570718_สรรค่าสร้างคน(๓)วนบ. สูตรสู่ความสำเร็จของบุญนิยม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570718_สรรค่าสร้างคน ( 3 )วนบ. สูตรสู่ความสำเร็จของบุญนิยม โด ยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า… วันนี้เราก็มาเรียนวิชาสรรค่าสร้างคน ที่เป็นวิชาของอาตมาแท้ๆ ทำหลักสูตรเองในใจอาตมา โดยมีหนังสือสรรค่าสร้างคนเป็นหลัก จะอธิบายไปตามลำดับในหนังสือนี้ เร ิ่ มต้นด้วยทฤษฎีงาน 19 ข้อ 19 ข้อคือกรรม หรือการกระทำที่เราได้ประพฤติตน จนเกิดมรรคผล เมื่อเราเกิดมรรคผลก็เจริญเป็นอาริยชน เราก็จะมีพฤติกรรม เข้าข่ายตามหลัก 19 ข้อนี้ เกิดคุณค่า คุณธรรม พัฒนาจนเข้าข่ายคุณลักษณะสั่งสมเป็นคุณนิธิ จนเป็นคุณราศี เป็นเรื่องของอาริยชน อาริยสังคม ทั้งสิ้นไม่เหมือนโลกียะ ที่เป็นวิชาการทางโลกเขา เมื่อได้รับการศึกษาและมีมรรคผลจริง ก็เกิดเป็นคนใหม่ ได้รับการสร้างขึ้นมามีคุณค่า เป็นคุณประเสริฐ แบบอาริยะ อย่างแท้จริง พวกเราได้มาศึกษากันในวนบ. (มหาวิชชารามนาวาบุญนิยม) จากศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ก็มาเป็นศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา ก็เจริญขึ้น อาตมาก็พยายาม พวกเราก็ช่วยศึกษาพากเพียรไปเถอะ เรามีเกณฑ์กันดูว่า 4 ปีตั้งใจศึกษาจะได้แค่ไหน เดี๋ยวนี้ทางโลกเขาใครเก่งก็จบไม่ถึง 4 ปีก็ได้ แต่ของเราต้องอาศัยเวลาจริงๆ ใครจะมาเรียนลัด จะมาเรียนปี 2 จบดร.แล้วจะมาเข้าเลยปี 2 หรือปี 3 ก็ไม่ได้ ไม่มีการ Transfer จากที่อื่น ของเราต้น กลาง ปลายที่นี่ เหมือนมัธยม จะจบจากที่ไหนมา ม.ไหนก็แล้วแต่ มาเข้าที่นี่ต้องเร ิ่ มต้นใหม่ที่ ม. 1 เราไม่เอาความรู้แค่เห็นเหตุเป็นผล แต่เราต้องเอาคุณธรรมเป็นหลัก มีศีล มีการฝึกฝนให้มีมรรคมีผลที่ใจที่เป็นประธาน ฝึกให้เกิดสัมมาสังกัปปะ เป็นการทำใจในใจที่มีหลัก รู้สติปัฏฐาน 4 รู้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในในจิต ธรรมในธรรม ถ้าไม่สามารถรู้องค์รวมของ กาย วาจา ใจ ซึ่งกายไม่ใช่แค่มหาภู
อ่านต่อ
ตรูป แต่รวมเอาทั้งมหาภูตรูปและอุปาทายรูป มีการสัมผัสรู้ด้วยญาณ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง สำเร็จอิริยาบทอยู่ สติปัฏฐาน 4 ในความเป็นกาย เวทนา จิต ธรรม นี่แหละสำคัญมาก สังคมโลกมอมเมากันมาก ยุคอาตมาตอนเป็นเด็กนั้น ผู้หญิงทาปาก คือผู้หญิงหากิน แต่เดี๋ยวนี้เน่าเฟะไปทั้งสังคม เอางานมอมเมามาเป็นสาระ ไม่ว่าเตะฟุตบอลเป็นต้น อาตมาตอนเป็นวัยรุ่นก็เตะบอลนะ แต่งเพลงให้ทีมบอลนะ เวลาจะแข่งกันต้องเกณฑ์คนมาดู แต่เดี๋ยวนี้ต้องเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่นเข้าไปดู มันอวิชชาเข้าไปทุกที เห็นสาระเป็นอสาระ เห็นอสาระเป็นสาระเข้าไปทุกที มันจึงยากมากเพราะใกล้กลียุคที่ไฟประลัยกัลป์จะไหม้โลก หยิบหญ้าแห้งมาก็เป็นเครื่องมือฆ่าฟันกันแล้ว เนรมิตได้มีอำนาจได้ขนาดนั้นเปรียบเทียบให้เห็น จะไปว่าเขาก็ไม่ได้เพราะเขาไม่รู้ แต่พวกเราเป็นพวกตื่นรู้ ชาคริยะ ตื่นจากโลกีย์ เข้าใจโลกีย์ มีโลกวิทู รู้ตั้งแต่โลกอบาย หลายคนก็เคยไปผ่านมา ผู้ที่ไม่ไปผ่านถึงขั้นหยำฉ่าเละเทะก็พอรู้ อย่างอาตมาก็ไม่ไปผ่านหยาบต่ำเกิน มันมีฐานะบารมีก็ไม่ต้องไปข้องแวะ ไม่หลงลม แต่ก็มีลิงลมอมข้าวพองบ้าง ไปนั่งแทงบิลเลียดอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าเรารู้แล้วก็จะไม่ไปหลงกับมัน มาเข้าสู่ทฤษฎีในสรรค่าสร้างคนต่อ... สูตรสู่ความสำเร็จของบุญนิยม 1. ศึกษา 2 . เอาจริง 3 . ต่อเนื่อง 4 . ประสานสัมพันธ์กลุ่ม 5 . ขยายงาน 6 . เผยแพร่ 7 . การตลาด อาตมาจะพูดถึง การตลาดก่อน ของทางโลกเขาใช้เหลี่ยมคู สารพัดองค์ประกอบที่เขาคิดขึ้นมา create ขึ้นมาให้เป็นวิธีการตลาดซับซ้อนลึกซึ้งเล่ห์เหลี่ยมฉลาด แล้วมีนัยะสำคัญว่าการตลาดทุนนิยมกับบุญนิยมนั้นคนละขั้น แบบทุนนิยม ผู้เก็งตลาดจะทำให้คนโง่ แล้วผู้ที่ทำการตลาดจะเป็นคนฉลาด แบบบุญนิยม ก็มีการตลาดช่วยคน แต่ทำให้คนฉลาด อย่างบริสุทธิ์ไม่ใช่ฉลาดแกมโกง ทางโลกนั้นเอาคนเป็นเหยื่อเป็นลูกค้า ให้มาขูดรีดได้ ตกอยู่ใต้อำนาจส่วนบุญนิยมคือหาวิธีการเผยแพร่ให้ประชาชนเห็นดีเห็นงาม แล้วอยากมาได้เนื้อแท้จริงๆ คือได้จิตวิญญาณความประพฤติ ความรู้ความสามารถและได้วัตถุ เหมือนกันแต่ว่าคนละความเห็น คนละเจตนารมย์ คนละแบบ กระทำคนละอย่าง ได้ผลคนละอย่าง ทวนกระแสกัน คนทำการตลาดได้เป็นผู้เผยแพร่ที่จะให้คนได้สินค้าผลผลิต ได้ประโยชน์จากเราด้วยบริสุทธิ์ประเสริฐ ส่วนทุนนิยมหลอกล่อว่าเป็นสิ่งดีงาม แม้กระทั่งความรู้ไปถึงผลผลิต ก็หลอกล่อให้คนหลงติด แค่คำว่า ติดยึด กับปล่อยวาง ทุนนิยมให้ติดยึดทั้งนั้น ส่วนบุญนิยมให้ปล่อยวาง ผู้มีความรู้สามารถมาก มีสินค้า ก็ทำการตลาดเผยแพร่ ขยายงาน เราก็จะต้องศึกษา ตั้งใจเอาจริง มีสองข้อแรกคือ 1 . ศึกษา 2 . เอาจริง เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าอะไรก็ได้ แต่เป็นของประเสริฐมีค่าไม่ทำเล่นๆ แต่ต้องทำจริง แล้วต้องทำความเข้าใจให้เกิดญาณปัญญา มันจะเกิดความยินดี แต่ถ้าใจเราไม่เห็นค่า บังคับมันยาก ให้มันยินดี มีอิทธิบาทยาก เราจะต้องพยายามเห็นคุณค่าให้ได้ว่าดีอย่างไร? จะได้อะไร? ได้ความสูญเปล่า เอาความไม่มี? เอาความหมดตัวหมดตน เขาก็ว่ายิ่งบ้าไปใหญ่ พอฟังภาษาง่ายๆ มันลึกซึ้งนะ แล้วจะดีได้อย่างไร จะมีประโยชน์อย่างไรต่อสังคม? เพราะมันเป็นเรื่อง ปรมัตถธรรม เป็นเรื่องที่เป็นปรมัตถ์ 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) ความสงบอย่างที่เขาเข้าใจกัน เช่นความสงบอย่างลมหายใจสงบ เบา แทบไม่รู้สึกเบาบางสงบ เขาก็เข้าใจเชิงวัตถุ แต่ของพระพุทธเจ้านี้สงบคือสงบจากกิเลส ยิ่งสงบ จิตที่ว่าเบานี่ยิ่งแรง มีพลัง ปัญญา_วิริยะ_อนวัชชะ_สังคหะ ถึงขั้น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) จึงเป็นเรื่องสุขุมละเอียดที่ยากจะเอา เอาตรรกะเหตุผลมาชี้วัดมาบอกไม่ได้ ส่วนนิปปุนา แปลว่ามันเกินกว่าประณีต มันละเอียดระดับนิพพาน ซึ่งไม่มีภาษาไทยจะแปลแล้ว จะเรียกว่าพลังงานเป็นสิ่งที่ถูกรู้ก็ละเอียดเกิน ระดับนิพพานไม่มีส ิ่ งที่ถูกรู้นอกจากมีเหตุปัจจัย เช่นอรหันต์จะปรินิพพานเป็น ปริโยสาน เป็นที่สุดแห่งที่สุด ไม่เหลืออัตภาพอีกแล้ว สลายไปหมดเลย เป็นนิพพานอย่างยิ่งไม่เหลืออะไรเลย แล้วผู้มีนิพพานไม่ตาย ยังมีขันธ์ 5 คือผู้ไม่ยึด เป็น เรา เป็นของเรา รู้อาศัยได้อย่างอนุโลมปฏิโลมได้ แต่ว่าท่านไม่มี ท่านมีธรรมที่อาศัย มีท่าทีลีลา พูดคุย เช่นพระพุทธเจ้าท่านพูดยกตนข่มผู้อื่น ว่าเรานี่แหละสูงกว่าใคร ไม่มีใครเทียบ แต่ท่านไม่ได้ยกตน ท่านนิพพานแล้วสูญแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าโลกนี้อาศัย ความมี กับ ความไม่มี พระพุทธเจ้ายกตนข่มท่าน ท่านก็อาศัยสิ่งที่มี แต่ท่านไม่มี ในขณะไม่ปรินิพพานก็อาศัยทั้ง ความมี และไม่มี ก็อย่างท่านพูดข่มอยู่ แต่ในจิตท่านไม่มีอาการจิตข่มนะ อย่างอาตมาพูดนี่ใครจะไปเชื่อ แต่ถ้าคนมีศรัทธาก็เชื่อ ไม่รู้หรอกว่าท่านมีหรือไม่มี มันลึกซึ้ง เดาไม่ได้ พระพุทธเจ้ามีนิพพานอยู่ตลอด แต่ก็มีขันธ์ 5 อาศัย พฤติกรรม การกระทำ แต่ท่านไม่มีกิเลสหรืออกุศลอยู่ตลอด ไม่มีบุญไม่มีบาป แต่ท่านก็ทำ หรืออรหันต์ทุกพระองค์ก็เช่นกัน แต่ความรู้ลึกซึ้งไม่เท่ากัน ความเป็นบัณฑิตของพระพุทธเจ้าจึงเป็นอย่างแท้จริง โสดาบัน เร ิ่ มตั้งแต่รู้จักกาย คือ สักกาย คือรู้กายของตนไม่ใช่ของคนอื่น มีญาณปัญญาอ่านกายของตน คือองค์ประชุมของจิตเจตสิก ในระดับหนึ่ง จับตัวกิเลสได้ จะเรียกกายนั้นว่าอัตตา ตัวตนของกิเลส มีญาณเห็นอ่านรู้ได้ ที่เรียกว่า กายในกาย ก็ต้องมีทั้งข้างนอกด้วย อ่านวิญญาณ วิเคราะห์วิจัยวิจาร แตกมาจากสังขาร จนก้าวไปถึงเวทนา 108 จนจับตัวตัณหา ที่เป็นปัจจัยของเวทนา ที่มีตัณหาเป็นปัจจัย นี่เรียกว่า กามตัณหา คุณอ่านออก หรือนี่เรียกว่าพยาบาทวิตก พอบอกว่า กาม มันมี ความเข้าใจเลยว่ามี พยาบาท คู่กันอยู่ ทั้งชอบและชัง ราคะกับโทสะ หรือโลภะกับโทสะก็เป็นของคู่กัน เมื่อไปปฏิบัติเป็นสังกัปปะ 7 ตัวแรกก็แตกเป็นมิจฉาสังกัปปะ 2 คือ กาม กับ พยาบาท ต้องรู้ให้ได้ตัวนี้ เมื่อเริ่มต้น ก็ต้องรู้ว่าอาการ กาม คืออย่างไร? หรืออาการพยาบาท เป็นอย่างไร มันเป็นองค์ประชุมเกิดจากเหตุปัจจัยภายนอก กระทบอยู่ตอนนี้ เกิด กาย แล้วแยกเป็นเวทนา ในเวทนานี้แหละมีตัณหาอยู่ เราก็มีวิธีไม่ให้กิเลสสมใจ จะอยากได้มาก็โลภ หรืออยากได้มาเสพรสก็ราคะ เป็นอาการอย่างไร ต้องรู้ให้ชัดไม่ข้องคาสงสัย พ้นวิจิกิจฉาอย่างสมบูรณ์เลย เริ่มต้นรู้จักสักกายะก็รู้จักกาย แล้วเลื่อนมาสู่เวทนา สู่จิต สู่ธรรม คือต้องรู้การสังขารเป็นองค์รวมเป็นกิเลสจริง จนพ้นสังโยชน์ข้อที่ 2 แต่ก็แค่รู้ไม่พ้น ศีลพตปรามาส ยังไม่ชำระไม่กำจัดจนเกิดบุญ มันยังไม่อ่อนตัวลดละจางคลายไม่ดับ จึงไม่ถือว่าผล ผลคือต้องทำให้กิเลสเปลี่ยนฐานะ มีดีกรี ลดกำลัง น้ำหนัก เนื้อหา ลงมาจริงๆ อ่านออกเลยว่ามันเบาบางลง ด้วยปัญญา วิปัสสนา มีญาณอ่านออก ถ้าสามารถรู้ กาย รู้อารมณ์ ว่านี่ สราคะ สโทสะ สโมหะคือตัวเหตุที่มาร่วมปรุงแต่งเป็นตัวผีมาเป็นกาย รวมกลุ่มอยู่นี้ คุณวิจัยลักษณะนี้ออกจริง จับมันได้แล้วก็ทำปหาน 5
กายในกาย นั้นทำได้ถึงเข้าไปสู่เวทนาในเวทนา มันก็คือจิตในจิต และเป็นตัวทรงไว้เป็นอธรรม เป็นตัวร่วมก่ออกุศลกรรมอยู่ ยังมีฤทธิ์ติดในตัวเราไม่ลดละไม่ออกไม่ดับ มันยังอยู่ เราเริ่มทำให้มันลดละโดยการปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 มีสังวรปธานในอินทรีย์ 6 แล้วพยายามปหาน ถ้าไม่ผ่านศีลพตปรามาสก็คือปหานไม่ได้ โลกุตระข้อที่ 1-4 คือ กาย เวทนา จิต ธรรม อาจรู้เวทนาได้ไม่ละเอียดเท่ากาย รู้จิตรู้ธรรมยังไม่ได้มาก แต่ก็ยังปหานไม่เกิดผล ก็ไม่มีภาวนาปธาน อย่างเก่งก็ได้ 6 ในโลกุตระ 46 เพราะฉะนั้นในโลกุตรมรรค คุณได้แค่ 6 ใน โลกุตระ 43 ส่วนอิทธิบาทคุณต้องมีแน่ และทำไปก็เกิดอินทรีย์ 5 พละ 6 ผู้ที่รู้ค่าก็จะมีศรัทธา มีวิริยะ มีพลังสติ จะดี สมาธิของคุณยังไม่ได้ทำให้เกิดผลภาวนาก็ยังไม่ได้สมาธิ ได้แค่ ศรัทธา วิริยะ สติ ...แต่ยังไม่มีสมาธิ ไม่มีปัญญา แต่ก็มีมากขึ้นตามลำดับ คุณรู้ปริยัติดีแต่ไม่สังวรระวัง ปฏิบัติไม่เอาจริง หรือเอาจริงแล้วแต่ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้ผลไปเรื่อยๆ แล้วก็ต้องมีโจทย์ ธรรมะ พระพุทธเจ้ามีโจทย์จากภายนอก แล้วเราก็ทำภายใน การขยายผลของการปฏิบัติธรรม ที่ทำงานอยู่กับสังคม มันขยายงานทั้งของตนและสังคม จะไปได้อย่างพอเหมาะพอดีเลย เป็นกัมมนิยะ เจริญทั้งอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เจริญโดยช่วยเหลือกัน เหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งเพื่อนฝูงและตัวเอง บุญนิยมนี่ต้องเข้าเขตโลกุตระ ตั้งแต่โลกุตระข้อที่ 1 กายในกาย แล้วก็ต้องทำให้ผ่านปหานปธาน ต้องผ่านไปถึงขั้นที่ 6 ถ้าได้เป็นขั้นตอน จะมีอิทธิบาทมาเสริม เป็นมรรคผลสาระคุณวิเศษที่เราได้ อินทรีย์ 5 พละ 5 ก็เป็นผลมากสูงขึ้น ถ้าคุณฟังธรรมอาตมาได้ธรรมรส คุณจะไม่ไปไหน สักวันก็ย้ายมาอยู่ บ้านราชฯ เพราะที่นี่เป็นแหล่งที่เป็นสัปปายะ มีอาริยทรัพย์ให้ ในบุญนิยมที่สมบูรณ์ทั้งหมด ทวนกระแส ต้องเข้าเขตโลกุตระ หลักใหญ่คือ มรรคองค์ 8 คือสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นผู้ช่วยประธาน ให้ทำสังกัปปะก็เป็นสัมมา เป็นสัมมาวาจา เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะไปเรื่อยๆจะได้สัดส่วนพอเหมาะ (ปโหติ) สัมมาที่พอเหมาะ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่อธิบายเป็นภาษาคนไม่ได้ ต้องอธิบายด้วยภาษาเทพ (คนฟังไม่รู้เรื่อง) อาตมาไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีการตลาด ไม่มีส ิ่ งล่อ ทำอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่พวกคุณมาเองนะ ลักษณะ 6 ประการของวัฒนธรรมบุญนิยม 1 . มีปัญญาที่ดี 2 . มีความเพียรบากบั่นที่ดี 3 . ความมีเหตุปัจจัยองค์ประกอบที่ดี 4 . ผลที่ได้รับได้อาศัยที่ดี 5 . ความพ้นทุกข์ที่ดี (อาริยสัจ) 6 . ความยั่งยืนนานอย่างดี ยุทธศาสตร์บุญนิยม 1 . คารโว 2 . นิวาโต 3 . อหิงสา 4 . อโหสิ คารโว มีความเคารพกัน ตั้งแต่ฐานะทางญาติ มิตร สมมุติ วัยวุฒิ คุณวุฒิ สมมุติวุฒิ เช่นคนนี้เขาอยู่ชั้นสูงเป็นผู้หมวด แต่เอ็งเป็นสิบตรี เป็นจ่าต้องเคารพฐานะ แต่คนบวชก่อนแม้ไม่บรรลุ แต่คนเป็นอรหันต์มาทีหลังก็ต้องเคารพคนบวชก่อน จะมาหยิ่งผยองไม่ได้ ส่วนการจะเคารพคุณธรรมแท้ก็ว่ากันไป นิวาโต ต้องถ่อมตนเสมอ อย่าอวดเก่งอวดใหญ่ แต่การอวดอย่างที่อาตมาอวด ไม่มีจิตอยากอวด แต่เป็นความจำเป็นต้องพูด ท่านบอกฐานะความจริง แต่อย่าโกหกตัวเอง ต้องอ่านสาเฐยจิต ถ้าคุณไม่รู้ตัวก็แล้วไป ที่จริงอวดมากเลย แต่อ่านจิตตัวอวดตัวอวดตนไม่ออกก็แล้วไป แต่ถ้ารู้ตัวเองว่าอยากอวด นั้นรู้แล้วก็อย่าอวด เชื่อไหม ว่าไม่อวดนี่ไม่ตาย แต่มนุษย์มันก็อยากอวดจริงๆนะ เช่นซื้อรถใหม่ เสียค่าน้ำมันขับไปอวดเขา เป็นต้นอย่างอาตมาอยากอวดรถติดแอร์ อยากอวดเสื้อมองตากูร์จากสิงคโปร์ เมื่อก่อนนี้น่ะ อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ อหิงสาไม่เบียนเบียน อโหสิ ให้อภัย นี่คือยุทธศาสตร์ความรู้ในการอยู่กับสังคมเลย _ กล้าธรรม...ถามว่าสมัยยุคพระพุทธเจ้าเขารู้ภาษาธรรมฟังธรรมกันอย่างไรจึงบรรลุธรรมเลย? พ่อครู ตอบ...ยุคแรกๆยังไม่มีพุทธศาสนา การจะใช้ภาษาพุทธธรรม นั้นเป็นภาษาใหม่เลย แม้ยุคนี้ก็ตาม เราใช้ภาษาธรรมะเขาก็รู้ยาก แม้แต่ผู้เรียนบาลีมาก็ยังยากเลย แต่สมัยก่อนพระพุทธเจ้าศาสนาพุทธยังไม่เกิด การใช้ภาษาธรรมะก็ไม่มี แต่คนมาเกิดร่วมก็ต้องมีบารมี ที่มาเกิดร่วม มีส่วนที่จะต้องบรรลุ มีเชื้อเดิม พอมาสัมผัสอันนี้ก็จะรับได้ เหมือนกับเรานี่แหละ เขาว่าภาษาอีสานปั๊ป แล้วพวกเรารู้ไวกว่าภาษาอีสานก็ฉันเดียวกัน _ โยมถาม… การวิสาสะที่ประมาณอย่างไร? พ่อครู ตอบ....อย่างจักรยานอันนี้เรารู้ว่าถือวิสาสะได้เราต้องรู้ว่าของคนนี้ แล้วรู้ว่าใจเขายินดีให้เราใช้ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเขาจะถือสาก็ไม่ควรทำ _ โยมถาม… ถ้าเราเจอผัสสะที่คุมตัวเองไม่ได้ก็พูดโวยวายไป แล้วหลายคนได้ยินก็รู้สึกไม่ดี พฤติกรรมเช่นนี้เข้าโลกุตระไหม? พ่อครู ตอบ...มันมีลำดับ และย้อนไปย้อนมาด้วย เช่นพระพุทธเจ้าอวดตัวตน คนถือสาก็มี แต่พวกเราไม่รู้สึก เพราะยกให้บูชา เอาแค่อาตมาก็ยกให้แล้ว เราใช้สัปปุริสธรรม แล้วจะย้อนไปย้อนมา แต่ก่อนนี้อาตมาเนี๊ยบเลย แต่ตอนนี้ย้อนจากแต่ก่อนนี้เยอะ
_ เนียนใจ...เห็นประเด็นเรื่องการตัดรอบ สังโยชน์ 3 แต่มาวันนี้ชัดเจนเรื่องศีลพตปรามาส ว่าจุดไหนที่จะพ้น รู้สึกว่าคือการปหานได้นี่เอง พ่อครู ตอบ....ลดลงก็ถือว่าผ่านบ้าง แต่ควรลดสัก 50 หรือ 75 ถ้าได้ 100 ก็สมบูรณ์ เรื่องสังกัปปะ 7 ตอนแรกรู้สึกตกใจที่การงานมากมากเลย ทำไม่เสร็จไม่ลงตัว วิ่งไปกับเรื่องราว แต่ได้สติที่เรากำลังศึกษาสังกัปปะ 7 ก็เลยมาตั้งหลักดูสิ ว่าเราวิตกเรื่องการงาน เข้ากลุ่มแล้วจะทำอะไร? เป็นต้น แต่พอตั้งหลักได้ก็เข้าใจว่าเรื่องราวที่วิ่งชนเราก็เป็นผัสสะเป็นเหตุปัจจัยก็มาดูว่า ตัว ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มีผัสสะที่วิ่งมากระทบเรา แล้วเรานิ่งได้ไหม มีอัปปนา พ่อครูว่าจิตที่นิ่งได้เพราะจิตสะอาด แต่เราไม่นิ่งวิ่งไปตามเรื่องราว เราก็นิ่งได้ไม่ต้องทำใจให้วิ่งตามเขา แล้วพอได้ยินเสียงใครพูดไม่ดีมา ในใจเราก็จะมีวจีสังขารว่า..เอาซะดีไหม? เราก็ต้องจับให้ทัน แต่พอมาเห็นก็รู้สึกว่านี่พูดไม่ถูกหูแล้ว เรามีพยายาทสังกัปปะ เราก็สอนตัวเองว่า ไม่ดีแล้ว ต้องปรับก็เลยคำพูดก็เลยออกไปนิ่มนวลลง _ โยมถาม… เรานอนฝันไปแล้วมีอารมณ์กามในฝัน แล้วเรารู้ตัวไม่อยากให้มีก็เลยรีบตื่น...นี่คืออรูปไหม? พ่อครู ตอบ... กามคือตัวหยาบข้างนอก แล้วมาถึงรูป และอรูป ที่อยู่ภายใน รูปคือความเหลือ ความเป็นตัวตนของกิเลส แม้จะทำกิเลสตัวใดก็มีความหยาบแน่นแข็งของตัวมัน มีน้ำหนักเยอะอยู่ เมื่อคุณล้างไปมันก็ลดลง ถ้ากามก็คือมองเห็นเป็นรูปสัมผัสได้ แต่รูปก็อยู่ภายในแต่ชัดกว่ารู้ได้ง่ายกว่าอรูป ส่วนอรูปนั้นมันเล็กมาก ละเอียดมากจะรู้ได้ยากมากกว่า ถ้ากามภพก็เห็นครบหมดเลยชัดเจนรูปร่างทุกอย่าง แต่พอเป็นรูป ก็ไม่ชัดเท่าไหร่ เป็นโครงเป็นเงา โมโนโครม แต่พอเป็นอรูปก็ไม่ชัดเป็นแสงเป็นวิบวับเล็กๆน้อยๆ รู้ได้ยาก ต้นธาตุต้นธรรม นั้น อวิชชาคือต้นธาตุของอกุศล แต่พอล้างอกุศลได้หมด เป็นอรหันต์ก็มีต้นธาตุต้นธรรมที่บริสุทธิ์แล้ว ถ้าเป็นของพระพุทธเจ้าก็มีสัพพัญญู แต่ของอรหันต์จะมีจิตบริสุทธิ์ _โยม ถาม…เรื่องญาณพระโสดาบัน ที่ว่าเหมือนแม่โคเลี้ยงเล็มหญ้าไปพลางแล้วลูกไปพลาง เป็นอย่างไร? พ่อครู ตอบ....ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องได้ปัญญาสองอย่างพร้อมๆกัน คือได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปพร้อมๆกัน เป็นประโยชน์สองส่วน เหมือนแม่โค จะมีปัญญารู้ว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วทำประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดเวลา