570719_พุทธชีวศิลป์(๓) วนบ. เรื่อง ล้างเหตุที่เรียกว่าสัตว์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข5 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570719_พุทธชีวศิลป์( 3 ) วนบ. เรื่อง ล้างเหตุที่เรียกว่าสัตว์ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า… การยึดถือมีสองอย่าง คืออุปาทาน และสมาทาน ยึดอย่างอุปาทาน คือถือเอาแล้วยึดเอาแล้ว แต่ถ้ายึดอย่างสมาทานนั้น สม คือยึดอย่างผู้สงบ อย่างผู้มีปัญญาแล้ว อย่างน้อยก็ยึดไว้เพื่อละหน่ายคลาย คือมรรค ส่วนเป็นผล การยึด คำเดียวนี่ยิ่งใหญ่มาก ผู้ใดเกิดมามีขันธ์ 5 แล้วมีอุปาทานในขันธ์ 5 นี้ คนไม่ได้ล้างก็ดูดของมันอย่างนั้น แต่ถ้าผู้เรียนรู้วิธีล้างแล้ว ถ้าไม่ล้างจนหมดจริงๆก็ยังอยู่ เป็นอรหัตตมรรค ก็ยังไม่ได้อรหัตตผล ก็ยังอยู่เท่านั้น แต่ถ้าไม่รู้แล้ว มันก็คงยังอยู่ อยู่ไปนิรันดร สะสมไป เก่งกว่าคอมพิวเตอร์ ถ้าเราเรียนรู้ที่จะล้างอุปาทาน ในขันธ์ 5 ได้ ทั้ง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราล้างอุปาทานได้ เราก็อาศัย ขันธ์ 5 นี้อยู่ แต่ไม่มีอุปาทาน ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น แม้จะพรากจากกันก็ไม่ได้ทุกข์ หรือแม้จะอยู่ด้วยกันก็ไม่สุข ผู้ใดเข้าไปยึดโดยความไม่รู้หรืออวิชชา หรือแม้รู้แต่ไม่ล้างหมดก็ยังเหลือความเป็นสัตว์ พระพุทธเจ้าสอนสัตตาวาส 9 ถ้าไปหลงผิดไปดับตัวรู้ การทำเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน แล้วไปหลงว่าต้องดับมันก็เป็นอสัญญีตัวหนึ่ง ยิ่งโง่เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส การดับจึงรู้ตัวที่จะดับ ต้องเรียนรู้ความเป็นสัตว์ที่เป็นกาย ของสัตว์เป็นอย่างไร คำว่ากายนี่ยิ่งใหญ่มากเลย ฟังแล้ว จำให้ดีว่าคำว่ากายนี่ขาดนามธรรมไม่ได้เลย คำว่ารูปธรรมนั้น เมื่อไม่มีนามธรรมร่วมมันไม่มีการเกิดกาย จะมีดินน้ำไฟลมอย่างไรก็ไม่เกิดกาย นี่เรียกว่า รูป แต่ นามกาย นั้นไม่เกี่ยวข้องกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คำว่ารูป คือสิ่งที่ถูกรู้ แน่นอน ส ิ่ งที่จะถูกรู้ต้องมีธาตุรู้ แม้แต่สัญญาก็คือการกำหนดห

อ่านต่อ

มาย อย่างพืชก็มีสัญญาว่าจะดูดจะเอาหรือไม่เอาส ิ่ งใดมาสังเคราะห์ตัวเอง คำว่า กาย ต้องมีนามธรรมร่วม ไม่มีนามธรรมไม่เรียกว่า กาย แม้จะมีองค์ประชุมมีสรีระอย่างไรก็ไม่เรียกว่า กาย และถ้าไม่มีนามธรรมเข้าไปร่วมกับสิ่งอื่น ก็ไม่มีกาย ถ้าไม่มีส ิ่ งสองสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง แล้วไปสัมผัสกับอีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ได้ แต่ถ้าไม่เกิดการสัมผัส กายก็ไม่มี กายมีขึ้นมาได้เมื่อเกิดความสัมพันธ์สองสิ่งสองสิ่ง และนามธรรมประชุมกับนามธรรมก็เรียกกายได้ คือ นามกาย อายตนะเกิดเพราะเหตุปัจจัย มีสิ่งเดียวไม่เกิดอายตนะ แม้แต่สัมผัสก็เป็นนามธรรม [ 14 ] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านาม รูป ฯ ในพระไตรปิฎก ล. 17 ข. 367 2 . สัตตสูตร ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าสัตว์ [ 367 ] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระราธะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า สัตว์ สัตว์ ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า สัตว์? พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรราธะ เพราะเหตุที่มี ความพอใจ (ฉันทะ) ความกำหนัด (ราคะ) ความเพลิดเพลิน (นันทิ) ความทะยานอยาก (ตัณหา) ในรูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่า สัตว์ เพราะเหตุที่มีความพอใจ ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้องในวิญญาณนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า สัตว์ ดูกรราธะ เด็กชายหรือเด็กหญิง เล่นอยู่ตามเรือนฝุ่นทั้งหลาย เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความกระวนกระวาย ไม่ปราศจากความทะยานอยากในเรือนฝุ่นเหล่านั้นอยู่เพียงใด ย่อมอาลัย ย่อมอยากเล่น ย่อมหวงแหน ย่อมยึดถือเรือนฝุ่นทั้งหลายอยู่เพียงนั้น ดูกรราธะ แต่ว่าในกาลใด เด็กชายหรือเด็กหญิงเป็นผู้ปราศจากความ กำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความกระวนกระวาย ปราศจากความทะยานอยากในเรือนฝุ่นเหล่านั้นแล้ว ในกาลนั้นแล เด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น ย่อมรื้อ ย่อมยื้อแย่ง ย่อมกำจัด ย่อมทำเรือนฝุ่นเหล่านั้น ให้เล่นไม่ได้ด้วยมือและเท้า ฉันใด ดูกรราธะ แม้เธอทั้งหลายก็จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำรูปให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำเวทนาให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำสัญญาให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำสังขารให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา จงรื้อ จงยื้อแย่ง จงกำจัด จงทำวิญญาณให้เป็นของเล่นไม่ได้ จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหา ฉันนั้นนั่นเทียวแล ดูกรราธะ เพราะว่าความสิ้นไปแห่งตัณหา เป็นนิพพาน เช่นแต่ก่อนเราเคยยึดถือเรื่อง เพชรพลอย เรื่องปืนหรือเรื่องอื่น ที่เราพอใจเกิดกำหนัด ราคะ นันทิ เพลิดเพลินอยู่ แล้วเราคลาย จางหายได้ ต้องอ่านอาการนามธรรมนี้นี่คือสัตว์นรก มันมีความ นันทิ มีราคะ เพลิดเพลินอยู่ สัตว์นรกไม่มีรูปร่าง เป็นเส้นแสงเงาสีอยู่ เราต้องรู้อาการกิริยานามธรรม ว่าไม่ใช่อาการเฉยๆ มันมีอาการที่ไม่เฉยต่างจากเฉย หรือรู้ความจริงตามความเป็นจริงมันก็ต่างกัน คุณมีอาการเทวดาเก๊ หรือสัตว์นรก ถ้ามันเป็นนันทิ มันเป็นเทวดาเก๊ หรือแม้ยินดีพอใจเป็นอาการเทวดา ถ้ามันเป็นความกำหนัด ตัณหา ราคะก็ยิ่งแรง ทะยานอยากด้วย พวกเราจะรู้จักความเป็นสัตว์ดีขึ้น ให้ศึกษาดีๆว่าอาการ ลิงค นิมิต มันเป็นอย่างไร อาตมาเองขอพูดซ้ำ ว่ายังไม่เคยเห็นใครเอาเรื่อง การรู้รูปนาม ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส มาสอนเลย เท่าที่อาตมาผ่านมา ซึ่งมีในพระไตรฯล. 10 ข. 60 ถ้าเรารู้อาการแล้วทำเครื่องหมายว่า อย่างนี้คืออาการโกรธ โลภ หงุดหงิด หรือ อาการอื่นๆ มันไม่มีรูปร่าง ไม่มีเขา ไม่มีแสงเสียงสี แต่มันรู้ได้ว่า นี่คืออาการสัตว์นรก อาการสัตว์เทวดา นี่คือเปิดโลกเทวดา มาร พรหม จะรู้เข้าใจ อ่านออก พระไตรฯ ล. 16 1 เทศนาสูตร [ 1 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธดำรัสนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง ปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [ 2 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและ อุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ฯ พ่อครูว่า...คำว่าปัจจัย หรือเหตุ มันแทนกันได้ คำว่าเหตุ มันเป็นตัวต้นกว่าปัจจัย คำว่า เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย มันมีลำดับอยู่ ต่างกัน พระพุทธเจ้ามีสูตร System Analysis ก่อนนักรู้ทั้งหลาย ที่เขามี Input – process – output – outcome - impact นี่คือ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ที่ออกมาเป็นผลได้ คำว่า อวิชชา มีสังขารเป็นปัจจัย ก็คือ คนอวิชชานั้นไม่รู้ว่า สังขารที่เป็นการปรุงแต่งคือ Process เขาแปลว่ากระบวนทัศน์ หรือ พาราไดม์ เราไม่รู้ว่า มี กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร มันไม่รู้รายละเอียดว่าคืออะไรอย่างไร? แล้ว กายคืออะไร? เขาไปเข้าใจว่า กายคือ ร่างที่มีดิน น้ำ ไฟ ลม แต่ที่อาตมาเข้าใจคือ ขาดนามธรรมไม่ได้นะคำว่ากายนี่ ถ้าไม่ได้พบสัตบุรุษ ก็ฟังธรรมไม่บริบูรณ์ ก็ฟังธรรม ไม่บริบูรณ์ แล้วก็ไม่ศรัทธา ไม่มีโยนิโสฯ ที่บริบูรณ์ (เต็มรอบ) สักอย่าง คำว่า จิต เขาไปศึกษาอภิธรรมกัน อาตมากล้าพูดว่าพวกเรานี่อ่านอาการจิตได้ แต่ของเขาก็อ่านพอรู้ แต่ไม่ได้รู้เหมือนที่เราเข้าใจแล้วปฏิบัติได้ คำว่าจิต เจตสิก รูป นิพพาน คำว่ารูปนี้ไม่ใช่รูปนอก แต่คือรูปของนามธรรม ย ิ่ งเป็นวจีสังขารก็ด้วยแล้ว มันเป็นนามธรรม เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย แต่ไม่รู้ว่าสังขารคืออะไรก็ไปไม่ได้ จะต้องแยกแยะตรวจสอบโดยรู้องค์รวม ที่มี เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย คำว่านิทานนี่เป็นเรื่องราวมีตัวพระเอกพระรองผู้ร้ายอย่างไรก็ไม่รู้ ...มาอ่านต่อ [ 3 ] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอก (การสำรอกไม่ได้หมายถึงดับปึ๊ปเหมือนปิดสวิตซ์ไฟนะ แต่จะดับเป็นรอบๆไป ใครดับได้ปึ๊บเลยก็ต้องมีบารมี อย่างพระพาหิยะหรือโกณฑัญญะ) โดยไม่เหลือ สังขาร จึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ เพราะ นามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับชราและ มรณะโสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่า นั้นมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ จบสูตรที่ 1 พ่อครูว่า..คำว่า ดับ ตัวนี้ ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะเผิน ว่าดับโดยไม่เหลือ ก็ดับวิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ ทั้งดุ้นเลย ที่จริงไม่ใช่ต้องค่อยๆสำรอก ต้องเรียนรู้สังขารไปตามลำดับ อาตมาเอาที่ภิกษุณีธัมมทินนาตอบอุบาสกวิสาขาที่ถามว่า...นิโรธอะไรดับก่อน ท่านก็ตอบว่า ก็มี วจีสังขาร ดับก่อน แล้วมาเป็นจิตสังขารแล้วกายสังขารดับที่สุด อันนี้ไม่ใช่ดับวูบเลยทันที ต้องมีลำดับๆ มาอ่านต่อ.. 2 วิภังคสูตร [ 4 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง จักจำแนกปฏิจจสมุปบาทแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาท นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ [ 5 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมี สฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [ 6 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา (คือเปลี่ยนแปลงกิริยาไป จากนั่งมาเป็นยืนมาเป็นเดินเป็นต้น) ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ฯ [ 7 ] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด (ชาติ) ความบังเกิด (สัญชาติ) ความหยั่งลง (โอกกันติ) เกิด (นิพพัตติ) เกิดจำเพาะ (อภินิพพัตติ) ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ พ่อครูว่า… ระดับการเกิดโอกกันตินั้นยังทำกิเลสให้ลดไม่ได้ ลดความเป็นสัตว์ไม่ได้ ต้องเป็นระดับนิพพัตติ จึงจะเป็นระดับโลกุตระ จะไม่เข้ากับโลกๆแล้ว ไปสู่นิโรธ นิพพาน ส่วนอภินิพพัตติ คือเข้าเป็นโลกุตระเลยสมบูรณ์ [ 8 ] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่าภพ ฯ พ่อครูว่า...ในกามภพคือภพหยาบ ที่ประกอบด้วยทุกอย่างที่มากระทบทวารนอกกระทบแล้วปรุงแต่งหยาบต่ำ ร้าย สำหรับเรา ของใครของใคร บางอย่างเราหลงมากก็ถือว่าหยาบมาก ที่ไปเกี่ยวข้องกับโลกธรรม กามคุณ สมบัติวัตถุอะไรก็แล้วแต่ สัมผัสแล้วกิเลสขึ้น ก็อ่านอาการของตัวเองออก รู้ว่านี่คืออบายของตัวเรา เราก็ล้างให้เป็น คุณก็จะมีหลักไปล้างเหตุตัวต่อไปได้ ในตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น รูปภพ อรูปภพก็ดี ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเข้าไปอยู่ในภพ หลับตาสะกดจิต จึงจะอยู่ในรูปภพ มันซับซ้อน อยู่ในภพเช่น อยู่กับกามาวจร กระทบแล้วไม่ปรุงแต่งไม่สุขไม่ทุกข์ไม่เป็นพิษเป็นภัย เห็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสเลยก็ไม่เมาไปกับมัน ไม่ได้หลับตา แต่จับกิเลสขณะลืมตา ทำตั้งแต่อบายก่อน ในโสดาบัน แล้วมาทำในเรื่อง กามคุณ พอกามที่เหลือของสกิทาคามีหมด สัมผัสกามคุณ โลกธรรม ก็ไม่เกิดอาการกิเลสแล้วในโลกกาม ไม่เอามาเสพรสเป็นราคะ หรือเอามาเป็นของตนสมโลภะ แม้แต่ โลกธรรมก็ลด มันเหลืออยู่แต่ภายใน มันมีหิริและถึงขั้นโอตตัปปะ คือเกรงกลัวต่อบาปเลย จะรู้ด้วยตัวเอง ว่าขายขี้หน้า เกินกว่าอาย มันกลัวแล้ว มันรู้ความจริงว่าเรายังเกิดในภพอีก การเกิดนี้เป็นเรื่องสาหัส มันรู้แล้วมันไม่ยอมให้จิตมาปรุงแต่ง แต่มันอยู่ภายในเป็นรูปภพ แม้สัมผัสภายนอกอยู่ด้วย เช่นเราได้มีหน้าที่ใช้อันนี้ เรามีหน้าที่อนุมัติงบนี้ได้ เราทำแล้วเหลือเงิน จะงุบงิบไหม? สารพัด สัมผัสทั้งลาภ ยศ สรรเสริญที่จะปรุงแต่งยินดีเพลิดเพลิน ทะยานอยากไปกับมัน เราก็ไม่มี ตอนนี้คุณมีปัญญา อินทรีย์ รู้จักน้ำหนัก ความเบาแรงของมันในอาการ มีสัญญากำหนดหมายด้วยอาการ ลิงค นิมิต กำหนดเอง จนกระทั่งขีดสุดท้าย ตัวปลายคืออรูป กำหนดของใครของใคร มันไม่มีบทบาทอะไรมากแล้ว อยู่ในอรูปภพจึงไม่มีโทษภัยต่อภายนอกกับใคร เหลือแต่ภาระตน เบียดเบียนตนเอง พระอนาคามีจึงมีตัวรู้ว่าตนเหลือรูปราคะ อรูปราคะ มันไม่สุขหรอก มันรู้ว่าทุกข์ กิเลสก็นัยเดียวกันเป็นเหตุแห่งทุกข์ บางทีเผลอมีนันทิ ยินดีไปบ้าง แต่ตัณหาทะยานอยากไม่แรงมันเบาแล้ว แต่ก็กระทบสัมผัสรู้อยู่กับโลกเขา มี จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง แต่มันเหนือกว่าคนอื่น คนอื่นเขาเป็นทาส เป็นอาการของความเสพแต่เราไม่มี พระอนาคามีไม่มี เห็นว่ามันเป็นทุกข์ เป็นอัตตกิลมถะ เหลือกิเลสลึกๆ เรียกพวกนี้ว่า อุปปาติกะ แปลว่าสัตว์ตัวเองเท่านั้น กับคนอื่นไม่เป็นสัตว์ กับคนอื่นคุณเป็นเทวดา ใจสูงกว่าคนอื่นแต่คุณยังเป็นสัตว์กับตนเองจึงเรียกว่า ผู้อุปปาติกะ นี่คืออนาคามี อนาคามีนั้น ดูข้างนอกแล้วเท่กว่าอรหันต์ คือเต๊ะท่าเหมือนไม่มีอะไรเลย ไม่มีการแสดงออก สะอาดบริสุทธิ์เลย แต่อรหันต์แล้วจะอนุโลมเลย ยิ่งอรหันต์ชั้นสูงจะอนุโลมได้มากดูไม่งามเท่าอนาคามีเลย แต่อนาคามีจะไม่ประมาท ระวังของตนเอง ส่วนอรหันต์ดับสนิทไม่เกิดอย่างนิจจัง ทุวัง มีการปรุงแต่ง อนุโลมได้ จึงดูพระอรหันต์ได้ยาก แต่ถ้าถึงพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งเต๊ะท่ามากเลย เพราะมีคนอื่นช่วยปรุงแต่งไปแล้ว การกดข่มก็ไม่ทำให้มีอาการได้มันก็ดับไปเฉยๆ มันไม่สลายตัว ไม่มีพลังความรู้ ไม่เป็นไฟฌานที่เหนือชั้นกว่าตัว ราคะ โทสะ โมหะ เราต้องทำจนกระทั่งเกิดความจริงว่ามีพลังจิตที่เหนือกว่า ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ไฟหรือพลังปัญญานี้ไปละลายเหมือนมีความร้อนไปเปลี่ยนแปลงพลังงานกิเลสได้ เหมือนอย่างวิทยาศาสตร์ที่มีพลังไปเปลี่ยนสภาพธาตุต่างๆเช่นเหล็กหลอมเลย พลังปัญญาของหิริก็ขนาดหนึ่ง แต่พลังโอตตัปปะนั้นไม่เอา อย่างไรก็ไม่เอา จะมีพลังนั้นจริงๆ จะต้องเห็นว่ามันเป็นทุกข์มันพาเป็นภาระ เห็นวิปัสสนาญาณ 9 มันไม่เที่ยง มันพาเหลวไหล อุทยัพยานุปัสสนาญาณ มีภยตูปัฏฐานญาณ เห็นกิเลสเป็นภัยอย่างย ิ่ ง เป็นอาทีนวาสุปัสสนาญาณเป็นโทษภัย มันพาเราชั่วตนต่ำ จนรวมแล้วมีพลังไปละลายไฟกิเลสได้เลย ขอบอกตัวท้าย พูดไปแล้ว อะไรก็ไม่น่ามี ทั้งเพลิดเพลินก็ไม่ได้ จริงๆแล้วธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ทำให้หมดแล้วก่อน แล้วค่อยอนุโลมสร้างขึ้นมาได้อีก ถ้าไม่ทำให้เป็นนิจจัง ทุวัง สัสตัง คำว่าอนุโลมขึ้นมาก พระพุทธเจ้าเรียกว่าทำจิตให้ร่าเริ่ง อภิโมทยัง ไม่ใช่ว่าถูกกิเลสจึงเกิดยินดี แต่ว่าเราสร้างขึ้นมา อภิปโมทยังฯ เกิดหลักปัสสภยัง (สงบรำงับ) ความยินดีที่เราสร้างไว้อาศัย มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตามลำดับ เรื่องนี้ต้องค่อยๆอธิบาย เก็บรายละเอียด...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน