661206 ทำทานให้สัมมาอย่าจับไอ้หวังใส่ถัง ควรเพิ่มพลังพากเพียร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
661206 ทำทานให้สัมมาอย่าจับไอ้หวังใส่ถัง ควรเพิ่มพลังพากเพียร พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53688.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1gXvoSURvrYSS4VRz7W3iSO9Cfik266na/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1QEGru-cYhywVIBabruawkosWYPHvsXD_/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661206-108-1-e2d9p3p
ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oM3JNk0442/ และ https://youtu.be/JVTGO1nX-SQ
มีซับ https://youtu.be/glN5w1S7Soc
สมณะเดินดิน... วันนี้ วันพุธที่ 6 ธันวาคม 2566 แรม 9 ค่ำเดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันที่ 6 วันที่ 8 มะรืนนี้พวกศิษย์เก่าก็คงเริ่มทยอยเข้ามา วันที่ 9 ก็ถือว่าเป็นวันเริ่มงาน วันแรก เขาจะรวมตัวกันทำพิธีต้อนรับศิษย์เก่า ตั้งแต่ 14:00 น เข้าสู่ศาลา มีสมณะ สิกขมาตุ ผู้ใหญ่บ้าน มาทำพิธีกล่าวต้อนรับศิษย์เก่า ศิษย์เก่ามีทั้งหมด 10 สถาบัน ตั้งแต่อดีตที่เคยตั้งโรงเรียนกันมา แต่ปัจจุบันมีบางแห่งที่ยุบกันไปแล้ว วันแรกของงาน รายการภาคค่ำจะมีรายการเอื้อไออุ่น พ่อครูก็จะลงมาพบกับพวกศิษย์เก่าที่จะมาร่วมงาน วันอาทิตย์ที่ 10 จะเป็นรายการพิธีไหว้ครูบูชาพ่อ มีทำวัตรเช้าตั้งแต่ตี 5 มีใส่บาตรตอนเช้า มีพิธีไหว้ครูบูชาพ่อตั้งแต่ 7 โมง มีพิธีอัญเชิญต้นโพธิ์ทอง จากสถาบันต่างๆ 10 สถาบัน ถวายพ่อครู มีพิธี ฯลฯ จะเสร็จพิธีประมาณ 10 โมงในวันนั้น คิดว่าพวกเราคงได้เตรียมใจกัน ลูกหลานที่จากพวกเราไปยาวนาน จะได้กลับคืนสู่ มาหาพวกเรา ควรตั้งจิตด้วยความยินดีที่ลูกหลานจะได้กลับมากัน มาช่วงนี้เป็นช่วง
อ่านต่อ
ฤดูหนาว พืชผักพืชพันธุ์ธัญหารของเราก็กำลังออกดอกออกผล วันนี้ก็จะมีหัวไชเท้าออกมาเป็นอาหารมื้อแรก หัวไชเท้างามมาก มีเยอะมาก มีกะหล่ำปลีปลูกเต็มบนภูเขาเลยนะ ภูเขาย่อมๆ ซึ่งเป็นภูเขาวัตถุดิบทำปุ๋ย ตอนแรกก็คิดว่าจะหมดอนาคตแล้ว เพราะอากาศมันร้อน คนปลูกก็ถอดใจแล้วเพราะคิดว่ามันไม่ห่อแล้ว แต่พอหนาวตลบมาก็เริ่มจะห่อ ก็เริ่มมีความหวังขึ้นมา หลังจากแบ่งให้แมลงกินไปบ้างพอสมควร อันนี้เป็นปีแรกที่ปลูกบนภูเขา เป็นภูเขาที่เขากองวัตถุดิบสำหรับทำปุ๋ย ตอนน้ำเพิ่งท่วมใหม่ๆ หาที่ปลูกกัน เอาไปๆ มาๆ ก็มาปลูกบนเนินนี้ก็แล้วกันนะ จึงเป็นปีแรกเลยที่พวกเราปลูกกะหล่ำปีบนภูเขา สรุปแล้วว่า เราอยู่ที่นี่มีเวลาทำกสิกรรมกัน 8 เดือน “น้ำ 4 ปฐพี 8” กสิกรรมกัน 8 เดือน อีก 4 เดือนต้องทำใจเตรียมตัวกันให้น้องน้ำเคลื่อนตัวเข้ามา เรามีเวลาจัดการ 8 เดือน แต่แม้จะมี 8 เดือนแต่ก็ทำได้สมบูรณ์กันจริงๆ ก็ในช่วงฤดูหนาวเท่านั้นเอง พอเข้าสู่ฤดูร้อน พืชผักก็จะไม่ค่อยสมบูรณ์ ต้องหา”ผักวรรณะ 9” ซึ่งในบ้านราชฯ ก็มีเยอะ เช่น ผักโขม ผักไชยา ผักปลัง ฯลฯ ตอนนี้มันห้านาที ที่วนอุทยานก็ขายดี เรื่องอาหาร เราต้องปรับตัว เขาบอกว่าปีหน้า 2567 จะเป็นปีแห่งการล่มสลายของภูมิอากาศ อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส จากค่าเฉลี่ยนะ อันนี้เป็นการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาของสหประชาชาติพยากรณ์ไว้ เพราะฉะนั้นการที่จะทำพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ได้ เราเป็น”มนุษย์วรรณะ 9” ก็ต้องซ้อมกิน”ผักวรรณะ 9” กันไว้ จนสุดท้ายก็เหลือแต่”หญ้ากั๊บแก้” ซึ่งตอนนั้นถ้าใครยังไม่เคย ก็จะมีหญ้ากั๊บแก้เอามาเลี้ยงกัน หลังงานวันที่ 10 จะมีงานช่วยกันเทปูน มีเครื่องมือจากทีมแพทย์วิถีธรรม คุณคมสันต์ มีเครื่องมาพร้อม ถ้าใช้แรงงานพวกเราเองช่วยกัน จะลดค่าใช้จ่ายลงครึ่งหนึ่งเลย พื้นที่ที่จะเทที่จัตุรัสเทียนอันหมานมีพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางเมตร คำว่าเทียนอันหมาน น่าจะมาจากคำว่าสมัครสมานสามัคคี ของพวกเราที่จะช่วยกันทำงาน ให้เป็นลานโล่ง กว้างๆ พื้นที่ 3,000 ตารางเมตร วันนี้พ่อครูยังมีพลังที่จะมาแสดงสัจจะโลกุตระให้พวกเราได้ศึกษากัน ขออาราธนาพ่อครูครับ
พ่อครูว่า... ยังมีกำลัง เริ่มต้นที่
SMS วันที่ 4 ธ.ค. – 5 ธ.ค. 2566
อรหันต์โพธิสัตว์ก็ยิ้มได้ด้วยจิต อภิปโมทยังจิตตัง _ทำใจ . กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสุดเศียรสุดเกล้า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกศรัทธาพ่อมากๆ ก็คือ ใบหน้าของพ่อมีรอยยิ้มเสมอ (แม้ในขณะที่พ่อพูดว่า พ่อเมื่อยมากๆ แล้ว) พ่อครูว่า... โอ้! ศรัทธาใบหน้าเนาะ (พ่อครูขำๆ) “ใบหน้าของพ่อมีรอยยิ้มเสมอ (แม้ในขณะที่พ่อพูดว่า พ่อเมื่อยมากๆ แล้ว) “ โอ้โห! อันนี้ต้องขอขยายความ จริง ยิ้มเสมอจนกระทั่งทางพวกที่เขาเคร่งๆ พวกพระป่าพระนั่งสมาธิ เขาบอกว่าพระอะไรกัน ยิ้ม หัวเราะเอิ๊กอ๊าก ไม่สำรวมเลย อะไรอย่างนี้นะ เขาว่าอย่างนั้นนะ อาตมาก็ว่า เออนะ มันก็จริงของเขาสำหรับเขาที่มีความยึดมั่นถือมั่นหรือมีความเห็นว่า ความสงบนั้นแม้แต่ยิ้มก็ไม่ได้ ยิ้มหรือหัวเราะเสียงดังก็ถือว่าไม่สงบ โอ้โห เคร่งจัดเลยนะ ฟังแล้วเคร่งจัด ทำไมคนยิ้ม คนหัวเราะ นี่มันจะเป็นความ เอาล่ะถ้าพูดเวอร์ๆ ถ้ามันหัวเราะดังๆ หัวเราะรบกวนคนอื่นก็ว่ากันไป มันโอเวอร์ แต่คนที่มีแต่การยิ้ม มีแต่เสียงหัวเราะกันทั่วไป อาตมามีเพลงอาริยะบทนึงอยู่นะ ที่บอกว่า ได้ยินเสียงหัวเราะหรือเสียงร้องไห้ มันเป็นยังไง คนมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ มันจะเป็นสังคมที่ไม่น่ายินดีหรือไม่น่ายอมรับหรือยังไง? มันก็ดีสิ เจอหน้ากันก็มีแต่ยิ้ม ไม่ใช่บ้านะ ยิ้มอย่างคนบ้าก็อีกเรื่องนึง คือมันสดชื่น มันรื่นเริงเบิกบาน ยิ้มแล้วก็มีเสียงหัวเราะ จริงอาจจะหัวเราะดังๆ หัวเราะเอิ๊กอ๊ากบ้าง มันก็ไม่น่าจะเป็นไร หัวเราะดังๆเอิ๊กอ๊ากๆ อย่างนี้เป็นต้น จะไปเคร่งจัด มีสำรวม สงบ จะโต่งไปถึงขั้นว่าเบิกบานร่าเริง เป็นจิต”อภิปโมทยังจิตตัง”อะไรก็ไม่ได้ อาตมาก็ว่า เขาจะสุดโต่งไปยังไงเขาก็ว่ากันไปเถอะ มันสุดโต่งไปหาศูนย์ สุดโต่งไปหาไม่มีอะไรอะไรเลย ไม่ต้องกระดุกกระดิก บื้อๆ ทื่อๆ มันเวอร์เกินไป มันสุดโต่งไปไกล อาตมาไม่มีความรู้สึกในใจใดๆ ที่ว่าจะขาด”อภิปโมทยังจิตตัง” จิตไม่ได้ขาด อภิปโมทยังจิตตัง แปลว่า จิตยินดี ปราโมทย์ ยินดีชื่นใจ อิ่มเอม ปราโมทย์อยู่ มันเป็นอย่างนั้น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันก็เป็นจริงตามที่มันเป็น มันไม่ใช่เราจะต้องพยายามหรือว่าจะต้องเสแสร้ง มันไม่ใช่ มันสบายๆ มันยิ้มแย้มแจ่มใส มันสบาย
การร้องไห้ 2 แบบ ทำอย่างไรได้ล้างอุปาทาน _ลูกอยากถามว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นคนขี้แย (ในขณะที่น้ำตามันซึมออกมาง่ายๆ ลูกจับได้ว่าอาการนี้มันมาจากความรู้สึกเศร้าลึกๆ ในใจ มันเร็วกว่าความคิดและเหตุผลใดๆ เพียงมีผัสสะเล็กๆ มาสะกิดใจเท่านั้นเจ้าค่ะ) ซึ่งมีสาเหตุหนึ่งมาจากคนที่เรารักและผูกพันกันมานานกว่ายี่สิบปีเขาบอกเลิกกัน ในฐานะนักปฏิบัติธรรม แทนที่ลูกจะดีใจ กลับร้องไห้เสียใจเจ้าค่ะ ลูกก็ไม่รู้ว่าจะโง่ร้องไห้ไปอีกนานแค่ไหน จนกว่าจะล้างอุปาทานตัวนี้ได้สิ้นเกลี้ยงใช่มั้ยเจ้าคะ แล้วจะมีวิธีล้างอย่างไรเจ้าคะ กราบขอบพระคุณพ่อครูที่เคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ขี้แยหมายความว่าร้องไห้ง่าย การขี้แยที่มีความเศร้า ก็รู้สึกร้องไห้ ขี้แย เห็นอะไรที่มันสลดใจ น่าเสียใจ น่าอะไรก็ร้องไห้ ก็เชิงหนึ่ง หรือ ยินดี ซาบซึ้งใจ ก็น้ำตาไหล จะเรียกว่าร้องไห้ก็ใช้ศัพท์เดียวกับคนขี้แย คนร้องไห้เพราะความเศร้า หรือไม่ค่อยจะสบายใจเขาก็ร้องไห้ แม้สบายใจ ยินดีปรีดา ซาบซึ้งน้ำตาก็ไหล จะเรียกด้วยศัพท์เดียวกันว่าร้องไห้ ก็ใช้ร้องไห้ ศัพท์เดียวกันเท่านั้นเอง เป็นพยัญชนะภาษาไทยคำว่าร้องไห้ น้ำตาซึมออกมาถือว่าร้องไห้ แต่อาการของจิต อาการของความรู้สึกที่มีต่างกันอยู่ภายในนี่ เราเป็นนักปฏิบัติธรรม เราละเอียดลออเข้าไปถึงอย่างนี้ ให้เห็นได้ว่า การร้องไห้อย่างเศร้าเสียใจ แน่นอนมันก็ไม่ดี ถ้าร้องไห้อย่างซาบซึ้งประทับใจอะไร มันก็เป็นเชิงดี อย่าไปมิจฉาทิฏฐิแต่ว่ายินดีปรีดาในมิจฉาทิฏฐิ ยินดีปรีดาในเรื่องทุจริต ยินดีปรีดาในเรื่องที่เป็นภัยเป็นพิษต่อมนุษยชาติ สังคม แล้วก็หลงยินดีอย่างนั้น มันมีเยอะ เยอะ เอาง่ายๆ ยกตัวอย่าง คนที่ชนะ โดยเฉพาะชนะประเภทที่รุนแรงด้วย ฆ่าเขาตาย ชนะ ยินดีโห่ร้อง แม้แต่ชนะเรื่องเกมกีฬาก็ตาม ยินดีปรีดา โห่ร้อง ถือว่าเป็นความชนะ จริงๆแล้วการไปเอาชนะคะคานคนอื่นด้วยโลกียะซึ่งต้องมีวงเล็บตรงนี้ว่า (ชนะด้วยโลกียะ) ด้วยการชนะอย่างต้องการลาภ ต้องการได้รับยศ ชนะด้วยต้องการได้รับสรรเสริญเยินยอ ชนะไปแย่งสุขเขา นี่เป็นโลกีย์ นัยยะมันซ้อน ผู้ที่ปฏิบัติธรรมโลกุตรธรรมแล้ว ไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่ไปเอาชนะใครในเชิงได้ลาภมากกว่าเขา ได้ยศสูงกว่าเขา แล้วก็ใช้ยศเป็นอำนาจเบ่งอะไรๆ จนกระทั่งมีอภิสิทธิ์ยิ่งใหญ่เหมือนอย่างทักษิณนี้ มันไม่รู้จบเลยในการทำอกุศล หรือทุจริต หรือชั่ว มันไม่มีที่สุดเลย มันหลงผิดอย่างนี้ แม้แต่จะไปหลงสุข จะได้สุขมากกว่าเขา สุขเป็นโลกีย์ โลกุตระไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรือรสสุข รสทุกข์ ที่เป็นรสโลกียะ มันหมด จิตกลางๆ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีแต่ยินดีปรีดา อิ่มเอมเกษมใสเป็นธรรมดา นี่คือ อภิปโมทยังจิตตัง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันจะสลับซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนที่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจึงมีขั้นตอนหรือชั้นตอนที่ซับซ้อนลึกซึ้ง ลึกซึ้ง ๆ ขึ้นไป แล้วจะมีชีวิตอยู่ในสังคมไม่เป็นภัยไม่เป็นพิษกับผู้ใด มีแต่เป็นคุณค่า เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ในสังคม นี่เป็นลักษณะของคุณธรรมที่สุดประเสริฐแล้ว ค่อยๆเข้าใจไปเรื่อยๆ อาตมาก็จะค่อยๆขยายความ ซึ่งพวกเราจะเข้าใจดี ทางโลกเขายังไม่ละเอียด โลกียะเขายังหยาบคาย ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง เขายังแย่งชิงอะไรต่ออะไร ยิ่งไปในทางต้องฆ่าแกงกัน ต้องแย่งชิงกัน ต้องเอาเปรียบเอารัด เอาชนะคะคานกัน เพราะฉะนั้นคำว่า ผู้แพ้ โดยเฉพาะที่มีจุดอาการที่คุณจะชนะก็ชนะไปสิ แต่เรานี่เราไม่ชนะที่ได้เปรียบ เราไม่ได้ชนะที่จะได้มากกว่า เราไม่ชนะที่จะข่มเบ่งหรือมีอำนาจยิ่งใหญ่ ไม่ เราอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ เสียสละ เป็นผู้สร้างสรรค์ให้แก่ผู้อื่น ไม่ใช่เป็นผู้ที่ไปได้ไปกอบไปโกย ไปขูดรีด ไปเอาเปรียบเอารัดกัน ไม่ใช่ พูดภาษาไทยง่ายๆ อธิบายขยายความฟังนี้ แล้วจะเข้าใจลึกซึ้งในความลึกซึ้งของความเป็นจริงของมนุษย์ เพราะฉะนั้นก็ขอจบด้วยตรงที่ว่า ชาวอโศกเรานี้ได้ปฏิบัติธรรมะโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เข้าถึงโลกุตรธรรมจริงๆ จึงมาเป็นคนโลกุตระที่มีธรรมะที่อยู่อย่าง สงบ อาตมาขึ้นต้นด้วยคำว่า อิสระ พวกคุณไม่ได้ถูกล่อลวง ไม่ได้ถูกสร้างภาพ แต่คุณเห็นภาพเอง รู้เอง มาเอง มาเองนะที่อาตมาบอกว่า ความอิสระนี่ อาตมาพูดไม่รู้กี่ที เราไม่ได้ไปล่อลวง เราไม่ได้ไป propaganda ไม่ได้หว่านล้อมให้มาเอา แต่คุณใช้ปัญญาของคุณตัดสินเอง แต่ละคนมีอิสรเสรีภาพส่วนตัว มาเอาอันนี้ หลายคนเข้าใจๆว่า ดีแต่เอาไม่ได้ก็หลุดไป คนที่ได้ก็ได้อยู่นี้ นี่จึงเป็นสิ่งที่ไม่แปลกปลอม มันก็เลยสนิทเนียนสวยงามกันอยู่อย่างนี้ ที่คุณทำใจถามว่า แล้วทำอย่างไรจะล้างอุปาทานนี้ได้ คำว่าอุปทาน มีหยาบ กลาง ละเอียด ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ถึง 4 สภาพ ก็ขอตอบสรุปๆไว้ว่า ก็ต้องมาปฏิบัติธรรมไป อย่างที่เราพากันทำนี้มันเป็นลำดับดีอยู่แล้ว มีลำดับ สำคัญนะลำดับนี้ ถ้าไม่เป็นลำดับ มันจะวกวน มันจะซับซ้อนกลับไปกลับมา เสียเวลาหลายเที่ยว ถ้าเป็นลำดับดี มันจะเที่ยวเดียวๆๆๆ แล้วไปเรียบ ไม่สะดุดเลย มันสวยที่สุด ก็ค่อยๆมาปฏิบัติแล้วค่อยๆรู้ตัวเอง ไม่ง่ายหรอก แต่มันทำได้ดีแล้วของพวกเรา
การช่วยเหลือคนหรือสัตว์ที่กำลังได้รับวิบากมี 2 ระดับ _เปิ้ล บ้านไผ่ . ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพ กราบนิมนต์พ่อท่านอธิบายด้วยค่ะ 1.ได้ยินมาจากที่อื่นว่า การที่เราไปช่วยเหลือบุคคลใดที่เขากำลังได้รับวิบากกรรม แล้วเจ้ากรรมนายเวรของเขา จะมาเล่นงานเราด้วย จริงหรือไม่คะพ่อท่าน พ่อครูว่า... จริงในระดับหนึ่ง แต่ไม่จริงในระดับหนึ่ง จริงในระดับหนึ่งคือในระดับของคนที่มีความรู้โลกุตระยังไม่ได้เลย มีแต่ความรู้ยึดตัวตน เห็นแก่ตัวเห็นแก่ตน เช่น สัตว์เดรัจฉาน มันเห็นแก่ตัว ใครไปแย่ง ที่อาตมาเคยอธิบายมาแล้ว เช่น งูมันจะกินเขียด คุณก็ โอ้โห เป็นคนที่มีจิตวิญญาณ มีธรรมะสูงแล้วนะ งูนี่มันรังแกเขียดได้ยังไง มากินเขียด มันเป็นบาปนะ อันนี้ก็เคยยกตัวอย่างมาหลายทีแล้ว ก็ตีงูตาย เอาเขียดออกจากปากงู นี่แหละมันไปละลาบละล้วงวิบากกรรมของเขา งูมันก็ต้องกินเขียดเป็นอาหาร มันกินสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ที่มันกินได้เป็นอาหาร มันกินสัตว์ งูเป็นสัตว์กินสัตว์ แล้วคุณก็จะไปแย่งอาหารมันออกจากปาก คุณก็ต้องไปหัดให้งูมันไปกินเจสิ.. คุณทำได้ไหมล่ะ ก็ต้องมาฝึกงูให้มันกินเจ ซึ่งพวกเลี้ยงงูทั้งหลายแหล่เขาก็ไม่มีใครเลี้ยงงูด้วยการกินเจ ก็ต้องเอาสัตว์ตายหรือสัตว์ตาย ตามใจเขาเถอะ เราไม่พูดไปยาวเพราะเขาไม่รู้เรื่องพวกนี้ มันผิดมันไปทำอย่างนั้นไม่ได้ ทีนี้พวกอีกพวกหนึ่งคือพวกที่มีความรู้แล้ว อันนี้ไปละลาบละล้วงวิบากเขาไม่ได้ ว่าไปมันก็ไปอยู่ในระดับของเดรัจฉาน ทีนี้คนนี้แหละที่ยังเป็นเดรัจฉานอยู่ก็นัยยะเดียวกันกับสัตว์ที่เป็นเดรัจฉานที่ยังติดตัวตนตัวกูของกู ไปแย่งเขียดจากปากงู งูก็จองเวรจองกรรม ก็ต้องใช่ แต่คนอีกระดับหนึ่งพอเข้าใจแล้วว่า ไอ้นี่อย่าไปรังแกกัน นี่มันชีวิต มันเป็นสัตว์เหมือนกันอย่างนี้ เป็นต้น เราก็เตือนกันช่วยกันให้เขาอย่าไปสร้างวิบากอีก คนที่มีภูมิธรรมระดับนี้ช่วยกันได้ เตือนกันได้ บอกกันได้ แต่ถ้าไปเตือนกันบอกกันเหมือนคนที่ไม่มีภูมิความรู้ เหมือนกับเดรัจฉาน ขออภัยต้องยกตัวอย่าง อย่างชาวตะวันตก ชาวตะวันออกกลาง ชาวเทวนิยม ที่เขาไม่ได้ซาบซึ้งถึงเรื่องของกรรมวิบาก อาจจะฆ่ากันไปฆ่ากันมา เขาก็ไม่กลัววิบากกรรมที่จะย้อนไปอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ เขาไม่รู้เรื่อง เขาก็จะบอก เหมือนกับงู มาฆ่าข้า กินเขียดข้า ข้าจะกัดแก แกมาแย่งเขียดจากข้า อาฆาต ข้าจะกัดแกตาย เขาก็จะอาฆาตมาดร้ายให้เรา ยิ่งเป็นคนที่มีความอาฆาตมาดร้ายซับซ้อนจัดจ้านกว่าเดรัจฉานอีก เดรัจฉานมันแรงเท่านั้น ความจัดจ้าน มันจองเวรจองกรรมแรง แต่มันไม่ซับซ้อนลึกซึ้งเหมือนคน คนมันฆ่ากันได้อย่างเลือดเย็น เป็นต้น มันมีกลเม็ดอะไรอีกเยอะอันนี้ก็ละเอียดลออ ก็ไม่ขอขยายความต่อ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรรมวิบากจึงเป็นเรื่อง อจินไตย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากมาย อธิบายกันไม่หวาดไม่ไหว นี่ก็ถามว่าเจ้ากรรมนายเวรของเขาจะมาเล่นงานเราไหม คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร”ก็คือ ระหว่างคู่ของผู้ที่ทำวิบากแก่กันและกัน เรารู้เรา เราก็เลิก เพราะฉะนั้นก็เหลือเขาไม่รู้ เขาปรบมือข้างเดียว ก็ไม่มีอะไรนาน ไม่มีอะไรมาก แต่ถ้าเขาก็รู้ด้วยและเราก็ให้เขารู้ด้วย ก็ต่างคนต่างรู้ อย่าไปสร้างกรรมสร้างวิบากกัน เป็นคู่กรรมคู่วิบากกันไปอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติก็ไม่หมด โดยเฉพาะตั้งแต่การฆ่ากัน หรือแม้แต่การรักกันก็ตาม มาเป็นผู้ที่เกื้อกูลกัน ช่วยเหลือกัน เป็นพี่เป็นน้องเป็นญาติ เป็นผู้ที่มีประโยชน์แก่กันและกัน อย่างนี้สูงส่งกว่าที่จะไปทั้งรักทั้งชัง มันก็อยู่ที่แค่ สุรพล สมบัติเจริญ เท่านั้นเอง 16 ปีแห่งความหลัง เท่านั้น ทั้งรักทั้งชัง ไม่รู้จักจบจักสิ้น จะได้เรื่องอะไร ฉะนั้นก็เลิกเสียพยายามเรียนรู้สภาพพวกนี้ที่มันลึกซึ้ง
ทำทานให้สัมมาอย่าจับไอ้หวังใส่ถัง 2. มีบางท่านสำนักอื่น พูดว่า การที่เราทำทานโดยหวังว่าทำแล้วเราจะได้บุญ ตลอดจนได้โภคทรัพย์ต่างๆ นั้น เมื่อทำแล้วตายไปเราจะได้ขึ้นสวรรค์ แต่พอหมดบุญแล้วจะต้องตกนรก เนื่องด้วยเพราะบาปจากการทำบุญแล้วหวังผล ดิฉันเกรงว่า ถ้าเช่นนั้น ชาวพุทธที่มีความรู้ว่าทำทานแล้วมีอานิสงส์ จึงทำทาน ในที่สุดคงจะต้องตกนรก ขอกราบนมัสการด้วยความเคารพค่ะ พ่อครูว่า…ที่ถามประเด็นนี้ลึกซึ้งมาก อาตมาก็อธิบายไปหลายทีแล้ว มันคือการรู้เรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน คนที่รู้จักอาการของจิตอาการของเจตสิก ที่ยังมีสภาพที่จะต้องได้รับผลตอบแทน จิตที่จะต้องได้รับผลตอบแทน มันเป็นพวกทุนนิยม ลงทุนไปแล้วก็จะต้องได้ทุนคืน ดีไม่ดีได้เกินทุนเรียกเกินทุนนั้นว่ากำไร มันเป็นความคิดแบบทุนนิยม แต่ ความคิดแบบบุญนิยมนั้น เราให้ใครแล้วไม่เอาคืน ไม่ต้องการอะไรคืน ทำใจในใจให้ ให้ไปแล้วศูนย์ เรียกว่า ทาน ใน”ทานสูตร” (พตปฎ. ล.23 ข.49) ไม่มี”สาเปกโข” นี่จึงจะเป็นปัจจัยให้เกิดนิพพาน
การให้ทานที่มีผลมาก แต่ไม่มีอานิสงส์มาก ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้… ยังมีความหวังให้ทาน (สาเปกโข ทานัง เทติ) มีจิตผูกพันในผลให้ทาน (ปฏิพัทธจิตโต ทานัง เทติ) มุ่งการสั่งสมให้ทาน (สันนิธิเปกโข ทานัง เทติ) ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ (อิมัง เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ ทานัง เทติ) เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นต่างๆ (เทวดาคือเพื่อนอสง คือมีตัณหา มีภพให้เกิดชาติอยู่ ) เมื่อสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ (เมื่อสิ้นผลทานแล้ว ก็เป็นผู้กลับมาสู่ความดิ้นรนเร่าร้อนดังเดิมอีก นี้คือ แม้ทำทาน ได้ผลกุศลมาก แต่ไม่มีอานิสสงส์มาก
ถ้าคุณยังมีสาเปกโข คุณก็ยังมีภพชาติต่อเนื่องอยู่ ภพชาติคุณก็มีแล้ว ยิ่งไม่รู้ ยิ่งอวิชชามากขึ้น เป็น”ปฏิพัทธจิตโต” ผูกพันกับจิตเข้าไปอีก ผูกพันเป็นภพชาติเข้าไปอีก สาเปกโข เริ่มมีสภาพมีรูปร่างที่หวังว่าจะได้คืนนะ หวังว่าจะมีอะไรได้อีก ก็เป็นภพชาติต่อไป อันนี้เพิ่มละ ความโง่เพิ่มขึ้น จะต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น เป็นภพเป็นชาติเพิ่มเติมขึ้นอีกเป็นระดับที่ 2 ระดับที่ 3 นี้สะสมเลย เป็นคลัง “สันนิธิเปกโข” เรียกว่า คลัง คลังสะสม เอาที่ยังจะต้องมีความหวัง เอาไอ้หวังใส่ถัง เอาไอ้หวังใส่ถัง ไม่รู้จักเต็ม นี้คือ สันนิธิเปกโข ทานังเทติ แปลว่า การปฏิบัติการทาน ที่จะเอาไอ้หวังใส่ถังไม่รู้จักเต็ม นี่แหละ เป็นความคิดที่มิจฉาทิฏฐิหนัก ไม่มีการหมดภพจบชาติได้ ถ้าคนมีความคิดระดับ 3 นี้หมดทางที่ไปนิพพาน เพราะว่าเป็นความคิดที่เพิ่มภพ สั่งสมภพ สั่งสมชาติ ยิ่งตายไปแล้วจะต้องเอาไปไว้เป็นของฉัน เป็นของให้พ่อให้แม่ให้ใครต่อใครได้อาศัยกินใช้ เหมิดความเว่าเลยอันนี้ ไม่ต้องอธิบายต่อเลย คนนี้นี่อีกนาน น น น กว่าจะรู้เหตุปัจจัยในการทำใจในใจที่จะไปนิพพาน เพราะฉะนั้นสอนกัน พวกสวรรค์ ที่จะต้องมีแต่สวรรค์ สวรรค์ก็คือที่มีภพมีชาติ แล้วก็สร้าง”นิรมาณกาย” เป็นภพชาติที่แดนที่แสนสุขสมนั่งชมวิหคไป คือวาดเป็นนิรมาณกายไป วาดไป คุณชอบรูปแบบไหนก็เอาแบบนั้น จะชอบรูปชอบสภาพแบบไหน ขยายความ สร้างภาพสร้างรูปเป็นศิลปิน สร้างรูปเหมือนอย่างธรรมกายนั้น ฮู้ว! สร้างรูปสร้างภาพสร้างอะไรๆ หลอกกันไปหมด มันตั้งอะไรก็ได้ คิดอะไรก็ได้ที่เป็นสวรรค์สดสวยงดงามอย่างโน้นอย่างนี้ มันจะได้สารพัดความคิดของพวกนี้ จะต้องเป็นสวรรค์ฟรุ้งฟริ้งแบบไหน พิลึกพิลั่นยังไง ซับซ้อนอย่างไร งาม งดงาม ยิ่งใหญ่มโหฬารพันลึกอย่างไรมันก็ได้ เพราะฉะนั้น การทำจิตในจิต ที่ไม่รู้มันก็คิดเป็นบ้าๆบอๆ แบบจิตในจิตที่เป็นอะไรที่เลอะเทอะไปอย่างนั้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่จะมาเรียนรู้ธรรมะไปนิพพาน ยุคนี้เป็นยุคเสื่อมมาก โลกุตระ เพราะฉะนั้นจึงพูดแล้วพูดอีก ขยายความแล้วขยายความอีก กว่าจะล้างความโง่ ความไม่เข้าใจ ความไปติดยึดในภพในชาติ ที่มีซับซ้อนมากมายหลากหลายชนิดและซับซ้อนหนาเปรอะอะไรพวกนี้ ยังยากมาก เพราะฉะนั้นผู้ที่มาศึกษาแล้วสามารถรู้เข้าใจได้ อย่างพวกเรานี่มาได้ นี่ก็เหลือส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ก็จะมีผู้แสวงหา ผู้ที่อคติน้อย ก็ค่อยๆศึกษา ก็ค่อยๆตามมา ตอนนี้ก็เป็นแก่นเป็นแกนไป พวกเราก็เป็นแก่นเป็นแกน ช่วยเป็นหลักให้แก่มนุษยชาติที่จะต้องการนิพพาน ต้องการธรรมะพระพุทธเจ้า ก็ค่อยๆมากัน นะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ก็จะเห็นได้เต็มไปหมด สอนทานมีแต่ภพชาติ แปลอีกทีก็คือ มีแต่นรก แล้วหลงนรกว่าเป็นสวรรค์ นี่ขยายความนะ คือคนเป็นภพชาติ นรกสวรรค์คืออันเดียวกัน คุณไปติดยึดว่าจะต้องได้ต้องมีต้องเป็น เป็นภพเป็นชาติ นั่นแหละ คือการสั่งสมนรก การสั่งสมสิ่งที่ควรจะเลิกล้างไป ไม่มี เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธไม่มีภพไม่มีชาติ ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีตั้งแต่”จตุมหาราช” ที่ห่ำหั่นกันเหมือนอย่างที่เทวนิยมเขายังฆ่าแกงกันอยู่ อื้อหือ! เขี้ยวยาว หอกดาบ นั่นเป็นอาวุธสมัยโบราณ สมัยนี้มันยิ่งกว่าปรมาณูแล้ว มันฆ่ากันอย่างชนิดที่เรียกว่า มันเหมือนยิ่งกว่าพืช ยิ่งกว่าสัตว์ที่มันฆ่ากันเฉย ฆ่ากันในชาติตัวเองไม่พอ รับสมัคร ใครจะสมัครมาเป็นทหารรับจ้าง ก็จ้าง มา แล้วมันก็เอากระดาษเปื้อนหมึก กระดาษชำระ ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายมาจ้างพวกนี้ พวกนี้ก็เอา เห็นแก่กระดาษชำระ ก็มาสมัคร แล้วก็ตายไป อะไรต่างๆ พวกตายไปก็ไม่ต้องจ่าย ไอ้พวกไม่ตายก็ พวกนี้ก็เลยบอกว่าเอ็งไปฆ่ากันเลย เอ็งตายแล้วข้าจะได้ไม่ต้องจ่ายกระดาษชำระ เห็นไหม ซับซ้อนไหม ใจจืดใจดำ จริงๆแล้วใจดำอำมหิต เห็นคนเป็นผักเป็นปลาเป็นสัตว์เป็นพืช จะทำร้าย จะฆ่าแกงอะไรกันก็เฉย คือ เขาไม่รู้ประสีประสาในเรื่องของกรรมวิบาก ไม่รู้จักชีวะ โดยเฉพาะชีวะในจิตนิยามที่จองเวรจองกรรมกัน มีกรรม มีวิบากอะไรกันเขาไม่รู้เรื่องเลย เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น ยุคเสื่อม ยุคนี้เป็นยุคใกล้กลียุคแล้ว มันยิ่งเห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นเมืองไทยจะเป็นเมืองตัวอย่างของโลกุตรธรรมเรื่องจิตวิญญาณนี้ อาตมาว่าอีกสัก 100 ปี ความรู้โลกุตรธรรมนี้จะเฟื่องขึ้นไปถึงขั้นระดับสากลได้เยอะ แต่เดี๋ยวนี้ยังหรอก ยัง จะพูดยังไงๆก็ยังยากที่เขาจะเข้าใจว่ามันเป็นคุณค่าอันสุดยอดแล้ว ในเรื่องของจิตนิยาม หรือในเรื่องของจิตวิญญาณ ในเรื่องความเป็นสัตว์หรือว่าเป็นมนุษย์ เขายังนะ เพราะเขายัง ฉะนั้นจะไปบังคับกัน ไม่ได้แน่นอน แม้แต่จะสอนกัน จะแนะนำกัน ก็ยังยากมากเลย ก็ต้องเป็นไปตามสัจจะ เพราะฉะนั้นเราก็ทำสิ่งที่ดีแหละเป็นสิ่งที่เป็นแก่นแกน เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นแก่นแกนที่จะยืนยันพิสูจน์ ให้คนมาพิสูจน์ เพราะว่าศาสนาพุทธ เข้าใจเรื่อง ความตาย ความเกิด เรื่องของการวนเวียนของมีชีวะ อยู่ในระดับเป็นโพธิสัตว์ รู้จักอะไรต่ออะไร มันเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อนมาก ก็ช่วยกันเท่าที่ช่วยกันได้ เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน
สภาวะ ลิงลมอมข้าวพอง มีในคนระดับใดได้บ้าง _สินพุทธ สุขพูล . คำว่าลิงลมอมข้าวพอง ใช้กับฆราวาสได้ไหมครับ หรือ ว่าต้องใช้ กับพระโพธิสัตว์เท่านั้นครับ พ่อครูว่า…ดี อันนี้ดี ถามดี ตอบ ลิงลมอมข้าวพอง ปุถุชนคนทั่วไปนี่ยังเป็น ลิงลมที่มัวเมาโลกียะอยู่ ปุถุชนคนทั่วไปยังเป็นคนที่มัวเมาอยู่ในโลกียะอยู่ตลอดไป ยังไม่ได้โลกุตรภูมิเลย เพราะฉะนั้น แม้แค่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เอาแค่ โสดาฯกับสกิทาฯก่อน ยังมีภูมิโลกุตระเข้ากระแสมา ยังไม่ถึงขั้นนิยตะ โสดาฯ สกิทาฯ ยังไม่ถึงขั้นนิยตะ ที่จะสูงขึ้นไปสู่ที่สุดที่สูง ไม่มีอะไรขีดคั่น ยังหมุนเวียนลงต่ำขึ้นสูงอีกเยอะ แต่ไม่ตกออกจากกระแสที่จะเป็นอาริยะเท่านั้น โสดาฯ สกิทาฯ แต่จะซับซ้อน ตกต่ำตกสูงๆ อีกเยอะกว่าจะถึงขั้นที่ 3 นิยตะ
องค์คุณส่วนเกิดของพระโสดาบัน ๘ ประการ …. (ข) ส่วนที่เกิดทางจิต (โอปปาติกโยนิ) ๔ ส่วน ๕. โสตาปันนะ (เข้าถึงกระแสโลกุตรธรรม ) ๖. อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) ๗. นิยตะ (เป็นผู้เที่ยง) ๘. สัมโพธิปรายนะ (จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า) (พตปฎ. ๑๙ ข้อ ๑๔๗๕)
เราจักเป็นผู้ไม่ถอยหลัง จักเป็นผู้มีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฯ อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ พฺรหฺมจริยปรายโนติ ฯ (พตปฎ. เล่ม ๒๐ ข้อ ๔๗๘)
โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปรายนะ เพราะฉะนั้นกว่าที่จะถึงขั้นที่ 3 นิยตะ แล้วไปถึงขั้นที่ 4 สัมโพธิปรายนะ ก็ยังต้องวนซับซ้อนอยู่อีกเยอะเป็น อวินิปาตธรรม เป็นแต่เพียงไม่ตกออกจากกระแส ถ้ามีโลกุตรธรรมจริง แต่ถ้าไม่มีโลกุตระธรรมจริงก็จะหลุดออกจากกระแส กระแสโลกุตรธรรม ก็ไปนรกสวรรค์วนเวียนอีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ พวกที่ได้เข้ากระแสแล้วชาติจะสั้นลง การเกิดการตายในชาติของที่เราจะมีจิตนิยามจะสั้นลงๆ เพราะว่าคนที่เป็นแค่ โสดาฯหรือสกิทาฯ ยังไม่มีนิยตะ ก็จะไม่มีภูมิ เทวภูมิหรือธรรมะ 2 ยังไม่มีปัญญาที่จะรู้เทวภูมิหรือธรรมะ 2 เจโตกับปัญญา เป็น 2 ที่ชัดเจนแจ่มแจ้ง ยิ่งสายเจโตก็ยิ่งจะยากและช้ากว่าปัญญา จะรู้รายละเอียดพวกนี้ได้น้อยกว่า เพราะฉะนั้น จะเป็นวิมุติ จนกระทั่งถึงวิมุตติญาณทัสนะ หรือวิมุตติธรรม ที่เป็นวิชาธรรมะของพระพุทธเจ้าอีก นาน จะช้าจะนานก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive