570720_วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท เรื่อง สุริยเปยยาลสูตร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข6 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570720_วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และส.ฟ้าไท เรื่อง สุริยเปยยาลสูตร วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 ที่บวรราชธานีอโศก ส.ฟ้าไทว่า...วันนี้เป็นวิถีอาริยธรรม 20 ก.ค. 57 แรม 9 ค ่ำ เดือน 8 ปีมะเมีย พ่อครูว่า..ทุกอย่างที่เคลื่อนที่ต้องมีเศษ ต้องมีทศนิยม สิ่ง ใดไร้ทศนิยม คือสิ่งที่ตาย หยุด ไม่งอกเงยแล้ว ดังนั้น สิ่ง งอกเงย เคลื่อนไหวได้อยู่คือมีทศนิยมทั้งนั้น เราเองเราหาความลงตัว แล้วเราจะเพ ิ่ มจะลดทศนิยมนั้นเท่าไหร่ก็ได้ จึงได้ชื่อว่าผู้อยู่เหนือสังขาร ส.ฟ้าไทว่า..รายการนี้จัดที่บ้านราชฯเมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ คำพูดของพ่อครูนี้ ไม่ใช่เรื่องพูดเล่น พ่อครูจะสร้างเมืองอมตะแน่ ตอนนี้เป็นช่วงเข้าพรรษา พ่อครูก็มาจำพรรษาที่นี่ ญาติโยมก็มา พ่อครูก็เน้นย้ำเรื่องบุญและกุศล เราปฏิบัติธรรมไปตอนแรกก็ไปได้ดี ลดละอะไรก็ง่าย แต่พอถึงขีดก็ไปไม่ค่อยออกแล้ว ต้องมาอยู่ใกล้พ่อครูใกล้หมู่กลุ่ม จึงมีความหวังว่ากิเลสจะแพ้เรา แต่ถ้าเราห่างหมู่กลุ่มห่างพ่อครูก็จะมีหวังแพ้กิเลสได้ พ่อครูว่า...มันเป็นสัจจะเป็นสนามแม่เหล็กที่มีพลัง เราเองเหมือนอณูหนึ่งตกในสนามแม่เหล็ก พลังงานเราจะถูกห้อมล้อมด้วยสนามแม่เหล็ก เหล็กอ่อนโยนเข้ามาในสนามแม่เหล็ก ก็จะกลายเป็นแม่เหล็กทันที เพราะมีองค์รวมห้อมล้อมด้วยกาย วาจา ใจ ที่มีสังขารต่างๆ ในมนุษยชาติ ก็เป็นพลังงานที่เกิดอยู่ ในร่างกายเรามีพลังงานปรุงแต่งของธรรมชาติ เรียกว่า Calorie ส่วนพลังงานของสิ่งแวดล้อมสังคมมนุษย์ ก็มีพลังงาน อาตมาเทียบว่าเป็นพลังงานสนามแม่เหล็ก และเป็นพลังงานของสังคมหมู่กลุ่มที่เรามีสังคม สิ่ง แวดล้อมดี มีพลังจูงจำจริง คนอื่นที่ได้บ้างไม่ได้บ้างมาสมทบก็เป็นองค์รวม คนที่มีทิฏฐิ ศีล สามัญตา

อ่านต่อ

ไปในทิศทางเดียวกัน แม้มี สิ่ง ต้าน แต่ทุกคนก็มุ่งไปมีมโนสัญเจตนา และเราก็มี สัมมาทิฏฐิ มากกว่าที่มิจฉาฯ ก็เป็นพลังงานเสียไม่มาก องค์รวมแล้วเป็น Convergence ไปสู่จุดเดียวกัน เป็นมโนสัญเจตนาเดียวกัน เมื่อเรามาอยู่ในหมู่ก็มีพลังโน้มนำไปสู่ดีได้ง่ายกว่าไปอยู่เดี่ยวๆ มิตรดี สหายดี สังคม สิ่ง แวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ส.ฟ้าไทว่า...ถ้ามีพ่อครูอยู่ด้วยจะมีพลังงานมาก (เป็นแกน) แต่คนรองๆมาก็เป็นแกน แต่เนื้อหาไม่มีพลังงานสูง เหมือนพ่อครูมากิเลสก็หดลง แม้แต่พ่อครูองค์เดียวก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอ วนบ.มาเรียนด้วยก็มีพลังมากเลย พ่อครูว่า..เป็นพลังรวมมีคุณราศี มีแสงออกมาให้เราสัมผัสได้ จิตเราจะโน้มไปทำดีได้มาก พยายามรวมตัวกันให้ดี กิเลสจะพาเป็นไปอยู่ แต่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ มันเกิดทั้งรูปธรรมและนามธรรม ถ้ามีทั้งรูปและนามจะมีพลังมาก ส.ฟ้าไทว่า...อย่างว.บบบ.ก็พาทำงานแล้วคนมีพลังมากขนาดนี้ คาดไม่ถึงว่า ว.บบบ.มานี่คนรวมกันแล้วมีพลังสูง แต่วนบ.นี่ตอนประชุมกับหนึ่งฟ้าก็มองยังไม่เห็นภาพ แต่พอคนมาสมัคร พ่อครูว่า..ว.บบบ.ก็ทิ้งไม่ได้ ไม่เหมือนวนบ.ที่ต้องมาอยู่ในคอ ก แต่ว.บบบ.นั้น นานทีมาร่วมกัน มีนัยะต่างกันอยู่ ส.ฟ้าไทว่า..ว.บบบ.คือญาติธรรมที่มีภารกิจมีวิบากอยู่ พ่อครูก็มีเมตตาจะช่วยเรา เราต้องพยายาม พ่อครูว่า..ก็ต้องทำไปจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ส.ฟ้าไทว่า..วนบ. เห็นคนกระตือรือร้น ฟังธรรมกัน เรียนกัน ก็ทำให้เจริญได้ บรรยากาศตอนเย็นจะผ่อนคลายได้มากกว่าตอนเช้า พ่อครูว่า..ในสุริยเปยยาลสูตร เร ิ่ มที่มิตรดี [ 129 ] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 134 ] ทิฏฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 135 ] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค [ 136 ] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 จะต้องมี 7 ข้อของแสงอรุณนี้ก่อน แสงอรุณต้องมีครบ 7 ไม่อย่างนั้นไม่ครบ มิตรดีนั้นละไว้ว่าคือ มิตรดี (กัลยาณมิตโต) สหายดี (กัลยาณสหาโย) สังคม สิ่ง แวดล้อมดี (กัลยาณสัมปวังโก) เมื่อมาอยู่รวมกันแล้ว เป็นสัมปวังโก แล้ว จิตเราจะต้องมี ฉันทะ เพราะถ้าฝืนนั้นยาก ถ้ามาแล้วอย่างไม่มีความรู้ว่าหมู่นี้ดี แต่ถ้ารู้ว่าดีเห็นดียินดีมาก่อน ถ้าใจมันดี โน้มน้อมมา คือเป็นเองนะ ไม่ต้องบังคับ มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มีเท่าไหร่โถมโน้มมาเลย มีปัญญารู้ชัดเจน สรุปที่ตัวยินดีพอใจ จะเป็นตัวเสริมหนุนอย่างสำคัญ แล้วแสงอรุณที่เป็นตัวอัตตา ถ้าคุณอวิชชาทุกคนก็มีอัตตาทุกคน มี 3 อย่าง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา โอฬาริกอัตตาคือ การได้เสพรส ได้มีได้เป็น เกิดมีความสุข เพลิดเพลินสนุกสนาน ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เพราะถ้าเป็นของจริงใครสัมผัสก็จะเหมือนกันหมด เช่นอันนี้มันเปรี้ยว ใครสัมผัสก็เปรี้ยว แต่ว่าตัวอร่อย ตัวชอบนี่สิตัวปลอมเป็นเท็จ เพราะแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน อร่อยไม่เหมือนกัน สร้างเองหลงเองนึกว่ามีจริงเป็นจริง อร่อยเพลิดเพลินแซบนี่ให้อยู่กับข้านะ โง่นัก คนอวิชชาหลอกตัวเองสำเร็จทุกคน แต่พอล้างออกได้ก็หายโง่สำเร็จ ส่วนอรูปอัตตา คือส่วนเหลือ จากที่เป็นรูปก็รู้ได้ยากขึ้นเบาบางลง และเบาบางมากจนเป็นอรูปแล้ว ก็ต้องล้างต่อให้หมด เราล้างมาตั้งแต่โอฬาริกอัตตา จากอัตตาแล้ว รู้แล้ว คุณต้องมีหลักการ ความเห็น เรียกทิฏฐิ ต้องหาความเข้าใจหลักการ แม้แต่ลัทธิก็แปลว่าอย่างนั้นได้ เจ้าไหน กลุ่มไหน คณะไหน ได้ทฤษฎีหลักเกณฑ์มาก็ปฏิบัติ อย่าประมาท อย่าเหลาะแหละ ให้เอาใจใส่พากเพียรปฏิบัติเสมอ เราจะรู้ว่าปฏิบัติธรรมนั้นทุกลมหายใจเสมอๆ มีสติให้เป็นสัมมา เป็นสัมโพชฌงค์ ตัวสัมมาคือกำลังปฏิบัติ สัมมาได้ก็เรียกว่าสัมโพชฌงค์ เข้าสู่การตรัสรู้ไปตามลำดับ เมื่อเรามีสติธัมมวิจัยเสมอ มีสติปัฏฐาน 4 นี่แหละ คือตัวต้นตัวปฏิบัติเลย ในทำสติปัฏฐาน 4 ไม่เป็นไม่มีทางบรรลุวิชชาและวิมุติ เพราะสติปัฏฐาน 4 จะเป็นเหตุให้เกิดวิมุติ ตามอวิชชาสูตร 1 . การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2 . การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3 . ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4 . การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5 . สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6 . ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7 . สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8 . สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9 . โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ เมื่อไม่ประมาท ทำโยนิโสมนสิการ จะเกิดไปตาม อาหารสู่โพชฌงค์ในอวิชชาสูตร มันจะต้องชัดเจนทุกอย่าง มันมีบันได ที่ชัดเจนเป็นขั้นๆ มีชื่อชัดเจนด้วย คบสัตบุรุษต้องเข้านั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับฟังธรรมท่าน พระพุทธเจ้าว่าต้องเยี่ยมเยียนคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ต้องมีฉันทะเป็นมูล เป็นต้นเค้า ปีติ ยินดีที่จะต้องเอา ตายเป็นตาย ชีวิตนี้ต้องเอาให้ได้ เพราะได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษ จึงรู้ว่าการโยนิโสมนสิการเป็นแบบนี้ คือมีปรโตโฆษะ อาตมาเคยพูดว่า คนที่ปิดประตูไม่รับจากใครเลย ถ้าคุณถูกต้องก็ดีไป แต่ถ้าไม่ถูกต้องแล้วยึดถือของตนอยู่ ก็ซวยไปอีกนานเลย คุณต้องเปรียบเทียบศึกษาอยู่บ้าง เมื่อโยนิโสมนสิการเป็น ก็จะมีเค้าของมนสิการที่ทำได้ เพราะสัมมาทิฏฐิขึ้น จะมนสิการเป็นต้องมีสัมผัสเป็นสมุทัย (เป็นเหตุของมรรค) แต่ถ้าสมุทัยของทุกข์นั้นคือกิเลสตัณหา แต่มรรควิธีต้องมีผัสสะเป็นเหตุ ถ้าไม่มีผัสสะก็ผิดหลักพุทธ เมื่อผัสสะแล้วจะเกิดเวทนา กาย เวทนา จิต ธรรม ทั้ง 4 อันนี้อันเดียวกัน...ฟังให้ดี...เมื่อเรามีผัสสะ ตากระทบรูป เกิดวิญญาณ เกิด 3 สภาพเหตุปัจจัยประชุมกัน เราต้องอ่านวิญญาณเป็น วิเคราะห์องค์ประชุมทั้งรูปและนาม เรียกว่า “กาย” ในกายนี่แหละสัมผัสข้างนอก ก็พบว่ามีมโนมยอัตตาอยู่ข้างใน กายในนี้ต่อเนื่องจากกายนอกเข้าไปเป็นนามธรรม คุณก็เข้าไปรู้นามธรรมข้างใน พิจารณากายในกายนี้ก็คือเวทนา ในความรู้สึกนี้มันเป็นจิตเช่นกุศล อกุศลเป็นต้น มันปรุงแต่งกัน เป็นผี เป็นเทวดาหลอก เป็นนิทาน เป็นเรื่องราวอยู่ในนั้น จนจับตัวผู้ร้ายได้ ว่าไปหลงเป็นหลงมีหลงได้ จับมันมาจัดให้ได้ มันหลอกเรา เมื่อกำจัดได้ลดลงได้ ถ้ามันเที่ยงก็คือคุณไปยึดมันเองให้มันเที่ยง ไม่ปล่อยไม่วางมันก็กองในอนุสัย ทั้งที่มันไม่เที่ยงเราต้องวางมัน มันเป็นเหตุปัจจัยให้เราทุกข์ เมื่อทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจะเกิดผล ว่ามันไม่อยู่กับเราไปตลอดการไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อเราจัดการมันให้หายไปได้ หรือลดลงได้ จนกว่าจะหมดไป คุณก็ตามรู้ความจริงต่อไป เมื่อมีผัสสะจะรวมเป็นเวทนา ตั้งแต่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง แล้วเกิดวิญญาณเป็นเทวดาถ้าได้สมใจก็สุข ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์เป็นสัตว์เปรต ผี นรก เป็นเรื่องความเป็นสัตว์ที่ประกอบด้วย ฉันทะ ราคะ นันทิ ตัณหา เมื่อคุณเข้าใจด้วยปัญญาญาณ ก็พบว่ามันประชุมกันเป็นเวทนา เพราะมีอวิชชาปรุงแต่งเป็นเทวดาหลอก เป็นผี เราเห็นความหลงความโง่ของตนเองก็ไม่เอาแล้ว เมื่อสามารถรู้จักองค์ประชุมของเวทนาที่ปรุงเป็นผีเป็นเทวดาหลอก ต้องเรียนรู้เวทนา 108 โดยเฉพาะแยกเนกขัมมะและเคหสิตะออก แล้วทำให้เกิดอุเบกขา ซึ่งเป็นการเพ่งเผากิเลสในองค์ฌาน ฌานเป็นมรรคของสมาธิ เมื่อเพ่งเผาทำลายกิเลสได้ ตกผลึกลงเป็นสมาธิ จะเป็นสมาธิได้ต้องมีหวังเฉาหม่าฮั่นเป็นผู้ช่วยที่ดีมาตลอดคือ สติและวิริยะ สติเป็นอธิปไตย ส่วนปัญญาเป็นอุตตระ (เหนือกว่าสามัญ) เป็นความฉลาดดีงาม เรามีสติได้เพราะมีปัญญานำพาไปตลอด จนจบก็ต้องใช้ปัญญารู้ ต้องรู้ด้วยตนเองไม่ประมาท ต้องทำจนเป็นนิจจังทุวังแน่นอนเที่ยงแท้ ทำจนเป็นวิสัยแล้วมันอยู่กับเราเป็นเหมือนตัวเราแล้ว เป็นการอาศัยอย่างยิ่งเป็นเนื้อแท้เป็นสาระ คนได้สาระนี่คือคนไม่ตาย คือกิเลสไม่เกิดอีกแล้ว มันจะเอาที่ไหนมาตาย กิเลสมันตายอย่างนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) กิเลสตายแล้วแต่เรายังมีชีวิตินทรีย์ มีพลังงานของชีวิตไม่ได้สูญสลายไป เป็นผู้มีแต่เป็นผู้ไม่มีแล้ว (โลเก อัตถิตา สา น โหติ) ถ้ายังทำไม่ได้ก็เป็นโลเก นัตถิตา สา นโหติ เป็นคนไม่ตายเพราะเราจัดการจิตเราได้ เราจะให้จิตเราตายสนิทก็ได้ เป็นปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นคนตายแล้วหรือเป็นคนไม่เกิด หรือเป็นคนไม่ตายก็ได้ พยัญชนะได้หมด แต่ต้องมีสภาวะ ตอนนี้ผมเป็นนิยตโพธิสัตว์ มีคุณสมบัติคือมีนิจัง ทุวัง สัสตัง ที่จะไม่ตกต่ำไปกว่านี้มันเลยขีด เหมือนโสดาบันที่มีนิยตะก็เลย 75 % เป็นต้นไปผมอยู่ในระหว่าง 75 % แล้ว ไม่ตกต่ำแน่นอนแต่ว่าลาออกได้ เราไม่มีความเลวร้ายที่จะมาหักล้างได้ ไม่ทำเลวร้ายแล้ว แต่ตนเองจะเลิกเองได้ ผู้เป็นอรหันต์ผ่านวิมุติ นิโรธแล้ว วิมุติคือกิเลสตายสูญดับ แต่ตัวท่านมีอยู่ก็เป็นผู้หลุดพ้นแล้วเรียกว่า จนถึงขั้นไม่ตกต่ำไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอสังหิรัง อสังกุปปัง เป็นเหตุปัจจัยที่เที่ยงแล้ว แต่ถ้าเรายังไม่ถึงต้องเผื่อพอไว้ ให้ตั้งมั่น Double หรือ Tripple เผื่อไว้ให้ดี ขออภัยที่พูดนี่คือเอาสภาวะมาอ่าน ไม่ได้เอามาจากตำราด้วย ส.ฟ้าไทว่า..พ่อครูดูเหมือนคนธรรมดาแตะต้องได้ไม่เหมือนอาจารย์อื่น พ่อครูว่า...คนที่เขารู้เขาก็จะยำเกรง แต่คนไม่เข้าใจก็ลบหลู่ได้เช่นคุณสะอาด จันทร์ดีก็ใส่อาตมาเละเลย ในชีวิตนี้เคยว้ากใส่คนสองคน แต่ทั้งสองคนก็ยังอยู่นะ วันนี้ปลงอาบัติ สิ่ง ที่ไม่ควรเปิดเผยพระพุทธเจ้าว่าไม่ควรเปิดเผยจะเกิดความเสียหายได้ คุณนักรบธรรมบอกว่า…ผมเคยไปนั่งหลับตาทำสมาธิแล้วได้สภาวะที่สุขแบบที่หาอะไรเทียบไม่ได้เลย แล้วจากนั้นก็ไม่เคยได้อีกเลย มาอยู่กับพ่อครูมา 25 ปีแล้ว ก็ไม่เคยได้อย่างนั้นเลย... พ่อครู ตอบ...พระพุทธเจ้าอนุโลมให้ว่าสายเจโต ได้ชั่วคราว อาสวะบางอย่างหมดไปได้ แต่ไม่สมบูรณ์ ถ้าจะให้บริบูรณ์ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วเห็นวิญญาณสัตว์ อย่างหยาบก็จัดการก่อน แล้วอย่างกลาง อย่างละเอียดก็จัดการได้ตรวจสอบด้วยอรูปฌาน 4 ก็หมด จนไม่มีอะไรไม่รู้ รู้ว่ากิเลสคืออะไร ธุลีละอองคืออะไร มันไม่มีก็รู้ ทุกกาละ อดีต ปัจจุบัน อนาคตก็ไม่มี อย่างมั่นคงยั่งยืนถาวร ตอบตนเองได้ว่า ไม่มีการกลับกำเริบนั้นคือ สิ่ง ที่คุณตรวจด้วยอรูปฌาน 4 ซึ่งไม่ใช่ไปนั่งหลับตาเห็นแสงสว่าง แต่ว่าสัมผัสภายนอกภายในเห็นพร้อมกันหมด อ่านให้ครบในวิโมกข์ 8 ครบ ทำดีอยู่แล้วจะโง่ไปทำไม่ดีทำไม? ถ้าทนไม่ไหวก็ว่าไป แต่นี่ทนไหวอยู่ แล้วก็ไม่ต้องทนด้วย จะไปทำไม่ดีทำไม ก็ทำดีต่อไปสิ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน