661202 พ่อครูให้สัมภาษณ์งานวิจัย ป.โท คุณขวัญชวนไพร และ ป.เอก คุณเอมอร ทีม พวธ.(รอจัดด้านท้าย) .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์40 KB
วันที่แก้ไข12 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661202 พ่อครูให้สัมภาษณ์งานวิจัย ป.โท คุณขวัญชวนไพร และ ป.เอก คุณเอมอร ทีม พวธ. https://youtu.be/sNi4YKC3kB0

2 ธันวาคม 2566 ราชธานีอโศก

ขวัญชวนไพร กิ๊ฟขออนุญาตนะคะ ตอนนี้กิ๊ฟเรียน ป.โท อยู่ที่ ม.รังสิต เอกผู้นำด้านสังคมธุรกิจและการเมืองค่ะ พวกเราไปเรียน ป.โท ด้วยกันทั้งหมด 15 ท่าน หลวงปู่ เอาเลย เอาให้ได้ 16 คนเลย เรียน 15 เอาให้ได้ 16 ก็ได้คนอื่นมาด้วย 16 ก้าวหน้า ขวัญชวนไพร แล้วก็ปริญญาเอกด้วย ทั้งหมด 10 ท่าน หลวงปู่ ปริญญาเอกอีก 10 เอาให้ได้ จบ 11 เลย ขวัญชวนไพร อันนี้เฉพาะที่ ม.รังสิต นะคะ ส่วน ม.อื่น ๆ กระจายกันทั่วประเทศก็มีเยอะพอสมควรค่ะ จากที่กิ๊ฟมารายงานหลวงปู่อยู่เรื่อย ๆ นะคะ เรื่องโรงเรียนของหนู วันนี้กิ๊ฟมาขอสัมภาษณ์ค่ะ ทำวิจัยเรื่อง การเรียนรู้แบบพุทธะจิตตปัญญาของสถาบันวิชชาราม โรงเรียนของหนู มีนักเรียนอายุตั้งแต่ 7 ขวบถึง 80 ปีนะคะ ร่วมเรียนรู้ไปด้วยกันทุกเพศ ทุกวัย เปิดเรียนผ่านซูมเวลาตี 3.45 จนถึง 8 โมงเช้าของทุกวันค่ะ โดยมีท่านสมณะ คุรุ จิตอาสาแพทย์- วิถีธรรม และประชาชนทั่วไป เรียนรู้ร่วมกันประจำทุกวัน จุดประสงค์คือ ใช้องค์ประกอบมิตรดีสหายดี เป็นพลังหมู่ช่วยกันเติมปัญญาล้างกิเลส แม่นเป้าในการล้างกิเลส ทุกคนในห้องนี้จึงเป็นอิสระในการเข้าชั้นเรียน อิสระในการบอกเล่ากิเลสของตน อิสระในการเติมปัญญา ไร้การบังคับใด ๆ ทุกคนจึงเป็นทั้งคุรุและนักเรียน ต่างฝ่ายต่างเติมปัญญาช่วยกันล้างกิเลสกันทั้งห้องค่ะ จึงมีปัญญาที่หลากหลายเหลี่ยมมุมในการล้างกิเลส พร้อมทั้งส่งกำลังใจให้กันและกัน เพื่อมีแรงจูงใจไปสู้กิเลสต่อค่ะ ปัจจุบันมีสมาชิกที่ร่วมลดกิเลสด้วยกันเป็นทีมทุกวันนะคะ ประมาณ 30 – 40 กว่าท่าน ทุกวันนะคะ สมาชิกเหล่านี้จะเป็นสมาชิกประจำค่ะ ไม่ค่อยมีหน้าใหม่น

อ่านต่อ

ะคะ ยกเว้นน้องใหม่เข้ามาบ้างเป็นบางครั้ง เริ่มต้นก่อตั้ง ตั้งแต่ พ.ศ. 2563 หลวงปู่ โอ้ 3 ปี แล้วเหรอ ขวัญชวนไพร ตั้งแต่โควิดค่ะหลวงปู่ ถือวิกฤตโควิดเป็นโอกาส เพราะว่าโควิดเราจะติดแหง็กอยู่ที่บ้าน หรือไปไหนไม่ได้ ก็เลยเกิดการรวมตัวขึ้นค่ะ รวมตัวร่วมกับท่านสมณะที่ร่วมเติมปัญญาประจำให้พวกเราคือ มีท่านฟ้าไท ท่านแก่นหล้า ท่านบินก้าว และท่านพ้นพิษค่ะ ท่านบินก้าวขยันมาตรวจการบ้านมากเลยค่ะ ท่านดูแลเรื่องการบ้านนักเรียนได้ดีทีเดียวค่ะ ส่วนท่านแก่นหล้าขยันเข้าซูมค่ะ มาคุยกันประจำ ส่วนท่านฟ้าไท เมื่อท่านว่างท่านก็จะมาเรื่อย ๆ ช่วงนั้นน้ำท่วม ท่านเข้ามาทุกวันเลยค่ะ ท่านพ้นพิษก็มาบ้าง โดยเฉพาะมาสอนเจโตสมถะให้พวกเราค่ะ เพราะสายฟุ้ง ต้องเติมสมถะซักหน่อยค่ะท่าน สมณะที่มาร่วมเป็นครั้งคราว มีท่านผืนฟ้า ท่านเสียงศีล และก็มีสมณะปัจฉาท่านดินไท กับท่านแสนดินนะคะ บรรยากาศในห้องเรียนของพวกเรา ใช้ภาษาบ้าน ๆ ภาษาง่าย ๆ แบบตั้งวงกินข้าว เป็นครอบครัว เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนแบบสบาย ๆ ค่ะ หลวงปู่ อ้าว ดี นี่แหละดี ขวัญชวนไพร ช่วยกันแก้ไขปัญหาชีวิตจากต้นตอคือลดกิเลสเป็นหลักเลยค่ะ มันก็จะแก้ปัญหาเรื่องอื่นได้ง่ายขึ้น จะมีทั้งเสียงหัวเราะ เสียงแบบเล่น ๆ กับเด็ก ๆ บ้างนะคะ เล่นกับยูนิ เล่นกับน้องบุญ เสียงดุดันก็มีนะคะกรณีกิเลสแรง เสียงสุภาพก็มี ภาษาพ่อขุนรามคำแหงก็มีบ้างเหมือนกันนะคะ หลวงปู่ หัวเราะ ขวัญชวนไพร ต้องเชิญมาเยี่ยมหน่อยนะคะ กู ๆ มึง ๆ บ้าง เมื่อกิเลสมันหนัก มันแรงมาก มันหนักมาก มันเอาไม่อยู่ก็มีบ้างนะคะ ดังนั้นปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับจริตของนักเรียนเป็นหลักค่ะ นักเรียนเป็นอย่างไรก็ส่วนมากก็จะไปคู่กับนักเรียนค่ะ เราใช้นักเรียนเป็นที่ตั้งค่ะ คำถามมี 2 ข้อค่ะ ข้อ 1 นะคะ หลวงปู่มีความคิดเห็นอย่างไร ต่อการก่อตั้งกลุ่มโรงเรียนของหนูที่เกิดขึ้นมาในทุกวันนี้ค่ะ กราบนิมนต์ค่ะ หลวงปู่ คำถามข้อที่ 1 ความคิดเห็นของหลวงปู่ ก็ มันก็สุดยอดดีแหละ การได้ก่อตั้งกลุ่มโรงเรียน และเป็นโรงเรียนที่ดี เป็นโรงเรียนที่สุดยอดแล้ว คือโรงเรียนที่เราจะรวมเอาประดาความรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นโลกุตรธรรม เอามา พยายามที่จะให้ทุกคนได้ศึกษา ได้ฝึกฝน ได้อบรม ได้ปฏิบัติกัน จนกระทั่งเกิดบรรลุได้จริง ๆ จัง ๆ มันไม่มีอะไรที่จะดียอด เลิศยอด เท่าคนมีคุณธรรม โดยเฉพาะคำว่าคุณธรรม ไม่ใช่แค่โลกียะ เป็นคุณธรรมระดับโลกุตระ เป็นคุณธรรมระดับโลกุตระ ซึ่งคำว่าโลกุตระนี่เป็นของพระพุทธเจ้าโดยตรง เป็นธรรมะที่มีนิยามชัดเจนว่า โลกุตระ คือคนอีกโลกหนึ่ง ที่แตกต่างอยู่เหนือกว่าคนอีกโลกหนึ่ง โลกหนึ่งคือโลกโลกียะสามัญปุถุชนทั่วไป ทั่วโลก คนเราเกิดมามีอวิชชาทั่วโลก วนอยู่ในโลก ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข โดยเฉพาะสรุปตรงที่ ก็สุขโดยการมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข ถ้าเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ ถูกนินทาว่าร้าย ก็ทุกข์ ยึดติดอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ทีนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ล้างได้ มันเป็นเรื่องที่ ไม่ต้องไปมี ก็มีทฤษฎีต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้ามาล้างโดยมีเหตุก็คือจิตนี่แหละมันเป็นตัวอวิชชา จิตเป็นตัวโง่ ต้องมาเรียนรู้ให้มันหายโง่ ให้มันมีความเข้าใจ มีความรู้จริง จน กระทั่งถึงทั้งรูป และนาม รู้จักอาการของจิตจริง ๆ จิตตัวโง่ เรียกกิเลสก็ได้ เรียกมารก็ได้ เรียกอะไรก็ตามที่มันเป็นอวิชชา มันเป็นตัวไม่ดี เป็นอาการชนิดนั้น ลักษณะอย่างนั้น

แล้วก็ใช้การรู้นี่แหละ รู้ ความรู้ที่รู้ซับรู้ซ้อน รู้ทับทวียิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้น ทำให้มันยิ่งรู้ชัด ๆ ๆ จนกระทั่งมันมีพลัง รู้จนกระทั่งไอ้เจ้าตัวโง่นั้นรู้ตัว ตัวโง่รู้ตัว รู้อะไร อะไร รู้ว่าตัวเองโง่ ตัวโง่มันรู้ตัว ว่าตัวเองโง่ แล้วก็รู้ว่าอีกตัวหนึ่งไม่ใช่ตัวโง่ แต่ตัวปัญญา ตัวฉลาด ที่รู้หน้าตาของ ไอ้เจ้าตัวโง่เนี่ย ไอ้กิเลสเนี่ย ว่ามันเป็นตัวขี้เหร่ มันเป็นตัวน่าเกลียด มันเป็นตัวที่ไม่น่าจะ ไปเสนอหน้าต่อปัญญา ไม่น่าจะไปอยู่ใกล้ อยู่ชิด

