได้เพราะเราได้ฟังสัจธรรมจากสัตบุรุษ ตอนนี้ก็เป็นโอกาสสมควรที่เราจะได้ฟังธรรมจากพ่อครูกัน ขออาราธนาพ่อครูครับ

พ่อครูว่า … ขอเริ่มต้นที่ SMS ที่ค้างอยู่ เคล็ดวิชา เจริญในธรรมโดยไม่เร่งผล _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกขอรายงานเรื่องแม่ค่ะ ปัจจุบันแม่อายุ 88 ปี ณ วันนี้แม่มีทั้งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็คือ ร่างสรีระของแม่ร่วงโรยไปเรื่อยๆ แม่บอกว่าตาทั้งสองข้างเริ่มมองไม่ค่อยเห็นหนักขึ้นๆ แม่ถาม “ตาแม่สิบ่บอดบ๊อ” ลูกตอบแม่ว่า “บ่บอดดอกแม่ เดี๋ยวลูกสิเอายามาล้างตา หยอดตาให้แม่เด้อ เดี๋ยวมันกะหาย” ลูกทราบดีว่า เป็นเพียงแค่ลูกแสดงอาการขวนขวาย เพื่อให้กำลังใจแม่เท่านั้น และสิ่งที่แม่เปลี่ยนไปอีกประการหนึ่งก็คือ แม่เปลี่ยนจากคนที่ดุมาก มาเป็นคนที่ยอมรับการแนะนำจากลูก แต่ก่อนลูกจะกลัวแม่มาก ทุกวันนี้ทุกครั้งที่ลูกแนะนำแม่หรือพูดธรรมะให้แม่ฟัง ลูกจะกราบแม่ทุกครั้ง เพื่อแสดงความเคารพแม่ ซึ่งแม่ก็ไม่กลับไปเป็นคนดุอีกเลย พ่อครูว่า... นี่ดีนะ จำไปนะ เคล็ดวิชาพวกนี้ _และสิ่งที่แม่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ แม่ถือศีล 5 ละอบายมุข ทานมังสวิรัติเพียงสัปดาห์ละ 2 วัน แม่มักบ่นว่าทุกข์ใจเรื่องสรีระที่ร่วงโรยไปอยู่เสมอๆ และกลัวตาย ลูกชวนแม่ไปอยู่บ้านราชฯ ด้วยกัน สิกขมาตุกล้าข้ามฝันก็ชวน อาปะพรตะวันก็ชวนค่ะ แม่ก็ไม่ยอมไป พ่อครูคะ ลูกจะช่วยแม่อย่างไรดีคะ ช่วยเทศน์โปรดแม่ให้ด้วยค่ะ แม่ชอบฟังเทศน์เก่าๆ ของพ่อครูค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... แสดงว่าที่กำลังอ่านนี้ไม่ฟัง ชอบฟังตอนเก่าๆ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็พูดได้ อะไรต่ออะไรก็ฝากกันได้ ชอบฟัง Re-run ไม่ชอบฟังสดๆ เอา ก็แนะนำให้นิดหน่อย เราอย่าใจร้อน อย่าใจเร่ง อยากให้มันสำเร็จ อยากให้มันได้ผล อยากให้มันได้มากอะไรเกินไป เท่าที่ฟังดูก็มีอัตราการก้าวหน้า มีโปรเกรสชั่น เรโช (Progress Ratio) พัฒนาการของแม่อยู่ มีการเจริญขึ้น เจริญขึ้นอยู่ ขนาดนี้ก็ดีแล้วล่ะ อายุขัย 88 สังขารก็ร่วงโรย เจ็บป่วยขนาดนี้ เร่งมากเดี๋ยวยิ่งแย่ แย่ทั้งทางนามธรรมทางจิต แย่ทั้งทางสรีระด้วยนะ ก็แนะนำอย่างนี้ก็แล้วกัน ไปเรื่อยๆก็ดีแล้ว อย่างที่คุณค่อยๆทำ จะฉลาดเอง แล้วคุณก็จะได้รู้ด้วย จะมีเคล็ดวิชาสามารถที่จะปฏิบัติกับแม่ได้ดีขึ้นดีขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นดีทางนามธรรม ทางธรรมะ หรือดีขึ้นทางสรีระ หรือดีทั้ง 2 อย่าง ก็ว่าไป

_ช่อทิพ หนูทอง . กราบเรียนถามท่านสมณะว่า ญาติธรรมที่ต้องการหนังสือ ...ศัพท์อภิธานอโศก...จะหาซื้อในงานเพื่อฟ้าดิน ที่บ้านราช ปี 67 ได้หรือไม่คะ? สู่แดนธรรมว่า…ไม่ต้องซื้อ ไปหาป้ามิ่งหมายที่ร้านภูมิรักษ์ได้เลย

ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป และ เห็ดรา อหิจฺฉตฺตก _กระถิน สุขดี . กราบนมัสการเจ้าค่ะ เรียนสอบถามว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ได้ยินประโยคนี้ทีไร รู้สึกว่าโลกนี้ช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย ลูกควรมีสัมมาทิฏฐิเรื่องนี้อย่างไรคะ พ่อครูว่า... อาการที่ฟังแล้วว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป คุณฟังแล้วก็รู้สึกว่า แหม โลกนี้ไม่น่าอยู่ แสดงอาการในจิตได้ 2 นัย นัยยะหนึ่งก็คือว่า มันคงมีโลกที่น่าอยู่มากกว่านี้ นัยยะหนึ่ง แหม โลกนี้ไม่น่าอยู่ ก็จะหาโลกอื่นอยู่ ซึ่งมันไม่มีหรอก โลกไหนมันก็คือคำว่าทุกข์อยู่ในจิตวิญญาณมนุษย์ คุณไปเกิดที่ไหนคุณก็เอาจิตวิญญาณไปเกิดอยู่ในโลกนั้นทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคุณก็หนีไม่ได้ อีกนัยยะหนึ่ง อันนี้มันจะไม่รู้สึกว่า ไม่น่าอยู่ซะเต็มรูป อย่างที่คุณบอกว่า แหม ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป แหม ไม่น่าอยู่เลย อย่างนี้รู้สึกเต็มรูป เป็นอย่างนั้นใช่ไหม มันก็ยิ่งเอาทุกข์ทับถมตน แต่ถ้าอีกนัยยะหนึ่ง ไม่ต้องไปนึกถึงขนาดนั้น ศึกษาธรรมะ ปฏิบัติให้ดีๆ ความละหน่ายจางคลายจากกิเลส ไม่ยึด ต้องให้เห็นได้ว่า เออ ถ้าเราไม่น่าอยู่มันมีทางออกที่จะอยู่หรือไม่อยู่อย่างไร อันนี้เป็นปรมัตถ์ เป็นอภิธรรม คุณก็ต้องมาทำใจในใจ ทำจิตของคุณให้เข้าใจลึกซึ้งขึ้นไปชัดเจนขึ้นไปว่า อ๋อ เรายังอึดอัด ทรมานหรือทุกข์ ไม่น่าอยู่ มันมีเชิงที่อกุศลบ้าง เราก็จะได้เห็นอย่างปัญญาอย่างชัดเจนว่า อ๋อ ถ้าเผื่อว่า เราเองไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีอุปาทาน เข้าใจง่ายๆ ในพยัญชนะง่ายๆ 2 คำ ก่อนอื่นก็คือ มันมีโลกกับอัตตา สองอย่างอยู่ในโลก และสิ่งที่อยู่ในโลกก็คือ อัตตาที่อยู่ในโลก เพราะฉะนั้นโลกนี้ก็ไม่ต้องไปพูดถึงเขา ถ้าเป็นโลกของจิตวิญญาณที่เชื่อมสัมพันธ์กับอัตตา เราจึงต้องมาแก้ไขที่อัตตา แต่โลกที่มันเป็นวัตถุ เป็นสิ่งที่หมุนวน โลกที่หมุนวน ก็คืออาการอย่างหนึ่งของความเป็นโลก โลก ที่เป็นลูกโลกวัตถุ นั้นก็อย่างหนึ่ง เราไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับลูกโลกอย่างนั้น การหมุนวนจะเข้ามาสู่ปรมัตถ์บ้าง คือ วนเกิด วนตาย อยู่ในโลก เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักการเป็นอยู่ของอัตตาหรือจิตวิญญาณ มันมีธาตุรู้ที่จะร่วมอยู่ในนี้ เมื่อเกิดมาเป็นชีวะ เริ่มตั้งแต่เซลล์เซลล์เดียว มันเริ่มมาเกิดตั้งแต่เซลล์เซลล์เดียว เริ่มจุติมา ยังไม่เป็นเซลล์ที่เต็มสภาพ อาตมากำลังอธิบายรายละเอียดถึงชีวะขณะนี้ถึงขั้นนี้ นี่ยังเตรียมๆ อยู่ว่าจะมาอธิบาย ยกตัวอย่างตอนนี้นิดหน่อยว่า ลักษณะของสิ่งที่มีอยู่ในโลก ตั้งแต่พลังงานที่(๑)มันไม่ใช่ชีวะ จนกระทั่ง(๒)มาเป็นชีวะ จนกระทั่ง(๓)มาเป็นจิตนิยาม มี 3 อย่างง่ายๆ ตั้งแต่มหาภูตรูปไม่มีชีวะ จนกระทั่งเริ่มมาเป็นชีวะ เริ่มเชื่อมต่อกัน จากมหาภูตรูปจะเชื่อมต่อมาเป็นชีวะนี้ มันมีตัวเริ่มต่อตัวหนึ่ง อาตมาก็เพิ่งจะชัดเจนขึ้นมาตอนนี้ ไอ้ตัวที่เริ่มต่อตัวนั้นน่ะคือ อหิจฺฉตฺตก (อ่าน อะ-หิจ-ฉัต-ตะ-กะ) ต่อจากมหาภูตรูป อหิจฺฉตฺตก ภาษาบาลี คืออะไร คือเห็ด เห็ดที่เรากินกันอยู่นี่แหละ (เชื้อเห็ดรา) มีมากมาย มันเริ่มแล้ว เริ่มเป็นสปอร์ เริ่มเป็นธาตุเล็ก มาก ก็เริ่มจะต่อมาเป็นชีวะ จาก อหิจฺฉตฺตก นี้แล้วถึงจะมาเป็นภูตคาม เป็นภูตคามแล้วไปเป็นพีชคาม แล้วก็เป็นเจตภูต เป็นปาณะ แล้วก็เป็นเจตสิก เป็นสัตตะ แล้วเป็น จิตวิญญาณ (โดยลำดับ) ไล่ตรงที่ความเชื่อมต่อ ตรงนี้ให้ฟังนิดหน่อย มหาภูต 4 สสารและพลังงาน ธาตุอุตุนิยาม 100% มหาภูต 4 ดินน้ำไฟลม พอมาเริ่มเป็น อหิจฺฉตฺตก เป็นเห็ด สังเกตดีๆว่า เห็ดนี่ไม่มีสีเขียว มีแต่สีเหลือง สีแดง สีน้ำตาล สีขาว สีอะไรๆ พวกนี้ เห็ดไม่มีสีเขียว อันนี้จะลึกซึ้ง พอไปถึงพืชพีชะนี้จึงจะมีสีเขียว ภูตะก็เริ่มๆ จะมีผสมมาบ้าง มีน้ำตาล มีเขียว ขึ้นมาได้บ้าง พอมาเป็นภูตะ-ภูตคาม แล้วก็มาเป็นพีชคาม แล้วก็มาเป็นเจตภูต เจตภูต คือธาตุพลังงานที่หลุดออกมาจากที่ (ตำแหน่งที่ยึดเกาะ) ถ้าอย่างพวกนั้น (พีชคาม) จะอยู่กับดิน อยู่กับมหาภูต ยังไม่หลุดออกมา เป็นอหิจฺฉตฺตกหรือเห็ดราก็ตาม พีชคามก็ตาม ยังไม่หลุดออกมาจากดิน พอเป็นเจตภูตินี้หลุดออกมาจากดินแล้ว อิสระลอยตัว แล้วก็เป็นปาณะ แล้วก็เจริญมาเป็นเจตสิก จากเจตสิกก็มาเป็นสัตตะ (คำว่า)สัตตะ 7 นี่ แล้วจึงจะเป็นจิตนิยาม มันจะเชื่อมต่อพัฒนาการเนื่องต่อกันขึ้นมา อันนี้ก็แถมเอาไว้แค่นี้ก่อน อาตมาเตรียมไว้ที่จะขยายอันนี้อยู่ถ้าจะถึง ถ้าเวลายังไม่หมด พูดอะไรต่ออะไรไป เมื่อกี้นี้ตอบคำถามของคุณกระถินเขาว่า รู้สึกเบื่อหน่าย มาศึกษาธรรมะปรมัตถ์ สรุปอีกที แล้วเราจะเข้าใจว่า อ้อ! มันเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป จนกระทั่งคุณจบกิจเป็นอรหันต์ได้ สรุปง่ายๆก่อน เมื่อเป็นอรหันต์แล้วคุณก็จะไม่มีความอึดอัด ไม่มีความเหนื่อยหน่าย ไม่มีความเป็นใดๆ คุณอยากจะอยู่ต่อก็มีให้อยู่ แล้วคุณจะรู้เองว่าคุณจะอยู่ไปสูงสุดได้เท่าไหร่ สูงสุดก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งขึ้นมาในมหาจักรวาล ถ้าคุณไม่อยู่คุณจะปรินิพพานไปเมื่อไหร่คุณก็ไม่มีอีดอัด ไม่มีเหนื่อยหน่ายที่เป็นกิเลสที่เป็นเรื่องทุกข์ มันจะมีแต่เรื่องดีๆสมบูรณ์แบบของอารมณ์ ก็ขยายความประมาณนี้ก็แล้วกันสำหรับคุณกระถินในเรื่องนี้

การทำทานแบบมิจฉาทิฐิ 4 อย่าง _ส.คิดถูก . การให้ทาน บางคนไปช่วยเพื่อนบ้านเท่าไหร่ จดใส่สมุดบันทึกไว้ด้วย เผื่อเวลาเรามีงานบุญ จะได้ตรวจสอบว่าเขาช่วยเราเท่ากับเราช่วยเขาหรือเปล่า ให้ทานแบบนี้จะได้บุญกี่เปอร์เซ็นต์น้อ พ่อครูว่า…ส.คิดถูก สมณะคิดถูก ส่งคำถามมา ให้ทานแบบนี้ จะได้บุญกี่ % ขอยืนยันว่า ให้ 0% ละกัน ให้ทานแบบนี้ไม่มีอานิสงส์ในการที่จะลดละกิเลส เพราะถ้าทำอย่างนี้ก็คือยังไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ใน”ทานสูตร” (พตปฎ. ล.23 ข.49) ต้องพยายามนะ อ่านอาการของจิต แล้วก็ทำจิต ทำใจในใจ ทำจิตในจิต เมื่อทำทานก็จะต้องพยายามที่จะไม่ให้มีอะไรเชื่อมต่อ ไม่ให้มีอะไรอยากได้อะไรตอบแทนเลย เรียกว่าไม่ให้เกิด”สาเปกโข” พยายามทำ (ขั้นที่ 1 ไม่ให้เกิดสาเปกโข) แต่กิเลสของคนที่ยังทำไม่ได้ ยังไม่มี (สภาวะที่ทำได้ว่างจริง) มันก็จะเหลือ (สาเปกโข) นี่เข้าใจนะ ถ้าคนเข้าใจแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างนี้ ส่วนคนไม่เข้าใจนั้น มิจฉาทิฐินั้นจะเข้าใจว่าทำทานแล้วเราก็จะได้บุญ ว่างั้นด้วยนะ ทำทานแล้วได้บุญ เอาบุญไปใช้ในคำของเขาผิดอีก บุญแทนที่จะชำระสละกิเลส นั้นแหละ เอาไปใช้เท่ๆว่ามันได้ โอ้โห! มันซับซ้อนเห็นไหม? มันไม่ใช่เลย มันไม่ได้บุญซักกะนิดเลย คุณมีแต่กิเลส มีแต่เรื่องหนักหนาสาหัส คุณทำทานนี่ โดยสัจธรรมธรรมชาติธรรมดาเป็นโลกียะนี่ คุณทำทานในโลกนี้ คุณเอาวัตถุให้ ทำทานแรงงาน หรือทำทานให้ความรู้เป็นทาน มันได้กุศลทั้งนั้นแหละ เป็นโลกียะนี่มันได้ แม้คุณทำทานด้วยใจอึดอัด ด้วยใจไม่ค่อยพอใจ ไม่ค่อยเต็มใจ ก็ยังได้เลยโดยรูปธรรม โดยโลก โดยกุศล มันได้แล้ว แต่มันจะน้อยโดยสัจจะมันจะน้อย มันจะมีหักลบกลบหนี้กัน พระพุทธเจ้าท่านก็อธิบายเป็นขั้นๆไว้ ถ้าคุณทำไม่ได้ แม้พยายามแล้วจะไม่ให้มีจิตอย่างนั้น คนปฏิบัติธรรมนี่มันจะไม่ง่าย ทำแล้วตัดจิตเลย ไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลยมันไม่ง่าย แต่พวกเราชาวอโศกจะทำง่ายขึ้นแล้วเพราะได้ฝึกกันมา เพราะฉะนั้นมันทำไม่ได้เต็ม มันก็จะเป็นขั้นที่ 2 ถ้ายังเก่งอยู่นะถ้าไม่เก่งขั้นที่ 2 ก็จะไม่ได้ มันจะไปหมดถึงขั้นที่ 4 พระพุทธเจ้าอธิบายไว้ 4 ขั้น ขั้นที่ 2 ก็คือ ปฏิพัทจิตโต มันจะผูกพันในจิต เป็นเราเป็นของเราอยู่บ้าง จิตมันจะผูกพันว่าเราได้ให้นะ เราได้ให้ผูกพันไว้ เลวกว่านั้น ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 3 สั่งสม สันนิธิเปกโข มันจะสั่งสมเลย โดยอันนี้มันมิจฉาทิฏฐิเลย จะสะสมเลย เป็น ”สันนิธิเปกโข ทานัง เทติ” “ทานัง เทติ” คือการทำทาน ปฏิบัติประพฤติทำทาน ให้ไปเลย แสดงออกแล้ว ได้ทำทานไปแล้ว แล้วจิตในจิตคุณทำอย่างไร ในขั้นที่ 3 นี้ สั่งสม นึกว่าสั่งสมกุศล เป็นมิจฉาทิฐิเลย ทานแล้วเราได้กุศล ได้ มันได้กุศล แต่ไปเข้าใจว่าคุณจะได้บุญ นี่คือมิจฉาทิฏฐิ 100% เพราะว่าคุณไม่ได้ละกิเลสเลย คุณสะสมกิเลสต่างหาก ทานแล้วคุณจะได้เป็นนามธรรม คุณจะมีไว้เป็นของตัวของตน สันนิธิเปกโข ขั้นที่ 4 ปริภุญชิตสามีติ ขั้นนี้ ยิ่งเป็น ปริภุญชิตสามีติ อันนี้ทำทานแล้วคิดว่าเป็นของฉันแน่ ตายแล้วกี่ภพกี่ชาติฉันก็จะมีกินมีใช้ เพื่อให้เมื่อตายไปแล้วจิตวิญญาณนี้อาศัยใช้ ไม่มีสูญเลยคนนี้ มิจฉาทิฐิเต็มบ้อง มิจฉาทิฏฐิ 100% เลย นี่เป็นการทาน ที่สอนกันทุกวันนี้ในศาสนาพุทธทั่วไป กระแสหลักหมู่ใหญ่ที่สอนกันอยู่ทั่วไปในการทำทาน หลอกเป็นภพเป็นชาติ ยิ่งธัมมชโยแล้วเจ้าประคุณเอ๋ย! หลอกไม่รู้กี่ซับกี่ซ้อน เพื่อที่จะให้เกิดสวรรค์วิมาน ฤาษีลิงดำก็ตาม ใครต่อใครก็ตามพวกนี้ ทำทานแล้วไม่ได้เป็นผลในการชำระกิเลส ไม่ได้เป็น มีแต่สั่งสมกิเลสทั้งนั้น นี่คือมิจฉาทิฏฐิที่เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มีอธิบายเป็นเรื่องราวอย่างนี้หรอก ไม่มี วิทยาศาสตร์ทางจิตจะเป็นชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่ของพุทธ ที่อธิบายนี่เป็นชีววิทยาอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ในศาสนาอื่นไม่มีชีววิทยาที่ยิ่งใหญ่อันนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้นถ้าทำไม่ถูก-เข้าใจสัมมาทิฏฐิไม่ได้ เลิกเลย ไม่ได้เรื่อง อธิบายแล้วที่สมณะคิดถูกมาถามมา ก็อธิบายขยายความไปมากพอสมควร

หิริโอตตัปปะถ้ามีได้ในคนผู้เป็นปราชญ์คือฟ้าเปิด _พวงบุปผา หนูรัก . กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ลูกมีข้อสงสัยเรื่อง หิริ โอตตัปปะ ว่าสอนกันได้ไหมคะ พ่อครูว่า... ตอบขั้นต้นก่อนว่า สอนได้สิ สอนให้เข้าใจดีๆ แล้วก็ปฏิบัติต่างหากว่าจะได้หรือไม่ได้ สอนได้สิ สอนให้ถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่สอนผิดกัน หรือไม่ค่อยสอนกัน หิริ-โอตตัปปะ แปลเหมือนกัน สอนปลายๆ พูดทิ้งๆ ละอายต่อบาป มันหยาบ (ที่สอนกันแค่นี้) หิริ ละอายต่อบาป โอตตัปปะ กลัวต่อบาป แต่ไม่รู้เรื่องเลยว่าแล้วปฏิบัติอย่างไร ทำใจในใจยังไง รายละเอียดที่เป็นตัวปรมัตถ์ไม่เข้าใจ ไม่เกิด เอ้า ตอบไปก่อน _สำหรับลูกเองจำได้ว่ามีมาตั้งแต่เด็ก เพราะไม่กล้าทำผิดต่อใคร แต่ก็ยังมีให้เห็นในหมู่นักปฏิบัติธรรม บางคนที่ยังกล้าทำผิดต่อคนอื่นโดยไม่มีความละอาย จึงมีความสงสัยในข้อธรรมนี้ว่า สอนกันได้ไหมเจ้าคะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า…ที่ว่า ไม่กล้าทำผิด ไม่กล้าทำชั่ว ก็เป็นหิริได้ ได้ระดับโลกียะ ถ้าเผื่อว่าโลกุตระกันจริงๆแล้ว มีหิริก็จะเข้าใจองค์ประกอบของการที่จะไม่กล้าทำเพราะอะไร มีอะไรบ้าง เพราะกรรม เพราะการกระทำ เพราะความประพฤติ ประพฤติทางกาย ประพฤติทางวาจา มันก็มีจิตนี่แหละที่สัมมาทิฏฐิหรือมิจฉาทิฏฐิ แล้วก็เป็นตัวสั่งกายสั่งวาจา ออกมากระทำ ออกมาประพฤติ คุณได้ประพฤติทางกาย ทางวาจา ระลึกได้ ทบทวนแล้ว โอ้! เราเคยทำเช่นนี้ (ตัวอย่าง) เช่น เคยไปฆ่าสัตว์ก็ละอาย เคยไปทำรุนแรงอย่างนั้นอย่างนี้กับเพื่อนมนุษย์ เคยไปว่า เคยไปกล่าว ถ้าไปทำถึงขั้นกายกรรม เคยไปตบไปตีไปทำร้าย จนถึงเลือดออกจนถึงตาย ถ้าไปทำพระพุทธเจ้าให้แค่พระบาทห้อเลือด เป็นอนันตริยกรรมหนักหนา แล้วรู้สึกว่าตัวเองได้เคยทำบาปก็ละอาย หรือแค่วาจา ละลาบบละล้วงตำหนิพระอริยะ หรือซัดเลย โดยไม่รู้ตัวเองไม่รู้ว่าเป็นพระอริยะ ตัวเองไม่รู้ ยิ่งผู้ที่เคยจาบจ้วงอาตมา ไม่รู้อาตมาไม่ใช่อริยะธรรมดา โพธิสัตว์ระดับ 7 ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้ยกตัวยกตน แต่พูดสัจจะอธิบายธรรมะ เขาก็ไม่รู้ตัวจริงๆ พอเขารู้ จะรู้สึกว่า ตายๆๆ นี่มันเป็นกรรมกิริยาที่สำเร็จไปแล้ว ทำไปแล้วนะ เขาจะละอาย ผู้ที่ละอายผู้นั้นแหละจะได้คล้ายๆ ปลงอาบัติ ความผิดก็จะลดลง จะเกิดภูมิปัญญา เกิดสำนึก ตัวสำนึกตัวนี้สูงส่งมาก โอ้ ตายๆๆ ละอาย ถึงขั้นแรงก็กลัวเลยโอตตัปปะ ต้องหาทางแก้กลับ ต้องหาทางไปปลงอาบัติ ต้องหาทางไปสารภาพ ต้องหาทางไปขออโหสิอะไรพวกนี้ ใช่ไหม นี่ก็เข้าใจ ภาษาไทยเราก็คงจะเข้าใจ มันเป็นสัจจะที่จริง เพราะฉะนั้นผู้ที่สำนึกผู้ที่มีหิริโอตตัปปะนี่แหละ อยู่ในจรณะ 15 เลย สัทธรรม 7 ฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าศาสนาพุทธคนไหนไม่มีภูมิธรรมถึงขั้นรู้หิริของตัวเองเกิด ไม่รู้โอตตัปปะตัวเองเกิด ยกตัวอย่าง โป๊ๆหน่อย เช่น คนที่เป็นดารา เคยไปเปลือยกายแก้ผ้าให้คนรู้ แล้วก็ว่าตัวเองเซ็กซี่ ตัวเองได้รับความนิยมชมชอบเยอะ ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ขึ้นมา พวกต่างประเทศอีกเห็นไหม เขาไม่เข้าใจ เขาจะทำอย่างเต็มที่เลย เขาไม่เคยกลัวเลย แม้แต่มันมีจารีตประเพณีบังไว้ มันไม่ใช่สัจจะนะ เขาไม่รู้เรื่องหรอกสัจจะ จารีตประเพณีกั้นมันเป็นเรื่องของโลกีย์อย่างหยาบที่เขาไม่ทำ ถ้าเขาไม่มีโลกีย์จารีตบังคับเขาก็โทงๆ เปลือยๆ ไปเลย แล้วเขาก็บอกว่ามันธรรมชาติ อย่างนี้เห็นไหมพวกต่างประเทศ พวกเทวนิยม ทีนี้กลับมาตรงสัจจะ เราพุทธนี่ พอระลึกสำนึกละอาย ตายๆ เราไปทำอย่างนี้น่าเกลียดน่าอาย จะละอายไหม เคยไปแสดงโป๊แล้วนึกว่ามันเท่ เซ็กซี่ แล้วได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เลย ละอายตายๆ เราไม่น่าไปทำอย่างนี้เลย พอมีสำนึกอย่างนี้คนนี้แหละเจริญขึ้นแล้ว ถ้าจิตมีอย่างนี้เจริญขึ้น แล้วทีหลังจะไม่ไปทำอย่างนี้อีก อย่างนี้เป็นต้น ยิ่งไปเรื่องเกี่ยวกับพูดไปแล้วเมื่อกี้ว่า ยิ่งไปละเมิดพระอาริยะ ตำหนิพระอริยะ ตำหนิผู้ที่เป็นอาริยะขั้นสูงด้วย โอ้โห! ขออภัยไม่ได้พูดว่านะ มันเป็นบาปไหม การไปตำหนิไปว่าพระอาริยะชั้นสูงด้วย อย่างมาว่าอาตมา อย่างนี้เป็นต้น บาปไหม อาตมาไม่ได้พูดเอาดีเข้าตัวเองนะ มันเป็นสัจจะของกรรมใช่ไหม กรรมเป็นอันทำ มันบาปแรง เพราะฉะนั้นถ้าคนที่มีปฏิภาณจะรู้สึกละอาย ตายๆๆ เราไปละเมิด ไปแสดงขี้เท่อ คือแสดงความน่าอาย แสดงความขี้เท่อ แสดงความไม่รู้ของตัวเอง น่าละอาย ตายๆๆๆ ผู้รู้เขารู้นะ ผู้ไม่รู้ก็แล้วไปเถอะ ผู้รู้จะเห็นว่าแสดงความขี้เท่อให้เห็นถึงความไม่รู้ ก็จะละอายตัวเองอย่างยิ่ง อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้นถ้าเผื่อเขารู้สำนึกแล้วแก้กลับ เขาจะเจริญ ยิ่งทำอาการแก้กลับถึงขั้นขอขมาขออโหสิ หรืออะไรภาษาเหนือเรียกว่า สุมาเต๊อะเจ๊า มันก็ยิ่งจะดี เพราะว่าผู้ที่เป็นอาริยะมีจิตชั้นสูงแล้วไม่ได้ติดใจที่จะถือสาหาความยึดติดหรอก อย่างที่อาตมาเคยอธิบายแล้วมันเหมือนกับเห็นเด็กๆ มันทำไม่ดี มาตีเราทุบเรา เราก็ไม่ไปถือสาเด็กมาทุบมาตีเรา เพราะมันเด็ก มันไม่รู้เรื่องอะไร อย่างนี้เป็นต้น อาตมาก็มีความคิดอย่างนั้น ไม่เคยไปถือสาคนที่เขาเคยว่าเคยตำหนิเคยอะไรๆ กับอาตมา _สู่แดนธรรม... ถ้าผู้มีดีกรีถึงขั้นยอมขออโหสิ ขอขมา ผมว่าฟ้าดินจะเปลี่ยนไปเลยนะครับ พ่อครูว่า... โอ้โห ฟ้าเปิดพลิกโลกเลยถ้าทำ เพราะว่ามันเป็นฐานความจริง ความเสื่อมของศาสนาพุทธมันเยอะ คนเสื่อมจากศาสนาพุทธไปเยอะ ไปเคารพนับถือผู้ผิดเยอะ แล้วเขาเคารพนับถือผู้ผิดว่าเป็นผู้สูงส่งเป็นปราชญ์เป็นผู้ที่ได้รับความนับถือ ถ้าขั้นหัวที่ผู้ที่เขานับถือนี้เปลี่ยนมา คนทั้งหลายจะเปลี่ยนมาตามไหม? เห็นไหมมันจะดี เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านไปเปิดศาสนาของท่าน ท่านก็ไปสอนชฎิล 3 พี่น้อง ได้หัวหน้าก็มาเป็นหมู่เลย ฉันใดก็ฉันนั้น มันเป็นสัจจะ แต่เราจะไปบังคับความรู้สึก จะไปบังคับให้คนเข้าใจให้รู้ตัวฉลาดขึ้นมานั้น มันจะไปบังคับได้ยังไงนะ มันตัวใครตัวใคร ก็ได้แต่หวังไว้ว่า ท่านจะเข้าใจหนอ ด้วยความปรารถนาดี อยากให้ท่านเข้าใจ แต่เราอยากให้ตายจะไปบังคับทำอะไรๆ ไม่ได้หรอก ตัวท่านเองจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ เอาละ เอาไว้เท่านี้ก่อน ต่อมา SMS

ตาบอดตาใสคือใจคุณปั้นเออเอง _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ก่อนหน้าที่จะมาปฏิบัติธรรมลูกฟังเทศน์พ่อครูไม่รู้เรื่องเลยค่ะ มาถึงวันนี้ลูกจึงได้ฝึก ได้เรียนอาการที่เกิด มีภาษาธรรมะเรียกว่าอะไรคะ ลูกจึงพอเข้าใจได้ค่ะ ลูกมีคำถามพ่อครูค่ะ เมื่อวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค. พ่อครูพูดคำว่า ตาบอดตาใส ลูกอยากกราบเรียนถามพ่อครูว่า คำว่า ตาบอดตาใส ก็คือมีแต่รูป ไม่มี นาม ใช่ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า…ประเด็นของคำถามอยู่ตรงนี้ มีแต่รูปไม่มีนาม ถูกไหม ตาบอดตาใส มันมากกว่านั้น ตาบอดตาใสนี้ โดยความหมายของธรรมะ อาตมาเคยอธิบายมาแล้วพวกตาบอดสู่รู้ โอ้โห ฟ้าสวยจังเลย ตาบอดมา ยิ่งตาบอดมาแต่กำเนิดด้วยนะ (ตาบอดตามืด) ตาบอดมาแต่กำเนิด ไม่เคยเห็นฟ้าเลย มาบอกฟ้าสวยจังเลย บอกได้อย่างไร ไม่มีสิทธิ์ที่จะเห็นฟ้า มันตาบอด นี่คือตาบอดตาใสที่ไม่มีความรู้เลย แต่อวดตัวเองว่ารู้ ว่าฉันรู้ฉันเห็น (ทั้งๆ ที่) ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ด้วยเพราะตาบอดแต่กำเนิด ก็เท่ากับคนไม่รู้ แต่มาโกหก โกหกไหม? ตาบอดจริงๆแล้วบอกว่าฟ้าสดสวยจังเลย โกหกจริงไหม? โกหกจริงๆ เขาเห็นไม่ได้หรอก เขาจะมีแต่จินตนาการ เราห้ามไม่ได้หรอกคนจะมีจินตนาการ คนตาบอดก็มีสัญญา มีการปรุงแต่งในสัญญาคิดนึก ซึ่งเขาก็ประมวลเอาความรู้ที่เขามีเอาไปปรุงแต่ง แต่เขาจะไม่รู้เรื่องภาพ เขารู้เรื่องเสียงเรื่องอะไรๆ หมด แต่เขาไม่รู้เรื่องภาพเรื่องรูปแสงสี ไม่รู้แสงสีภาพรูปไม่เห็น เขาไม่รู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน