661222 จบกิจทั้ง 4 อย่างมีปาฏิหาริย์ของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์37 KB
วันที่แก้ไข10 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

661222 จบกิจทั้ง 4 อย่างมีปาฏิหาริย์ของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53712.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1o0ruFI3byYpFCoBywjkwt1niDSPoSN5t/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/162MAk6wmbn3mVFwjxqQVWYG5qwvNDVtM/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661222-108-1--4-e2diru7

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/p59LmHyVp0 / และ https://youtu.be/d-vJJm_pb3M

มีซับ(อักษรคำบรรยาย) https://youtu.be/Rzl_tR0gKQQ

ลานเทียนอันหมานเป็นลานเอนกประสงค์เพื่อมวลมนุษย์ สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม 2566 ขึ้น 10 ค่ำเดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ที่วารินเขาบอกว่าอุณหภูมิ 21 องศา ที่บ้านราช 19 องศา เขาบอกว่าจะหนาวไปถึงปีใหม่ กรมอุตุฯเขาว่าอย่างนั้น ถ้าอยากมาฉลองหนาวก็มาที่บ้านราชได้ จะมีฉลองหนาวตั้งแต่เช้าด้วยการเทปูน ถึง 21:00 น 22:00 น ถึงตี 1 ตี 2 ตี 3 มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ฉลองกันสนุกสนาน วัยรุ่นก็ทำไป คุยกันเจี๊ยวจ๊าวก็สนุก ก็ดี ทำงานแล้วสนุก อาตมาเห็นโยมสันแกใส่รองเท้าแตะ ใส่เสื้อตัวเดียว ขับรถเทปูนกับเด็กชายศีล ขับทั้งวันเลย ถามโยมสันว่าไม่หนาวหรือ เขาก็บอกว่าผมอยู่อย่างนี้แหละ สมถะ เสียสละตลอดวัน เด็กและผู้ใหญ่ก็มีการทำเป็นกะ ช่วยกัน สมานสามัคคี เป็นการฉลองที่มีคณค่า เหมือนเป็นการฉลอง 90 ปีพ่อครู อย่างนี้ถูกต้อง ฉลอง 30 ปีบ้านราช แบบนี้เจ๋ง สุดยอด ทุกคนได้ร่วมมือสามัคคีกัน ได้เสียสละ ทำงานแบบ over time ทำงานล่วงเวลากันตลอดเกือบ 24 ชั่วโมง ถือว่าเป็นการฉลองที่มีคุณค่าปร

อ่านต่อ

ะเสริฐ ได้เสียสละ เด็กวัยรุ่นแทนที่จะไปเที่ยวกลางคืน ไปเล่นโทรศัพท์ ก็มาเทปูน ตั้งแบบหล่อ เปื้อนเปรอะไปด้วยปูนกระเด็นกระดอน ทุกอย่างทำกันเต็มที่ตามสมควรแก่ธรรมแต่ละคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทำเต็มที่ นี้เป็นการฉลอง30 ปีราชธานีอโศกและ 90 ปีพ่อครู นี้เป็นการฉลองเชิงโลกุตระ ทุกคนได้ลดละกิเลสและได้มาสร้างกุศลเต็มที่ และเต็มที่อย่างไม่ธรรมดาด้วย หนักกว่าเดิมนะ ก็ไม่ได้คาดการณ์ไว้แต่มีขึ้นมาก็ดีเหมือนกันนะ ทำให้เราทำงานเป็นหลายๆ อย่างนะ นี่คือการเฉลิมฉลองแบบโลกุตระ ตอนฉลอง 60 ปีพ่อครู ใครไม่ได้ลื่นล้ม ถือว่าไม่ได้ฉลอง แต่ฉลอง 90 ปีนี้ไม่เหมือนกัน เรามาสร้างสรรค์เต็มที่ ทำกันอย่างเต็มที่ เปรอะเปื้อน ไม่มีใครบ่นมีแต่ความสนุกสนานรื่นเริงเบิกบาน เด็กวัยรุ่นแทนที่จะบ่น เขาก็ทำเต็มที่ด้วยความเบิกบานแจ่มใสของเขา ได้คุยกับเขา ก็เห็นว่าการเสียสละแบบนี้แหละเป็นการเสียสละที่มีคุณค่า ที่ประเสริฐ ไม่ได้มีผลประโยชน์ตอบแทนแก่ตนเองด้วย แต่เป็นของส่วนกลางทั้งหมด ที่ทุกคนร่วมกันใช้ ร่วมกันสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าประเสริฐแก่ชีวิตที่ทำอยู่ การฉลองของชาวอโศกคือการฉลองแบบนี้ ไม่ใช่ฉลองก๋วยเตี๋ยวเส้นโน้นเส้นนี้เย็นๆร้อนๆ อันนี้เย็นเจี๊ยบเลย เย็นดีจัง และน้ำเราก็ประหยัดสบายมาก เพราะใส่เฉพาะปูนเท่านั้น ตัวเราไม่ต้องถูกน้ำมาก อาบน้ำก็ประหยัด อาบหน้า อาบมือ อาบเท้าก็พอแล้ว พ่อครูไปให้กำลังใจ แค่เดินเฉียด คนทำงานก็มีกำลังใจแล้ว ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว ขอกราบนิมนต์พ่อครูครับ พ่อครูว่า... พูดแล้วมันอบอุ่นนะ พวกเรานี่สามัคคี ทำงาน ไม่ว่าเด็กเล็กผู้ใหญ่ ร่วมมือร่วมไม้กัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่เหนียวแน่น และมีความจริงใจด้วย สัจจะมันลึกตรงนี้ มันเป็นความจริงใจของคนจริง ที่มีทั้งปัญญามีทั้งความศรัทธา มีสมบูรณ์แบบ และก็ทำเพื่อผลอันดีงาม ที่อ้างอิงเพื่ออาตมาก็อ้างไปอย่างนั้นแหละ จริงๆก็เพื่อผลงานเพื่อสิ่งที่มันเป็นประโยชน์คุณค่าต่อมวลมนุษยชาติต่อไป บ้านราช เราไม่มีลานที่กว้างๆที่เรียบร้อย ซึ่งมันจะเป็นสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลาง ซึ่งจะสังเกตเห็นเมืองใหญ่ๆ เขาจะมีลานพวกนี้ ทั้งนั้นในเมืองใหญ่ของประเทศต่างๆ เขาจะมีลานอเนกประสงค์ ของเมื่องไทยมี ตั้งแต่สนามหลวงไปจนถึงลานพระบรมรูป มีลานคนเมือง ที่อุบลก็มีทุ่งศรีเมือง มีอะไรพวกนี้ มันเป็นลานที่จะรวมพลในเวลาสำคัญๆในเวลาสำคัญที่จะต้องใช้คนมารวม มันเป็นประโยชน์คุณค่าต่อมวลสังคม ของเรานี้ เราก็มีที่ที่เราจะใช้ประโยชน์ได้อีกหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะมารวม ไม่ใช่เฉพาะรองรับคนเท่านั้น นอกนั้นจะเป็นประโยชน์ที่จะได้ใช้สอยอะไรอีก เดี๋ยวก็รู้ก็จะเกิดผลอย่างนั้นอย่างนี้

เริ่มต้นที่ SMS

_จากลูกเพื่อ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๖ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ขณะนี้ลูกได้ออกจากบ้านราชมาทำธุระ.. กราบขอโอกาสเล่าถึงสภาวะย้อนหลังรวมถึงช่วงตั้งแต่เดินทางขาออก ลูกโดยสารรถไฟตู้นอน มีสตรีท่านหนึ่งเดินมาขอสลับที่ โดยกล่าวว่าเขาไม่สะดวกจะใช้เตียงบนจึงอยากขอแลกกันและยินดีจะจ่ายค่าต่าง ช่วงที่เดินทางนั้นเนื่องจากจิตของลูกไม่แววไว เลยไม่ยินยอมแลก เหตุการณ์ผ่านไปก็คิดย้อนหลังว่า “เสียดาย ที่เราไม่ได้ช่วยเขา” จากเหตุการณ์บนรถไฟ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเสียสละ และทำประโยชน์ได้สูงสุดจะเกิดขึ้นไม่ได้ตราบที่ยังมีกิเลสครอบงำ เพราะจิตที่หมองขุ่นจะไม่แววไว ในการทำกุศล

ทำธุระวันพฤหัสและศุกร์เสร็จ ได้ยินข่าวว่าทางสันติมีค่ายอุโบสถศีล ช่วง ศุกร์-อาทิตย์ พอดี ใจหนึ่งรู้สึกเหนื่อยจากการเดินทาง และทำกิจธุระหลายที่ แต่คิดว่าเป็นโอกาสที่ดีจะได้เยี่ยมชมและรู้จักพี่น้องที่สันติ (ครั้งแรกที่ได้เข้าไปภายในสันติอโศก) จึงตัดสินใจเดินทางมาร่วมค่ายที่สันติตั้งแต่ช่วงทำวัตรเช้าวันเสาร์ และทำกิจกรรมต่อเนื่องจนจบรายการวันอาทิตย์ ลูกมีความยินดีและคุ้มค่าที่ตัดสินใจมาเข้าค่าย เพราะ ได้รู้จักคบคุ้นกับผู้คน และสถานที่ ได้กิจกรรมที่ให้ประโยชน์ สถานการณ์.. การต่อสู้กับกิเลส (ตัวยึดที่เคยเล่ามาแล้ว) เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความคืบหน้าโดยรวมจิตปล่อยวางมากขึ้น แต่ยังไม่ใส สบาย หลายๆครั้งเกิดอาการเหนื่อย และเบื่อหน่ายมากค่ะ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะลูกพิจารณาผลเสียของการยึดนั้น (การงานที่ลูกยึดนั้น เป็นกุศลที่ลูกมีฉันทะในการทำมาก ทำแล้วช่วยเพิ่มพลังอย่างมหาศาลให้แก่ลูก) ช่วงแรกๆ พอคิดว่าจะตัดงานนี้ออกไป ก็เกิดแรงต้านภายในอย่างมาก เหมือนกับต้องตัดขุมพลังของจิตออกไปด้วย ถึงตอนนี้ยังมีแรงต้านนี้อยู่ แต่ลูกให้ทางออกกับตัวเองว่า ๑. “เราแค่ เสนอ… หากคนอื่นไม่สนอง เราก็จะตัดรอบ” (และต้องพยายามปล่อยให้ได้จริง) ๒. หากเขาเสนอ…เราค่อยสนอง ๓. เราไปทำงานกุศลแบบนี้ให้ที่อื่น หรือกลุ่มอื่นมีความต้องการให้ช่วย …พยายามไกล่เกลี่ยแนวทางนี้ เจ้าตัวยึดก็ยอมอ่อนลงให้บ้าง ไม่พยศเหมือนดังเดิม (คล้ายๆเกิดจุดสมดุลระหว่างคู่กรณีในกาละนี้)… การต่อสู้ในสนามรบ (แม้เรารบกับตัวเอง) ลูกเห็นข้อดีของการอยู่ห่างจากฐานที่ตั้งปกติ คือ ให้เวลาพักจิตและเปลี่ยนมุมมองในสิ่งแวดล้อมอื่น เรียนรู้บุคคลใหม่ๆ อย่างการสู้รบ ก็ต้องมีทั้งรุกและถอยออกจากฐานเพื่อตั้งรับ (การออกห่างในลักษณะนี้ เป็นการหนีหรือไม่ และสมควรหรือไม่อย่างไรคะ) หรือเราควรต้องทุ่มโถม ยืนยัน ประจันหน้าอย่างเดียว กราบขอพ่อเมตตาวิเคราะห์แนวทางการจัดการกิเลสที่กล่าวถึงข้างต้น และ ชี้แนะกลวิธีที่มีประสิทธิภาพเพื่อนำมาปฏิบัติ

น้อมกราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า... “ ตราบที่ยังมีกิเลสครอบงำ เพราะจิตที่หมองขุ่นจะไม่แววไว ในการทำกุศล” นี่อ่านจิตได้ว่ากิเลส กิเลสแปลว่าความเศร้าหมองของจิต ตอนนี้อาตมากำลังรายละเอียด ตรงที่กิเลสกับตัณหาแตกต่างกันอย่างไร แวะตรงนี้นิดหนึ่ง กิเลสมันคือความเศร้าหมองของจิต เศร้าหมองไปจนกระทั่งจุ่นมัว มือดบอดเลย กิเลสนี่ มันต่างกับตัณหาที่เป็นความอยาก ใคร่อยาก ดิ้นรน แส่หา เห็นไหม แค่นี้ก็เห็นแล้วความต่าง ลิงคะของสภาวธรรม เอาพอ อันนี้ขอแซมๆ ไว้นิดหน่อย พูดมาเหมือนกับกลยุทธ์การรบทหารเลย เคยเป็นทหารมาชาติก่อนหรือเปล่า อธิบายรายละเอียดเหมือนกับการเข้าสนามรบ หรือการทำหน้าที่ทหาร ต้องเรียนรู้ทีถอยทีรุกพวกนี้ ถูกต้องแล้วล่ะ เอาอย่างทหารนั้นดีแล้ว จะทุ่มโถมอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องดูองค์ประกอบดูรายละเอียดที่คุณวิจัยวิจารมานั้นดีแล้ว ทุ่มโถมอย่างเดียวเดี๋ยวหน้ามืดมันไม่บริบูรณ์ กลวิธีที่คุณอธิบายมาเองละเอียดดีมากแล้ว เอาอย่างที่ทำนั่นแหละ เพื่อนำมาปฏิบัติ เอาอย่างนั้น

เด็กที่บอกว่าเชื่อมจิตได้เป็นจริงอย่างไร _อนุวัฒน์เจ้าเก่า . ๑. พ่อท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับกรณีของเด็กที่อ้างว่ามีการเชื่อมจิตสอนธรรม พระสาวกฟังธรรมเป็นจำนวน 1,250 รูป พพจ.เทศนาธรรมคงไม่ได้ยิน จึงอ้างว่าต้องใช้การเชื่อมจิต พ่อครูว่า... อ้าว เด็กเขาอธิบายอย่างนั้นเหรอ? คุณสู่แดนธรรม…เขาบอกว่า สมันนั้นไม่มีไมโครโฟน พระสาวกเป็นจำวนพัน พระพุทธเจ้าต้องใช้วิธีการเชื่อมจิต พ่อครูว่า คนจำนวนพัน ของเราก็เต็มห้องเต็มศาลานี้นะ พันคนได้ เราก็ยังเทศน์ ถ้าใช้เสียงของสิกขมาตุกล้าข้ามฝัน ไม่ต้องใช้ไมโครโฟนก็ได้ยิน แล้วยุคนี้ด้วยนะความหนาแน่นของบรรยากาศไม่เหมือนสมัยพระพุทธเจ้าที่มันโปร่งใสมากกว่านี้เยอะ ยุคนี้พลังงานแสงเสียงอะไรอยู่ในบรรยากาศนี้มันต่างกันมากเลย เอาเถอะจะคิดละเอียดละเลียดอย่างนั้นบ้างก็คิดไป ก็ไม่มีเรื่องอะไรมากหรอก

๒. แท้จริงแล้วเรื่องอภินิหารที่เกินธรรมชาติของมนุษย์นี้ เพื่อนแป้งเคยอธิบายว่าพระองค์เอาการระลึกชาติ การมีตาทิพย์ หูทิพย์ ดักใจรู้ใจสัตว์อื่นมาสอนในระดับอธิปัญญาสิกขา จึงไม่ใช่เรื่องแสดงอิทธิฤทธิ์ทางเจโตแต่อย่างใด ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมวิชชาทั้ง ๘ จึงเป็นเรื่องของอธิปัญญาสิกขา ทำไมไม่ใช่เรื่องของอำนาจจิต ตกลงพระพุทธเจ้าทรงนำมาใช้สอนอะไร มีขอบเขตให้แสดงได้มากน้อยเพียงใดครับ พ่อครูว่า... เออ ดี ถามอันนี้มา ดี ฟังดีๆ คุณกำลังหมายใจอยากจะให้แสดงแบบอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือจริงๆก็คืออาเทสนาปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์ก็ดี อาเทสนาปาฏิหาริย์ก็ดี สองปาฏิหาริย์นี้คือ อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นการแสดงปาฏิหาริย์ที่เป็นความเก่งวิเศษที่มันเห็นเป็นรูปธรรมเลย เหาะได้ เดินน้ำดำดินได้ อย่างนี้เป็นต้น เสกคนหนึ่งคนให้เป็นพันคนปุ๊บ อะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นความเก่งพิเศษในระดับสัมผัสได้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นความเก่งพิเศษ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ จริงๆ แล้วซับซ้อน มันไม่จริงหรอก มันไม่จริงหรอก มันเป็นอุปาทานที่เอาไปใช้ให้จิตของคนเป็นเช่นนั้นไปได้ชั่วคราว แต่ความจริงมันไม่ถาวรและไม่ใช่เรื่องที่ควรจะทำ สรุปไว้ตรงนี้ว่า ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะทำ เก่งให้ตายอย่างไรก็เป็นเรื่องไม่ควรจะทำ นี่เป็นเรื่องของทางรูปธรรม ที่สัมผัสเป็นแท่งเป็นก้อนเป็นรูปเป็นร่างเป็นอภินิหาร อย่างนี้ ส่วน อาเทศนาปาฏิหาริย์ คือปาฏิหาริย์เฉพาะทางจิตในจิต หยั่งรู้ใจคนอื่น ใช้จิตท่องโลก ไปหาของหาย ทำนายทายทักอะไรต่ออะไร อย่างเอาจิตไปใช้ ทะลุทะลวงอะไรได้ มันก็มีได้เป็นปาฏิหาริย์อีกอย่างหนึ่ง อิทธิปาฏิหาริย์ก็มีจริงได้ อาเทสนาปาฏิหาริย์ก็มีจริงได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริม ไม่ส่งเสริมแถมปรับอาบัติด้วย ผู้ใดทำอาบัติทุกกฎ อาบัติทุกกฎก็คือที่ตั้งตั้งไว้แล้วที่บอกไว้แล้วอย่าทำ ห้ามทำเป็นกฎ เป็นกฎเกณฑ์อย่าไปทำ _สู่แดนธรรม... ถ้าไม่มีจริงก็หนักกว่านั้น พ่อครูว่า... ถ้าไม่มีจริงก็ปาราชิก ไปหลอกคนหรือเป็นเรื่องไม่ดีเป็นปาราชิก แต่ถ้ามีจริงก็ปาจิตตีย์ หรือท่านห้ามไว้นี่คือถูกกฏ อย่าไปทำ แม้มีจริงก็คืออย่าไปทำ ในยุคพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะกับพระปิณโฑล เหาะไปเอาบาตรที่เขาท้า ที่เขาเข้าใจอย่างนั้น เหมือนยุคนี้ ตื้นๆ ว่าถ้าเป็นพระอรหันต์ต้องเหาะให้ดูได้ ถึงจะเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ นี่เป็นความมิจฉาทิฐิที่ไปเอาอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นเครื่องตัดสิน เช่น มหาบัวมีการหยั่งรู้จิตอย่างโน้นอย่างนี้ หลวงปู่มั่นมีความหยั่งรู้จิตอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเอามาตัดสินความเป็นอาริยะของศาสนาพุทธเลย นอกจากไม่ใช่แล้วขายขี้เท่อด้วย ไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเอามาประกอบ ไม่ได้ไปดูถูกว่ามีจริงหรือไม่มีจริงนะ ไม่ได้ดูถูกว่าอิทธิปาฏิหาริย์หรืออาเทสนาปาฏิหาริย์นี้จะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริง ไม่ได้ไปดูถูก แม้คุณจะมีจริง พระพุทธเจ้าบอกแล้วว่าห้าม เป็นสิ่งที่ปรามไว้เลย บอกไว้เลย เป็นหลักเกณฑ์ เป็นวินัย อย่าทำ ในเกวัฏสูตร พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๓๙-๓๔๑ เพราะฉะนั้น สิ่งนี้ ถ้าไม่เข้าใจจริง มันก็พาออกนอกลู่นอกทางหมด มันเป็นเรื่องที่นำกิเลสเข้ามามากๆๆๆ เพราะฉะนั้นจึงไปหลงทางอย่างอาจารย์มั่น อย่างมหาบัว ไปหลงเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นฤทธิ์เป็นเดช หรือแม้แต่คนที่ไปหลงใหลว่าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ เช่น บางคนอาจไปเชื่อว่าท่านมีฤทธิ์นะ ทำให้ลูกปืนยิงมาตั้งหลายร้อยลูก ไม่ถูกฉันนี่ โอ้โห นับถือพ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์นี้ที่สุดเลย เพราะเรารอดตายเพราะฤทธิ์เดชของอาจารย์องค์นี้ อันนี้แหละคือมิจฉาทิฏฐิที่ไม่ไปไหนรอดแล้ว งมงาย แล้วก็มันเป็นเหตุผลของเหตุผลของลักษณะที่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเหตุเป็นปัจจัยของมัน มันเป็นไปได้ มีเหตุปัจจัยที่มันเป็นรูปนามทั้งหลายแหล่ที่มันไม่สมดุล หรือมันรอด มันแคล้วคลาดหรือมันอะไรก็แล้วแต่ มันเป็นไปได้ แล้วก็ไปนึกว่าเป็นพลังอภินิหาร หรือเป็นปาฏิหาริย์ของครูบาอาจารย์หรือผู้มีฤทธิ์พวกนี้ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามันเชื่อถือไม่ได้ อย่าไปนับถือสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จะใช้คำว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ อยู่ในพยัญชนะของโสตทิพย์ เป็นวิชชาข้อที่ 4 ในวิชชา 8 วิชชา 8 มี 1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4. โสตทิพย์ญาณ ก็แปลว่าหูทิพย์ หูทิพย์ คำนี้ ท่านก็อธิบายไว้ในวิชชา 8 ข้อที่ 4 หูทิพย์นี้หมายความ ท่านอธิบายไว้ในนั้น เช่น ได้ยินเสียงดังมาจากที่ไกลเป็นเสียงกลอง เสียงอยู่ในตระกูลของกลอง ฟังดีๆ นะ ตระกูลของกลอง จะเป็นกลอง เป็นตะโพน เป็นเปิงมาง เป็นบัณเฑาะว์ กลองเล็กๆก๊องแก๊ง ก๊องแก๊ง ได้ยินเสียงแต่ไกลๆ ไม่เห็นกลอง ไม่เห็นรูปกลอง แต่ได้ยินเสียงทางโสตทางหู ได้ยินแล้วก็แยกออกได้ว่า เสียงนี้เป็นเสียงกลอง เสียงนี้เป็นเสียงเปิงมาง เสียงนี้เป็นเสียงตะโพน บัณเฑาะว์ แยกเสียงได้ อย่างนี้ต่างหาก ลึกเข้าไปอีกกว่านี้ ขออธิบายเสริมว่า การแยกแยะสภาพ 2 ที่ต่างกัน กลองเหมือนกัน ลักษณะของกลองเปิงมาง ตะโพน อะไรก็แล้วแต่ จนถึงขั้นบันเฑาะว์กลองน้อย มันก็คืออยู่ในตระกูลของกลอง แต่มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน หรือเป็นสิ่งที่คล้ายกันเป็น 2 สภาพ เราก็สามารถแยกความต่างของ 2 สภาพนี้ออกได้ จาก อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะอย่างนี้เป็นต้น นี่คือธรรมะอันวิเศษ อันเฉลียวฉลาด มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ยิ่งใหญ่ที่สามารถแยกความต่างกัน โดยกำหนดรู้เลยความต่างในสิ่งที่เป็น 2 คล้ายกัน ใกล้กัน ตระกูลเดียวกัน แต่แยกได้ เช่นคำว่า เทวะ แปลว่า 2 นี่รวมหมดเลย คำว่าเทวะนี่ แปลว่า 2 ยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ใครจบคำว่า 2 ใครจบคำว่าเทวะ ใครจบคำว่า ภาวะ 2 (จบได้) ที่แยกความต่าง จากอาการและนิมิต คือ”อาการ ลิงค นิมิต อุเทส” “อาการ”เป็นรายละเอียด ตัวสภาวะเคลื่อนไหวที่เป็น Dynamic “นิมิต”เป็นสภาวะที่เป็น Static เป็นตัวนิ่ง เป็นตัวสภาพเกาะอยู่ สภาพ”อาการ”เป็นตัวไหวเคลื่อนอยู่ เป็นสภาพ 2 ที่คู่กันอยู่ แล้วแยกความต่าง “ลิงค”หรือ”เพศ”นี้ แยกความต่างของอันนี้ได้ นี่เป็นความเจริญอันยิ่งใหญ่ทางความรู้ธรรมะที่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ได้สูงสุด แล้วคุณก็จะรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เราก็เลือกเอาสิ่งที่ควร สิ่งที่ไม่ควรเราก็ไม่เอาไม่ทำ นี่คือการศึกษาธรรมะ เพราะฉะนั้น อย่าเที่ยวไปได้หลงใหลอภินิหาร หรือปาฏิหาริย์เลอะเทอะพวกนั้น เพราะฉะนั้นที่มาพูดถึงเรื่องเด็กที่มาแสดงหยั่งรู้เชื่อมจิตเป็นเรื่องเลอะเทอะ อย่าไปสนใจเลย เด็กที่ว่านี้อาจจะมีเชื้อบารมีเก่ามาแล้วก็เป็นได้ และเชื้อบารมีเก่านี้แยกแบบมิจฉาทิฏฐิก็มาได้ สัมมาทิฏฐิก็มาได้ เริ่มต้นแนวๆที่ว่าเชื่อมจิตแล้วเขาอธิบายอย่างนี้ ขอถามพวกเราว่า มิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ? (เสียงโยมหลายคนตอบ มิจฉาทิฏฐิ) เป็นมิจฉาทิฐิแล้วแต่ต้น อย่าไปสนใจเลย ขออภัยที่พูดไปแล้วเหมือนไปดูถูกดูแคลนเด็ก ไปข่ม แต่ไม่อยากให้ไปหลงใหลในเรื่องเหล่านี้ มันมีสภาพกรรมวิบากติดมาเป็นสัญชาตญาณ ติดมาทางสัญญา มันก็มาเกิดตอนนี้ก็เอามาใช้ แต่สิ่งที่เอามาใช้เอามาแสดงออก คุณไม่มีความรู้ทางธรรมะที่เป็นสัมมาทิฏฐิ อันไหนเป็นโลกุตรธรรม อันไหนเป็นโลกียธรรม คุณไม่รู้ มันจะพาเลอะ พาเสียหาย เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็อย่าไปหลงใหลได้ปลื้มมากเลย เหมือนอย่างหมอปลาอย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่รู้จะทำยังไงกับพวกนี้ มันก็ใช้อยู่ในโลก ส่วนใหญ่เขาใช้ด้วยนะ เพราะบางคนมีอวิชชาหรือคนที่หลงใหลในเรื่องพวกนี้ยังมีเยอะ พวกที่รู้แท้ละเอียดลึกซึ้งถึงโลกุตรธรรม มันมีจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นอาตมาจึงพูดนี่เพื่อปรามไว้ แต่ไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนหรอก เขาก็มีของเขา เขาก็ใช้ประโยชน์ของเขาไป แต่ว่าไม่ควรจะไปหลงใหลอย่างนั้น เรื่องนี้ก็ผ่านไป ต่อมา ยังมีประเด็นของคุณอนุวัฒน์ เจ้าเก่านี้ นิดหนึ่งว่า _ผมก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมวิชชาทั้ง ๘ จึงเป็นเรื่องของอธิปัญญาสิกขา ทำไมไม่ใช่เรื่องของอำนาจจิต ตกลงพระพุทธเจ้าทรงนำมาใช้สอนอะไร มีขอบเขตให้แสดงได้มากน้อยเพียงใดครับ พ่อครูว่า... ใช้คำว่า อำนาจจิต ใช้ได้ อำนาจจิตกับปัญญาสิกขา หรือจริงๆ ก็ ปัญญาแท้ๆ ไม่ต้องมีคำว่าสิกขา อำนาจจิต ก็อธิบายไปแล้วเมื่อกี้ว่า มันเป็นเจโต มันเป็นความเก่งทางจิต ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะมาเรียนรู้ มันเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แต่มันไปเป็นอาเทศนาปาฏิหาริย์อย่างทางโน้นไปเสีย ที่กำลังถามมาเรื่องเชื่อมจิตเรื่องอะไรๆ พวกนี้ มันเป็นเรื่องของอาเทศนาปาฏิหาริย์ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธ ไม่สมควรจะไปวุ่นวายงมงายอะไรอยู่อย่างนั้น ดี รายละเอียดพวกนี้เกิดขึ้นมา แล้วก็เอามาถามก็ได้ไขความสู่กันฟัง

จบกิจทั้ง 4 อย่างมีปาฏิหาริย์ของพุทธ _Kru Sa ครูซะ . น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพสูงสุดค่ะ จะขอกราบขอโอกาสนำเข็มพระธรรมจากที่สอบ ว.บบบ.ไปถวายคืน เพราะรู้ชัดแน่แล้วว่าเข็มพระธรรมได้ถูกกลัดไว้ที่จิตวิญญาณแล้ว แกะก็ไม่ออก😁ค่ะ เพราะสัมผัสถึงความสงบเย็นและเป็นประโยชน์ในชีวิตที่มีธรรมะเป็นแก่นใจ เป็นหางเสือ ชีวิตนี้คือการเรียนรู้ทางโลกให้เห็นธรรม ลูกมาจากศาสนาอิสลาม ได้ฟังธรรมจากพ่อท่านและน้อมเอามาตรวจสอบขัดเกลาตัวเอง แม้สอบตกบ้าง แต่ก็ยังเรียนรู้ฝึกฝนอยู่ตลอดค่ะ สิ่งที่ยังโง่และสอบตกเสมอ คือความเศร้าความทุกข์จากการตายจากกัน แม้รู้ว่าเป็นกฏธรรมชาติ แต่ก็โดนเวทนาลากจูงสำเร็จ ขอเรียนถามค่ะ ว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้ผ่านโจทย์นี้คะพ่อครู น้อมกราบด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

พ่อครูว่า... ใช้ศัพท์ภาษาถูกหมด เป็นภาษาปรมัตถ์ที่ระบุถึงสภาวะธรรมทางจิต เช่น คำว่าเวทนา เป็นต้น มันเป็นสุขเป็นทุกข์อย่างที่พูดนี้ว่าเป็นความเศร้าเป็นทุกข์อะไรอย่างนี้ ประเด็นการตายจากกัน แล้วก็เกิดความเศร้าความทุกข์ในการตายจากกัน อันนี้ก็ขออธิบายขยายความพอสมควรให้ฟัง ไอ้เรื่องพูดง่ายๆว่า คนเราใครมันก็ตาย ไม่มีใครไม่ตาย การตายจากกัน ไอ้นี่ก็เรื่องจริง คนมันต้องตายจากกัน ไม่มีใครไม่ตายจากกัน แต่ศาสนาพุทธนั้นสอนลึกละเอียด ศาสนาเทวนิยมสอนแต่แค่ว่า ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า แล้วพระเจ้าจะพิพากษาเองว่าจะอยู่สวรรค์กับพระเจ้าหรือจะให้ลงนรก พระเจ้าเป็นผู้ทรงตัดสินเอง พระเจ้าจะเป็นคนตัดสิน และไม่มีใครรู้ ตายแล้วทุกคนก็นึกว่าตัวเองอ้อนวอนพระเจ้า เคารพพระเจ้า ยินดีต่อพระเจ้า นับถือบูชาพระเจ้าเต็มที่ เพราะฉะนั้นก็มั่นใจว่ายังไงๆพระเจ้าก็ต้องรักเรา ยิ่งศาสนาอิสลามแล้วละหมาดวันหนึ่งตั้ง 5 ครั้ง อะไรอย่างนี้ กราบถึงพระเจ้าตลอด ระลึก เป็นศรัทธาที่มั่นคงต่อพระเจ้าจริงๆ แล้วเขาก็มั่นใจว่าเขาได้ขึ้นสวรรค์แน่ เพราะเขารักพระเจ้า เขาเคารพพระเจ้า เขานับถือพระเจ้า ไม่บกพร่องไม่น้อยลงเลย ให้ปฏิบัติอย่างไรๆ เพื่อที่จะแสดงออกถึงการรักพระเจ้า เขาทำหมด แต่เขาไม่ได้อ่านกรรม ไม่ได้อ่านพฤติกรรมทางกาย วาจา ใจ ของเขาเลย ไม่มีปรมัตถธรรมพวกนี้เลย ศาสนาเทวนิยม เพราะฉะนั้นเขาถึงไม่รู้เลยว่า แม้แต่ศีลข้อที่ 1 การฆ่า เขายังฆ่ากันอย่างไม่ได้รู้เรื่องเลย ต้องชนะของข้า ไม่ได้เกี่ยวกับบาป พระเจ้าเป็นผู้ดูอยู่ทั้งนั้น จะฆ่ากันยังไงพระเจ้าก็เข้าข้างผู้ถูก แล้วต่างคนก็ต่างคิดว่าตัวเองถูก ตัวเองเป็นลูกพระเจ้าทั้งนั้น แล้วใครจะตัดสินว่าใครเป็นลูกพระเจ้าแท้ ไม่มีใครบอกได้ ก็เลยไม่ต้องพูดเลยตรงนี้ ทุกคนเป็นลูกพระเจ้าหมด และยิ่งมั่นใจว่าตัวเองประพฤติต่อพระเจ้า เคารพนับถือบูชาพระเจ้า ปฏิบัติละหมาดอย่างแข็งแรงวันละตั้งหลายครั้งจะต้องถึงพระเจ้า พระเจ้าก็ต้องรักเรา มั่นใจเลยเพราะความเชื่อของศาสนาทางเทวนิยม เอาความเชื่อเป็นหลักอย่างมากเลย ถือว่าตัวเองถูกด้วย ทุกคนก็ถือว่าตัวเองต้องถูกต้องดีใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระเจ้าต้องเข้าทางเรา เพราะเราถูกเราดีนี่ แล้วใครตัดสินล่ะว่าใครถูกใครดีกว่ากัน ไม่มี เหตุผลหลักการต่างๆ กรรมกริยา ไม่ได้เคยมาวิจัยกายกรรมอย่างไร วจีกรรมอย่างไร ที่เขาพฤติกรรมภายนอก ยิ่งจิตวิญญาณมีเจตนา รายละเอียดถึงเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ (นาม ๕) ยิ่งไม่รู้เรื่องรายละเอียดพวกนี้เลย เขาก็ยิ่ง (ไม่ได้) วิเคราะห์วิจัยรายละเอียดอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรถูก อะไรผิด ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ไม่รู้จักเรื่องของชีวะชีวิต ชีวะชีวิต ชีววิทยาของจิตวิญญาณ ชีววิทยาทางจิตเป็นวิทยาศาสตร์ ชีววิทยาที่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตนี้ โอ้โห ศาสนาพุทธนี้ไปไกลมาก อาตมาอธิบายธรรมะชีววิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตให้พวกเราฟังทุกวันนี้ ถึงขั้นแยกอาการของจิตตั้งแต่เป็นพลังงาน พลังงานทางวัตถุเป็นอุตุ เป็นพลังงานของดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูป 4 ไอ้นี่เป็นเรื่องวัตถุแท้ๆ ไอสไตน์เรียนรู้แล้วก็เอามาใช้เป็นสูตร E=mc 2 ใช้งานอยู่ในโลกทุกวันนี้บริบูรณ์แล้ว แต่รายละเอียดยิ่งกว่านั้นที่เข้าไปถึงจิตวิญญาณมนุษย์ ที่เข้าไปควบคุมพลังงานทางวัตถุพวกนี้ เป็นคุณธรรมที่ลึกซึ้งซับซ้อนอีกหลายชั้นมากเลยในความเป็นชีวะ ชีววิทยา เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งอาตมาตอนนี้กำลังขยายถึงความเป็นพลังงานจากวัตถุแล้ว มันจะเริ่มจากมหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม เริ่มเพิ่ม พยายาม มันจะเริ่มเลยนะ ในตอนต่อๆ มา ขอไล่เป็นพยัญชนะบาลีเป็นวิชาการก่อน จาก มหาภูตรูป 4 ก็เริ่มมาเป็น อหิจฺฉตฺตก (อ่าน อะ-หิจ-ฉัต-ตะ-กะ) แปลว่าเห็ด (จากระดับ) พลังงานมหาภูตรูป 4 จะกลายมาเป็นพลังงานเห็ด จากเห็ด แล้วจึงจะมาเป็น ภูตคาม จากภูตคาม แล้วมาเป็น พีชคาม จากพีชคาม แล้วมาเป็น เจตภูต จากเจตภูต แล้วมาเป็น ปาณะ ขอแวะตรงนี้นิดนึง พระพุทธเจ้าท่านห้ามให้ทำลายความเป็นพลังงานชีวะมาถึงขั้น ปาณะ เป็นศีล ข้อที่ 1 ปาณาติปาตา แล้วแปล หยาบๆว่าอย่าไปฆ่าสัตว์ ซึ่งมันเป็นสัตว์ขั้นไหน ชีวะขั้นไหน เดี๋ยวค่อยๆอธิบายกันอีกที จากปาณะ ก็เป็นเจตสิก แล้วจึงจะเป็น สัตตะ แล้วจึงจะเป็นจิตนิยาม จิตนิยามก็เป็นธาตุรู้ที่เต็มคนหรือเต็มสัตว์ สัตว์ชั้นต่ำเดรัจฉานก็ถึงขั้นจิตนิยามเหมือนกัน หรือจิตวิญญาณ จิตวิญญาณจะมีวิบากเต็มรูป พูดไว้อย่างนี้ก่อน กรรมวิบากเป็นเรื่องอจินไตย ไม่ใช่เรื่องเล่น เป็นเรื่องยากมาก เอาไว้ก่อนค่อยอธิบาย เพราะฉะนั้น รายละเอียดที่อาตมาพูดใช้พยัญชนะภาษาทางวิชาการของศาสนาพุทธ ใช้คำบาลีพวกนี้ อาตมาค่อยๆอธิบายไปอยู่ในขณะนี้ ซึ่งต้องอธิบายไว้ ไม่เช่นนั้นมันก็ไม่ครบความเป็นพุทธศาสนา อาตมาเป็นผู้กอบกู้พุทธศาสนา รายละเอียดพวกนี้ไม่มีคนที่จะมาอธิบายอย่างนี้หรอกในยุคนี้ ขออภัยพูดแล้ว ผู้ที่เขาไม่ศรัทธาอาตมา เขาก็จะรู้สึก ขออภัย อย่าเพิ่งอาเจียนเป็นโลหิตร้อนพุ่งออกจากปากนะ ขออภัยอาตมาไม่ได้เจตนาจะไปทำร้ายความรู้สึกของใคร อาตมากำลังบรรยายสัจธรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่สามารถรู้ละเอียดพวกนี้ มันก็ไม่ละเอียดจริงๆ มันก็จะทำความสำเร็จให้ชีวะของตัวเรา ชีวะขั้นจิตวิญญาณ เป็นต้น ชีวิตขั้นจิตนิยาม จนสามารถนิพพาน จนสามารถหมดสุขหมดทุกข์เป็นขั้นต้น ที่เรียกว่า จบกิจ และสามารถที่จะปรินิพพานไปได้ หรือไม่ปรินิพพานก็เป็นจิตที่ท่านตรัสไว้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอยู่ในฐานะประมาณว่า อนาคามี ก็จะไปจมอยู่ในภพที่มันไม่ได้มาเกิดใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือไม่มาเกิดกับร่างที่เป็นสัตว์โลกที่มีจิตวิญญาณ ที่จะอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน