570723_พุทธชีวศิลป์(๔)วนบ. เรื่องภพและอุปาทาน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570723_พุทธชีวศิลป์( 4 )วนบ. เรื่องภพและอุปาทาน โดยพ ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่บวรราชธานีอโศก พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 23 ก.ค. 57 ...ถ้าพวกเราจะได้เรียนกันอย่างนี้แหละ ศีล การงาน วิชาการ ก็จะได้พัฒนาการ ทำทั้ง 3 อย่างนะ ทำอย่างเดียวไม่สมบูรณ์หรอก เมื่อตะกี้นี้สู่แดนธรรมก็ค้นสูตรอีกสูตรหนึ่ง... ก็ยืนยันเรื่องกายสักขี อย่างหลวงตาบัวนี่ท่านก็ยืนยันว่าได้กายสักขี แต่ว่าอาตมาก็มีหลักฐานว่า จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงบรรลุ ซึ่งสูตรนี้ท่านก็ขยายกายสักขีบุคคลว่าจะต้องอยู่กับวิโมกข์ และสัมผัสสัมพันธ์กับสังคม มีกัลยาณมิตร คลุกคลีมิตรสหายดีจึงจะบรรลุธรรมได้ อยู่ในสัปปายะ มีบุคคล อาหาร เสนาสนะ ธรรมะ สัปปายะ ตอนนี้อาตมาเขียนหนังสือ ค้าบุญคือบาป นี่จะเป็นเหมือนหนังสือ คนคืออะไร? เล่มที่สอง พวกเรามีพื้นฐานอ่านแล้วจะมันส์ พวกเราศึกษาอยู่อย่างนี้สักปีดูสิ มาต่อที่ปฏิจจสมุปบาทในพระไตรฯล. 16 ต่อ … [ 5 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาท เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกข์โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ จุดมุ่งหมายคือเข้าหาปรมัตถธรรม ถ้าสามารถแยกเจตสิกได้ โดยเฉพาะเวทนา 108 แยกเนกขัมมะและเคหสิตะเวทนาออก แล้วทำเหตุให้มันลดละจางคลายได้ เหตุคือตัณหา เราทำได้
อ่านต่อ
อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่รู้เบื้องต้นตั้งแต่โลกุตระ 46 ที่เร ิ่ มด้วย กายในกาย ไปจนถึงนิพพาน เรารู้ปฏิจจสมุปบาท จึงรู้เหตุแห่งทุกข์ จนทำให้ส่วนอดีต ปัจจุบันเป็น 0 ได้ จนมั่นใจว่า อนาคตก็ 0 อย่างเที่ยงแท้แน่นอนไม่กลับกำเริบได้จริงๆ [ 8 ] ก็ภพเป็นไฉน ภพ 3 เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ นี้เรียกว่า ภพ ฯ จิตของเราไปวนเวียนสุขทุกข์ ในสิ่งที่แรง เป็นราคะ โทสะ ที่แรง อย่างในทีวีตอนนี้ก็มีดุกัน งอนกัน ระหว่างโค้ชเช กับน้องก้อย เป็นเรื่องระหว่างประเทศ แล้วที่เขาจะปลดออกจากนางงามก็มีข่าวกัน ขนาดไม่ค่อยดูยังรู้เรื่องเลย เป็นเรื่องไร้สาระ หรืองมงายอย่างทักษิณ นายกฯก็เป็นแล้วสองสมัย อะไรก็มีแล้ว คนศรัทธาก็มากมาย แต่ก็ก่อความวุ่นวายไม่หยุด แกไม่รู้ เอาน้องสาวมาก็ทำเละเทะ ทำเสียไปห้าแสนล้าน ทิ้งจอมพลสฤษฎิ์ไม่เห็นฝุ่นเลยในเรื่องทำลาย นี่คือหยาบอบาย ผลาญพล่ากันหนัก เขาก็ไม่รู้ ปรุงแต่งสารพัดกีฬาการพนัน เขายกกีฬาเป็นการพนันไปหมดแล้ว เด็กก็เล่นเกมจนตายคาจอ เขาไม่เข้าใจว่าอบายมุขคืออะไร? พวกเราแม้ไม่หยาบขนาดนั้นก็ตาม แต่นี่คืออบายภพ เราเปิดตารับวิถีใน กามาวจร แล้วมีเครื่องปรุงแต่งในอบาย แม้โลภจัด โกรธแรง โมหะแรงก็อบาย เป็นของใครของมัน ตั้งใจละล้างของตนจึงดับอบาย เรามีปัญญารู้สักกายะ เราก็ฆ่ากำจัดมัน ให้ลดละจางคลายดับ มีผลจริงๆ มีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วเราก็ทำให้มันดับละลายไปได้ เราก็ดับภพได้ การดับภพ ไม่ใช่ไปนั่งสร้างภพ แต่นี่เราล้างเหตุไป กิเลสก็ไม่เกิด เราดับตัณหา อุปาทานก็ดับไปได้ เราได้อุเบกขาทำได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 เราชัดเจนในของนอกว่าหยาบอย่างนี้เราไม่มีจริง ไม่ได้อยากจะไปอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว ทั้งที่เห็นอยู่รู้อยู่ มันยั่วยวนด้วยซ้ำ ตาก็กระทบ หูก็ได้ยิน แต่มันมีปัญญาชัดเจน เจโตก็แข็งแรง กิเลสอาจมีแวบรูปราคะ อรูปราคะ ในฐานอนาคาฯก็ไม่เกิดอาการทางกามภพแล้ว มันยังไงก็ไม่เอาเสียเวลาเสียแรงงานทุนรอน มันเป็นภาระ จะเห็นว่ารสอร่อยไม่มีจริง มันก็อย่างนั้น เราก็จำได้เคยผ่าน แต่ชัดเจนแล้วมันก็ไม่เอา คุณก็บอกตัวเองได้ หมดกามาวจร มีแต่รูปภพ อรูปภพ แต่ไม่ใช่ในภวังค์ แต่เราชัดเจนเห็นอยู่หลัดๆ เมื่อเป็นอนาคามีก็สัมผัสข้างนอกอยู่ ตัวรูปราคะก็เบาบางลงอีก เราลดได้ก็มีแต่อรูปราคะ มันไม่มีสภาพชี้บ่งแต่เรารู้ได้ ว่ามันเหลือแค่นี้เราก็รู้ตัวเองได้ จากนั้นก็ทำอรูปราคะเบาบางลงอีก จนความถือดีถือตัวเล็กๆน้อยก็ลดลงได้อีก เป็นมานะ อติมานะ อย่างหยาบใหญ่เราทำให้ลดมาได้ตั้งแต่ 1 . อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2 . พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3 . โกธะ (โกรธ) 4 . อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5 . มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6 . ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7 . อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8 . มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9 . มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10 . สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11 . ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12 . สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13 . มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14 . อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15 . มทะ (มัวเมา) 16 . ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) อนาคามีก็จะมีอาการแวบได้ มันยังหลอกหลอนอยู่นั่นเอง มีอยากอวดโชว์แวบมาภายใน อยากอวดความดีในตน ก็ทำไปเรื่อยๆ ลดลงๆ ฐานอนาคามีจะเหลือ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เล็กๆน้อยๆ เราต้องสมาทาน ที่เป็นขั้นตอนในการปฏิบัติ มีทั้งสมาทานอย่างมรรค คือทำการปฏิบัติให้ถึงผล และมีการสมาทานอย่างผลคือยึดถือเพื่ออาศัยใช้งาน ทำประโยชน์ท่าน สูตรแรกที่พระพุทธเจ้าตรัส คือ เรื่องของกามกับอัตตา เราล้างกามหมดก็เหลือแต่อัตตา กิเลสภายในเป็นอนาคามี เราก็ล้างกิเลสของอนาคามีต่อ ข้างนอกไม่มีสุขทุกข์แล้ว เฉยแล้ว มีแต่สัตว์ภายใน หรืออุปปาติกะ หรือโอปปาติกะ ภายใน กามุปาทานหมดแล้ว ก็เหลือ ภวราคานุสัย ในทิฏฐิ 10 มี 1 . ทานที่ให้แล้ว มีผล (ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) 2 . ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ก็คือ ศีล 3 . สังเวย (เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ก็คือภาวนา ทิฏฐิ 3 ข้อนี้คือ ทาน ศีล ภาวนา ในเรื่องศีลพตุปาทานนั้น ถ้าสัมมาทิฏฐิแต่ไม่ได้ผลก็จะเป็นแค่ศีลพตปรามาส แต่ถ้าทำอย่างไร้สัมมาทิฏฐิก็จะเป็นศีลพตุปาทาน ไม่เกิดมรรคผล แต่ศีลพตปรามาสนั้น เกิดมรรคแล้ว แต่ไม่เกิดผล เมื่อพ้นศีลพตปรามาสได้ก็เป็นโสดาบัน อัตวาทุปาทาน ตัวนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตั้งแต่ยุคของท่าน ศาสนาเทวนิยม มีอัตตา เรียกว่า เป็นปรมาตมัน ท่านต้องประนีประนอมอย่างสำคัญเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ยึดได้แค่อัตวาทุปาทานคือผู้ที่ยึดอัตตาได้แค่คำพูด เขาไม่ได้รู้สภาวะของอัตตาที่เป็นปรมาตมันจริงหรอก ท่านก็ต้องประนีประนอม อธิบายมากไม่ได้เป็นโอษฐภัย ลัทธิที่เป็นอัตวาทุปาทานคือสอนได้แต่คำพูดไม่มีสภาวะจริง
แต่อัตวาทุปาทานในลัทธิพุทธ ก็ยากที่จะเข้าใจกว่าอันเมื่อกี้นี้อีก เพราะจะยากก็ยากจะว่าง่ายก็ง่าย พุทธเหมือนกัน มีความเข้าใจเรื่องอนัตตา เป็น นิรัตตา พระพุทธเจ้าระบุว่า ผู้ใดค้นพบความไม่มีอัตตาได้จนปฏิบัติถึงอนัตตาได้ถึงความไม่มีที่สัมมาก็คือ อนัตตา แต่ชาวพุทธมีแต่ปากพูดว่าอนัตตา แต่ไม่รู้แม้แต่อัตตา ก็ไม่รู้วิธีทำให้อัตตาหมดไปได้ ซ้ำมีพวกที่ยึดถือแต่ภาษาคำพูด ว่าอนัตตาคือคำว่าไม่ใช่ตัวตน แล้วเขาเข้าใจว่าถ้าใครพูดหรือเข้าใจว่าอัตตามี เขาว่าคนนั้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ถ้าใครพูดว่าไม่มีอัตตา คนนั้นแหละ นิรัตตา แต่ที่จริงตนเองนั้นแหละเป็นพวกนิรัตตา ในอัตตวาทุปาทานนั้นเขาก็รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอน แต่ท่านก็แปลว่ายึดคำพูดนั่นแหละเป็นอัตตา แต่ก็ไม่รู้สภาวะ ก็ได้แต่พูด ไม่รู้แม้แต่สภาวะอัตตาคืออย่างไร ตั้งแต่โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ซึ่งอาตมาพาพวกเราปฏิบัติมา ให้เข้าไปเป็นลำดับๆ ส่วนมโนมยอัตตานั้นเป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต ลืมตาก็สัมผัสได้ หลับตาก็สัมผัสได้ แต่คุณทำให้มันหายไปได้ คุณปฏิบัติสำเร็จจริงก็คือทำอัตตาให้ลดได้ ก็เป็นมโนมยอัตตา และมันหลอกเราเองได้ก็เป็นมโนมยอัตตา การเนรมิตรูปให้เห็นในภพ เราก็ทำได้ รู้เห็นได้ สายนั่งหลับตาเขาจะรู้ได้ว่าตาทิพย์เห็นเทวดาได้ ลืมตาเห็นคนเป็นกระดูกเดินโย่งๆ นี่คือมโนมยอัตตา จิตมันปั้นสำเร็จได้จริง ได้เลย จะลืมตาก็เห็นได้เห็นของหลอก ได้ยินเสียงหลอก ได้รับรส คุณนั้นสัมผัสรสจริง แต่ก็มีรสหลอกคือรสอร่อย มันคืออัตตา ของหลอก ถ้าลดละได้ก็ลดอัตตา พอสัมผัสก็จะรู้สัมผัสของจริงได้ ไม่มีอัตตา เห็นแต่ความจริงตามความเป็นจริงด้วยปัญญา สุดท้ายปลายสุดก็อยู่กับอรูปอัตตา แต่อย่างพระ โมคคัลลานะก็อยู่กับมโนมยอัตตา ท่านก็เห็นแต่ท่านก็อาศัยเท่านั้นท่านไม่ได้ติดยึดกับมัน ผู้สูงสุดก็ไม่มีอัตตาเหลือสักอย่าง ทั้งอัตตา 3 การยึดอัตตาจึงยาก เดี๋ยวนี้ยังยากเลย การแปลอัตวาทุปาทานคือยึดอัตตาแค่คำพูดปากเปล่า แต่ที่จริงเขาไม่มีสภาวะ รู้แต่ปากเปล่า มันซับซ้อนลึกซึ้งนะ นี่คืออุปาทาน 4 วันนี้ก็ได้ศึกษากันไปพอสมควร อาตมาไม่มีอาเทสนาปาฏิหาริย์ ว่าการที่ทู่ซี้ไปทนๆไป เรียนไปมันก็เข้าท่านะ จิตใจก็รื่นเริงในธรรมพอสมควรก็ทำให้ชื่นใจบ้างมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่านั่งเรียนก็ทนไป ไม่รู้เรื่อง อาตมาไม่มีอาเทสนารู้นะ แต่ดูสีหน้าสีตาก็จะมาหลอกอาตมาหรือเปล่า ก็ดูยิ้มแย้ม เบิกบานเปิดเผย อาตมาเอาแค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ได้ตีสีหน้าดราม่าให้อาตมา หลอกกันนะ อาตมาว่าไม่เสียหลาย รู้สึกนะว่าอาตมาสดชื่นขมีขมันนะ ไม่ได้ท้อแท้เบื่อหน่าย พอรู้กันนะว่าได้อะไร พวกเราทนทำหาเงินปีสองปีก็จะได้อะไรกันเทียวแต่มาเรียนนี่ปีสองปีจะได้อะไรมากกว่านะ....
1 .ทา 1 .ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2 .ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3 .สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) นที่ให้แล้ว มีผล ( ให้กิเลสลด ) ( อัตถิ . ทินนัง ) 2 .ยัญพิธี ( พิธีการปฏิบัติ ) ที่บูชาแล้ว มีผล ( อัตถิ ยิฏฐัง ) 3 .สังเวย ( เสวย ) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล ( อัตถิ หุตั