สรุปแล้วเห็นว่าตัวเอง ต่างพันธุ์ ต่างเผ่า ต่างตระกูล ต่างคนละโลกกับปัญญา จนทำให้ตัวโง่นี่ละอาย ละอาย หิริ ตัวโง่ก็หายไป แต่ถ้าหากยังไม่สนิท มันก็จะยังย้อนมาบ้าง จนกระทั่งตัวโง่มันชัดเจนอีก เป็นโอตตัปปะ กลัวเลย ไม่ใช่ละอายเท่านั้นทีนี้ ตัวโง่ก็ไม่มาอีกเลย นี่ก็ชนะเด็ดขาด นี่อธิบาย ฟังง่าย ๆ รูปธรรมธรรมดาเลย จนมาเป็นนามธรรม อธิบายจับตัวนามธรรมมา มาคลี่ขยายเห็นทุกมิติเหลี่ยมมุมของมันให้ฟัง เพราะฉะนั้น เมื่อปัญญามันมีคุณสมบัติ มีคุณธรรมที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ โง่ อาการโง่ในจิต ก็หายไปหมด นะ ทีนี้คนก็มีจิตเป็นประธาน เมื่อจิตมันทำความโง่ออกไปได้ เหลือแต่ปัญญา ปัญญา ปัญญา มันก็สมบูรณ์แบบแล้ว หน่ะ เป็นคน เพราะฉะนั้นเกิดเป็นคน จะเป็นเด็กไปจนกระทั่งถึงแก่เฒ่าขนาดไหนก็แล้วแต่ ได้พัฒนาจิตวิญญาณขึ้นมาเป็นคนมีปัญญา หายโง่ เลิกโง่ ตัวโง่ไม่มีเรื่อย ๆ ๆ ๆ ก็ยิ่งฉลาด ยิ่งมีฉฬายตนะ ยิ่งมีตา หู จมูก ลิ้น กาย กับใจ สามารถที่จะทำเกิดความรู้ รวมกันทำงานรับรู้ เป็นภาวะสอง มีรูป มีนาม รู้ปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นตัวรู้ เป็นอายตนะ แล้วก็ชัดเจน ขัดเจน ชัดเจน ทุกอย่าง ทุกอย่าง ทุกอย่าง ตรงกัน มันก็พูดกันสบาย รู้เรื่องกัน คนที่อยู่ร่วมกันต่างก็มีปัญญาด้วยกัน ไม่มีตัวขัดแย้ง ไม่มีตัวมาทะเลาะเบาะแว้ง ไม่มีตัวที่จะมารวนเรอะไร มันก็สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ ก็สุดยอดแล้ว อย่างที่หลวงปู่ได้พยายามนำเอาภาษาสมัยนี้ เอาภาษาง่าย ๆ เอาภาษาอะไรมาตั้ง มาเรียบเรียง มาขยายความให้เข้าใจสภาวธรรม ก็เข้าใจกันดี และก็ไปทำให้มันได้ ลงตัวกันหมดแล้ว มันก็เป็นความจบ สรุปแล้ว ถามว่าหลวงปู่คิดเห็นอย่างไรต่อการตั้งกลุ่มโรงเรียนของหนู ก็ดีสิ ก็ขอบคุณหนูที่มาช่วยตั้งโรงเรียนขึ้นมา แล้วก็เป็นโรงเรียนอันวิเศษ เป็นโรงเรียนอันประเสริฐ เป็นโรงเรียนอันดีอย่างนี้ ทำให้เกิดผลสำเร็จ ให้เป็นความจบกิจ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่าจบกิจคืออะไร ตอนนี้หลวงปู่กำลังขยายความจบกิจอยู่ ก็ค่อย ๆ เป็นไป ตั้งหัวข้อไว้ อย่าง 3 ข้อ 4 ข้อ จบกิจขั้นที่ 1 จบกิจขั้นที่ 2 จบกิจขั้นที่ 3 จบกิจขั้นที่ 4 อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ถ้าจบกิจขั้นที่ 4 ก็สุดยอดแล้ว ไปถึงขั้นโพธิสัตว์ระดับ 7, 8 , 9 แล้ว ถ้าจบกิจ ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 อยู่ ก็อย่างที่หลวงปู่ค่อย ๆ อธิบายไป ขวัญชวนไพร กราบขอบพระคุณค่ะ คำถามข้อที่ 2 นะคะ หลวงปู่มีแนวทางการพัฒนากลุ่มโรงเรียน ของหนู ควรมีแนวทางชี้แนะอย่างไรดีคะ ถึงจะเกิดการพัฒนาที่เติบโตด้านจิตวิญญาณค่ะ หลวงปู่ แนวทางการพัฒนากลุ่ม พระพุทธเจ้าตรัสรู้หมดแล้ว ไม่ต้องยากต้องเย็นอะไร เรียนให้ถูกต้อง เข้าใจให้ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้ามันเพี้ยนไปเพราะคนเข้าใจผิด และมันก็ผิดมาเรื่อย ๆ อาจารย์รุ่นหลังที่นำพามา ขยายความผิด เอาความเห็นของตน เอาความเห็นที่นอกรีตอะไร อะไร มาผสม จนกระทั่งมาสู่ พ.ศ.2500 นี้ ศาสนานานมาถึง สองพันกว่าปี ต่างคนต่างปู้ยี่ปู้ยำธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า เละเทะมาเรื่อย จนกระทั่งมาถึง 2500 นี่มันอยู่ในขั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสพยากรณ์ไว้ก่อนแล้วในอาณิสูตรว่า โลกุตรธรรมของท่านจะเสื่อม จะเสื่อม จะหายไป เพราะว่าคนอื่นเอาอะไร อะไร มาปลอม มาแปลง มาร่วมอะไรต่ออะไร แล้วก็จะไปมีภาษาสมัยใหม่ ไพเราะเพราะพริ้ง รึว่ามันถูกกับอารมณ์ ถูกกับค่านิยมของคนสมัยใหม่ ก็ไปชอบอันใหม่ ของเก่าก็ไม่เอา ของพระพุทธเจ้าก็ ไม่เอา ไม่รับ หรือเข้าใจไม่ได้ ก็เสื่อมไป จนกระทั่งต้องมีผู้รู้จริง ๆ ที่พูดชัด ๆ เลย ก็ต้องพูดกันตรงไปตรงมา ก็คือมีหลวงปู่นี่แหละ อุบัติขึ้นมา โดยมีของพระพุทธเจ้ามาแล้ว เพราะหลวงปู่เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มีของตัวเอง คำว่าของตัวเองคือได้เรียนรู้มาหลายชาติ ไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว เรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า จนมันเกิดในตนเอง ได้เอง ไม่ต้องอาศัยอาจารย์ ไม่ต้องอาศัยคำแนะนำผู้อื่นอีก ตนเองก็มีในตัว ที่มากบริบูรณ์พอที่จะพาคนเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 1 , 2, 3 อะไรพวกนี้ เพราะว่าตัวเองเริ่มตั้งแต่ระดับ 4 โพธิสัตว์ระดับ 4 มีของตัวเอง ถือว่าเป็นของตัวเองอย่างเที่ยงแท้แล้ว มีนิยตโพธิสัตว์ ก็เริ่มมีสอน สืบทอด ต่อเชื้อ ต่อเชื้อธรรมะพระพุทธเจ้าไปอีก ให้ไปจนกระทั่งหมดพุทธกัปของพระสมณะโคดม อย่างที่ได้เกิดมา เป็นมา แล้วหลวงปู่เกิดมาทำงานนี้มาโดยเฉพาะ ลาออกมาจากฆราวาสเลย มาทำงานนี้มาตั้งห้าสิบกว่าปี ห้าสิบสอง ห้าสิบสามปีนี่ พอเกิดผลจริงก็สืบทอดได้ ก็มีคนรับได้ มีบรรลุโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ จนกระทั่งตามเจอโพธิสัตว์หลาย ๆ รูป แม้ไม่ได้มาร่วมกับเรา แต่ก็ร่วมอยู่ในสังคม อะไร อะไร ก็ได้กล่าวพาดพิงถึงไปอยู่แล้ว เคยพูด เคยกล่าวไป โพธิสัตว์ท่านก็รับผิดชอบ ท่านก็ดำเนินของท่าน แต่ มันก็ประสานกันด้วยเนื้อหาสาระของธรรมะ เพราะฉะนั้นแนวทางต่าง ๆ ที่ทำเนี่ย ก็จะไม่ออกไปจากทิศทางอื่น ไม่แวะออก แล้วต้องตรงเข้าไป ตรงเข้าไปสู่คำสอนของพระพุทธเจ้า เราตรวจสอบได้ เพราะพระไตรปิฎกเล่มนี้ พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐนี่แหละ สรุป ๆ ๆ ไว้เป็นสั้น ๆ เพราะว่า ท่านกัสสปะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านเป็นสายเจโต เอาแต่สรุป ๆ ๆ มันก็สรุป ได้แก่น เราก็ต้องมาขยายความออกไป หลวงปู่มีหน้าที่ขยายความ กระจายให้ ให้ละเอียดพิสดารขึ้นมาจาก จากหนึ่ง ขยายเป็นสอง ขยายเป็นสาม สี่ ห้า หก เจ็บ แปด ให้พิสดาร แต่ไม่ใช่พิสดารออกนอกลู่นอกทาง ทีนี้เราก็จะสืบทอดโรงเรียนของหนู จะสืบทอดออกไป ก็คือ ก็จะต้องรักษาความถูกต้อง จะต้องรักษาความถูกต้องไว้ให้ดี อย่าให้มันผิดเพี้ยนไป นั่นแหละเป็นสำคัญที่สุด ขวัญชวนไพร กราบขอบพระคุณหลวงปู่มากค่ะ และรายงานเพิ่มนะคะ โรงเรียนของหนูตั้งแต่ตั้งมา ประชาชนทั่วไปที่มาร่วม ตอนนี้พี่น้องที่อยู่ในโรงเรียนของหนูเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เป็น จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมนะคะ ก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นนะคะ มีเป็นจิตอาสานิดหน่อย ทีนี้พี่น้องทางบ้านพอคบคุ้นมากเข้า มากเข้า เราก็เลยให้มารวมหมู่รวมกลุ่ม เชียร์ให้เข้ากลุ่ม ก็เลยมาปวารณาร่วม เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม 20 กว่าท่านนะคะที่ร่วมกิจกรรมอยู่ กราบนิมนต์หลวงปู่แล้วนะคะว่า เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ให้กับโรงเรียนของหนูเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เป็นแรงจูงใจ และนำทางไปสู่การลดกิเลสตลอดไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ หลวงปู่ ยินดี ยินดี ยินดี ยินดีเป็นอย่างมากที่คนสนใจเรื่องนี้ ยินดี เต็มใจ ............................

เอมอร... พอดีว่าจะทำงานดุษฎีนิพนธ์เรื่องพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาเชิงพุทธบูรณาการของศูนย์การเรียนวิชชารามค่ะ จะขอความเมตตาหลวงปู่ช่วยตอบคำถามพื่อประกอบงานวิจัยนะคะ

ตอนนี้ปัจจุบันเรียนเป็นนักศึกษาที่ปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย สาขาพุทธศาสนาค่ะ แล้วก็คำถามที่จะถาม มี 3 คำถามค่ะ คำถามแรกก็คือจะถามเรื่องรูปแบบการจัดการรูปแบบการศึกษาในพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นอย่างไรที่ถูกตรงคะ

แล้วก็ข้อที่ 2 นะคะ จะขอความเมตตาหลวงปู่ช่วยขยายความประโยคที่ว่า การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ นี้เป็นอย่างไร

ข้อที่ 3 การนำรูปแบบการจัดการการศึกษาในพุทธศาสนาเถรวาทมาบูรณาการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันควรจะเป็นอย่างไร

พ่อครูว่า... ทวนอีกที ข้อที่ 1.

เอมอร... ข้อที่ 1 รูปแบบการศึกษาในพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นอย่างไร

พ่อครูว่า... รูปแบบการศึกษาของเถรวาท คำว่า”เถรวาท”เนี่ย จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อน เถรวาท เถระ+วาทะ หมายความว่า เป็นคำพูด เป็นคำสอน คำพูด คือเป็นภาษาธรรมะ ในจากรุ่นที่อยู่ร่วมกับพระพุทธเจ้า ในจะเป็นสมณะหรือจะเป็นฆราวาสก็ตาม ในยุคพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่และคนรุ่นนั้นน่ะกล่าวไว้ บันทึกกล่าวคำพูดของพระเถระกล่าว คำพูดของผู้ที่อยู่ในรุ่นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำตรัสของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พุทธพจน์ แต่เป็นคำพูดของลูกศิษย์ในรุ่นที่อยู่ร่วมกับสมัยพระพุทธเจ้า จะเป็นพระภิกษุจะเป็นฆราวาสก็ตาม คำพูดเหล่านั้นแหละเรียกว่า เถรวาทะ เรียกว่าคำพูดของพระเถระ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า เรียกว่าคำพูดของพระเถระ ต่อจากคำพูดของพระเถระ คนต่อมาก็มาศึกษาต่อ ต่อทั้งเอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาศึกษา เอาทั้งคำเถระมาศึกษา แล้วก็เป็นคำพูดรุ่นหลังต่อมาต่อจากรุ่นเถระอีกทีหนึ่ง รุ่นเถรวาทอีกทีนึง คำพูดต่อมานั่นแหละเรียกว่า อาจาริยวาท เรียกว่าเป็นคำพูดของขั้นอาจารย์ไม่ใช่ของเถระ ไม่ใช่ของรุ่นที่ 1 ที่อยู่ในยุคที่ contact กับพระพุทธเจ้าอยู่รุ่นเดียวกันนะ เพราะฉะนั้นคำว่าเถรวาทกับ อาจาริยวาทจึงมีนัยยะที่แตกต่างกัน มีนัยยะสำคัญแตกต่างกันด้วยประการฉะนี้ อ่า นี่ รู้อันนี้สะก่อน

ทีนี้ คำสอน คำว่าสอน เขาไปตั้งนิกายของเขา เป็นนิกายเถรวาท ซึ่งคำว่านิกายก็เป็นความหมายที่ผิดแล้ว ผู้ที่รู้จะไม่เรียกตนเองว่าเป็นนิกาย เพราะมันเป็นอนันตริยกรรม นิกายคือการแตกแยก นิกายคือการแตกแยกออกจากสงฆ์ที่ถูกต้อง ออกจากหมู่นั่นเอง สงฆ์ก็คือหมู่ หมู่ที่ถูกต้อง หมู่ใดก็แล้วแต่ หมู่ใหญ่หรือหมู่เล็กก็ตาม แยกออกมาจากหมู่ที่ถูกต้องเรียกว่านิกาย ไม่ใช่กายของพระพุทธเจ้า กายของพระพุทธเจ้าคือธรรมกาย หรือพรหมกาย ของพระพุทธเจ้าต้องสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นผู้ใดแตกออกมาจากธรรมกายหรือพรหมกายของพระพุทธเจ้านี้ จึงเรียกว่าไม่ใช่กายของพระพุทธเจ้า นิกายจึงคือไม่ใช่กายของพระพุทธเจ้า

มันจะเกิดโดยธรรมชาติ เมื่อเกิดแล้วคนก็ไปใจดำตัดทิ้ง ไม่รับ เขี่ยออกนะ อีกพวกหนึ่ง โดยความไม่มีเ่มตตา ไม่มีความเกื้อกูล ไม่มี คือทั้งๆที่เขาก็อยากจะเป็นพุทธ แต่เราก็เอาออกทิ้งเลย ถ้าคนที่เราเอา ออกนี้ เขาไม่ปาราชิก เขาไม่มีความผิดขั้นปาราชิก เขาไม่มีความผิดถึงขั้นบอกยากสอนยาก ดื้อดึง ตามสังฆาทิเสสข้อสำคัญนั้น สอนไม่ไหวเราก็ควรจะเอื้อเขา แต่ถ้าเขาเป็นปราชิกหรือว่าเป็นสังฆาทิเสสในข้อที่บอกยากสอนยาก ดื้อดึง ทำอะไรก็ไม่ได้แล้วนี้ นะ ถ้ายังในระดับสังฆาทิเสส ระดับนี้ก็เรียกว่า ลงพรหมทัณฑ์ พรหมทัณฑ์ (คือ) ไม่สอน ให้นึกเอง แต่ถ้าปาราชิกนี่ตายไปกันเป็นชาติๆเลย ความผิดใน ระดับปาราชิกคือตัดชีวิตนั้นชาติหนึ่งของผู้ปราชิกนี้ไม่ให้ได้รับความรู้ทางพุทธอีก เรียกว่า ถูกลงทัณฑ์สูงสุด ชาติหนึ่งตายไปแล้ว คุณขวนขวายของคุณเอง ไม่มีการพยายามที่จะให้สืบต่อ สำหรับ โทษปราชิกนี้แรงขนาดนั้น แต่เดี๋ยวนี้มันเสื่อมไปมากแล้ว นั้นมันผิดเพราะอย่างนั้นโทษปราชิกไม่มีใครกลัว มันน่ากลัวที่สุดเพราะว่าถ้าเผื่อว่าปราชิกในร่างเป็นๆ นี้ เท่ากับเราถูกปิดประตูทางศาสนาพุทธไปเลยชาติหนึ่งเลย ตายชาติหน้าคุณขวนขวาเข้าไป อาจจะพยายามเข้าไปให้ได้อีกก็เรื่องของคุณ แต่ชาตินี้ยังไงๆ เนี่ยทุกคนก็ปฏิบัติคนละฝั่ง ปาราชิก ปารา ปาระแปลว่าฝั่ง ปะปาระ ปาระแปลว่าคนละฝั่ง ต้องอยู่กันคนละฝั่งฟากเลย ไม่ต้องมาพูดกัน มาอะไรกันไม่ต้องมาเห็นกัน อย่างนี้เป็นต้น นะ

เพราะฉะนั้น ต้องทำความถูกต้องนี้ไว้ให้ถูกต้อง แม้สิ่งที่มันผิดก็ให้รู้ว่าผิด สิ่งที่ถูกต้องให้ถูกต้อง อย่าให้มาปนเป อย่าให้มาเลอะเทอะอย่าให้มาเปื้อนกัน เราก็จะรักษาความถูกต้องนั้นๆ เอาไว้ได้

พูดไปพูดมาลืมประเด็นข้อ 1. แล้ว อะไรนะ รูปแบบจัดการศึกษาของเถรวาท

ทีนี้ รูปแบบของนิกาย โดยเฉพาะ ขออภัยต้องพูดภาษาตรง ๆ เถรวาทที่เป็นพุทธศาสนาทุกวันนี้ เป็นนิกายไปแล้ว ออกนอกทางของพระพุทธเจ้าไปแล้ว เป็นความเสื่อมและเป็นความผิดดังที่ว่าไปแล้ว

นี่ก็ต้องขออภัยจริง ๆ ต้องพูดความจริงอันนี้ เราเอาความถูกต้องเข้ามาสถาปนาลงไปในสังคมมนุษย์ชาติ 2500 ปีที่มันเสื่อมไปแล้วนี้ อาตมานำมามันก็ตรงกันข้ามกัน เขาก็พยายามที่จะต้าน พยายามที่ จะล้มล้างอาตมา เพราะเขาเชื่อว่าอาตมาผิด เขาถูก

แต่มาถึงวันนี้แล้ว 50 กว่าปี เขาก็ทำไม่ได้ เพราะอาตมายืนยัน ยืนยันทั้งจากตำราซึ่งนับถือพระไตรปิฎก โชคยังดีที่นับถือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐด้วยกัน โชคยังดีที่นับถือพระไตรปิฎกฉบับนี้ด้วยกัน ก็เอาอันนั้นเป็นหลัก แล้วก็ขยายความ แม้จะขยายความแตกต่างกันไปก็พิสูจน์กัน ทางโนนก็พิสูจน์ เราก็พิสูจน์ มันก็จะเกิดพฤติกรรม เกิดพฤติการของมนุษย์แต่ละคน จนกระทั่งถึงความเป็นพฤติกรรมของสังคมกลุ่ม

สังคมกลุ่มของมหาเถรสมาคมหรือคณะใหญ่ เขาก็เป็นแบบหนึ่ง ของเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ก็มายืนยันกันที่พระไตรปิฎกอีก ตรวจสอบกันที่พระไตรปิฎก พวกเราก็เข้าขั้นถูกต้อง เช่น เป็นสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 นะ มีอะไรต่างๆนานา แม้แต่ที่สุดก็ไปถึง มีจรณะ 15 วิชชา 8 เหล่านี้ เป็นต้น เราก็ยืนยันว่าเราอยู่ในร่องในรอยของพระพุทธเจ้าได้ แม้จะยังมีมวลมีปริมาณน้อยก็เป็นธรรมดา ยอดพีระมิดมันก็ต้องมีนิดน้อย ฐานพีระมิดที่มันเลอะไปขยายกว้างออกไปแล้วมันก็ต้องมีมากเป็นสามัญ

เมื่อตรวจสอบแล้ว แม้(มวล)น้อยก็ตาม แต่มันตรงๆๆๆ ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้ามากกว่า แล้วมันจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามันถูกต้อง ก็พิสูจน์ว่าทางที่ผิดก็คือผู้นั้นยังจมอยู่ในโลกียะ ถูกก็คือออกจากโลกียะมาเป็นอีกโลกหนึ่ง เรียกว่าโลกุตตระ เช่น คุณยังมุ่งไปใน หลงลาภ หอบหวงลาภ ยังสะสม ยังหลงใหลยินดีในยศ หลงใหลยินดีในสรรเสริญ ยังหลงใหลเสพสุข แม้แต่คำว่าสุข ก็ยังไม่เข้าใจ เสพสุข สุขทางกามก็ยังยากที่จะเข้าใจ สุขทางรูป-ทางอรูปก็ยิ่งยากขึ้น ยากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น สามารถพิสูจน์ความจริงอย่างนี้ได้นะ ยืนยันได้นะ เป็นสัจจะที่เอาความจริงที่ตรง ตรงทั้งสภาวะ ตรงทั้งพยัญชนะ เอามาวัดเลย เอามาตรวจสอบเลย ยืนยันได้อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้น เราก็ยิ่งเห็นว่า ถ้าเถรสมาคมหมู่ใหญ่เขายังมีวิธีการ เขายังมีรูปแบบ เขายังมีการปฏิบัติประพฤติอย่างที่เขาประพฤติอยู่นั้น สรุปแล้วว่าอันนั้นมันออกนอกทางพระพุทธเจ้า

ถ้าเขาไม่แก้กลับก็ไปแก้ที่เถรสมาคม แก้วิธีการ แก้การเรียนการสอนการอบรม หรือทำความเข้าใจเสียใหม่ให้สัมมาทิฏฐิให้ได้ จนกระทั่งชัดเจนในสัมมาทิฏฐิ รู้ว่าตัวเองผิด แล้วมันจะตรงกับสัจจธรรมพระพุทธเจ้าที่สอนเอาไว้ในสัทธรรม 7 ว่าจะต้องมามีศีล มามีอปัณณกปฏิปทา 3 ถ้ามีอันนี้จริง เข้าใจว่า อ๋อ! เราไม่ได้อยู่ในหลักศีล ไม่อยู่ในหลักปฏิปทา อปัณณกปฏิปทา 3 นี้เลย ไปนั่งหลับตา ไปบำเพ็ญ ไปท่องบ่นบัญญัติอะไรอะไรต่าง ๆ นานา ไม่ได้มาสำรวมอินทรีย์ ไม่ได้มาโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ อะไรเลย

เมื่อเข้าใจแล้ว เขาเชื่อเห็นจริง เรียกว่าศรัทธา เขาก็จะละอายว่าเขาผิด ก็จะเกิดหิริ-โอตัปปะ ตามสัทธรรม 7 ความสำนึกที่สำนึกผิดว่าเราผิด ละอายนี้มันเป็นความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ในคน คนที่มีสำนึกรู้ว่าตัวเองผิด โอ้ เราไม่น่าเลย ไปต่อต้าน ไปว่า ต่อว่า ยกตัวอย่างอย่างรูปธรรมอย่างสำคัญ (พ่อครูพนมมือขึ้นขอขมา)ต้องขออนุญาต พระสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ที่จะกล่าวพาดพิงถึงท่าน ถ้าท่านรู้สึกมีสำนึกที่ว่านี้ ที่ได้มาจาบจ้วงอาตมา ได้มาเข้าใจอาตมาว่าอาตมาผิด ท่านก็เข้าใจได้ว่า ตายๆ สำนึก ท่านเองผิด รู้สึกตัว อาตมาถูก ถ้าท่านเกิดอาการนี้ในจิตจริง ท่านก็จะหิริจริง ละอายต่อสิ่งที่ตัวเองขายขี้เท่อ ขายขี้หน้าตัวเองที่ไปทำไม่ดีไม่งามต่อสาธารณะ ประจานตัวเองไป ผู้คนก็รู้ทั่วว่าท่านมาท้วงอาตมาผิด มาเอาเรื่องอาตมา อย่างที่มันเกิดเรื่องอะไรต่ออะไรมา เรื่องพวกนี้ไปลบล้างไม่ได้หรอก มันเป็นประวัติศาสตร์หมดแล้ว มันเกิดมาแล้วนะ ท่านก็จะรู้สึกตัวด้วยความจริง หิริด้วยความจริง ท่านก็จะแก้กลับ ยิ่งรู้สึกชัดเจนก็จะโอตัปปะ ละอาย กลัว ว่า เออ ไม่กล้าที่จะไปละลาบละล้วง ไม่กล้าที่จะไปทำทะเล่อทะล่าอีกแล้ว เดี๋ยวหน้าแตก ไม่มีหมอ หมอไม่รับเย็บ นะ อย่างนี้เป็นต้น

คนรู้สึกอย่างนี้และแก้กลับ ได้อย่างนี้แหละก็จะเกิดความเจริญ เรียกว่า พหูสูตร เกิดความเจริญเรียกว่าพหูสูตร

เพราะฉะนั้น สัทธรรม 4 (ประการแรก) นี้ ศรัทธา หิริ โอตัปปะ และ พหูสูตร นี้จึงเป็นคุณธรรมของผู้ที่รู้ตัวเอง สำนึกตัวเอง แก้กลับ ปฏิบัติคืนแก้กลับ แก้กลับในความเป็นของตัวเองให้เป็นให้เปลี่ยนไปสู่ที่ถูกต้อง คนนี้ก็เจริญ เมื่อเจริญแล้วมีพหูสูตรเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น มีความจริงความรู้ที่เพิ่มขึ้นก็จะยิ่งวิริยะ สติ ปัญญา จะยิ่งเพียรที่จะพัฒนาตนเอง สติก็จะตื่นเต็มขึ้นไป ปัญญาก็จะเจริญสมบูรณ์แบบขึ้นไปอีกเป็นสัทธรรมอีก 3 ตัวที่เป็นองค์ประกอบพัฒนาไป อย่างเป็นปฏิภาคทวีขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆ

อาการของสัทธรรม 7 นี้ สรุปรวมลงก็เป็น ได้ศัพท์วิชาการว่า ฌาน ฌาน 1, ฌาน 2, ฌาน 3, ฌาน 4

ฌาน 1 คือคุณภาพของการปฏิบัติด้วยสภาวะ 2 รูปกับนาม หรือสภาวะเทวะที่เป็นเหตุปัจจัย เหตุกับปัจจัยก็เป็น 2 อย่างเหมือนกัน สังเคราะห์กัน สังขารกันต่างๆ ขึ้นมา สามารถเรียนรู้ได้ เข้าใจได้ เปลี่ยนแปลงได้ พัฒนาการขึ้นมาได้

จากสภาวะ 2 เรียกกันอย่างศัพท์ Technical Term ของมันเลยว่า วิตก วิจาร เรียกโดยตรงของคำศัพท์ตรงๆ ด้วย Technical Term ว่า วิตก วิจาร

วิตกคือตัวดำริ วิจารณคืออ่านพฤติ วิตกเป็น Static วิจาร เป็น Dynamic วิตกเป็นกระแส วิจารเป็นแรงเคลื่อน อย่างนี้เป็นต้น เป็นสภาพ 2 ก็รู้ได้ว่า ไอ้สภาพ 2 นี่แหละมันจะปรุงแต่งกัน มันจะทำงานร่วมกัน แล้วก็เกิดเป็นผลอะไรขึ้นมา ขึ้นมา

แต่ก่อนเข้าใจผิด ผลมันก็เป็นเรื่องผิด พอมาเข้าใจถูกแล้วมันก็ปรุงแต่งกันใหม่ เป็นอภิสังขารที่ถูก ก็ได้ผลที่ถูกขึ้นมา เมื่อทำได้ถูกต้อง เราก็เกิดปิติ เกิดยินดีในสิ่งที่เราได้พัฒนา เจริญขึ้นมา เป็นปิติ ปิติก็คือดีใจที่ตนเองเจริญ

ถ้าเรายังจะไปยินดีหลงอยู่ในปิติ ฟูใจอยู่อย่างนั้น มันก็ไม่ได้เอาพลังงานมาทำงานต่อ เราก็ลดปิติ พลังงานที่จะไปใช้งาน จิตมันก็มีข้อจำกัดของพลังงานเรา เราก็ลดมา มันก็จะมีพลังงานที่เป็นปัญญาหรือเป็นพลังงานเฉลียวฉลาด ทำให้เราเจริญขึ้น เมื่อปิติสงบ พลังงานทำให้เจริญ ความสงบหรือความไปสู่สะอาด ไปสู่ว่าง สุขะ สุ ดี ขะ ว่าง ขะนี่แปลว่าความว่าง สุแปลว่าความดี ว่างนั่นแหละดี มันก็จะยิ่งจิตว่าง จิตสะอาดลงไป จิตยิ่งว่างยิ่งสะอาดยิ่งมีพลัง โดยเฉพาะพลังรู้ พลังปัญญา พลังฌาน

พลังของฌานคือพลังที่จะทำงาน ฌานคือพลังงานที่ปราบสิ่งที่ไม่ ดี ล้างสิ่งที่ไม่ดี ทำลายสิ่งที่ไม่ดี จัดการทำความไม่ดีออกไปจากจิตให้สะอาด ให้ผ่องใสยิ่งขึ้น เรียกว่าฌาน

เพราะฉะนั้น ยิ่งฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 เจริญขึ้นมาจนฌานที่ 4 ถือว่าเป็นฐานเจริญสูงสุด คือฐานที่สะอาดบริสุทธิ์ ซึ่งมีองค์ธรรมถึง 5 : ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นั้นแหละองค์ธรรม 5 ที่อาตมาสรุปมาให้เรียนรู้

เรียนรู้แล้วอ่านอาการของบริสุทธิ์ อ่านอาการของปริโยธาตา ซึ่งความบริสุทธิ์ที่ยิ่งขึ้น ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าปริโยธาตา แล้วก็รวมทั้งความรู้ รวมทั้งความบริส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน