570722_สรรค่าสร้างคน(๔)วนบ. สูตรสู่ความสำเร็จและวัฒนธรรมบุญนิยม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570722_สรรค่าสร้างคน( 4 )วนบ. สูตรสู่ความสำเร็จและวัฒนธรรมบุญนิยม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ณ. บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า… วันนี้เรามาเรียน สรรค่าสร้างคน วันที่ 22 ก.ค. 57 จะหมดเดือนแล้วไวจริงๆ แล้วแบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนมาแก่ ประเดี๋ยววันๆ แก่ไม่ทันเลย อาตมาทำอะไรไม่เก่งไม่ทันไม่เร็วไม่คล่อง ก็พยายามไปนะ ดูซิว่าอาตมาอายุ 80 ปีนี่แล้วใครในที่นี้มีอายุ 80 ขึ้นไปบ้าง....มีโยมเบ้า อายุ 80 ปีพอดี อีกคนหนึ่ง มีโยมสะอาด อายุ 82 ปีของอาตมาย่างเข้า 81 ปีมาเกือบสองเดือนแล้ว ก็อายุไล่ๆกัน ลองดูสิว่าใครจะขี้เกียจกว่ากัน อาตมาจะขยันสอนพวกโยมก็ขยันเรียนดูสิว่าใครจะขยันกว่ากัน อยากให้เห็นคุณค่า อาตมาอยากให้ครูทั้งโลกสอนอย่างเห็นคุณค่า ทุกวันนี้ครูจะสอนก็สอนเพราะว่าได้เงิน ได้ยศ ตำแหน่ง สรรเสริญ ได้เอาไปเสพสุขทางกาม ทางอัตตา โลกธรรม ไปว่าเขาไม่ได้เพราะเขาไม่ได้ศึกษา กิเลสมันก็กดหัวเอาไว้ใช้เป็นทาส ก็เห็นใจอยู่ แต่พวกเรารู้แล้ว ทำไมไม่สู้มันบ้าง เราต้องกดหัวมัน อย่าให้มันกดหัวเรา มีหัวไว้ให้กิเลสกดหรืออย่างไร?...ต้องพยายาม วันนี้อาตมาจะเอาสูตรสู่ความสำเร็จบุญนิยมมาขยายความ (ในหน้า 16 ของหนังสือสรรค่าสร้างคน) สรรค่าสร้างคนเป็นเรื่องที่อาตมาร่างเองเขียนเองมีของพระพุทธเจ้าบ้างเล็กน้อย อาตมาคิดได้ก็เขียนไป ท่านซาบซึ้งก็รวบรวมมาเป็นเล่ม ต้องขอบคุณท่าน ตั้งแต่เล่มเล็กมาเป็นเล่มใหญ่ เอามาสอนคนให้เป็นคนบุญนิยม ดูสิว่าถ้าเป็นสังคมบุญนิยมจะเป็นอย่างไร? อาตมาได้แต่คิด ถ้าพวกคุณไม่ช่วยก็ไม่เป็นจริง อาตมาจริงนะแล้ว ไปเอาไม้จิ้มฟันจิ้มตายดีกว่า มันต้องร่วมมือกับอาตมาบ้าง ในสูตรสู่ความสำเร็จบุญนิยมนี่มี ศึกษา เอาจริง ต่อเนื่อง ประสานสัมพันธ์กลุ่ม ขยายงาน เผยแพร่ การตลาด นี่ 7 ข้อ อาตมาว่าครบตั้งแต่คน เป็น
อ่านต่อ
กลุ่มบุคคล แล้วเป็นเครือแ ห มีหลายกลุ่มมาสานเป็นเครือแห มีพลังรวมจะช่วยโลก มีคุณสมบัติที่สั่งสมเป็นคุณนิธิของแต่ละคน มาร่วมเป็นหมู่กลุ่มใหญ่เป็นคุณราศี อาตมาเร่งการศึกษา พวกคุณก็มาช่วยกันหน่อยสิ อาตมาจะได้ไม่โดดเดี่ยว การศึกษานี่มี ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติก็เป็นทฤษฎี เป็นทิฏฐิ แล้วเอาไปตั้งหลักเกณฑ์ให้ตน ตามฐานะ ถ้ายังไม่สูงก็เอาศีล 5 โดยเข้าใจว่าศีล 5 มีแค่ไหน ระวังตามขอบเขต ในหลักของชาวอโศกมี ถือศีล 5 ละอบายมุข งดเว้นเนื้อสัตว์ อย่างถือศีล แต่กินเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้สังวรอะไรมากมาย แต่พอมางดเนื้อสัตว์ ก็จะเห็นว่าไม่เบาเลย ถ้าเราลดละได้จะมีเมตตาต่อสัตว์ แต่ก่อนนี้ไม่รู้สึกหรอก สัตว์เล็กสัตว์น้อยก็ทำลายบี้มัน มันทำอะไรเราไม่ได้เราก็บี้ให้ตาย ไม่รู้สึก แต่พอไม่ฆ่าสัตว์ไม่กินเนื้อ จะมีความรู้สึกว่าไม่ฆ่า แต่ก่อนมันไม่รู้สึก ยิ่งมันมากวนเราก็เสร็จ ส่วนสัตว์น้อยไม่คิดก็ทำมันตาย แต่สัตว์ใหญ่เราทำอะไรมันไม่ได้ก็วิ่งหนี ถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์จะมีเมตตา ที่นี่มีศีล 5 แล้วยังไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย แล้วจะเข้าหลัก สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะด้วย จะเกิด สัมปชัญญะ สัมปชานะ สัมป าเทติ สัมปั ชชติ สัมปาเปติ สัมปฏิสังขา สัมปัชชลติ ไป มีการเพ่งเผากิเลส เข้าสัมปัตตะ สัมปันนะ ไปเรื่อยๆ เป็นลักษณะจิตวิญญาณที่เจริญ เป็นความฉลาดที่เป็นจริง ย ิ่ งเห็นจริงมันยิ่งมีพลังอำนาจสูงขึ้นๆ นี่เป็นคุณสมบัติของพลังปัญญา จนสุดท้ายมันทำลาย อะไรได้หมด โดยเฉพาะทำลายกิเลส (สัมปฏิเวธะ) ที่มันมีพลังเล่นงานคุณมาหลายชาติ เราต้องเอาชนะมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะแพ้มันตลอดกาล เรามาศึกษา ต้องเอาจริง อาตมาเคยสอนมาตั้งแต่ต้นๆ ว่าธรรมะนี่ ขาดการเอาจริง ไม่มีทางสำเร็จ ขอยืนยัน คนที่บรรลุธรรม มีปัญญา ผ่านสังโยชน์ 1 และ 2 จับตัวสักกายะได้ชัดเจน ไม่ทำอย่างลูบคลำเล่นหัวกับมันแล้ว ไม่เอาจริงไม่พยายามปหานมันด้วยปหาน 5 มันก็ไม่มีวันที่จะตายได้ ไม่มีผลเป็นแค่มรรค ได้แค่สักกายะ กับวิจิกิจฉา แต่ไม่พ้นศีลพตปรามาส มันไม่ทำการปหานจริง ต้องเอาจริง แม้แต่ทางโลกีย์เราจะทำงานถ้าเราไม่เอาจริงก็ไม่มีทางสำเร็จ นี่ก็รู้ๆกันโดยปริยาย คำว่า เอาจริง นี่จึงสำคัญมาก การศึกษาจะผ่านความสำเร็จได้ต้องเอาจริง เมื่อเอาจริงแล้วก็ต้องศึกษา ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วเราก็ปฏิบัติให้ถึงจิต ปฏิบัติกาย วาจา ให้ถึงจิต พอจิตเกิดผลได้จึงสำเร็จ หากจิตไม่เกิดผลก็ไม่ถือว่าสำเร็จในทางศาสนาพุทธ จิตมันอยู่ข้างในแล้วจะทรงไว้ข้างใน ธรรมะจึงอยู่ที่ตัวจิต คนที่มีจิตนิยามแล้ว ศึกษาจนรู้กุศล อกุศล แล้วรู้กุศล อกุศล ขั้นโลกียะหรือโลกุตระ จึงทำกรรมที่เป็นธรรมะทรงไว้ให้แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีความรู้แล้วปฏิบัติจริงจึงได้ผล แน่นเข้าเป็นแก่นแกน ผลที่จะได้ไม่มีอะไรเลย นั้นคือ กำจัดกิเลส ส่วนผลทางเทคนิค ได้ผลผลิตอะไรก็ต่างคนต่างช่วยกัน แต่ผลชัดเจนที่เป็นประโยชน์แท้คือกิเลส ทำให้กิเลสดับลงเราก็มีนิโรธหลุดพ้นจากวังวนนั้น ภพนั้น จากการศึกษา 3 จึงเกิดวิมุติ ทำได้ก็มีญาณรู้วิมุติ เป็นวิมุติญาณทัสสนะ แต่ตัวปฏิบัติคือศีล สมาธิ ปัญญา ผลที่เป็นก็เป็นวิมุติ อธิวิมุติ ไป เมื่อเอาจริงได้ผลเกิด เราก็สืบสานต่อเนื่องกันไป มีคนรับช่วงขยายผล อย่างพระพุทธเจ้าได้ผลคนหนึ่งก็เอามาขยายผลต่อเนื่อง มันจึงเกิดประสานเป็น กลุ่ม เครือข่ายเครือแห จึงมีพลังรวมไปช่วยกลุ่มนอกๆอีก ขยายผล ขยายงานต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเผยแพร่ ทั้งเผยแผ่ ออกไปเรื่อยๆๆ จนกระทั่งใช้ชื่อรวมของทางโลกว่า การตลาด ตลาดเป็นที่ซื้อขายแลกเปลี่ยน ให้กัน ต้องมีวัตถุ ไปแจก ไปแลกกัน ถ้าไม่เป็นวัตถุก็แลกแรงงาน หรือเป็นความรู้ ไปแลกกัน ก็คือเกื้อกูลกัน มนุษย์ทำเก่ง สัตว์สู้คนไม่ได้ คนนั้นการตลาดเก่งมาก แล้วหากลเม็ดแทคติกให้ได้เปรียบ แต่การตลาดบุญนิยมจะไม่เหมือนการตลาดโลกีย์ การตลาดบุญนิยมคือเอาไปเผื่อแผ่ เผยแพร่แก่คนอื่นไม่ใช่ไปเอาเปรียบเอารัดคนอื่น มันคนละแนวคิด การตลาดโลกีย์เป็นประโยชน์ต่อ กู อย่างการตลาดที่เก่งมากเลยเดี๋ยวนี้คือ Google มันเหมือนให้ฟรีเลย แต่มันรวยเละเลย อาตมาไม่เก่งนะแบบนั้น เขาซื้อคนเก่งๆซื้อกิจการแหลกเลย ทั้งเทคโนโลยี มันเนียนจริงๆนึกไม่ออกว่าได้อะไรเลย ได้โฆษณาหรือ? เราเองเราก็ไม่ได้ไปวงจรโฆษณาของเขา หรือจำนวนมากในการเข้าดู ก็จะเป็นรายได้ตรงไหน? โลกทุกวันนี้ การตลาดมันย ิ่ งใหญ่ครอบคลุม กินหมดโลกเลย คนหลุดพ้นจากพลังดูดของแม่เหล็กโลกนี่ยอดเยี่ยมเลย อย่างอาตมานี่หลุดพ้น อย่างใช้คอมพิวเตอร์นี่ก็ไม่ได้เสียเงินให้มันเลย ใช้ฟรีเลย เนียนตรงนี้แหละที่คนรู้สึกว่าฟรี แต่ของเราการตลาดนี่เป็นกุศลเป็นบุญ เท่าที่เราจะเอื้อเกื้อกว้างตามที่เราจะไปช่วยเขาได้ จิตอย่างนี้ในพวกเรานี่เป็นจริง ใจมันจริงๆก็จะเป็นอย่างนั้น คนที่มีใจอย่างนี้ก็มีการตลาดแบบนี้ เผยแพร่ ขยายงานแบบนี้ เกิดประสานกลุ่มได้ ช่วยเขาได้ส่วนเขาจะช่วยเราต่อ ก็แล้วแต่ เราไม่ได้บังคับหรือมีเกณฑ์หรือมีสัญญา อย่างเก่งเราก็สอนก็แนะเขาอย่างจริงใจ ให้มีเกื้อกูลกตเวทีต่อกัน ไม่เอาเปรียบจะเป็นหนี้ทางธรรม มาต่อกันที่ วัฒนธรรมบุญนิยม (วัฒนธรรมที่ดี) มี 6 ประการ 1 . ปัญญาที่ดี เพราะจริงๆปัญญานั้นดีอยู่แล้วแต่คนเอาไปใช้ผิดๆ ปัญญาคือเฉลียวฉลาดที่กิเลสลดลงจนหมด แต่กิเลสมากขึ้นคือเฉกา เรื่องฉลาดนี้ ในภาษาไทยกร่อนมาจากคำว่า ฉฬายตนะ คนเราจะปฏิบัติอะไรหากไม่มีหลักอายตนะก็ไม่สำเร็จ มันต้องรอบรู้ทั้งทวาร 6 ให้รู้ทั้งสมมุติ และปรมัตถสัจจะ อันไหนดีหรือไม่ดี ถ้ากิเลสก็ไม่ดี ถ้าลดกิเลสได้ก็ดี นี่คือดีชั่วของปรมัตถ์ ส่วนอันอื่นไม่เที่ยง แล้วแต่สมมุติ ลดกิเลสได้ดี กิเลสเพ ิ่ มก็ชั่วหรือบาปหรือเลวก็แล้วแต่ ถ้ากิเลสลดได้ก็เรียกว่าบุญ ปัญญาที่สามารถรู้คือฉลาดทั้ง 6 ทวาร เมื่อมีผัสสะเราก็อ่านนามรูปออก มันจะขี้โกงหรือซื่อสัตย์ก็อยู่ที่ธาตุวิญญาณ มันจะเอาเปรียบหรือโกงอย่างไรก็อยู่ที่ตัวนี้ จะต้องเมื่อมีทวาร 5 ทำให้ชำนาญก่อนเป็นสิ่งหยาบ แต่ก็ต้องมีตัวใจร่วมเสมอ เราทำกิเลสหมดเรียนรู้ทางทวาร 5 สัมผัสแล้ว ก็รู้ถึงใจ ผู้ใดไม่ฉลาดแบบรู้ตาหูจมูกลิ้นกาย และลดกิเลสไม่ได้ก็ไม่ใช่ฉลาดแบบปัญญา แต่เป็นเฉโก มันก็ฉลาดแบบปุถุชน จึงสร้างปัญญาของจริงได้ยาก จึงต้องสร้างปัญญาทางทวาร 6 ว่านี่คือลดกิเลสได้ นี่คือ 1. การรู้อย่างฉฬายตนะ รู้อย่างมีมรรคผลจริง นี่คือปัญญาที่ดี ในปฏิจจสมุปบาท มันต้องผ่านอายตนะ ผัสสะจึงเกิด รวมเป็นองค์ประชุมเรียกว่า กาย เป็นสภาวะที่ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยไม่มีผัสสะ คำว่ากายนี่ต้องมีนามธรรมเข้าไปร่วมด้วยเสมอ ฉฬายตนะเกิดจากทวาร 5 ไปเกี่ยวข้องกับภายนอก แล้วเกิด กาย แล้วเราก็พยายามรู้ตัวที่เป็นนามธรรมเป็นกิเลสที่ไปปรุงร่วมด้วย ถ้าเราแยกออกแล้ว ฉลาดแบบเฉกา กับฉลาดแบบปัญญานั้นต่างกัน แบบปัญญานั้นรู้จักกิเลส ลดกิเลส กำจัดกิเลสได้ นี่คือฉฬายตะที่เป็นความรอบรู้ที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนใคร เป็นจิตประเสริฐแท้จริง แต่ก่อนอโศกตั้งมูลนิธิธรรมสันติ มีเงิน 1 , 500 บาท ก็เร ิ่ มต้นไม่ได้ซักที เพราะว่าจะต้องมีเงิน แสนบาท จึงตั้งได้ ก็เลยยังตั้งไม่ได้เพราะเงินไม่มี จนไปพบหมอกุศล เขากินมังฯแต่ไม่มีเพื่อนกินมังฯด้วย ก็คบหากันมานาน ต่อมาแกขายที่ได้ก็เลยมาบริจาคเงินแสน ก็เลยได้ตั้งมูลนิธิ ไปจดทะเบียนแสน แต่พอไม่ช้าไม่นานก็เหลือหลักร้อย เพราะต้องควักจ่ายไป ที่จริงมูลนิธิต้องคงเงินไว้ไม่ให้ลด แต่ของเรานี่ใช้ไป บางทีเหลือเงิน 400 บาท ตอนแรกเราก็พูดเงินหลักร้อยหลักพัน จะเป็นเงินหมื่นก็นาน แล้วกว่าจะมาเป็นแสนก็ยาก แต่เดี๋ยวนี้พูดถึง 10 ล้าน 20 ล้านพูดเฉยเลย แล้วมันเป็นไปได้พอเป็นพอไป กล้าทำได้ขนาดนี้ อย่าทำเป็นเล่นไปอย่าประมาท ไม่หาไม่ได้เราต้องหาใช้คืนด้วย อย่างปฐมอโศกนี่แสนสบาย มีรายได้แจกพี่ๆน้องๆไป ลอยตัวแล้ว ซึ่งปฐมอโศกตอนแรกก็เหมือนที่นี่แหละอาตมาต้องให้ช่วยเขา แต่ศีรษะอโศกอาตมาไม่ค่อยได้ช่วยเขา มีแต่เขามาช่วยอาตมา ก็เป็นไปได้ นี่คือลักษณะสาธารณโภคีบุญนิยม มีการสังเคราะห์ช่วยเหลือ อุดหนุน มีของจริง พิสูจน์ได้ ถ้าเราแข็งแรงเพ ิ่ มขึ้น จิตใจเข้มแข็งก็เกื้อกูลได้มากขึ้น และเป็นสัจจะที่มีแต่ดีไม่มีเลวเลย ถ้าเราไม่ไปโลภโมโทสัน เขาก็ให้มาอย่างบริสุทธิ์ใจ พระพุทธเจ้าว่าพรหมจรรย์นี้ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม , เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ เราก็ทำไปทำไม่ได้หยุดแค่นั้น ไม่ได้ขยันอะไร มันอย่างนั้นจริงๆ ไม่ได้แกล้งจริงๆ อาตมานี่โอ้โห ไม่ได้หยุดเลย เรานี่ประชดไหม? เราก็เห็นว่าทำก็ดี ก็ไม่ได้เมื่อยอะไรนะ เราไม่ทรมานสังขาร 2 . ความพากเพียรบากบั่นที่ดี ...สรุปแล้ว เมื่อมีปัญญาดี มีความพากเพียรดี จะขาดเพียรไม่ได้ จนมันเป็นเอง ก็ไม่เห็นว่าขยันอะไรแต่ทำไม่ได้หยุดเท่านั้นเอง เขาว่าทำมากไปแล้วก็ไม่เห็นว่ามากอะไร? 3 . มีเหตุปัจจัยองค์ประกอบที่ดี อย่างไม่ต้องเรียกร้อง ยิ่งอยู่ในสังคมคนมีปัญญาเขารู้ว่าเราทำเขาก็จะช่วย แต่ถ้าไม่มีบารมีก็ต้องขอแรง แต่ถ้ามีบารมีนั้นก็ต้องคัดด้วยซ้ำ ว่าพอแล้ว 4 . ผลที่ได้รับได้อาศัยที่ดี ผลที่ได้รับได้อาศัยก็เกิดผลเกิดร่วมกันทำ ช่วยกันวิเคราะห์วิจัยเลือกเฟ้นตามปัญญา ก็เกิดส ิ่ งที่ได้อาศัย มีกระจิตกระใจ ดูแลรักษาซ่อมแซมช่วยเหลือสร้างขึ้นก็เกิดการพ้นทุกข์ (อาริยสัจ) 5 . ความพ้นทุกข์ที่ดี (อาริยสัจ) เช่นอยากตบหน้าคน แล้วเราก็ทุกข์ พอเราได้ตบหน้าคนก็พ้นทุกข์ อันนี้ไม่ใช่การพ้นทุกข์ที่ดี 6 . ความยั่งยืนนานที่ดี ยืนนานจนถึงเที่ยงแท้ คำว่านิโรธนี้ยืนนานได้เพราะมีปัญญารู้ว่ามีผลนิโรธอย่างไร ว่างง่ายไม่เป็นภาระ มีปัญญารู้ไม่เดือดร้อน นอกจากไม่เดือดร้อนแล้วมีประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย ดีงามด้วย ช่วยในส ิ่ งที่ดีมีภูมิปัญญา สิ่งไม่ดีก็ไม่ทำ เป็นสุดยอดแห่งประโยชน์ ทำได้เป็นพลังงานสะสมก็จริง ปัญญาก็รู้ด้วย จึงเป็นความยั่งยืนถาวร คำว่านิโรธนี้ยั่งยืนถาวร มีคำอธิบายได้ เข้าใจได้ เป็นเช่นนั้นจริง การนิโรธอย่างมีปัญญาจึงยั่งยืน แต่ของฤาษีก็กดข่มไว้ไม่เที่ยงแท้ ไม่สามารถเกิดเหตุปัจจัยทั้งปัญญาและเจโตสลายได้จริง ผลที่ได้ก็ดี เป็นความยั่งยืน คนที่มีลักษณะผลทั้ง 6 นี้ได้และมีสูตรสู่ความสำเร็จ 7 นี่ช่วยกันก็จะเจริญดี พวกเรามาเรียนรู้วิธีพวกนี้ อาตมาไม่รู้ว่าวิชาการข้างนอกเขาสอนกันแค่ไหน แต่ของเราสอนปรมัตถ์ แล้วออกมาเป็น กัมมันตะ อาชีวะ โดยเน้นทำที่จิตเป็นหลักมาก่อน แล้วจิตเป็นประธาน มโสเสฏฐา มโนมยา เป็นประโยชน์แท้และยืนนาน ที่อาตมาขยายหลักนี้มาจากที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วถ้าบอกว่าไม่ให้บัญญัติส ิ่ งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติ เราก็ไม่ได้บัญญัติ เพราะหลักมันขยายออกไป แต่เรารู้ว่าก็มาจากของพระพุทธเจ้าที่ตราไว้ ก็ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักคำสอนพระพุทธเจ้า ถ้าขัดแย้งจะเสียหายไม่ถูกต้องเป็นบาป เราไม่กล้าทำและจะไม่ทำ อาตมาก็ยังมั่นใจว่าการทำงานกับพวกเรา เราเร ิ่ มต้นปี 2557 ไปถึงปี 2667 จะเห็นหน้ากันหมดไหมนี่?...จะมีอะไรเจริญขึ้นไหม?...มีแน่นอน พ่อครูว่า... เราไม่ต้องสร้างอุเบกขาขึ้นมา แต่การปฏิบัติของพุทธคือการทำลายเหตุปัจจัยได้จึงเกิดอุเบกขา ดับตัณหาได้ เกิดความว่างกลางอุเบกขา เกิดจากการทำลายเหตุแห่งทุกข์ แต่การไปนั่งสมาธิ คือการไปสร้างอุเบกขาขึ้นเอง หลอกให้จิตอยู่น ิ่ งไม่คิดไม่รู้สึก แต่พุทธนี้เห็นความจริงความรู้สึก เห็นกิเลสแล้วมีไฟฌานทำลายกิเลสให้สลายหายไปจึงเกิดความว่าง คำถาม ต้นหน กับต้นกล คืออะไร?... ต้นหนก็คือคนดูทิศทางเป็นกัปตัน คุมทิศทาง ส่วนต้นกลคือแรงงานอยู่ใต้ท้องเรือ คือเจโต ส่วนต้นหนคือปัญญา การรู้สองอย่างนี้คือ รู้ ต่อไปเป็น อุปาทายรูป 24 อุปาทยรูป เกิดจาก ปสาทรูป 5 (ทวาร 5 ) โคจรรูป 5 (รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส) เมื่อมันสัมผัสกันก็เกิดการปรุงแต่งระหว่างรูปกับนาม รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ นามคือสิ่งที่ไปรู้ เราจะรู้ได้ด้วย อาการ แล้วแยกเพศมันได้เป็นลิงค มีลักษณะสองภาวะคืออิตถีภาวะกับปุริสภาวะ มีตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ถ้าเป็นพลังงานก็เรียก บวกกับลบ ทำงานเป็นสิ่งสร้างสรรในโลก ศาสนาพุทธไม่ใช่ไปดับบวกลบแล้วให้มันเฉยๆ แต่ของพุทธนี้ฆ่ากิเลส แล้วให้บวกลบทำงานอย่างซื่อสัตย์วิเศษเลย แล้วขยายถึงภาวรูป เป็นหทยรูป ชีวิตรูป อาหารูป หทยรูป คือสิ่งที่เป็นสภาวจิต อยู่ตรงไหนจับได้ตรงไหนคือภาวรูป ไม่มีที่อยู่ ไม่ใช่อยู่ที่อวัยวะคือหัวใจ ที่เขาอธิบายว่ามีน้ำสีน้ำเงินอยู่ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่คือคุณรู้สึกตรงไหน? เช่นเจ็บใจมันเจ็บตรงไหน? ตรงปลายจมูก หรือยอดหัวใจ หรือหัวเข่า มันไม่มีที่อยู่ มันเกิดที่ไหนก็กำหนดรู้ตรงนั้น เป็นหทยรูป จากนั้นก็เป็น ชีวิตรูป คือธาตุรู้ที่ครบจิตนิยาม เรียกว่าชีวิต แรงหรือเบา เป็นชีวิตินทรีย์ เช่นทำให้กิเลสมีชีวิตบางเบาจนมันตายหรือดับไป ก็หมดชีวิตเป็นต้น แต่ชีวิตินทรีย์ของธาตุจิตวิญญาณจะดีขึ้น อาหารูป คือเครื่องอาศัย ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ก็เรียนรู้มัน ให้เป็นอาหารที่หมดกิเลสมาบังคับ เราก็ได้อาศัยอาหารที่ดีประเสริฐไม่เกิดทุกข์ ปริเฉทรูป คือองค์รวมของการปรุงแต่งให้จิตว่าง ไปถึงขั้นอากาศ ทำให้ว่าง ไม่ใช่ไปสร้างให้มันว่าง มันทำงานสังเคราะห์สังขารในปริเฉทรูปคือบริบทเท่าไหร่ มันมีเหตุปัจจัยกิเลสตรงไหนก็ล้างให้หมดจนจิตว่างเป็นฐานนิพพานเป็นอุเบกขา จากนั้นก็เป็นอากาสาฯ มีวิญญานัญจาฯ แล้วไปอากิญจัญฯ ไปเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน รู้ให้ครบไม่รู้ไม่ได้เศษตกหล่นไม่ได้ต้องพ้นเนวสัญญาฯ เป็นการพ้นอวิชชาสวะ อวิชชาสังโยชน์ จากนั้น วิการรูป มีวิญญัติรูป 2 คืออาการที่จิตเคลื่อนไหวที่เรารู้ได้จาก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ - กายวิญญัติ กายคำนี้ไม่ได้หมายถึงโครงร่างเท่านั้นต้องมีธาตุวิญญาณเกี ่ ยวข้องด้วยเสมอ เช่นตากระทบ เสียงกระทบก็คือองค์ประชุมที่เราเกี่ยวข้องตลอดเวลา ทำความเข้าใจเลยว่าเกิดกิเลสไม่เกิดกิเลสทำอย่างไร? ไม่ใช่ว่า กายสังขารคือดินน้ำไฟลมปรุงแต่งเป็นร่างนี่ไม่ครบแล้ว - วจีวิญญัติ คืออาการเคลื่อนไหวของวจีกรรม ที่ออกมาสื่อส่ออะไรก็รู้ได้ ทั้งหมดมาจากใจ ใจนี่แหละทำให้เกิดกายวิญญัติ วจีวิญญัติ คุณก็รู้ว่าอะไรทำให้เกิดการเคลื่อนไหว คุณก็มาแก้ไข มากำกับที่มโน บางทีมันไม่รู้ว่าเราเองออกหน้าตาแรงไป น้ำเสียงไม่ดีไป ก็รู้จากข้างนอกแล้วก็มีปฏิภาณรู้ว่ามาจากต้นเหตุคือใจ มีลหุตา เราจะสัมผัสก็ต้องรู้สภาวะ ในลหุตาก็เบา เพราะปริเฉทรูปเราทำให้ว่างเป็นอากาศ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่เฉยไม่ทำอะไร เราก็ปรุงได้ทำได้ แต่ลหุตาเป็นความเบา ถ้าเรากำหนดเบาได้ การทำแรงมากไม่ดีหรอก แต่เรากำหนดให้เบาได้ก็จะดี ว่าจิตเราอย่าแรง แต่ถ้าเราฝึกให้แรงมันก็ฝึกได้ แต่ทำให้เบานี่ยากกว่าแรง แล้วคนในโลกไปสร้างจิตให้แรงไม่ใช่สร้างจิตให้เบา มุทุตา คือทำให้เร็วไว้ ทั้งเจโตก็เปลี่ยนได้ไว เป็นจิตหัวอ่อนปรับง่าย ปัญญาก็รู้เร็วไว ปรับได้ก็มี กัมมัญญตา ถ้าคุณทำให้เบาได้ก็ทำแรงได้ เพราะคนส่วนมากเคยกับการทำให้แรง ถ้าเราทำกิเลสให้หายไปโดยไม่ต้องห่วงว่าจะมาอีก ก็เร็วไว มีชวนจิต ลักขณรูป 4 อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา อุปจยะคือการเกิด ชรตาคือการเสื่อม ถ้าเราคุมได้ก็ทำให้เกิดได้ไม่เสื่อมได้ มีความต่อเนื่องเป็นสันตติ ถ้าคุมได้มากก็เที่ยงแท้ เอาไปทำประโยชน์ได้ ควบคุม อนิจจตาได้ ให้เกิดหรือให้เสื่อมได้ ตลอดเวลา มันสันตติต่อเนื่องเลย แต่ระหว่างที่ไม่ตายก็มีเกิดมีเสื่อมตลอด คือมีบวกกับลบ กัน วัฒนธรรม คำว่า วัฒน แปลว่าความเจริญ ท่านพุทธทาสท่านแปลกลับว่า วัฒน คือความเสื่อม อย่างคำว่าบุญนี่ท่านแปลว่าเป็นเรื่องไม่ดีเป็นของเสียไปเลย เพราะโลกเอาคำว่าบุญมาใช้เสียๆท่านพุทธทาสก็เลยว่าบุญคือตัวร้ายท่านแปล บุญ ว่าคืออาการฟูใจ ก็คล้ายกับคำว่าวัฒนธรรม คำว่าวัฒนแปลว่าความเจริญ แต่ท่านพุทธทาสว่าทุกวันนี้มีแต่หายนธรรม แต่ที่จริงวัฒนธรรมคือความเจริญจริง คือต้องมาลดละกิเลส ส ิ่ งที่ทำกันอย่างคนทน มีอยู่ในตัวเราในสังคมเป็นพฤติกรรมสังคมที่เจริญเรียกว่าวัฒนธรรม ของเรานี่เอาตัวกิเลสลดลงเป็นหลัก อย่างสังคมอโศกนี่คนมีกิเลสลดมาเป็นแกน จึงเกิดพลังงานรวมเป็นวัฒนธรรมได้ % ของกิเลสน้อย มีพฤติกรรม โลกวิทูรู้โลก ไม่เบียดเบียนทำลายโลก ก็เป็นพฤติกรรมสังคมกลุ่มนี้คงทนยาวนานได้เป็นวัฒนธรรมสังคม แต่ละหมู่กลุ่มก็รวมกันเป็นของประเทศเป็นองค์รวม ส.ถนอมคูณว่า....คนเป็นหนี้ทางสัจธรรม ถ้าเจ้าหนี้ไม่ติดใจ จะเป็นหนี้ไหม?... พ่อครู ตอบ...ถ้าเขาอภัยมันจะเป็นไหม?ไม่เป็น จิตของเขาจริงๆอภัยวางได้จริง อย่างอรหันต์ไม่เหลือการจองเวรกับใครท่านก็ไม่รู้ว่าใครเป็นหนี้กับท่าน ถ้าคุณรู้จักจิตจริง ถอนอาสวะเป็นก็ไม่เป็นหนี้กัน แต่สามารถเริ่มได้ไปตามลำดับ พูดเป็นภาษาว่าไม่จองเวรจองกรรมกัน เปลี่ยนกายกับวาจาได้ แต่ใจอยู่ที่คุณหยั่งลงถึง subconscious หรือUnconscious ได้ก็วางได้จริงอย่างอรหันต์