661204 ตรวจศีล ตรวจมรรคผลตน ด้วยเจโตปริยญาณ 16 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #48 ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
661204 ตรวจศีล ตรวจมรรคผลตน ด้วยเจโตปริยญาณ 16 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #48 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53683.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1ARvk_w7wd6upXMvFaYZglG_OgJ9q4qtZ/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1tBd6WL4xou7snMNALVYG8PoTBgg_GHPX/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661204 16---48-e2cpnta
ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oJr2cKDGAV/
และ https://youtu.be/QH9ezromUTM (มีซับ) https://youtu.be/nTRRI0Dk4-s
พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2566 ที่บวรราชธานีอโศก แรม 7 ค่ำเดือน 12 ปีเถาะ น้ำลดแล้วไม่ใช่น้ำนองตลิ่ง มีอาจารย์รัฐวิทย์ แสงทอง เขียนกลอนมา
แด่...ชาวอโศก
ขอบคุณพี่น้องกัลยาณมิตร ที่พร้อมอุทิศทุกสิ่งสร้าง สองมือว่างเปล่าก้าวเดินทาง เพื่อสร้างโลกใหม่อันไกลโพ้น
ถักทอหัวใจใยแกร่งกล้า ขุนเขาเบื้องหน้าจะขุดโค่น สองมือที่เห็นเอ็นปูดโปน สายตาอ่อนโยนดุจเดือนดาว
หลุดพ้นจากความทุรนร่าน เป็นทาสซาตานในโลกเก่า ฟาดฟันกวัดแกว่งแย่งชิงเอา ใครล้มก็จมเถ้าธุลีดิน
ขอบคุณพี่น้องกัลยาณมิตร ที่ยอมอุทิศทุกสิ่งสิ้น ฝากทางเลือกใหม่ให้แผ่นดิน ฝ่าคลื่นที่กลืนกิน วิญญาณคน
ขอบูชาท่านมหาสมณะโพธิรักษ์ ผู้มั่งคั่งด้วยจิตวิญญาณ แห่งวิสัยทัศน์ เพื่อมนุษยชาติ
พ่อครูว่า... เพิ่งเคยสัมผัสชื่อรัฐวิทย์ แสงทอง เป็นอาจารย์ที่ไหนนี่ แสดงออกมาในคำกลอนต่างๆ นี่ แสดงว่าเข้าใจชาวอโศก เข้าใจเรื่องของจิตวิญญาณ ที่อาตมา ที่บอกว่า ยกให้อาตมาเป็นท่านมหาสมณะโพธิรักษ์นี่ แล
อ่านต่อ
้วบอกว่าเป็นผู้มั่งคั่งทางจิตวิญญาณ เข้าใจว่าอาตมารู้เรื่องรู้ราวของจิตวิญญาณได้อย่างลึกซึ้ง หรืออย่างพอเพียงทีเดียว ท่านก็แสดงความเห็นออกมา เรื่องนี้เดี๋ยวได้พูดกัน โยงใยกันไปถึงความเป็นจิตวิญญาณเดี๋ยวค่อยๆอธิบาย ที่จริงอธิบายมาตลอดก็เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องจิตวิญญาณสมบูรณ์แบบ _สู่แดนธรรม... เขาใช้คำว่ามหาสมณะ น่าจะแปลว่า เป็นท่านสมณะผู้ยิ่งใหญ่นะครับ พ่อครูว่า... ได้ สมณะผู้ยิ่งใหญ่
SMS วันที่ 1 ธ.ค. – 3 ธ.ค. 2566
_คอยใคร. กราบเคารพพ่อครูครับ เมื่อวันก่อนผมฟังพ่อครูบอกกับ Dr โมเดลว่า อย่ายึดมั่นถือมั่น เรื่องที่เขาถามว่ามีพระพุทธรูปทุกพุทธสถานแล้วใช่ไหม พ่อครูบอกว่า ใช่ พ่อครูว่า... ก็ใช่ ดูเหมือนครบทุกพุทธสถานที่มี พระพุทธรูปปางตรีลักษณ์ ทุกพุทธสถานมีครบหมด ดูเหมือนพระพุทธรูปปางวิชิตอวิชชา ก็จะมีครบทุพุทธสถานเหมือนกันะ
_เรื่องใส่รองเท้าไม่ใส่รองเท้าอีกครับ ผมเลยจะมาเล่าถึงเรื่องอย่ายึดมั่นถือมั่นของคนที่บ้านผมบ้างครับ เมื่อก่อนน้ำยาซักผ้าเขาใช้ต้องของแพงๆหอมๆ ผมพาไปซื้อน้ำยาซักผ้าที่ร้านพลังบุญ 5 ลิตรราคา 100 ต้นๆ ลองเอากลับมาใช้ คนที่บ้านบอกว่าใช้ได้นะ แต่ไม่หอม เขาเลยเอาของแพงๆหอมๆที่เคยใช้ ผสมน้ำยาซักผ้าสันติอโศก ผลที่ได้ทั้งหอมทั้งสะอาดและถูกเงินด้วยครับ พ่อครูว่า เออ รู้จักปรุงแต่งนะ
_และมีอีกเรื่องหนึ่งครับ แชมพูล้างรถผมหมด ผมก็เอาน้ำยาซักผ้าสันติอโศกมาล้างรถแทน ผลที่ได้ก็ล้างสะอาดเหมือนแชมพูล้างรถแพงๆครับ แต่ก็ขาดความหอม แต่ผมไม่คิดมากครับ พอไปเล่าให้คนที่บ้านฟัง เขาก็บอกว่าซื้อของที่หอมๆมาผสมกันซิ แล้วติดยี่ห้อใหม่ลงขายในเฟสบุ๊คเลย รีวิวล้างรถหลายๆคันเพราะที่บ้านมีรถหลายคัน ยังไงก็ขายได้ ราคาก็ขายไม่ต้องแพงเพราะของสันติต้นทุนมาถูก เขาขายกันลิตรหลักร้อยเราขายลิตรหลักสิบพอ ทีนี้ผมก็ว้าวุ่นเลยครับ พ่อครูว่า “ผลที่ได้ก็ล้างสะอาดเหมือนแชมพูล้างรถแพงๆครับ แต่ก็ขาดความหอม” โอ้โห! ขนาดรถยังจะให้มีความหอมนะ ล้างรถนี่ก็ล้างข้างนอกด้วยนะ ไม่ใช่ล้างข้างใน ให้หอมข้างนอกด้วยนะ
ขอถามครับการไม่ยึดมั่นถือมั่นของคนที่บ้านแบบนี้ดีหรือไม่ดีครับ กราบขอบพระคุณพ่อครูครับ พ่อครูว่า... พอได้ฟังไอเดียกระฉูดก็เลยฟุ้งซ่าน ตายๆๆ มีทางหากินเพิ่มขึ้นมา ตอบว่าดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร แล้วแต่คุณจะทำ เป็นเรื่องของความคิดอ่านในการยังชีพ แล้วก็ทำอะไรต่ออะไรไป ยังชีพของตัวเอง ดำเนินชีวิตตัวเองไป มีเครื่องใช้ประกอบ นี้เป็นเครื่องใช้ไม่ใช่เครื่องกิน แล้วก็ใช้ไปเป็นชีวิตที่อยู่ทางเศรษฐกิจ เราก็คิดการประเมินแล้ว มันถูกลง มันไม่ได้ต้องเสียเงินอะไรแพงๆมากขึ้น เพราะมีเอี่ยวกับพวกชาวอโศกก็เลยเกิดเศรษฐกิจดีขึ้น มันไม่ต้องไปเสียเงินเสียทองอะไรแพงๆ มีอะไรดีๆ ด้วย จะมีหอมเข้าผสมกันไป เป็นการเข้าใจในการปรุงแต่ง ก็ดำเนินไป ดีก็ได้ ไม่ดีก็ได้ คุณว่าดี อาตมาก็ไม่ขัดแย้ง คุณว่าไม่ดี ก็ไม่ขัดแย้ง มันเป็นความคิดที่พวกคุณคิดกัน
ภาวะรูป นาม กับวิภวตัณหาของพ่อครู _นาคินทร์ เพียรเดินทาง . รูป กับ นาม ไม่ตรงกัน ขอพ่อท่าน อธิบายด้วยครับ พ่อครูว่า... ไปหยิบมาจากไหนนี้ รูปกับนาม ไม่ตรงกัน คำว่าไม่ตรงกัน อาตมาก็ยังเข้าใจที่คุณหมายไม่ได้ รูปมันก็อย่างหนึ่ง นามมันก็อย่างหนึ่ง แล้วบอกว่าไม่ตรงกัน _สู่แดนธรรม... ผมพอเข้าใจครับพ่อท่าน คือ เขาจะเพ่งไปคำว่ารูปคือรูปธรรม สมมุติว่าคนๆนั้นเป็นฆราวาสแล้วเขาอธิบายธรรมะ ซึ่งเขาก็จะถูกตำหนิว่า คุณไม่มีรูปธรรมเป็นนักบวช คุณมาแสดงธรรมะได้อย่างไร ประมาณนี้นะครับ พ่อครูว่า นั้นแน่ ไปโน้นเลยเหรอ คุณไม่มีรูปธรรมเป็นนักบวช คุณมาแสดงธรรมะได้อย่างไร _สู่แดนธรรม… อ้อ มีข้อมูลบอกว่า ท่านว่าอย่างไรครับ สมณะดินไท... เขาบอกว่าที่พ่อท่านออกกำลังกาย เบ่งกล้าม ที่รูปธรรมของท่านแข็งแรง ร่างกายแข็งแรง แต่ทำไมจิตใจท้อถอย พ่อครูว่า... อ๋อ รูปกับนามไม่ตรงกัน รูปบอกแข็งแรง เบ่งกล้าม แล้วทำไมนามไม่แข็งแรง แต่จิตใจไม่แข็งแรง อ้อ หยิบเอาประเด็นนี้มา ละเอียดดีนะ เข้าใจแล้วคำว่าไม่ตรงกันของคุณ คุณหยิบจากการแสดงออกของอาตมา คุณวิจารณ์การแสดงออกของอาตมา ทั้งแสดงกายกรรม วจีกรรม แล้วก็ไปถามถึงนามธรรม ถึงมโนกรรม ถึงนามธรรมว่า มันเป็นยังไงรูปกับนามไม่ตรงกัน อธิบายบอกว่าแข็งแรงภายนอกเบ่งกล้าม แต่บอกว่านามธรรมไม่ตรงกัน เออ นามธรรมของอาตมาที่ว่าไม่ตรงกันตามความหมายที่คุณพูดที่อาตมาพูดไป แล้วคุณก็ไม่เข้าใจดีพอ ก็ถามมา ก็คือคำว่าอาตมา จะไม่ คือพูดไปแล้วคงพอฟังรู้ว่า อาตมาเหมือนจะไม่ค่อยสู้ ไม่ค่อยแข็งแรง เหมือนกับรูปธรรม รูปธรรมแข็งแรงแต่ทำไมนามธรรมไม่แข็งแรง มันเป็นความตั้งใจของอาตมา อันนี้อธิบายไม่ง่าย มันซับซ้อน คืออาตมานี่นะ ได้พยายามอธิบายไปบ้างแล้ว แต่มันก็ไม่ง่าย เพราะอาตมานี้ฝืนอายุขัย ลากสังขารร่างกาย พยายามที่จะปรุงแต่งร่างกายให้มันมีอายุยืนยาวต่อมาๆ ลากสังขารร่างกายมา เพราะพูดกันมานานแล้วว่า อาตมานี้มันหมดอายุขัยแล้ว เคยพูดว่าอายุขัยของอาตมานั้น 72 ปี ลากมาจนกระทั่งถึง 84 ปี ลากมาได้ 1 นักษัตร 12 ปี พยายามพากเพียรมา ทีนี้ก็ลากต่อมาถึง 90 นี้ มันก็เพิ่มมาอีก จาก 84 มา 90 ก็อีก 6 ปี ครึ่งหนึ่งของหนึ่งนักษัตร การพยายามลากมานี่มันฝืน มันไม่ใช่ของจริง พยายาม ซึ่งอาตมาก็พูดก็อธิบายเสมอว่า มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่พยายามจะปรุงแต่งพวกนี้ ให้เป็นพลังเข้าไปเสริมสร้าง ให้มันเกิดสภาพขึ้นมาจนกระทั่งไปทำให้ทางรูปหรือทางร่างสรีระ มันสามารถที่จะสังขารกันปรุงแต่งกันขึ้นมาให้สด มันสดที่อาตมาเคยพูดและก็แสดงความจริงด้วยว่า แต่ก่อนมันหย่อนยานนะ ดูของจริง (แต่ก่อน)ยกแขนขึ้นมา (ท้องแขน) มันโตงเตงๆ ใช่ไหม เคยโชว์แล้วด้วย ภาพเก่าๆ ถ้ามีอยู่ แต่ตอนนี้มันไม่ห้อยโตงเตงแล้ว ยิ่งเกร็งๆ หน่อย มัน โอ้โห เหมือนคนมีกล้ามเลย เห็นไหม นี่มันเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ได้ว่า นามธรรมนี้มันช่วยรูปธรรมได้ ดังนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราจะมีอายุยืนยาว ก็คือลากขันธ์ให้ไปเท่านั้นเท่านี้ เท่านี้เท่านั้น อะไรต่ออะไรไปอีก (บนจอขึ้นภาพพ่อครูสมัยหนุ่ม ถอดเสื้อแบ่งกล้าม) อันนี้เอาก้างสมัยเก่ามาโชว์ เอ้ย อย่าโชว์เลย เห็นซี่โครงขึ้นเป็นซี่ๆ แต่ที่จริงไม่ใช่ซี่โครงนะเป็นกล้ามเนื้อนะ ท่านี้มันจะเป็นอย่างนี้ แต่ของอาตมามันไม่สวย อาตมานี้กล้ามเนื้อหน้าอกไม่มาก พยายาม แต่ไม่เหมือนเขา มันแบน มันไม่เป็นตันตั้งเหมือนคนอื่นเขา แม้แต่ไบเซ็ปส์ ไตรเซ็ปส์ (ชื่อมัดกล้ามเนื้อแขน) ต่างๆนานาก็ตาม มันไม่ค่อยจะขึ้น (บนจอขึ้นอีกภาพ) โอ๊ย อันนี้ ไม่ได้แบ่ง แฟบเลย (อีกภาพ) อันนี่ ยืนอยู่หน้าห้องครัวตอนอยู่บ้านพี่ล้วน ภาพเมื่อกี้ อยู่ข้างบน ภาพนี้อยู่ที่หน้าหอพัก บุตร ทบ. ภาพอันนี้อยู่บนยอดตึกเลยชั้น 1 ที่ดาดฟ้าตึก 3 ชั้นที่วังบางขุนพรหม แต่ก่อนนี้ หอพักบุตร ทบ.อยู่ตรงนั้น เป็นหนุ่มๆ ก็ออกกำลังกาย ก็เพาะกล้ามบ้าง เล่นๆ ไม่ได้เพาะจริงจังอะไรหรอก ตอนเย็นๆ พอตอนอยู่บ้านครูล้วนก็ไม่ได้เล่นหรอก ตอนนั้นอายุประมาณ16- 17 ปี ตอนนั้น อยู่ในครัว อาตมาก็เป็นพ่อครัวแม่ครัวอยู่ในนั้น เมียพี่ล้วนเขาไม่อยู่ อาตมาก็เป็นแม่บ้าน เลี้ยงลูก ซักผ้าซักผ่อน ทำกับข้าว จ่ายตลาด อะไรทำหมด _สู่แดนธรรม... เมื่อกี้พ่อท่านพูดค้างไว้ว่า นามธรรมมันสามารถช่วยรูปธรรมด้านสังขารได้ คราวนี้พ่อท่านจะต่อ จะว่าอย่างไรครับ พ่อครูว่า... ก็ทำได้ อย่างพิสูจน์แล้ว ก็เพิ่มได้ แต่มันก็เพิ่มได้ประมาณหนึ่ง มันจะลากไปสุดมากเกินไม่ได้ มันก็มีระยะเวลา อาตมาก็พยายาม บอกตรงๆ ว่าพยายามอยู่เหมือนกัน ก็อาศัยการผ่อนการเพียร การพักการเพียร ลากนี่ก็ต้องรู้จักพักรู้จักเพียรด้วย ถ้ามันเพียรเกินพัก มันก็ไม่นานหรอก มันก็หมดแรงต่อ ถ้าเพียรกับพักให้ได้สัดส่วนมันก็จะลากไปได้พอสมควร ได้ _สู่แดนธรรม... นั้นก็หมายความว่า ถ้ารูปกับนามตรงกัน ใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า...ลงสัดส่วนกัน มันได้สัดส่วนกัน มันก็ทำให้เกิดพลังงานขึ้นไปได้พอสมควร สิ่งนั้น จะว่าไม่เป็นธรรมะ ไม่ได้ มันเป็นธรรมะ เพราะชีวิตคนต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ามีความรู้จริง นำมาใช้ไปพอสมควรเป็นประโยชน์ อย่างชีวิตอาตมานี้ ถ้าอาตมาพยายามจะมีชีวิตต่อไปอยู่ในโลก มันก็ไม่เสียหลายอะไร มันเป็นประโยชน์ มันไม่ได้เป็นโทษ เพราะอาตมาไม่ได้เป็นคนขี้โกง มาเป็นคนมีพลังงานทุจริตอยู่ในสังคม มาเป็นพลังงานตัวอย่างตัวแบบที่เลวร้ายเหมือนอย่างคนบางคน มาเป็นตัวอย่างที่เลวร้าย น่าจะตายทิ้งไปซะแต่ก็ยังไม่ยอมตาย ส่วน อาตมา ถึงยังไงๆ ไม่ยอมตายก็ไม่ได้เป็นโทษเป็นภัยต่อการมีชีวิตอยู่ เป็นตัวอย่างให้แก่สังคมมนุษย์โลก เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าเป็นตัวอย่างที่เลว เช่น ใช้อภิสิทธิ์เกินการ ใช้อภิสิทธิ์ทางเลวร้ายด้วย อย่างที่เคยอธิบายมา อภิสิทธิ์ทางดีก็มี อภิสิทธิ์ทางดีนั้นคนอื่นเขาให้เรา คนอื่นเขายกอภิสิทธิ์ให้เรา โดยเฉพาะประชาชนเขาให้เรา แต่เราพยายามสร้างอภิสิทธิ์ให้กับตัวเองนี่เลวร้าย ใครทำเลวร้ายทุกคน ยิ่งเบ่งสร้างอภิสิทธิ์เหนือกว่าอันนั้นอันนี้ เกินกว่าคนนั้นเกินกว่าคนนี้ เกินกว่ากฎเกณฑ์ เกินกว่าสิ่งที่มีสูงก็จะยิ่งเกินสูงกว่าเขา มีอภิสิทธิ์เหนือเขาไปอีก ผู้มีพฤติกรรมอย่างนี้ทั้งมีความคิดและได้ประพฤติอย่างนี้นี่คือคนเลว คนไหนเป็นตัวอย่างก็เห็นได้ ในสิ่งที่เป็นอภิสิทธิ์ที่เลว _สู่แดนธรรม... ความรู้ที่พ่อท่านสอนมา ผมเอาความรู้สึกของนักธรรมะในประเทศไทยเอามาจับดู เขาก็จะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ ว่าทำไมยังมีความคิดแบบนี้ ทำไมดูเหมือนมีตัณหา การที่ยังต้องต่ออายุต่อสังขารไป ทำไมศาสนาพุทธเรามีคำสอนตรงนี้ด้วยหรือ พ่อครูว่า... ผู้ที่มีตัณหา เขามีอยู่ 3 ตัณหา อันแรกคือ กามตัณหา 2.ภวตัณหา 3.วิภวตัณหา
ตัณหา 3 . . ความต้องการ-ความอยาก 1. กามตัณหา (ใคร่อยากในกามภพอันอาศัยรูปภายนอก) 2. ภวตัณหา (ความใคร่อยากได้รูปภพภายใน และอรูปภพ). 3. วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 377)
ตัณหาอันเป็นกามตัณหานั้น แน่นอนเลวสุด เลวทราม ผู้มีกามตัณหาเลวทราม นี่ฟังให้ดีเลย ใครมีอยู่ยังทรามอยู่ทั้งนั้น ภาวะตัณหาก็เลวอยู่ แต่ลดความทรามลงไปได้ เพราะว่ากามนี้ ทรามกว่าเพื่อน หยาบกว่าเพื่อน เป็นภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีความใคร่อยากในกาม เป็นเรื่องที่หยาบตั้งแต่ภายนอก ถ้ายังไม่เรียนรู้ ยังไม่ลด ไปนั่งหลับตาดับตัณหาดับกิเลส มันไม่มีของจริง ไม่มีของจริง ไอ้ตรงนี้ แหม! เข้าใจกันยากเลย หลับตาเข้าไปมีแต่จิตสัมภเวสี จิตไม่มีความเป็นคนครบความจริง ไม่มีปัจจุบันชาติ ไม่มีทิฏฐธรรม เพราะฉะนั้นตาหูจมูก ลิ้น กาย ดับไปแล้วเหลือแต่จิต มันเหมือนคนตาย จิตสัมภเวสี มันจะไปดับตัณหาดับกิเลส มันไม่ใช่กิเลสตัณหาที่เป็นปัจจุบัน มันไม่ใช่ของจริง มันมีแต่สัญญา มันมีแต่ความจำ ความกำหนดอยู่ในจิตตัวเอง มันไม่ใช่กิเลสที่มันเกิดขณะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ฯ อันนั้นคือกิเลสจริง ตัณหาจริง ตัณหาที่เป็นกาม ลดได้ก็จะเหลือข้างใน และไม่ได้หมายความว่าคุณเหลือข้างในนี่ คุณหลับตา ปิดหู ปิดจมูก ไม่ใช่ กายคุณ ตาคุณก็จะมีการกระทบ ตา หู จมูก ฯ กระทบอะไรๆ อยู่ทั้งนั้นนะ แต่กิเลสข้างนอกมันไม่มีแล้ว มันเหลือกิเลสข้างในอยู่ กระทบแล้ว กิเลสข้างนอกมันก็ไม่เกิดอยาก มันไม่มี มันเหลืออยู่กับภายใน เต๊ะท่าเหมือนพระอรหันต์เลย เหมือนกับผู้ไม่มีกิเลสก็ได้ ทำจะเก่ง ปิดบัง ไม่ให้มันออกมานะ ดูจากกิริยาท่าทางทางภายนอก เต๊ะท่าเหมือนอย่างกับพระอรหันต์เลยนะ เพราะข้างนอกไม่มีรูปสภาพของกิเลสแล้วนี่ เขาทำได้ แล้วคนก็พยายามทำอยู่ ดีไม่ดีหลอกคนด้วยว่าไม่มี แต่แท้จริงนี่ตัวเองยังไม่ได้ล้าง ยังไม่ได้ละเลย แล้วมันก็ลิ้มเลียละเอียด กินนานกินลึก กินไม่มีใครรู้ แต่ตัวเองนั่นแหละรู้ มันเป็นนามธรรม หลอกตัวเองหลอกผู้อื่น หลอกทั้งตัวเอง หลอกทั้งผู้อื่น ยิ่งหลงเข้าใจผิดเลยว่าตัวเองไม่มี เหมือนอย่างมหาบัว หลอกตัวเองว่าไม่มีกิเลสกาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ทั้งๆที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เคี้ยว (หมากพลู) จั๊บๆๆ กินไม่ได้ขาดปากเลยนี้ ก็ไม่รู้เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสทางภายนอกนั้น นี้ อย่างนี้ ถ้าไม่รู้ก็เรียกว่าโง่ดักดาน ถ้ารู้ว่าเป็นกิเลสอยู่ แต่หลอกคนอื่นด้วย คนนี้ไม่มีอะไรที่จะทำชั่วไม่ได้ อย่างที่ว่าโกหกคนอื่นทั้งๆที่ตัวเองรู้ นี่ก็พูดไปหมดแล้ว เคยอธิบาย เคย ผ่าน เพราะฉะนั้นในกามตัณหากับภวตัณหา ต้องกิเลสในกามาวจรหมดแล้ว แล้วก็มีกามาวจรอยู่ เหลือกิเลสในรูปาวจรกับอรูปาวจรคือภายใน คุณก็ล้างต่ออีก ล้างจนกระทั่งกิเลสในขั้น 2 รูปาวจร ในภวตัณหา หมดภวตัณหาในรูป รูปตัณหาเป็นรูปาวจรข้างใน เหลืออรูปเป็นขั้นสุดท้าย คุณก็ล้างอีก ล้างอรูปขั้นสุดท้าย หมด คุณก็หมดแล้วตัณหาทั้งภายนอกกามภพ (กับภายใน) รูปภพ อรูปภพ เป็นผู้มีวิภวตัณหา คือ ตัณหาไม่มีภพ เช่น พระอรหันต์ขึ้นไปหรือพระพุทธเจ้า เป็นตัณหาอุดมการณ์ อาตมาก็เคยใช้คำนี้ด้วย เป็นตัณหาไม่มีตัวตน ไม่ได้เพื่อตัวตนเพื่ออะไรเลย เป็นการทำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อประโยชน์คุณค่าของโลกของมนุษยชาติ เป็นผู้เสียสละอยู่อย่างเต็มรูป วิภวตัณหา ในนี้นี่สาธยายว่าไง ( )
3. วิภวตัณหา (อยากได้ความไม่มีภพ หรืออยากพ้นไปจากภพ, หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ที่อาศัยไว้เพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง) ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย (วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง)
ก็มีคนอื่นเขาเอาบาลีมา (เขาว่า) วิภวตัณหา คือ อยากได้ความไม่มีภพ นั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ยังไม่หมด อยากได้ความไม่มีภพคือกามภพ กามตัณหากับภวตัณหา นี้ภพที่ยังมีกามตัณหา กับภวตัณหา หมดแล้วความอยากได้นี้ หมดความอยากได้ในภพกามกับภวตัณหาที่เป็นรูปกับอรูปหมดแล้ว ความอยากพ้นไป ก็พ้นไปแล้ว หรือปรารถนาสิ่งที่ไม่ใช่ภพเพื่อตน ได้ความไม่ใช่ภพเพื่อตนได้แล้ว เป็นตัณหาแห่งอุดมการณ์ ก็เหลือความปรารถนาดี ความต้องการที่ดี อาศัยเพื่อดำเนินความดีไปเช่นนั้นเอง ศึกษาเพื่อเป็นไป อ้อ ไม่ใช่ ศึกษาเป็นไปเพื่ออาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ อันน้อมนำไปเพื่อความปลดปล่อย พระบาลีว่า วิเวกนิสสิตัง วิราคนิสสิตัง นิโรธนิสสิตัง โวสสัคคปริณามิง นี่เป็นพระบาลีที่เขาแปล อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ อันน้อมไปเพื่อความปลดปล่อย นี่ก็เป็นเรื่องของ ความรู้ความจริงที่ปฏิบัติแล้วจะเข้าใจอาการของตัณหาที่เป็นตัณหากาม ตัณหาที่เหลือภวะ จนหมดแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า กลายเป็นคนเด๋อเฉย ไม่อยากอะไร ไม่ปรารถนาอะไร ไม่คิดจะทำอะไร อยู่ลอยๆ เป็นแท่งหินแท่งไม้เป็นแท่งก้อนดินเฉยๆ นั่นก็เป็นการเดาของคนที่ไม่รู้เรื่อง จิตมันเป็นธาตุรู้ที่วิเศษ เมื่อหมดกิเลส หมดแล้วก็เป็นจิตวิเศษที่เป็นประโยชน์ เป็นมนุษย์สุดยอด เป็นมนุษย์ประเสริฐ เป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าอยู่ในโลก พระพุทธเจ้าจึงสอนให้คนหมดกิเลสเป็นอรหันต์ เมื่อคุณเป็นอรหันต์แล้วถือว่าจบกิจ ปลดปล่อย จะเกิดอีกกี่ชาติก็เป็นอรหันต์อีก ก็เกิดไปสิ เป็นมนุษย์ที่ไม่มีโทษไม่มีภัยต่ออะไรเลย มีแต่คุณค่าประโยชน์เพื่อผู้อื่นไปอีก แล้วคุณอยากจะเกิดอีกกี่ชาติๆๆๆ อยู่ เชิญนิมนต์พระอรหันต์ เพราะไม่เสียหลายอะไรเลย นี่คือพระพุทธเจ้าค้นพบความเป็นมนุษย์ที่สุดยอด จบกิจหมายความว่า ยังเป็นมนุษย์ที่จะทำกิจ ทำการ ทำงาน มีกรรมกิริยาอะไรต่อไป เมื่อเป็นผู้จบอรหันต์แล้วจบกิจแล้ว คุณจะอยู่จะตายก็สามารถทำตายทำเกิดได้ โดยเกิดอีกอย่างไรๆ ก็ไม่มีกิเลสอีกเลย นี่เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ยิ่งใหญ่ที่สุดในความเป็นมนุษย์ชาติ ในความเป็นสัตว์ประเสริฐที่ยิ่งใหญ่ ทางเทวนิยมนี่ ประเทศที่ยังไม่มีความรู้ของพุทธศาสนาโลกุตรธรรมอันนี้นี่ ทั้งนั้นแหละ ยังไม่มี ไม่รู้ จึงรบราฆ่าฟันอะไรต่ออะไร แม้แต่พุทธศาสนิกชนคนไทยนับถือพุทธแล้วไม่มีโลกุตรธรรมอันสูงพอ ก็ยังหาเรื่องตีกัน ฆ่ากัน รบกันอยู่ ก็ยังมีอยู่เลย มันไม่ง่าย อย่างชาวอโศกนี้ไม่ไปรบราฆ่าฟันใครหรอก มีแต่จะไปช่วยให้สงบระงับ ให้อยู่เย็นเป็นสุข ช่วยกัน จะไปช่วยเสริมหนุนเข้าข้างนั้นข้างนี้ รบราฆ่าฟันกันจะ ไม่ทำ ชาวอโศกไม่ทำ ไม่ทำแม้กระทั่งพวกคุณจะมาฆ่าเราตาย เขาก็ฆ่าเราตายได้ เราไม่ตอบโต้ เพราะเรารู้แล้วการเกิดการตายไม่ใช่เรื่องยิ่งเรื่องใหญ่อะไร ถ้ายิ่งเป็นอรหันต์แล้ว เขาฆ่าตายก็ตายสิ เราจะเกิดอีกไม่เกิดอีกก็เรื่องของเรา พระอรหันต์แล้ว อธิบายไปหมดแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อาตมาว่ามันเป็นเรื่องที่จบในการเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
สภาพลิงลมอมข้าวพอง มีกิเลสหรือไม่ มีวิบากอย่างไร _ไม้ร่ม... เวลาเกิดมาเป็นลิงลมอมข้าวพอง มีกิเลสไหมครับ พ่อครูว่า... ศัพท์คำว่า ลิงลมอมข้าวพอง เป็นศัพท์ที่อาตมานำมาใช้อธิบาย เอาคำมาจากการละเล่นของไทยชนิดหนึ่งเรียกว่า ลิงลมอมข้าวพอง คือเอาผ้าปิดตา แล้วคุกเข่า แล้วก็หมอบ แล้วก็ให้เพื่อนเขย่าให้เมาให้มึน เมื่อลุกขึ้นมาก็จะไม่ค่อยรู้ตัวเต็มที่ แล้วก็ไล่จับเพื่อน มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็เหมือนคนมืดบอด เอาผ้าปิดตา ที่เล่น ลิงลมอมข้าวพอง เขาก็ไปหลบเอาผ้าปิดตาด้วย เพื่อนเขาจะส่งเสียงว่าอยู่นี่ เขาก็ได้ยินแต่เสียงก็ตามเสียงไป ดีไม่ดีไปชนเอาเสาด้วย ก็เฮๆกันสนุกสนาน สรุปแล้ว ลิงลมอมข้าวพองก็คือมันเป็นความยังมึนๆงงๆอยู่ อะไรมึนงง เช่น พระพุทธเจ้าเกิด ตอนยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ช่วงชีวิตที่ท่าน 29 ปี 35 ปี 29 ปีก็ยังเป็น ลิงลมอมข้าวพอง เหมือนกับเป็นคนโลกีย์ เสพสุขอยู่แบบโลกีย์ แต่ว่าจริงๆแล้วมันมีความซับซ้อน ไม่ได้ไปจัดจ้านอะไร คนพูดไปอย่างนั้นเอง แต่ท่านเป็นผู้ที่มีพรั่งพร้อม ตัวท่านเองไม่ได้จัดจ้าน แต่คนจะมาบำเรอที่จะยกให้ จะต้องมีมาก มันก็เลยซับซ้อนกัน แต่ท่านไม่มีมาก เพราะว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์มาจนกระทั่งถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว แต่มันก็เหมือนกับคนโลกๆ เพราะฉะนั้นอันนี้แยกยาก เมาเหมือนกับคนโลกๆ เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะพรั่งพร้อมไปด้วยสนม ไปด้วยมเหสี มีทรัพย์สฤงคาร มีชั้นยศ มีอะไรต่างๆนานา ก็เป็น เหมือนโลกๆ คนมองไม่ออก ท่านก็เป็นเศษของวิบาก มันจะต้องเป็นเช่นนั้น อีก 6 ปี ก็ไปถูกพวกนักปฏิบัติธรรมมอมเมาเอาไว้แบบเดียรถีย์ ก็ไปอยู่ป่าอีก 6 ปี รวมแล้ว 35 ปี ลิงลมอมข้าวพอง อยู่ 35 ปี จึงระลึกได้ในวันเพ็ญเดือน 6 ขึ้น 15 ค่ำ ระลึกได้ว่า เออ..เราก็ยังมาหลงเลอะอยู่กับวิบากอยู่นะ 29 ปีกับอีก 6 ปี เป็น 35 ปี ระลึกความจริงได้ว่าท่านเป็นผู้ที่ผ่านภพ ผ่านภูมิมาหมดแล้ว มีพระสัพพัญญุตญาณมาแล้ว พระพุทธเจ้าในชาติที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะนี้ ท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไร มีแต่วิบากเป็น ลิงลมอมข้าวพอง ที่อธิบายให้ฟัง พอระลึกได้แล้ว ท่านก็ชัดเจนในตัวเอง แล้วก็ไปทบทวนตัวเองอีก 49 วัน ที่เขาใช้คำว่าเสวยวิมุติอีก 49 วัน ท่านก็ระลึกถึงทุกอย่าง ถึงภูมิธรรม ถึงสัจธรรม ถึงสัพพัญญุตญาณต่างๆ ที่เป็นโลกุตรธรรม ที่ได้ศึกษาฝึกฝนตรัสรู้มาจนสมบูรณ์แบบ เพื่อนำสัจธรรมนั้นมาประกาศลงไป จากนั้นก็ออกเผยแพร่ ไปโปรดปัญจวัคคีย์ก่อน แล้วก็ไปโปรดผู้อื่น เปิดศาสนาตั้งแต่บัดนั้นไป นี่ก็เป็น ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้พูดเดา ไม่ได้เอามาจากตำรา อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ รู้หมดแล้วพิมพ์เขียวระดับอย่างนี้ พิมพ์เขียวอย่างนี้อาตมามีหมดแล้ว มีแต่จะเดินตาม ที่สมัยใหม่เขาเรียก พิกัด GPS (GPS Navigator ตัวนำทาง) หรือจะเรียก Road Map จะเรียกอะไรก็ได้ อาตมามีหมดแล้ว มีแต่จะเดินตามทางไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้นเอง _สู่แดนธรรม... ที่ลุงไม้ร่มถามว่าตอนที่เป็น ลิงลมอมข้าวพอง ถือว่ามีกิเลสไหม พ่อครูว่า... ถามตรงนี้ดี มันไม่ได้เป็นกิเลสของตัวเองหรอก มันหลงไปตามโลกเขา อ๋อ.. คนโลกเป็นอย่างนี้หรือ ก็เป็นไปตามเขา มันไม่กี่ปี มันไม่ใช่ เหมือนอาตมานี้ก็ ลิงลมอมข้าวพอง ตั้งอายุ 36 จึงออกมา _สู่แดนธรรม... เหมือนเด็กเล่นขี้โคลนแล้วขี้โคลนพอกผิวหนังไว้ มันไม่ได้ซึมเข้าไปในเนื้อ พ่อครูว่า... ไม่ มันถูกฉาบพอกจากโลกีย์ มันหลอก (ภาพขึ้นบนจอ พ่อครูสมัยหนุ่ม) Insert ตอนยังเรียนอยู่ สวมชุด เรียนอยู่เพาะช่าง แล้วตอนตีแบต _สู่แดนธรรม.. เขาเอาภาพขึ้นมาเพื่อให้ดูประกอบ ว่าพ่อท่านในสมัยนั้นก็คือลิงลมอมข้าวพอง พ่อครูว่า... ใช่ ก็อยู่กับโลกเขา ไปตามโลกเขา มันก็มีได้ บางทีก็เก่ง บางทีก็ไม่เก่ง อย่างอาตมาไม่ค่อยเก่งทางโลก เล่นไปได้ตามประสา ไม่ค่อยเก่ง _สม.กล้าข้ามฝันว่า… พ่อท่านไม่มีกิเลสแล้ว วิบากแรงไหมคะ พ่อครูว่า... วิบากก็ไม่แรงอะไรหรอก มันวิบากเพราะว่ามันมี ภาวะ 2 ด้าน ทั้ง 2 ส่วน ถ้า 2 คนต่างมีวิบากผูกพันกันมา อาฆาตแรงทั้งคู่ วิบากมันก็แรง แต่ถ้าข้างเดียว ใครจะอาฆาตมาก็อาฆาตไป มันก็เบา จริงๆแล้วมันมีอจินไตยด้วย ความลึกซึ้งของวิบาก คู่วิบากนี่ก็มีแต่เบาลงๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่อาฆาตหรือคู่รัก มันก็จะยิ่งนานยิ่งมาก คู่วิบากก็จะมีภาวะที่เกิดบ้าง มาพบกันชาตินั้นชาตินี้อีกตามที่เศษวิบากเหลือมันก็ไม่จัดจ้านอะไร มันก็ไม่ยาก อย่างอาตมานี้ไม่มีอะไรยาก โดยเฉพาะทางด้านร้าย ด้านเลวร้ายรุนแรง ไม่มีเลย ชาตินี้อาตมาไม่มีคู่อาฆาต ไปเข่นฆ่า จะปองร้ายอะไรไม่มี มีแต่เรื่องผูกพันทางรัก มีรักมีบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีมากจัดจ้านอะไรเหมือนกับคนทั่วไปในโลก เสร็จแล้วมันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติที่มันจะต้องเป็นอย่างนี้ แม้แต่เป็นพระพุทธเจ้าท่านก็ไม่หลุดพ้นทีเดียว ก็ต้องมามี ลิงลมอมข้าวพองอย่างนี้ เดี๋ยวพวกเราจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ที่อาตมาหยิบมาอธิบายให้ฟัง ซึ่งมันไม่ง่าย อย่างในรูปนี้ (บนจอภาพ) ใครเห็นแล้วก็บอกว่า คาบบุหรี่แบบนี้มันเป็นคนสูบบุหรี่ไม่เป็น ใครเขาก็บอกแว่นตาก็ไม่ใช่แว่นสายตา ทำเป็นเต๊ะท่า เหมือนกับเป็นผู้คงแก่เรียนหรือเป็นนักประพันธ์ หรือเป็นอะไรต่ออะไร ตอนนั้นหายจากเป็นโรคไทฟอยด์มั้ง ผอม นี่เขาแต่งหน้านะ แต่งฟิล์มเวลาไปถ่ายรูป ทำเต๊ะทำโก้ เอาละ มากมาย เป็นเรื่องโบราณสนิมรัก
_กระถิน สุขดี . กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง กราบเรียนถามพ่อครูว่า อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า... เอาละ เข้าเป้า ตอบวันนี้จนหมดเวลา เรื่องสั้นๆอย่างนี้อาตมาตอบได้ยาวๆ มันเป็นทุกอย่างเลยนี้ เป็นไตรสิกขาของศาสนาพุทธทั้งหมดในพุทธศาสนาเลย อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ เป็นอย่างไ