661209 พ่อครูเอื้อไออุ่น งานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข24 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661209 พ่อครูเอื้อไออุ่น งานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53692.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1BNbAxAyid7U5Zc4qNEkYd3SNo0cXNv3F/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวโหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1CZOf466xqkWb2jHL4f5yIpK7-Kmw4b0N/view?usp=sharing

ดูวิดีโอที่ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/871891567815869 หรือ (มีซับ คำบรรยาย) https://youtu.be/gu-xHI7xqBI

วันเสาร์ที่ 9 ธันวาคม 2566 บวร ราชธานีอโศก วันแรกของงานศิษย์เก่าไหว้ครูบูชาพ่อ ครั้งที่ 1 มีศิษย์เก่าลงทะเบียนในงานนี้ 608 คน

เพลงบูชาพ่อ

ผู้ประพันธ์: สมณะเด่นตะวัน นรวีโร

ทำนองและเรียบเรียง : โอ๋ เกียรติพงษ์

@ พ่อผู้นำจิตวิญญาณ นั้นคือพ่อท่าน ทุ่มเททำงานเต็มที่ ชี้ให้รู้สู่สัมมาฝ่าโลกีย์ ยึดมั่นในความดี ลูกนี้สำนึกพระคุณ

@ พ่อสอนให้ทำลายภพ รู้เท่าทันเจนจบ สบาย สงบอบอุ่น ให้อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล ไม่ทุกข์ ไม่ว้าวุ่น เพิ่มพูนสละไป

@ เหล่าลูกลูกสัมมาสิกขา ทุกสถาบันพร้อมหน้า ไม่ว่าจะอยู่แห่งไหน สุดเหนือสุดใต้ ออกตกจะใกล้หรือไกล ลูกสัมมาสิกขาทั่วไทย พร้อมใจไหว้ครูบูชา

@ ลูกสัมมากลมเกลียว พร้อมใจหนึ่งเดียว สองมือประณมต่อหน้า เทิดสุดเศียรกราบพ่อครูสุดศรัทธา เหล่าลูกลูกสัมมาสิกขา สุดบูชา สุดรัก พ่อครู

พ่อครูว่า... อาตมา วันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา ก็เป็นการครบ 6 เดือนของการมีชีวิตยืนยาวมา 89 ปี 6 เดือน เมื่อ 5 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา มาถึงวันนี้ถือเป็นฤกษ์งามยามดี ที่พวกเราจะจัดงานจัดการ วันที่ 9 ธันวาคม 2566 อาตมาเกิดมาไม่เคยจัดงานวันเกิด การจัดงาน

อ่านต่อ

วันเกิดตามประสาของชาวโลกเขา พอถึงวันเกิดเขาจัดงานกันในสังคมหรือในครอบครัวที่เขายืดถือกัน ซึ่งเป็นเรื่องจารึตประเพณีของมนุษยชาติ จัดงานก็มาร่วมกัน เกิดความสัมพันธ์อันสนิท เกิดการเชื่อมจิตวิญญาณของคนเข้าด้วยกัน ให้มีความรักใคร่เอ็นดู รู้คุณรู้โทษ ที่เราเคยบกพร่องในการที่มีความแตกแยก มีความไม่สัมพันธ์อันสนิทอะไรต่ออะไร มันก็จะได้มาเปลี่ยนแปลงหรือลดตัวตน ในการเข้ามาปฏิบัติจารีตประเพณีที่มีการรวมกันแบบนี้แหละ แล้วก็จัดงานกันโดยสมมุติเอาวันสำคัญ สมมุติเอาฤกษ์งามยามดีอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง มาพบปะแล้วก็สร้างเหตุอะไรก็แล้วแต่ สร้างเรื่องสร้างราวสร้างองค์ประกอบแบบนั้นแบบนี้เขาก็ทำกัน ตามความคิดของมนุษย์ที่จะประดิษฐ์ สร้างองค์ประกอบพิธีกรรมขึ้นมา ให้มันดูดี ให้มันเข้าท่า ก็ว่าไป เป็นไปตามสมมุติสัจจะของโลก ก็ทำกันไป สำหรับหลวงปู่นี้ได้ปฏิบัติเรียนรู้ตามธรรมะพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแล้ว เข้าใจสมมุติดี เข้าใจปรมัตถ์ดี ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในเรื่องของทั้งสมมุติและปรมัตถ์ เมื่อจะมีสมมุติกันก็รู้ในสมมุติที่ทำกันตามเหมาะตามควร พอทำงานกันมาก็ได้รับความเข้าใจ ได้รับประโยชน์ ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็เห็นคุณค่า ที่หลวงปู่ได้แสดงประโยชน์หรือนำประโยชน์มาให้แก่มวลมนุษยชาติ แม้แต่พวกเราอยู่ใกล้ชิดเป็นลูกเป็นหลานต่างๆ นี้ก็ได้รับจริง ก็เห็นคุณค่าพวกนี้ จึงรำลึกถึงพระคุณ ที่เป็นจริงนั้นๆ แล้วก็จะเรียกว่าตอบแทนคุณด้วยการแสดงออก เป็นพิธีการอย่างที่เรากำลังทำกันอยู่ขณะนี้นี่แหละ ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ทำกัน ผู้ที่ไม่มีความเหมาะสม แต่ก็ดัดจริตที่จะทำขึ้นมา ในโลกในสังคมมีเยอะ เขาก็ทำกัน ส่วนผู้ที่สมเหมาะสมควรจริง แล้วก็ได้เกิดจิตจากผู้ที่ได้รวมกัน สร้างพิธีกรรมหรือว่ามีอย่างที่เป็นนี่แหละ เป็นเรื่องเป็นราว เป็นพิธีบูชา พระคุณพ่อ หรือพระคุณอาตมา อย่างที่ทำกันนี่ มันก็เป็นเรื่องของมนุษยชาติที่เกิดจากจิตจริงเป็นจริง สิ่งที่เราทำกันนี้ มันก็มีแนวของสังคมส่วนใหญ่เขาทำกันมา เราก็เอาแนวๆนั้นมาทำบ้างตามประสา แล้วก็เป็นแบบของพวกเรา ก็มีอะไรที่มันแตกต่างกันบ้าง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในพิธีการ เป็นผู้ที่ร่วมพิธี เป็นผู้ที่จัดการพิธี เป็นเจ้าพิธี เป็นตัวกลางของพิธี มันก็มีองค์ประกอบขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว หลวงปู่ทำงานมาจนอายุทุกวันนี้ ก็เคยบ่น ก็เคยพูดบ่นๆ ไปหลายทีแล้วว่า สังขารขันธ์มัน ก็บ่นให้ฟังทุกทีแล้วว่า มันเป็นการฝืนสังขาร ลากสังขาร วันนี้ก็ไม่อยากจะพูด หรือว่ามีเชิงที่จะโน้มน้าวไปทางที่ให้คนรู้สึกสลดอกสลดใจอะไรนี้นัก ก็ขอนำเรื่องไว้แค่นั้น มาพูดถึงเรื่องที่พวกเราแสดงออกนี้ ลงทุนลงแรง ซักซ้อม ออกแบบในการที่จะให้เกิดกิจกรรมนี้ขึ้นมา ให้มันดูดี ให้มันซาบซึ้ง ให้มันประทับใจ ให้มันได้ผลทางจิตใจ จุดมุ่งหมายใหญ่ๆก็คือให้มันได้ผลทางจิตในั้นแหละจ ซึ่งจะเกิดทั้งปัญญาทั้งศรัทธาขึ้นมาในจิตของแต่ละผู้แต่ละคน ซึ่งมันบังคับกันไม่ได้หรอก ใครที่จะเกิดมันก็เกิดจริง โดยมีจุดสำคัญให้พวกเราได้เข้าใจ ให้พวกเราได้ระลึกรู้ ว่าพวกเรานี่ได้อยู่ร่วมกับหลวงปู่ ทุกคนที่ได้ร่วมสังสรรค์กับอาตมาหรือหลวงปู่นี้ มันได้อะไร ได้อะไร ได้เงินได้ทองจากหลวงปู่ก็ไม่มี ไม่เคยได้ให้ใคร นอกจากเอาไปทำงาน นั่นก็เรื่องของงาน จะให้คนนั้นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องด้วย เพราะว่าหลวงปู่ไม่มีสิทธิ์จะเอาเงินมาทำอย่างนั้น เพราะหลวงปู่เองไม่มีเงินเลยเป็นส่วนตัวที่จะไปทำเรื่องส่วนตัวแบบนั้น เพราะฉะนั้นจะนำเงินที่เขาเอามาบริจาคมาทำงาน มาเป็นของสงฆ์ของกองกลางที่จะใช้ในงานศาสนานี้ หลวงปู่เอาไปทำอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นความผิด เอาไปทำแล้วมันละเมิด มันไม่ใช่ ดีไม่ดีจะกลายเป็นอาบัติหนักเลย ไม่ดี ไม่ถูกต้อง หลวงปู่จึงทำงาน ทุกคนมาร่วมทำงาน ไม่ได้เงิน ไม่ได้ยศ ไม่ได้ศักดิ์ ยิ่งสรรเสริญแล้วยิ่งได้น้อย แทบจะไม่มีเลย มีแต่ถูกตำหนิ ถูกว่า ตำหนิติเตือนในสิ่งที่บกพร่องในสิ่งที่ไม่ดี เป็นการพัฒนา และพวกเราก็ได้ดี ด้วยรู้ว่าถูกตำหนิ โดยการลดตัวตน ลดการถือดี ถือตัวของตัวเอง ถูกตำหนิแล้ว แม้ว่ามันจะไม่ตรง มันจะไม่ถูกกับความผิด เราไม่ได้ผิด แต่อาตมาตำหนิไป อาจจะไม่ตรงนัก อาจจะผิด แม้มันผิดก็รับฟัง ด้วยความเข้าใจว่า เอ่อ พ่อท่านไม่รู้ความจริง เข้าใจผิด หรือได้ข้อมูลมาไม่ครบ ก็เลยมาตำหนิเอาเรา แต่จะแก้ตัวก็ใช่ที ก็ปล่อยไปก็เข้าใจในสิ่งเหล่านั้น โอกาสเหมาะๆก็อาจจะเปิดเผย อาจจะบอกกับอาตมาอีกทีหนึ่งว่าอันนั้นมันไม่ตรงทีเดียวนะ อะไรอย่างนี้ก็มี เหตุการณ์อย่างนี้กับพวกเราก็มี โดยการรู้จัก กาละ เทศะ ฐานะ ในการที่จะได้รับการตำหนิ คนเราเจริญนี้ เจริญด้วยการตำหนิขัดเกลา เป็นสัลเลขธรรม เป็นธรรมะที่มีการขัดเกลา กายก็ดี วาจาก็ดี ที่ดีที่เจริญขึ้นไป มันมีได้ตลอดเวลาคนเรา กายกรรมจะดีงดงามพรักพร้อมที่สุดไม่ง่ายหรอก วจีก็ตาม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้พิจารณาเป็นข้อพิจารณาสำคัญว่า กายวาจาที่ดีกว่านี้ยังมีอีก นี่เป็นข้อหนึ่งใน อภิณหปัญจเวกขณ์ 10 ของพระพุทธเจ้า ซึ่งสอนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเรามาปฏิบัติธรรมหรือได้มาร่วมศึกษาร่วมกัน ทั้งหมด นี้หลวงปู่ก็ทำงานมา 50 กว่าปี ก็มีผู้มาร่วมศึกษา จนกระทั่งเกิดเป็นศิษย์น้อยศิษย์ใหญ่ นี่ก็มีศิษย์เก่ามารวมศิษย์เก่ากันมากในกิจกรรมนี้ ผู้ที่มาก็คือผู้มาเห็นสมควร เห็นสาระสำคัญ ว่าสาระเป็นสาระ ว่าควรมาอย่างยิ่ง สาระอื่นมันไม่สำคัญเท่ากาละอันนี้ นานๆปี หรือนานๆจะมีทีหนึ่ง ส่วนสาระที่เราทำ จะเป็นการทำมาหากินเราก็ทำอยู่ทุกวัน แต่กาละพิเศษอย่างนี้นานๆมีทีก็จะเข้าใจ ก็จะระงับหรือว่าพักงานประจำที่เรามีอยู่ประจำทุกวัน จริงมันก็เป็นงานสำคัญ ที่จะยังชีพ หรือว่างานที่จะอยู่กับสังคม แต่กิจกรรมงานอย่างนี้เราก็จะต้องเข้าใจว่ามันก็สำคัญอย่างหนึ่ง ผู้เห็นความสำคัญก็ทำ ผู้ไม่เห็นความสำคัญก็ไม่ใส่ใจไม่เห็นสำคัญ ไม่เห็นแม้แต่แค่มางานนี้ได้เรื่องอะไร เราไปเที่ยวดีกว่า เห็นการไปเที่ยวดีกว่าจะมางานอย่างนี้ ว่าไปเที่ยวดีกว่ามันก็เป็นธรรมดา ไม่มีปัญหาอะไร อยู่ที่ความเข้าใจ หรืออยู่ที่ปัญญาของแต่ละผู้แต่ละคน การเกิดมาของมนุษย์ มนุษย์ที่เกิดมาทุกคนแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ที่สุดที่สูงแห่งชีวิตแล้ว มันก็คือนิพพาน ที่จะเป็น ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นพระอรหันต์คือการบรรลุผลสูงสุด จบกิจ จบกิจสำหรับตน ผู้ที่มีความรู้และก็ทำความจริง ที่ถึงขั้นปรินิพพานเป็นปริโยสาน หมายความว่า ตายไปแล้วก็กำหนด กำหนดจิตตนเองเลย จัดการจิตตนเองให้ตายสนิท สลายจิตตนเองออกไปเป็นดินน้ำไฟลม โดยไม่เหลือจิต ไม่เหลือจิตนิยามหรือไม่เหลือจิตวิญญาณ ไม่เหลืออัตภาพของเราอีกเลยต่อไปแล้วจากนั้นแล้ว ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน ความเป็นผู้นั้นไม่เหลืออยู่ในกาละ ไม่เหลืออยู่ในเอกภพมหาจักรวาลที่ยังดำเนินกาละอยู่ไปเรื่อยๆ เรื่องของเอกภพมหาจักรวาล ไม่มีเชื้อชีวิต ไม่มีอุปาทิของคนผู้นั้น อนุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ธาตุสลายแตก ไม่เหลือเลย เชื้ออะไรก็ไม่เหลือ สูญสิ้นไป เป็น อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แปลว่า ไม่เหลือธาตุ ที่เป็นเชื้อที่เป็นอุปาทิใดๆ ของจิตนิยามหรือของผู้ใดผู้นั้นแล้วสูงสุด ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นจะทำอย่างนี้ คือสูงสุด เลิกไปเลย เราไม่มีแล้วอัตภาพหรือจิตวิญญาณของตนเอง ได้ หรือจะอยู่ จบกิจแล้วสามารถทำอย่างที่ว่าได้ แต่ก็ยังอยู่ ยังเหลืออุปาทิ เหลือเชื้อชีวิตของตน หมุนเวียนเกิดตาย ตายเกิดอีกในโลก อยู่ในกาละ อยู่ในเอกภพมหาจักรวาลนี้ต่อไปอีกได้ ซึ่งมีหลักประกัน หลักประกัน ไม่ทำความชั่วอีกเลย ทำดีอย่างมั่นคงแน่นอน เด็ดขาด ไม่มีตกต่ำ ไม่มีไปทำชั่วอีก เกิดเป็นคนมีหลักประกันอย่างเด็ดขาด และไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดมาอีกก็ไม่สุขไม่ทุกข์ แล้วยิ่งไปกว่านั้น ถ้าจะยังอยู่เป็นโพธิสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ก็เพิ่มความเป็นอรหันต์สูงขึ้นๆ เป็นลำดับๆ จบอรหันต์แล้วก็เกิดอีก บำเพ็ญโพธิกิจโพธิสัตว์ต่อไป เป็นอรหันต์ที่สูงขึ้น เป็นอรหันต์ที่ 2 อรหันต์ที่ 3 อรหันต์ที่ 4 ขึ้นเป็นอรหันต์ที่ 5 ขึ้นเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอรหันต์สูงสุด เป็นอรหันต์ขั้นที่ 6 อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งหลวงปู่ก็ได้อธิบาย สาธยายธรรมะเหล่านี้ ซึ่งไม่มีใครจะอธิบายหรอกในยุคนี้ ความรู้ในเรื่องสัจธรรมโลกุตรธรรมพวกนี้ มันเป็นเรื่องไม่ใช่จะรู้ง่ายๆ แล้วก็เดา มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องคิดเอา คาดคะเนเอาไม่ได้ ถ้าผู้นั้นไม่มีความรู้จริง นำมาพูดไม่ได้หรอก นำมาพูดก็กลายเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีอะไรที่จะเป็นเหตุปัจจัยที่น่าเชื่อถืออะไร แต่ถ้าจริงแล้วมันเป็นเหตุปัจจัย มีเหตุมีปัจจัยที่น่าเชื่อถือ ที่แม้ผู้ยังไม่ถึง ภูมิยังไม่ถึงก็จะเข้าใจได้ จะเห็นได้เลยว่าอันนี้เป็นภูมิที่ลึกซึ้ง เป็นภูมิที่เจริญสูงสุดสูงส่งของความเป็นมนุษย์ สรุปแล้วคนเราเกิดมานี่ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าค้นพบว่า ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดเท่ากับมาเรียนรู้ในทิศทางสายทางที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศนี้ เรียกว่าโลกุตรธรรม ไม่มีอะไรดีกว่านี้ เพราะถ้าเกิดเรียนรู้ปฏิบัติจนกระทั่งตนเองจบอรหันต์เป็นโพธิสัตว์แล้ว มันไม่มีอะไรดีเท่าเลย แต่ในศาสนาที่ไม่มีโลกุตรธรรม ซึ่งมีเยอะ ไม่รู้กี่ศาสนา มากมายศาสนาหรือว่าเป็นแค่ลัทธิปลีกๆย่อยๆเป็นร้อยๆพันๆ เยอะในโลกมนุษย์ แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียว พระพุทธเจ้าสูงสุด แล้วผู้ที่จะรู้อย่างพระพุทธเจ้าก็ศึกษาตาม ชาติแล้วชาติเล่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีความรู้โลกุตรธรรมตามแบบพระพุทธเจ้า ไม่เหมือนใครๆ ไม่เหมือนโลกียะที่เป็นศาสนาโลกียะที่มีเป็นร้อยๆพันๆ ไม่เหมือน มีศาสนาเดียว ฉะนั้นศาสนาพุทธจึงไม่ขัดแย้งกัน จะรู้เลยว่าอะไรต่ำ อะไรสูง ฉะนั้นพระโพธิสัตว์จะรู้กันว่า อ๋อ โพธิสัตว์องค์นี้สูงกว่าองค์นี้ เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จริงต้องวงเล็บเลยว่า(พระโพธิสัตว์จริง) จะชัดเจนว่า อ๋อโพธิสัตว์องค์นี้เป็นองค์เจริญ ถ้าเราเกิดมาได้รับซับทราบถึงคุณธรรมของท่านก็จะรู้ว่า อ้อ! นี่ท่านเหนือเรา หรือ อ๋อ! นี่ท่านเป็นผู้น้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรมน้อยกว่า ก็จะรู้อย่างแท้จริงเลย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการแย่งชิง ไม่มีการอวดดีแข่งกัน นอกจากกิเลสของผู้ที่ไม่มีภูมิธรรมโลกุตรธรรมจริง จึงจะเบ่งทำเป็นฉันเหนือกว่า ฉันสูงกว่า อะไรๆ เพราะมันไม่มีปัญญาแท้ มันไม่รู้จริงๆ ซึ่งมันก็เป็นธรรมชาติ มันก็ต้องอวดดีแข่งดีแข่งเด่นกันเป็นธรรมดา ซึ่งถึงผู้รู้แล้วก็เข้าใจ ไม่ได้ติดใจไม่ได้ถือสาอะไรหรอก อย่างหลวงปู่นี่ถูกผู้ที่ไม่รู้เขามาเล่นงานเอาอย่างนู้นอย่างนี้ตามที่มีประวัติ หลวงปู่ไม่เคยไปโกรธไปเคืองอะไรเขานะ มันเหมือนกับเห็นเด็ก ๆ ไม่รู้ประสีประสาอะไร ไม่ชอบใจเขา ไม่ถูกใจเขา ไม่ได้ดั่งใจเขา เขานึกว่าอย่างนี้ควรจะเป็นอย่างนี้ พอเราทำอีกอย่างหนึ่ง เขาก็ไม่รู้ เขาก็มาว่าเรา ดีไม่ดีก็มาตบมาตีเราเอา มันก็เป็นธรรมดา เราก็ได้แต่ เออ! จะไปบังคับให้เขา เขาไม่รู้แล้วจะบังคับให้เขารู้ มันจะบังคับได้ยังไง มันก็ต้องยอมรับไปอย่างนั้นเอง เพราะฉะนั้น สัจธรรมของพระพุทธเจ้านี่ เมื่อมันเป็นหนึ่งเดียวมันก็มีแต่มาหลอมรวมกัน กลายเป็นญาติธรรม เป็นญาติพี่น้องกัน คนละสายเลือดนะ เกิดมาคนละสายเลือด ดีไม่ดีคนละเชื้อชาติด้วยซ้ำ แต่มาเป็นญาติธรรม พวกเราจะเข้าใจความเป็นญาติธรรม นี้เป็นพี่เป็นน้องกัน เลี้ยงดูกัน พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ จริงๆ หลวงปู่พูดได้อย่างนี้ก็เพราะว่าอโศกเรามีมาตั้ง 50 กว่าปีแล้ว จะเห็นได้ว่า พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้จริงๆ ไม่เหมือนข้างนอกเขา โอ้โห! ใจดำอำมหิต แต่พวกเรานี่เกื้อกูลกันจริงๆ เพราะฉะนั้น จึงยิ่งจะเกิดความอบอุ่น ที่หลวงปู่ได้สรุปรวมไปแล้วว่า… ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ เมื่อปฏิบัติแล้วมันจะเกิดผล อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ นี้ คิดว่ามันเป็นคุณธรรม ทีผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะมี เมื่อมีคุณธรรมแล้วจะมี ความอิสระที่เกิดในจิต มีความสบาย มีความสงบ มีความอบอุ่น มีอิ่มเอมเกษมใสและมีใจเกื้อกูลที่แท้จริง แล้วก็เพิ่มพูนการเสียสละ คุณสมบัติที่เป็นธรรมะหรือเรียกเต็มๆว่าคุณธรรม คุณสมบัติที่เป็นธรรมะที่เป็นคุณธรรม อย่างที่หลวงปู่พูดและใช้พยัญชนะ ใช้คำความ ที่สื่อเป็นภาษาให้ฟัง “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนการเสียสละ” นี้ ผู้ที่มีในตัวเองขึ้นมา จะรู้ได้ด้วยตน มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ซึ่งมันเป็นคุณสมบัติที่เป็นธรรม เป็นคุณธรรม ที่ยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษยชาติ นี่อย่างพวกเรามีกันนี่ เป็นรูปธรรม ถ้าผู้มีปัญญาจริงจะเห็นได้เลย จะรับซับทราบได้ ผู้ไม่มีปัญญาก็แน่นอน เขาก็ไม่รู้ แต่ถึงจะไม่มีปัญญาเท่าไหร่ มันก็ไม่ใช่ว่าคนจะโง่เง่า มาสัมผัสจริงๆ เขาก็จะรู้ได้เลย สัมผัสวันเดียวไม่รู้ก็อยู่ไป อยู่เป็นอาทิตย์ อยู่เป็นเดือนอะไรอย่างนี้ จะเห็นจริงเลย วันนี้มีเสียงธรรมชาติเยอะนะ (เสียงแทรกจากเด็กน้อยลูกหลานหลายคน) เพราะว่าศิษย์เก่านี้ก็กลายเป็นศิษย์พ่อศิษย์แม่ ก็เลยกลาย มีลูกของศิษย์เก่า มากันเป็นกระพรวน ตามประสาเด็กเขาก็ร้องนั้นนะ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ใครจะมีอะไรอยากคุย หลวงปู่แค่นี้ก็ยาวแล้ว มีอาการไอเตือนสองสามทีแล้ว ใครจะมีอะไรอยากจะคุย อยากจะถาม อยากจะอะไรต่ออะไรบ้าง ก็เชิญ ยกมือ

ตัวแทนศิษย์เก่า รายงานต่อพ่อครู _นริศ วิลามาศ....ผม นริศ วิลามาศ ชื่อที่พ่อท่านตั้งให้ ว่า “วงหิน” เป็นศิษย์เก่าสัมมาสิกขาศรีษะอโศก รุ่นที่ 1 ครับ ผมใช้คำว่า รุ่นที่ 1 เพราะว่าเป็นรุ่นแรกที่ใช้คำว่า สัมมาสิกขา แต่ว่ารุ่นพี่ก่อนหน้านั้นเป็น กศน .แสงแซว ก็มีหลายรุ่นมาก่อนแล้ว ก่อนจะมาใช้คำว่า สัมมาสิกขา ด้วยความมุ่งหวัง ที่พวกเรามาทำกิจกรรมในครั้งนี้ ด้วยมุ่งหวังว่า ที่พ่อท่านเคยบอกว่า ยัญพิธีมีผล (ในสัมมาทิฏฐิ 10 มรรคมีองค์ 8) ยัญพิธีมีผล เราก็หวังว่า พ่อจะอยู่กับพวกเราจนอายุ 150 ปีครับ พ่อครูว่า (พ่อครูหัวเราเบาๆ) สาธุ ขอให้สมพรปาก มันจะไหวหรือ งอกแงกๆ ไอ ค่อกแค่กๆ การรวมกันครั้งนี้ พวกเราก็มุ่งหวังว่า ศิษย์เก่าที่มากันนี้ จะไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาครับ พ่อครูว่า... ไม่เหมือนนะ อาตมาว่าไม่เหมือน มันมีความควบแน่น มันมีความอบอุ่น มันเป็นความซาบซึ้งที่มากกว่ากัน จริง อาตมารู้สึกอย่างนั้นot แต่ละคนจะรู้สึกนั้นไหม ใครรู้สึกยังงั้นบ้าง ยกมือซิ โอ้โห! คนเก่าๆแก่ๆไม่อยู่กัน อยู่แต่คนเด็กๆเล็กๆน้อยๆปัจจุบัน หรือศิษย์เก่าๆ จริงๆอยู่ข้างหลังนู้นเลย _ศิษย์เก่านริศ วิลามาศ....จะไม่ให้ผ่านมาแล้วผ่านไปครับ เริ่มจากการลงทะเบียน เราพยายามจะเก็บข้อมูลของศิษญ์เก่าครับ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลศิษย์เก่า เพื่อให้เราติดต่อสื่อสารกันให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ที่เป็นเรื่องเป็นราว คือให้มี ที่เขาเรียกว่่า connection ที่ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา จากทุกครั้งที่ผ่านมานั้น ข้อมูลที่เรามี ไม่สามารถเอาไปใช้อะไรได้เลยครับ แต่ในครั้งนี้ ด้วยเจคจำนงค์ของทีมงาน จะมีการคุยกันกับศิษญ์เก่าทุกคน เพื่อที่ว่า เราจะไม่ มาแล้วก็ไปกันเฉยๆ จะมีเรื่องที่สำคัญที่จะทำกันต่อครับ

_จืด กระบี่พุทธ... ผมจะมี 2 คำถามนะครับ คำถามแรกจะเป็นคำถามให้ตัวผมเอง คำถามที่ 2 ที่จะให้น้องๆ ศิษย์เก่าทุกคน นะครับ ผมเองได้เริ่มกินมื้อเดียว ได้ปีกว่าๆ ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 แล้วและเริ่มประพฤติพรหมจรรย์เรื่อยมา ย่างเข้าสู่ปีที่ 2 เช่นเดียวกัน และจากที่ผมปฏิบัติกับตัวเองมา ผมเห็นว่า คำถามผมก็คือ เรานี่ประพฤติพรหมจรรย์มาได้ แล้วเราก็มีกฎเกณฑ์ให้ตัวเองมาระดับหนึ่ง ผมกินมื้อเดียวเพื่อจะคุมกาย กายเราไม่ได้สัมผัสแล้ว กายเราหยุดแล้ว แต่คราวนี้เรายังเหลือ สัญญาที่นำไปสู่สังขาร เราจะไปหยุด รูปาวจรจิต กับ อรูปาวจรจิต ได้อย่างไร พ่อครูว่า... มันต้องเป็นขั้นตอน อันนี้สำคัญ คนปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ ศาสนาพุทธมันเสื่อม ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม โดยไม่เรียนรู้ลำดับ ขั้นต้นคือ กามภายนอก ลดละภายนอกก่อนจนกิเลสกามลดลง ท่านใช้คำว่า”หมดกาม” นะ แต่ที่จริงมันไม่หมดหรอก มันเป็นราคะ กามราคะ แล้วก็ลดลง จากอาการมันหยาบ มันก็เข้าไปข้างใน ท่านก็เรียกว่า รูปราคะ จากกามราคะ ก็เข้าไปเหลือภายใน ภายนอกมันไม่มีความวุ่นวายเดือดร้อนอะไรมากมาย มีบ้าง ไม่มีบ้าง อะไรๆ ที่มันไม่ทำให้เกิดอาการรัก โดยเฉพาะอาการชัง อาการผลัก อาการมุ่งร้าย จะไม่เกิด จะไม่เกิดอาการมุ่งร้าย แต่กามหรือราคะ มันเป็นไปในเชิงดูด เชิงติด เชิงรัก มันก็จะมีต่อไป ก็จะไปเหลือ รูปราคะ อรูปราคะ เพราะฉะนั้นเราส่วนมากไม่เข้าใจลำดับ แล้วก็ไม่อ่านอาการ อาการกาม หรืออาการทางกาย ทางภายนอกที่หยาบ เกิดสัมผัสเกี่ยวข้อง ถ้าเป็นเรื่องทางเพศ ทางเมถุน เรื่องของผู้หญิงผู้ชาย เราก็จะรู้เลยว่าเราไม่จัดจ้านเหมือนเก่าจริงๆ ในทางไม่เพศ เป็นความรักหรือเป็นความชัง เป็นธรรมะ สัจธรรม ความรักความชังกับใครก็แล้วแต่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเมถุนนะ ไม่ใช่เรื่องของคู่รักคู่ใคร่ทางการเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องสัมพันธ์ของมนุษยชาติ เป็นการชอบการชัง มันก็จะลด เราจะสังเกตได้อ่านได้ เพราะฉะนั้นในรายละเอียดของธรรมะที่เป็นสัจธรรมที่มันมีอะไรต่ออะไรอยู่เยอะแยะ เวลาเรียนธรรมะกัน เขาบอกว่า”ลดกาม” แล้วเขาไม่พูดว่า”ลดปฏิฆะ” แต่ที่จริงปฏิฆะ หรือความชังกับกามนี้มันระดับเดียวกัน มันระดับที่ 1 มันเป็นเชิงกามก็ผูกพัน ปฏิฆะก็ทำลายกัน เป็นคู่บวกหรือลบ อันดับต้น อย่างนี้เป็นต้น แต่คนไม่เข้าใจธรรมะพวกนี้ ก็เลยไม่รู้ เรียนรู้เรื่องกามเรื่องปฏิฆะกัน ไม่เข้าใจ ไม่คำนึง ไม่ปฏิบัติไปด้วย เมื่อเราลดกามได้ เราก็ต้องลดสิ่งที่เราไม่รัก ไม่มีดูด กาม ไม่รักไม่ดูด แต่มันจะมีผลักซ้อน มีปฏิฆะ มันไม่ซ้อนหรอก มันก็คงของมัน มันก็ทำไปถ้าไม่เรียนรู้ อาการจิตของเรามันเป็น 2 ลักษณะพวกนี้ ที่มันไปด้วยกัน ที่ต้องลดมันทั้งคู่ ลดก็ค่อยๆ ลด ค่อยๆ ลดไป ถ้าจะไปลดแต่กาม แล้วไม่รู้เรื่องปฏิฆะ มันก็ขึ้นของมันไป มันก็อะไรๆ ไปเรื่อย เหมือนอย่างกับ ยกตัวอย่างหยาบๆ จะเห็นว่าสายนั่งหลับตาอย่างมหาบัวอย่างนี้เป็นต้น เขานั่งหลับตาเข้าไปลด เขาว่าลดอัตตา แต่เขาไม่รู้จักกามเลย เขาว่าเขาลดอัตตา แต่เขาไม่ได้ลดหรอก เขากดข่ม มันก็ได้ นั่งสมาธิกันอยู่ตลอด กดไว้ตลอด เดี๋ยวก็นั่งสมาธิ เดี๋ยวก็นั่งสมาธิ ไม่ได้หยุด ไม่ได้จบ ไม่มีการจบกิจ มันก็เหมือนกับไม่มีอัตตา แต่กามเขาไม่รู้เรื่องเลย เเห็นไหม เขาไม่รู้เรื่องแม้กระทั่งเขาติดหมากติดพลูมันเป็นกาม ที่จริงซับซ้อนอยู่ อาตมาก็ไม่เชื่อหรอกว่าเขาศึกษาไปขนาดมหาบัวนี้จะไม่รู้ว่าอันนี้เป็นกาม แต่เขาติด มันติดมากจนกระทั่งทำเป็นไม่รู้ กลบเกลื่อนเลย มันก็เลยกลายเป็นคนที่รู้แล้วก็ยังละเมิดสิ่งที่รู้ หรือโกหกคนอื่นว่านี่ไม่ใช่กิเลส กลบเกลื่อนจนกระทั่งหลงตนว่าเป็นอรหันต์ ซึ่งมันเป็นตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเลยว่า โอ้.. น่าสงสาร ความเสื่อมของศาสนาพุทธนี่นะ แล้วก็หลงกันถึงขนาด เอาล่ะ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนั้นมาก มาพูดถึงเรื่องความอบอุ่นของพวกเราดีกว่า อาตมาก็มาถึงวาระทุกวันนี้นี่ ยังตายไม่ลงก็เพราะว่า อยากอยู่กับพวกเรานี่แหละ สาธุ (เสียงดังพร้อมกัน) พ่อครูว่า... จริง ไม่ได้พูดปะเหลาะ ไม่ได้พูดเล่นๆ ไม่ได้พูดเอาอกเอาใจอะไรหรอก คนที่เราไม่มีประโยชน์กับเขา เขาไม่เห็นดีเห็นงามอะไร เขาไม่เอา เราจะตายหรือไม่ตายก็ไม่มีปัญหาใช่ไหม แต่คนที่เห็นดีเห็นงามเห็นประโยชน์ต่อกันอยู่ มันเป็นปัญหาถ้าจะตาย เอาล่ะ คนธรรมดาเขาอาจจะไม่คิดอย่างที่อาตมาคิดหรอก และพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าหลงตัวหลงตน ว่าตัวเองมีประโยชน์ ตัวเองมีคุณค่า ไม่ควรจะตาย ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังต้องตายเลย อาตมาก็ต้องตาย แต่อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้า อาตมาจะต้องเรียนรู้อะไรอีกตั้งเยอะตั้งแยะ แม้แต่แค่การพยายามต่ออายุขัยก็เป็นการเรียนรู้ เป็นการฝึกฝน เป็นการพิสูจน์ ที่จริงอยู่ เพราะฉะนั้นอาตมายิ่งทำงานก็ยิ่งจะเห็นได้ว่า ยิ่งเกิดพวกเรานี่ยิ่งได้รับประโยชน์ ยิ่งเข้าใจ ก็จะยิ่งซาบซึ้ง ก็จะยิ่งอบอุ่น ก็จะยิ่งจริง สิ่งเหล่านี้จะไม่พลิกแพลง จะไม่ตลบตะแลง นอกจากจิตที่ไม่จริงปัญญาที่ไม่มี เมื่อไม่มีปัญญารู้ว่าไอ้นี่เป็นสิ่งที่สุดยอดแล้ว จะต้องรวมอยู่ที่นี่แหละ ต้องมาเอาอันนี้แหละ ไม่ได้ไปเอาอันอื่นหรอก เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ดีสุดยอดแล้วอย่างนี้เป็นต้น ผู้ที่รู้แล้วเขาก็จะเกิดผลข้างเคียง มีการคนนั้นขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้ง มันไม่เป็นเหตุใหญ่ที่จะทำให้เราต้องทิ้งจุดศูนย์กลาง ทิ้งจุดศูนย์กลางอันนี้ไปก็จะไม่เลย มันจะมีแต่ความควบแน่นที่อบอุ่น ที่แน่น ไม่ใช่แน่นอย่างแข็ง แน่นอย่างอึดอัด ไม่ใช่ แน่นอย่างอบอุ่น ไม่ใช่แน่นอย่างอึดอัด แน่นอย่างอบอุ่น อิ่มเอม มันสุดยอดเลย อย่างที่เห็นนี้ มันสุดยอดเลย ยิ่งจะเกิดสภาวะเหล่านี้ สิ่งที่แสดงออกของพวกเรา ที่เราอยากจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ในวันสำคัญ ก็เป็นการแสดงออกทางจิตวิญญาณของพวกเรา ต้องซักซ้อม ต้องดีไซน์ ต้องออกแบบ ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้ ดีไม่ดีก็ต้องลงทุนลงแรง การลงแรงนั้นลงแรงอยู่แล้ว ดีไม่ดีต้องลงทุน ต้องเสียเงินเสียทอง เสียข้าวเสียของ เสียอะไรๆ ที่เอามาทำอันโน้นอันนี้ต่างๆ นานาสารพัด โอ้โห! ดูสินี่ อาตมาก็ไม่ได้มาตำหนิ ไม่ได้มาตำหนิติติง ไม่ได้มาระงับอะไร ปล่อยให้ทำเต็มที่ ฟรุ้งฟริ้งกันเต็มเลย โอ้โห! ไม่รู้จะเอ้ อะไรกันนักกันหนา ภาษาอีสานนะ “เอ้” เด็กๆสมัยนี้รู้ไหม เอ้ แปลว่าอะไร “เอ้” ก็คือตกแต่ง เอ้ ตกแต่ง ปรุงแต่งขึ้นมากันมากมาย อันนู้นอันนี้ให้มันดู ตามประสาเรา เราก็ไม่ใช่คนร่ำคนรวยที่จะทำแบบร่ำแบบรวย ถ้าแบบร่ำแบบรวยเขาก็ทำแบบไฮโซ ใช้ของราคาสูง ของดี มีแบบ มีรูป มีอะไรต่ออะไร ต้องมีแคตตาล็อกออกมาเลย แต่ของเราก็ทำแบบลูกทุ่งตามประสาเรา ทำไปแล้วก็น่าเอ็นดู เอาใบโพธิ์มาย้อมสีทองแล้วก็ห้อยกันนะ ซึ่งในความหมายของใบโพธิ์อันเดียวนี้ หลวงปู่เข้าใจนะว่า มันไม่ได้หมายถึงใบโพธิ์หรือใบไม้เฉยๆ มันคือใบโพธิ์ มันมีชิ่งไปถึงคำว่า โพธิ์ แล้วโพธิ์หมายถึงอะไร หมายถึงหลวงปู่ หมายถึงความรู้ โพธินี่แปลว่าความตรัสรู้ ความรู้ระดับโลกุตระของพระพุทธเจ้า มันลึกซึ้ง เราก็เห็นใบโพธิ์สำคัญ เราก็เอามาทำ เด็ดมาทีละใบมาใส่สีทอง เอามาห้อย มันก็เป็นงานจุกจิกก็ทำกัน อย่างนี้เป็นต้น มันเป็นการแสดงออกถึงจิตวิญญาณของผู้ที่ทำอันนั้น ดูแล้วก็อบอุ่น ตายไม่ลงก็เพราะพวกเรานี่แหละ สาธุ (เสียงพร้อมกัน)

_ศิษย์เก่า นริศ... เพื่อจะไม่ได้เป็นการรบกวนพ่อครูพักผ่อน ต่อไปจะเป็นรายการจับฉลากมอบรูปพ่อครู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน