661215 พระอภิธรรมของ ฌาน และเวทนา 108 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
661215 พระอภิธรรมของ ฌาน และเวทนา 108 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53703.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1IT3E8TDaAUAjhEOCJwEJHbJIpmKVO-xI/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/16lk4qiFRI6AGGkC8j7r0ENq-D28VGVCO/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661215-108-1 108-e2d9p6b
ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oXX5OJFn9I/ และ https://youtu.be/ob46ebCIvu0
มีซับ (คำบรรยาย Subtitle):
สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม 2566 ขึ้น 3 ค่ำเดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้พูดถึงการเมืองประเทศไทย เขาก็บอกว่ามีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เรารู้จักดี จ้องจะแก้มาตรา 112 และจ้องจะทำลายสถาบัน อีกพรรคหนึ่งก็ทำลายความยุติธรรม แก้กฎหมายแก้กฎกระทรวง มันจะมีพรรคไหนล่ะที่ทำลายนิติบัญยัติของประเทศชาติ พ่อครูว่า... อยู่เหนือกฎหมาย แสดงอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย สมณะฟ้าไท... มันเป็นสัญลักษณ์ หรือเป็นนิมิตหมายว่าโลกจะใกล้ถึงกลียุค แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง เพราะว่ามีพรรคๆหนึ่งเกิดขึ้นคือพรรคโลกุตระ นะ มีผู้นำที่ดีที่สุดในโลกเป็นหัวหน้าพรรคอยู่ เกิดท่ามกลางความเลวร้ายของมนุษย์ เพราะในประเทศนั้นก็มีคนที่เลวร้ายที่สุดในโลกอยู่ในประเทศนั้นด้วย สิ่งที่ดีที่สุดและสิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็เกิดอยู่ในประเทศนี้ มีสองอย่างคู่กัน ให้โลกได้ศึกษาเรียนรู้ ธรรมะโลกุตระที่ผู้นำพาทำจึงเป็นสิ่งที่ยาก เพราะว่าคนเลวร้ายมาก เลวร้ายเป็นพรรคเลย และยังมีฆ่าฟันกัน ลูกฆ่าพ่อแม่ พี่น้องฆ่ากัน เลอะเทอะเยอะแยะมากมายในสังคม แทบจะไม่เป็นผู้เ
อ่านต่อ
ป็นคน มีอาจารย์มหาวิทยาลัยเล่าให้ฟังว่า ผู้ชายกับผู้ชาย มันไม่มีใครบริสุทธิ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย เสียพรหมจรรย์ให้กับผู้ชายด้วยกัน คือมันมั่วจนแบบน่ากลัว สังคมที่อยู่ปัจจุบันนี้ เขาบอกว่าไม่อยากให้ลูกเขาเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้น แล้วคนไปอยู่ในมหาวิทยาลัยจะเป็นยังไง มันจะไปซึมซับเจตนารมณ์หรือสังคมแบบนั้นเข้ามา จะเกิดอะไรขึ้น อยู่ในสังคมโลกุตระดีกว่า อยู่กับชาวอโศกไปแล้วจะเจริญขึ้น จะช่วยเขาได้เช่นกัน จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อนมาก เพราะว่าของเขาเดือดร้อนกันแสนสาหัส ของเรานี้อยู่แสนจะ สบาย อิสระเสรีภาพ ทำหน้าที่ของเราไปสมควรแก่ธรรม วันนี้เราก็มาฟังธรรมจากผู้นำที่นำโลกุตระสถาปนาลงในประเทศไทยได้ จนเป็นชุมชนสังคมโลกุตระเป็นปึกแผ่นที่จะนำพาศาสนาไปให้ถึง 5,000 ปีได้ พ่อครูว่า... เริ่มต้นจาก SMS อาตมาก็ได้อาศัย SMS ที่มีผู้เขียนมา เป็นไกด์เป็นตัวนำที่จะใช้อธิบายธรรมะไป ก็ใช้มาตลอด ก็ได้ประโยชน์ เพราะไม่ใช่เราคิดเอาเอง ถ้าหากอาตมาเอาแต่ความคิดเราเองมาอธิบายมันก็จะไม่รู้ว่า แล้วคนฟังเขาจับติดไหม เขารับรู้ด้วยไหม เขาจะเข้าใจตามเราไหม มันไม่มีอะไรจะยืนยันพิสูจน์ อันนี้มันเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ ว่ามันสัมพันธ์กัน มีจุดร่วมเชื่อมต่อกัน ขยายความกันได้ มันก็เป็นผลเป็นประโยชน์ที่ดี
คนยังไม่ถึง 777 ที่บ้านราช ยังต้องเผื่อพอ _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะ งานรวมศิษย์เก่า มีคนบอกว่าศิษย์เก่าหายหน้าไปนาน ยังไม่กลับมา ลูกได้เห็นว่าศิษย์เก่ากลับมา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) การแต่งตัวเขาอาจจะตามยุคตามสมัย จะออกไปทางโลกียะอยู่บ้าง แต่สิ่งที่พวกเขาพูดและทำแสดงออกทางกิริยา แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พ่อครูได้เคยอบรมสั่งสอนเขาไว้ มันไม่ได้หายไปไหน เป็นเหมือนเชื้อที่กำลังสังเคราะห์ตัว เป็นเหมือนไข่ที่กำลังฟักตัวค่ะ ลูกอยากให้กำลังใจศิษย์เก่า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) รอว่าสักวันหนึ่งจะกลับมา อยู่ภายใต้ร่มเงาอโศกค่ะ ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า พ่อครูคิดอย่างไรกับศิษย์เก่าคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... อาตมาทำงานเพื่อจะให้คนได้รับความรู้ได้รับธรรมะมาจริงๆ มาเรื่อยๆ เมื่อมาเป็นศิษย์ก็ควรจะได้รับการเรียนรู้ ได้มรรคได้ผลจริงไป ถ้าได้มรรคได้ผลมาดีๆ มันก็จะมารวมกันอยู่ มันจะไม่แยกไปไหนหรอก น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน มันเป็นธรรมชาติของมัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นจริง ศิษย์เก่าที่ได้มีคุณธรรม มีสภาพจิตใจที่เจริญถึงขั้น มันก็จะต้องมา จะให้คิดอย่างไร ก็มาสิ อาตมาก็ประกาศอยู่ตลอด บ้านราชจะมีพลเมือง มีประชากรขึ้นไปถึง 777 คน นี่ก็พูดนานแล้ว ยังไม่ถึงนะ ป่านนี้ก็ยังไม่ถึง 777 ยิ่งได้ไปถึงขั้นพันคน จะอยู่ได้ไหมในนี้พันคน ได้ สบายมาก มันอบอุ่นอิ่มเอมเกษมใสเลย เพราะพวกเรามีคุณธรรมของพระพุทธเจ้า จะอยู่กันเบียดเสียดกันอย่างไรก็ไม่ทะเลาะกัน มันไม่เหมือนไก่จับใส่เข่งอัดมา มันก็จะจิกกันจนเข่งแตก แต่พวกเราปฏิบัติธรรมแล้วมันจะไม่ แม้จะถูกเบียดเบียน แม้จะถูกกดดัน แม้จะถูกอะไรต่ออะไรบ้าง พวกเราก็มีความอดทน มีการอภัย มีการไม่ถือสา ไม่ติดใจ เห็นใจกันต่างๆนาๆ ซึ่งคุณธรรมพวกนี้มันเป็นสัจจะ แล้วมันเป็นสัจจะที่แต่ละคนศึกษาดีๆ แล้วมันก็ได้ เพราะฉะนั้นคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นคุณธรรมที่บริสุทธิ์ เป็นคุณธรรมที่สุดยอดบริสุทธิ์ มันเป็นเรื่องของความดีล้วนๆเลยที่มนุษย์พึงได้พึงมีพึงเป็น มันจะดีเชิงไหนตามสมมติโลกของแต่ละกลุ่ม แต่ละที่ ที่เขาสมมุติกันก็ตาม เพราะมันมีคุณธรรมที่ยิ่งกว่าสมมุติ เรียกว่าปรมัตถ์ ปรมัตถ์คือ บรม กับ อัตถะ คือเนื้อหาแก่นสารอันเป็นบรมสุดยอดยิ่ง มันเหนือชั้น มันมีทั้งสิ่งที่โลกมีก็ดีสุดในโลกด้วย และสิ่งที่ดีพิเศษอีกเป็นปรมัตถธรรม อยู่ร่วมอย่าง อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหรือคุณธรรมที่สุดยอดแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะได้คุณธรรมพวกนี้ ได้มาก-ได้น้อย เริ่มจากน้อยไปนี่แหละ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น อย่างพวกเราเกิดขึ้นมาในยุคนี้ เหมือนกันกับคนข้างนอกเขา แต่เขาไม่รู้เรื่องเลย พูดอย่างไรเขาก็ไม่รู้เรื่อง กับคนที่รู้เรื่องบ้าง เขาดี ก็ดีของเขา แต่เขาก็ยังชอบทางโน้นอยู่ หรือผู้ที่รู้ว่าดี แต่เขายังเข้ามาไม่ได้ จะมาไม่ได้ด้วยวิบากของเขาดึงเขาไว้ หรือจะมาไม่ได้เพราะเขาเองเขาก็ยังไม่เต็มที่ มันยังไม่ถึงขีดที่จะมา เพราะเขาอาจจะมีเหตุผลว่า มันจะจริงหรือ... มันสวนกระแสกับโลกเขาที่มาจน มันเหมือนกับคนกระจอกๆ มักน้อยสันโดษ แล้วยังแถมจะมาทำเก๋อีก จนกระทั่งจนยังจะมาเสียสละช่วยคนอื่นเขาอีก ยังมาให้คนอื่นเขาอีก มันยังไง เพราะว่ามันไม่กลมกลืนสอดคล้องไปอย่างเดียวกัน มันทวนกระแส มันก็เป็นจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องทำไปอีก อาตมาก็เลยได้รู้จากน้ำหนักของคุณธรรมที่มันพึงมีในตัวของพวกคุณนี้แหละ ทุกคน ศิษย์เก่าก็ถือว่าเป็นผู้ที่ได้มาเรียน เรียกว่าเป็นลูกหม้อก็ได้ เป็นศิษย์เก่าได้มาศึกษา ได้มาเล่าเรียน ได้มาคบคุ้น ทุกวันนี้ก็แก่ขึ้น 40 50 อายุก็ย่างเข้าไปแล้ว เขาก็ยังไม่เข้ามา มีการระดมให้มา มีการจัดงานมารวมกันก็ได้ประมาณหนึ่ง ก็รู้สึกดีกันนะ มารวมกันก็ดี แต่มันก็ยังไม่มา เพราะฉะนั้นก็ยังเห็นได้ว่า เออ ก็มันยังไม่ชัด ถ้าชัดมันก็ต้องมาสิ อย่างพวกคุณที่นี่ ตัวเองชัดแล้วก็ไม่คิดจะไปไหน ก็อยู่ไปอย่างนี้แหละ แล้วก็เพิ่มภูมิ แต่ละวันๆ เรามีอะไร กายกรรม วจีกรรม ดีกว่านี้ยังมีอีก หรือแม้แต่มโนกรรม มโนของเรามันก็ยังไม่เจริญกว่านี้ที่จะมีพลังผลักให้กายกรรม วจีกรรมเป็นผู้ที่เพิ่มพูนการเสียสละ ไม่ขี้เกียจ ไม่อยู่นิ่ง รู้พักรู้เพียร ถึงเวลาพักเราก็พัก ถึงเวลาเพียรเราก็เพียร พลังงานหรือเวลาที่เราจะเอาไปเสียไปในทางโลกๆ ที่เขาพาเป็นนั้น เราก็เก็บมาหมดแล้ว มันก็ไม่มีเหลืออยู่ในพวกเราไอ้พวกนั้น เพราะฉะนั้นจะเอามากองทิ้งไปเฉยๆ ล่ะ วันๆหนึ่ง เราก็ออกกำลัง หรือว่าทำงานทำการไป เท่านี้เท่านี้ เสร็จแล้วกลางคืนก็พัก มันก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร มันพอ เพียรหนักพักพอ มีเพียรหนักพักพอได้ มันก็จะได้ประโยชน์ได้งานได้การ ได้ขึ้นมาจริงๆ เอา ก็ค่อยๆ เป็นไป อาตมาก็คิดอย่างนี้แหละ ก็ทำไป แต่ก็เห็นว่า มันยังต้องเผื่อพอ อย่างที่อาตมาเคยพูด มันยังต้องทำให้มาก จนไว้ใจได้ เผื่อพอ อันนี้มันยังไม่ได้เผื่อพอเลย มันยังไม่ถึงขั้นที่เผื่อ มันยังไม่เต็มที่ด้วยซ้ำ ก็ต้องทำต่อๆไปอีก ก็เลยลากสังขารอยู่นี่ ยังไม่ยอมตาย ซึ่งก็มีเหตุผลหลายอย่าง อย่างที่พูดไปแล้ว ไม่พูดซ้ำหรอกวันนี้
การเจริญของการศึกษาสัมมาสิกขา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา _ใบฟ้า นาวาบุญนิยม กราบนมัสการพ่อครูด้วยสุดเศียรเกล้าฯ สืบเนื่องจากงาน “รวมศิษย์เก่า ไหว้ครูบูชาพ่อ” ครั้งที่ ๑ “ณ แผ่นดินพุทธ” กราบพ่อครูได้กรุณาทบทวนนิยาม ขอบข่ายของ “สัมมาสิกขา” ทั้งนี้ เพราะ “การศึกษาบุญนิยม” มีหลายระดับ หลายสาขา หลายรูปแบบ จึงเป็นที่มาของ “ปรัชญาการศึกษา ๓ ระดับ” “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” “ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา” “ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชา” พ่อครูว่า... อยากให้อาตมาทบทวน ที่จริงก็บัญญัติภาษาที่พูดไว้แล้ว “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” “ศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา” “ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา” ซึ่งมันเป็นคุณธรรมหรือคุณภาพที่สูงขึ้น เจริญขึ้นเป็นลำดับๆ ก็คือ 3 ไตรสิกขานี่แหละ “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” ศีล ก็ศีล เป็นงานก็จิต ชาญวิชาก็วิชชาหรือปัญญา ก็คือ ศีล จิต แล้วก็ปัญญา หรือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา นั้นแหละ ทีนี้ (ศีลเด่น ศีลเคร่ง ศีลเต็ม) คุณภาพจากศีลเด่น คุณมีศีลชัดๆ ให้มีศีลชัดๆ สูงขึ้นไปมันก็ศีลเคร่ง มันเคร่งหมายความว่าเรายิ่งเจริญในศีล เป็นอธิศีล ศีลเราเจริญขึ้นเป็นอธิศีล โดยเราไม่ต้องเคร่ง แต่คนอื่นเขาจะเห็นเราว่า คนนี้มันเคร่งไป ถือศีลจนเคร่งอย่างนี้ เห็นไหมกลับกัน เป็นสิริมหามายา เป็นความซ้อน 2 ชนิด คนอื่นเห็นเราเป็นอย่างนี้ แต่เราเห็นไม่เป็นอย่างที่เขาว่า เพราะฉะนั้น เราก็เป็นศีลเด่นหรือศีลเคร่ง ยิ่งศีลเต็ม ในระดับที่ 3 มันก็ยิ่งชัดเจนว่า ศีลมันสมบูรณ์แบบครบถ้วนบริบูรณ์ เป็นศีลที่มีมรรคมีผลบริบูรณ์แล้ว ศีลที่มีมรรคมีผลที่บริบูรณ์แล้วก็คือชำระกิเลส ศีลนี้ทำชำระกิเลส จิตเจริญขึ้นเป็น”อธิจิต” ปัญญาก็ยิ่งมีธาตุรู้ ที่รู้ทั้งมรรคทั้งผล รู้ทั้งสิ่งที่เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ คือมันหลุดพ้น มันได้แล้วมันสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วมันก็สั่งสมจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา มันก็เจริญ ยิ่งเจริญ (องค์คุณอุเบกขา 5) บริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา สั่งสมลงใน มุทุภูตธาตุ นี่คือสิ่งที่มันเจริญทั้งเจโตและปัญญาอยู่ในนั้น ทั้งสองภาวะ เจริญขึ้นก็ยิ่งกัมมัญญา ยิ่งไปปฏิบัติ ไปทำกรรมกิริยา ทำการงาน ทำอะไรๆ มันก็ยิ่งดียิ่งเหมาะยิ่งควร ยิ่งเจริญขึ้นไปได้เรื่อยๆ ก็เป็นพลังงานที่ทำให้ชีวิตนี้มีประโยชน์คุณค่ามากขึ้น และเราก็ยิ่งสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้น ประภัสสร ปภัสสรา ผ่องใสไปเรื่อยๆ ฉะนั้นคำว่าศีลเด่น ศีลเคร่ง ศีลเต็มก็เป็น 3 ระดับของการเจริญของศีล เป็นงาน เก่งงาน เข้มงาน ก็เป็น 3 ระดับเหมือนกัน คือ เป็น, เก่งขึ้น, เข้ม ทำได้เข้มข้น ทำได้เต็มที่ ทำได้งานดี มีสมรรถนะ มีความสามารถ มีทักษะเจริญยิ่งๆขึ้น แล้วก็เป็นผู้ที่เป็นเนื้อเป็นแก่นของธรรมะ คือ ชาญวิชชา ชำนาญวิชชา เชี่ยวชาญ ชำนาญมากยิ่งขึ้น แล้วก็สืบสานวิชชา ก็เป็นตัวบอกถึงระดับแต่ละระดับ ไม่ต้องไปพูดถึงมันก็มีอย่างนี้แหละ ไม่ต้องไปพูดถึงพยัญชนะพวกนี้มันก็เป็นอย่างนี้เป็นคุณสมบัติคุณธรรมในตัวพวกเรามีอยู่แล้ว เป็นไปอยู่นี้ มีไหม ศีลเคร่งขึ้นไหม เก่งงานขึ้นมีไหม ชำนาญวิชชามีขึ้นไหม … (เสียงโยมหลายคนตอบว่า มี) ผู้ที่เต็ม.. ทีนี้ศีลเต็ม เข้มงาน แล้วสืบประสานวิชาก็คือเป็นผู้ที่พัฒนาโพธิสัตว์ขึ้นเรื่อยๆ จบอรหันต์ เป็นอรหันต์แล้วก็พัฒนาโพธิสัตว์ขึ้นไปตามลำดับ ตามลำดับ ๆ ขยายความประมาณนี้ก็คงพอ ได้เนื้อได้หนังนะ
_ SMS วันที่ 13 – 14 ธ.ค. 2566
พ่อครูยังตั้งใจทำงานไปอีกให้ถึง 70 ปี _ซึ้งซื่อ วิเชียร . ขอกราบนมัสการพ่อท่านด้วยสุดเศียรสุดเกล้าครับ ตอนนี้ผมได้เข้ามาอยู่ที่เมืองหลวง คือราชธานีอโศกแล้วครับ และจะอยู่จนถึงปีใหม่ครับ และได้มาทำกสิกรรม เช่น ได้ไปถอนหญ้าที่ไร่สวนกระเทียม บรรยากาศดีมากครับ ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ต่างจากกรุงเทพฯ อย่างมากเลยครับ ที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์จากแผ่นดินพุทธ ดินแดน“สัปปายะ ๔” ที่ดีเยี่ยมสุดยอดเลยครับ และได้อ่านเวทนากับผู้คนสิ่งของ เป็นผัสสะเกิด อยู่ที่บ้านไม่เป็นเช่นนี้ ผมจะอยู่ช่วยงานตลาดอาริยะให้ดีที่สุด ต้องขอขอบพระคุณพ่อท่านที่ได้มาสร้างดินแดนแห่งนี้ขึ้นมาที่ได้ให้ลูกๆ ทุกคนได้มาปฏิบัติกับสิ่งจริงในแบบพุทธที่เป็น “โลกุตระ” สูงสุดดีเลิศ ซึ่งหายากในโลกใบนี้ กราบขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงยิ่งครับ พ่อครูว่า... ตอนนี้ก็ใกล้จะถึงตลาดอาริยะแล้ว ก็ทยอยเอาของเข้ามาจัดสถานที่ งานตลาดอาริยะนี้ เราไม่ได้จัดมาหลายปีแล้วใช่ไหม สมณะฟ้าไท... ปีที่แล้วก็จัดครับ พ่อครูว่า... อ๋อ นึกว่าไม่ได้จัด เรานี่ขี้หลงขี้ลืม พูดไปจะเป็นการยกย่องยกยอตัวเอง มันจะดูน่าเกลียดก็ไม่พูดมาก ก็ผ่านไป คนที่รู้คนที่เห็นก็จะเข้าใจเอง คนไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่เป็นไร อาตมาพูดไปแล้ว หลายทีก็สะดุดอยู่เหมือนกัน แต่ก็ได้พูดเปิดใจทุกอย่างนั้นแหละ เรานี่มันยกตัวยกตนเบ่งข่มผู้อื่น อะไรต่ออะไร หลายอย่าง มันรู้สึกเป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่มันก็เป็นสัจจะที่เป็นจริง เป็นสัจจะที่เป็นจริง เช่น อาตมาบอกว่า อาตมาเป็นผู้ที่มากอบกู้ธรรมะโลกุตระที่มันเสื่อมตามคำตรัสพยากรณ์ไว้ของพระพุทธเจ้าแล้วว่า ศาสนาพุทธ คนชาวพุทธจะเสื่อมใน อาณีสูตร แล้วก็จะมีผู้มากอบกู้ ผู้จะมากอบกู้ก็ต้องมีคุณธรรมเพียงพอที่จะกอบกู้ได้ ถ้าหากไม่มีของจริงจะมาทำจริง มันเป็นไปไม่ได้ อาตมาก็มา เกิดมาชาตินี้จริงๆ อาตมาไม่รู้ตัวหรอกว่าอาตมาเป็นใคร เกิดมาอาตมาก็เป็น ลิงลมอมข้าวพองอยู่ 36 ปี อยู่กับโลกโลกีย์เขา แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จะดีจะเด่นกับเขานะ ซึ่งมันก็พอได้ ทั้งๆที่อาตมานี่มันมีเครื่องพิสูจน์ว่าอาตมาก็จะเป็นฆราวาส จนกระทั่งมีฐานะยากจน เรียกว่าจน ตามประวัติ ก็จน ก็ก่อร่างสร้างตัวทำอะไรๆ ขึ้นมาเจริญขึ้นมาเห็นๆ เป็นไปได้ แต่สุดท้ายก็มาถึงขีด หมดพลังงานของลิงลมอมข้าวพอง ก็จบ ก็ไม่เอาแล้วโลกียะ อยู่ทางโลกไม่เอา ก็มาทางนี้ตั้งแต่บัดนั้น แล้วทำงานมาถึง 53 ปี ปีนี้ ย่างปี 53 จะเต็ม 53 อยู่ เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมา อาตมาบวช 7 พฤศจิกายน 2513 ปีนี้ 2566 มันก็เต็ม 53 ปี ขึ้นปีที่ 54 นี่มันเดือนธันวาคมแล้ว เพิ่งจะผ่าน 7 พฤศจิกายนมาเดือนกว่าเอง เลย 53 ปีมาเดือนกว่า อาตมาก็มานึกถึงว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงาน 70 พรรษา อาตมาก็มานึกว่าอาตมาจะทำน้อยกว่าท่านหรือ? อาตมาทำ 53 ปีเอง ทำไมไม่ทำเติมให้ไปได้อีกสัก 17 ปี ถ้าหากเติมไปได้อีก 17 ปีอยู่ไปได้อีก 17 ปีมันก็ 70 ปีเท่าๆกันกับในหลวง ดูซิท่านทำ ในหลวงท่านก็ทรงงาน สั่งสมตามบารมีของท่าน ท่านเป็นทางรูปธรรม ท่านเป็นสายศรัทธา สายเจโต อาตมาเป็นสายปัญญา อันนี้ก็เป็นสัจจะที่พูดมาแล้ว ก็ย้ำยืนยันมา ก็ทำไปจริง แล้วในสังคมประเทศไทยมีสิ่งนี้จริง ถ้ามันไม่จริงมันก็ไม่มีอะไรออกมาใช่ไหม แต่นี่มันจริงมันก็เลยมีอะไรออกมา แล้วมันก็มาเกิดผล มนุษย์มีได้เป็นได้อะไรต่ออะไรได้ แล้วจะให้พูดยังไงล่ะ ใช่ไหม มันก็ยืนยันได้ มันก็ไม่มีภาษาจะพูดต่อไป เพราะเป็นภาษาโลกุตระ มันไม่ใช่โลกียะ มันก็ยาก แต่ก็พอเข้าใจได้ อย่างโดยเฉพาะพวกเรายิ่งเข้าใจ ยิ่งมั่นใจ ยิ่งชัดเจน เพราะฉะนั้นก็สรุปตรงที่ว่า มันเรื่องจริงก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นเมื่อความจริงเกิด ความจริงก็จะดำเนินไป ความจริงก็จะมีผล ความจริงก็จะเกิดอะไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขนาดนั้นมันก็ยังมีวิบากอยู่ในสังคม เห็นไหม? ยังมีวิบากอยู่ในสังคม ยกตัวอย่างชัดๆง่ายๆก็คือ กลุ่มชาวอโศกก็เป็นกลุ่มธรรมะ เป็นพุทธนะ กลุ่มส่วนใหญ่กระแสหลักก็เป็นพุทธ แล้วคนที่จะเข้ามานี่ แน่นอนเขาก็บอกว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยก็ต้องไปที่โน่นหมด ไม่ใช่มาที่นี่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นพวกเราจึง โอ้โห! ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงจะยากอย่างไรมันก็ไม่มีปัญหา เพราะมันมีแต่ปัญญา มันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ยิ่งผู้ที่ชัดเจนถึงขีดเขตแล้ว ก็เลยเขตที่จะต้องไปทุกข์ มันไม่มีทุกข์ มันเลยเขตที่จะทุกข์ มันไม่ทุกข์ ดีไม่ดีมันออกสนุกด้วยซ้ำ ระวังจะคะนอง ดีไม่ดีแล้วมันจะเลยเถิด เลยกลายเป็นนอกเกินขอบเขตไปเป็นสุดโต่งหรือเป็นบ้าๆบอๆ เลยเถิดไปก็ระวังบ้าง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นสัจจะที่มีในเมืองไทยในประเทศไทย ในระยะเวลามันไม่มากหรอกที่เราทำกันมา ที่อาตมาบอกว่า มันเสื่อมจริงๆ ไม่ได้พูดเล่น หลักฐานมี ความจริงปรากฏ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แม้อาตมายืนยันว่า อาตมาเป็น สยังอภิญญา ท่านก็ตรัสไว้ว่า ผู้ที่รู้จักโลกนี้และโลกหน้า จะมาประกาศ ปเวเทนตีตี “สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ)” (สัมมาทิฏฐิ 10 ฝ่ายโลกียะ พตปฎ. เล่ม ๑๕ มหาจัตตารีสกสูตร ข้อ ๒๕๗) สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ นำสิ่งที่แจ่มแจ้งแล้วด้วยตนเอง นำมาประกาศให้รู้ได้ทั่วๆ ก็ทำ พิสูจน์ยืนยันกันมา 40-50 ปีป่านนี้ ยืนยันทั้งหลักฐาน ทั้งพฤติกรรมที่พาทำ ทั้งความรู้ความเห็นที่บอก ทั้งพวกเรารับรู้เข้าใจได้เอาไปประพฤติเกิดมรรคเกิดผลที่แท้จริง จนกระทั่งมีรูปธรรมของ สาราณียธรรม 6 เป็นกลุ่มมนุษย์ที่มาอยู่รวมกันเป็นชุมชนที่เป็นชุมชน สาราณียธรรม 6 อยู่ด้วยกันอย่าง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม (พปฎ. เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๒) และอยู่กันอย่างระบบสาธารณโภคี ลาภที่ได้โดยธรรม ก็หมายถึงสิ่งที่เป็นรายได้ วัตถุก็ตามที่สร้างขึ้น หรือไปขายมาเป็นเงินทอง ซึ่งค่าจ้างพวกเราก็ไม่ไปหาเงินทอง ค่าจ้างแรงงาน พวกเราก็ไม่มีรายได้ของค่าจ้างแรงงาน นอกจากได้เงินทองที่แลกกลับจากการขาย ขายก็ขายทวนกระแสโลก ขายให้ต่ำได้ราคาต่ำที่สุดเป็นดีที่สุด มันจำนนหรือเหมาะควรก็เอากว่าหน่อย มีหลักเกณฑ์ทำกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่พูดเล่น ยืนยันมาได้ ทำมา อย่างการค้าการขายก็ทำมาตลอด 40-50 ปี ไม่ได้หยุดหย่อน แม้แต่ที่สุดถึงขั้นทำมันชัดๆ ตลาดอาริยะ ตลาดอาริยะก็ทำกันอยู่จริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อต้องการดัง ไม่ได้ต้องการเด่น ไม่ใช่ ทำเพื่อให้รู้ว่าเราจะต้องทำจริง เสียสละจริง เกื้อกูลกันจริงๆ แม้ปลีกย่อยเราก็แจกจ่ายเท่าที่ทำได้ มันมีได้ อันนี้มันเป็นเรื่องของความจริงของมนุษย์ที่เข้าใจด้วยจิตวิญญาณแล้วก็ออกมาทางกายกรรม วจีกรรม เต็มใจ ตั้งใจ แล้วก็บันเทิงใจที่เราได้ทำสิ่งเหล่านี้ มันไม่ใช่เป็นทุกข์ มันไม่ได้เป็นทุกข์นะ จะบอกว่ามันเป็นสุขก็ได้เรียกด้วยอนุโลม ด้วยความหมายของมัน มันเป็นอารมณ์ มันไม่ได้ทุกข์ที่เราได้ไปทำ นอกจากเราขี้เกียจเท่านั้นนะ ขี้เกียจก็ไม่ไปทำ ถ้าไม่ขี้เกียจก็ขยันร่วมกันทำ พวกเรามีอะไรๆ ที่เราพอทำได้ ไม่มีอะไรก็เก็บผักตาโก้งไปแจก ดูสิคนจะเอาไหมนี่ มันเยอะเหลือเกิน ผักตาโก้ง หรือผักบุ้งก็เก็บไปแจกได้ทุกวัน ก็ว่ากันไป มันก็งามของมัน ออกเต็มไปหมด
ตัวอย่างของการปฏิบัติได้ส่วนแห่งบุญ เป็นเช่นไร _สว่างแสง ขวัญดาว. น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ วันนี้ลูกเห็นชานมเย็นแล้วอยากกิน พ่อครูว่า... ดีนะรู้ตัวอย่างนี้ พวกเราปฏิบัติธรรมแล้วจะอ่านจิตไปอย่างนี้ นี่แหละการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตแล้วก็หลับตา ไม่มีผัสสะ ไม่มีกิเลสเกิดจริง แต่อย่างนี้ กิเลสเกิดจริง อ่านออก ทำอย่างนี้ รู้ตัวเองว่ากิเลสเกิดจริง อ่านออกว่า นี้กิเลสเกิดขึ้นแล้ว มันเป็นสัจจะ แต่การไปนั่งหลับตานั้นได้แต่คิดไปเป็นสัญญาระลึกเท่านั้น มันไม่ใช่กิเลสเกิดจริง มันไม่มีทิฏฐกาละ ไม่มีทิฏฐธรรม ไม่มีปัจจุบันชาติ คือการเกิดในขณะปัจจุบัน ที่มีตาหูจมูกลิ้นกายเปิดแล้วก็ใจกระทบ สภาพกิเลสมันก็เกิดทันทีที่ถูกกระทบในขณะนั้น ซึ่งในปัจจุบันนี้ มันทันทีทันใดว่ามันเกิดในขณะปัจจุบัน ถ้าผู้อ่านอาการของจิตที่เป็นกิเลสเกิดในขณะที่มันเป็นปัจจุบันใดๆ หากอ่านไม่ออก คนนั้นก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รู้จักกิเลส หรือกำจัดกิเลส มันก็ไม่ได้กำจัด ยิ่งไปหลับตาแล้วหมดเลยโมฆะทิ้งไปหมดเลย ขนาดที่ลืมตาสัมผัส กิเลสมันเกิดนี่ ไม่ใช่รู้ง่ายๆ ถ้าไม่ได้ศึกษาฝึกฝนจริงๆ ไม่รู้หรอก นี่อย่างนี้รู้จักกิเลสเกิดอยากกิน _ก็พิจารณาว่ามันเป็นของหวาน กินแล้วก็จะเสพและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ่อครูว่า... นี่อ้างอิงไปเรื่องสุขภาพนะ ไม่ได้อ้างอิงถึงกิเลสมันจะโต ก็ให้กิเลสมันกินมันได้ อารมณ์มันชอบใจ ชอบกินชานมเย็น กิเลสมันก็จะอ้วนขึ้น หนาขึ้น เรียกว่าปุถุ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อ้างสุขภาพก็ตาม กิเลสมันก็อ้วนด้วย _จนกิเลสความอยากกินมันหายไปเลย พ่อครูว่า... ปรามมันนี้มันมีปฏิภาณรู้ ว่า นี้มันอยากเกิดขึ้นแล้วนะ เพราะที่ปฏิภาณไหวพริบที่รู้ว่ามันอยากแล้วนี่ รู้ว่ามันเป็นกิเลส เป็นตัวปฏิภาณปัญญาของคุณสว่างแสงขึ้นมา จะไปอ้างว่ามันเป็นภัยต่อสุขภาพก็ตาม แต่ปฏิภาณมันรู้แล้วว่าไม่น่ากินนะ จนกิเลสมันหายไป _ ลูกกราบเรียนถามพ่อครูว่า ถ้าอีก 4-5 วัน กิเลสมันกลับมาเกิดอีก จะเรียกว่านี้เป็นบุญได้ไหมคะ พ่อครูว่า... ยัง ยังไม่เรียกว่าเป็นบุญ เป็นแค่ฌาน ฟังดีๆนะ กำลังสร้างพลังงาน พลังงานจิต ที่เป็นแค่ฌาน ยังไม่ถึงขั้นบุญ เป็นส่วนแห่งบุญกำลังเริ่ม ฌาน 1 เป็นต้น ฌาน 2 เป็นต้น เดี๋ยวจะขยายความ ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 นะ เป็นส่วนแห่งบุญขึ้นไปตามลำดับ คือยังไม่เต็ม บุญยังไม่ถึงขั้นบุญเต็ม อาตมาเคยอธิบายมาหมดแล้วว่า ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ก็คือการกำจัดกิเลส กำลังทำการเผา บุญแท้ๆ จะโผล่หน้าตรงฌาน 4 บุญแท้ๆจะโผล่หน้าตรงฌาน 4 ถ้าบุญได้ลงมือด้วยแล้วเป็นไง ตายไม่มีฟื้น เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย บุญเสร็จ เพราะฉะนั้น ส่วนที่ยังไม่ถึงบุญตัวเต็มๆ ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา หรือปุญญภาค เป็นส่วนแห่งบุญขึ้นไปตามลำดับๆ เป็นเสขบุคคล ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เจริญขึ้นไปตามลำดับ ยังไม่เต็มบุญ ขยายความแล้วนะ เป็นส่วนแห่งบุญ ถ้าเป็นบุญเต็มที่ ถ้าบุญเต็มที่ จบ (ที่บุญฆ่ากิเลสดับ ไม่ฟื้นอีก) _หรือว่าบุญนั้นเผากิเลสแล้วต้องเป็นนิพพานกิเลสไม่กลับมาเกิดอีกคะ พ่อครูว่า... ใช่ ถ้าบุญได้ลงมือสำเร็จบุญ ส่วนแห่งบุญยังไม่จบ ถ้าสำเร็จบุญ กิเลสไม่กลับมาเกิด และบุญก็หมดหน้าที่สำหรับอันนั้นเหตุนั้นกิเลสนั้น บุญนั้นทำงานกับกิเลสนั้น กิเลสนั้นตายแล้ว บุญก็ไปกับกิเลสเหมือนกัน นี่เป็นความลึกซึ้งของสัจธรรม ฟังให้ดีเถอะ
เผยแพร่ธรรมะโลกุตระต้องเป็นตามเหตุปัจจัย _ / เรื่องการศึกษาที่เป็นอยู่ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวที่ได้รับการศึกษา มีแต่จะพาชีวิตให้ตกต่ำลง พ่อครูว่า... นี่ไปมองออกไปส่วนประกอบหนุ่มสาวก็ดีที่ศึกษากันอยู่ _ลูกขอกราบเรียนถามพ่อครูว่า ทำอย่างไรจึงจะให้การศึกษาแบบที่พ่อครูพาทำ ไปใช้ในโรงเรียนทั่วไปคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ชักจะ แหม! มันเกิดกิเลส มันเกิดตัณหา คุณสว่างแสงเกิดตัณหา จะบอกว่าตัณหาก็เป็นตัณหาอุดมการณ์ เป็นตัณหาดี อยากให้อย่างนี้มันเกิดขึ้นมาในวงการมนุษย์ ให้มีการศึกษาแบบพ่อครูพาทำ ไปใช้ในโรงเรียนทั่วไป คุณเอาไปใส่สิ ให้โรงเรียนเขาเอาไปทำ คุณเอาไป จะได้ไหมนี่ มันไม่ง่าย แม้เราจะเอาไปยัดเยียดมันก็ไม่เกิดผล ให้เขาค่อยๆเกิดอย่างมีภูมิธรรม เห็นดีเห็นงามมาเอา มันค่อยๆเริ่มดีไปเรื่อยๆ เขามีสำนวนว่า จะกินอาหารอร่อย ต้องใจเย็นๆ นี่สำนวนโลกีย์เขานะเอามาใช้บ้าง อาตมาทุกวันนี้ก็ยังอยากจะให้อร่อยอยู่นะ เมื่อวานก็ปลุกเร้าให้ทำซุปหน่อไม้แซ่บๆมา เขาก็ทำมา อาตมาซัดเข้าไป แล้วคนเขาก็ถาม พวกเรานี่แหละอยู่ข้างๆใกล้ๆ “แล้วมันอร่อยไหมล่ะ?” อาตมาก็ว่า..ไม่รู้สิ มันก็ยังไม่ขึ้นมาไม่ชัดเจนว่ามันอร่อย เขาก็คงทำเต็มที่มาตามฝีมือนะ อาตมาก็พยายามกินเข้าไป ก็กินได้หลายคำ กินโน่นกินนี่อะไร โอ้โห อาหารอาตมาแต่ละวันมันเต็มโต๊ะ ถ้ากินหมดนั่นตาย กินหมดโต๊ะที่เขาเอาอาหารมากิน มันเหลือเฟือ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เอาพอเป็นไป ขนาดปรามเอาไว้นะ ถ้าปล่อยให้เอามาเต็มที่ ไม่มีที่ไว้เลย มันไม่ได้ _สู่แดนธรรม... อยากรู้ พ่อท่านรับรู้รสชาติไหมครับ พ่อครูว่า... อ๋อ รู้หมด รสชาติ รู้รสชาติตามค