570703_ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ เรื่อง สัจจะไม่มีในโลก.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข31 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570703_ แสดงธรรมโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 เรื่อง ธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯ เรื่อง สัจจะไม่มีในโลก พ่อครูว่า...วันนี้อาตมาจะนำจูฬวิยูหสูตรที่ 12 ในพระไตร ปิฎก เล่ม 25 ข้อ 4 19 สูตรนี้อาตมาถือว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึงสุดยอดของสัจธรรมแล้ว แล้วมันสัจจะเป็นสัญญา ย นิจจานิ คำตอบเป็นคำตอบของผู้ที่ถึงความบริสุทธิ์แท้จริง ไม่มีความระแวง ซื่อสัตย์ แต่ว่าคนขี้โกงก็จะเอาไปตีกินว่า สัจจะนั้นไม่มีจริง ก็จะตีกินทำอะไรก็ได้ แต่ที่จริงไม่ได้ สำหรับคนที่ยังไม่บริสุทธิ์ก็จะมีทุกคน จะไปพูดปากเปล่าว่าฉันไม่มีก็ย ิ่ งซวยหนัก แต่ที่จริงมันไม่มี ทั้งชั่วดีนั้นเป็นสมมุติทั้งนั้น คนที่เฉโกก็จะว่า ในเมื่ออะไรก็ไม่มีจริง แล้วเราก็ทำอะไรก็ได้สิ นี่พวกตีกิน แต่ชั่วดีนั้น คนที่ยังอวิชชาอยู่ก็มีจริงทั้งนั้น ก็จะยึดถืออยู่ ยิ่งทำก็จะยิ่งชั่ว เกิดจริงซ ้ำ ซ้อน คุณต้องได้ เพราะจะไปตีกินว่า ชั่วดีไม่มีจริงนั้นไม่ได้ ไปเข้าใจเช่นนี้เสร็จเลย เป็นพวกอัตวาทุปาทาน เขามีอัตตา แต่ไปยึดว่าอัตตาไม่มีได้แค่วาทะ เป็นพวกนิรัตตา คุณล้างไม่ได้ก็ยังอยู่กับคุณต่อไป เป็นตัณหา เป็นวิบากกับคุณต่อไป นี่คือส ิ่ งที่สำคัญมาก ก็ต้องพูดให้เข้าใจเสียก่อน จูฬวิยูหสูตรที่ 12 พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า [ 4 19 ] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิแล้ว ปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่าผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่นทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็

อ่านต่อ

นคนฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้นเป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ทั้งหมดก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชนเหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคนผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้นก็จะไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้เหล่านั้นล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชนเหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่าเป็นผู้เขลา ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆกัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้วก็วิวาทกันเพราะเหตุไรสมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมาทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไปด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลายกล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะมากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลาด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่น กล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐินั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่งและมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้วอย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทรามด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็นผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไปชนเหล่านั้นผิดพลาดและไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่าเดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตน เดียรถีย์ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าวความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมากเชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่างหนักแน่นใน ลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนักแน่นในลัทธิของตน จะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่าเดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียวเดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็นต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละการวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาทในโลก ฉะนี้แล ฯ จบจูฬวิยูหสูตรที่ 12 พ่อครูว่า... สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มีในโลกเลย ประโยคนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด เท่ากับปฏิเสธสัจจะในโลก เพราะฉะนั้นสัจจะต่างๆ คือ สัญญา ย นิจจานิ คือไปยึดสัญญาว่าเที่ยง ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาดคะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอันเป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคนเขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลาด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียนผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐินั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่งและมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วยใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้วอย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทรามด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทรามไปด้วยกัน ในตอนต้นพระพุทธเจ้าตรัสว่า สัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น เป็นสองไม่ได้ แต่ต่อจากนั้นท่านก็ว่า สัจจะไม่มีในโลกเลย นอกจาก สัญญาว่าเที่ยงเสียแล้ว ก็ไม่มีเลยในโลก ก็คือสัจจะไม่มีในโลก มีแต่ สัญญา ย นิจจานิ คำว่าเที่ยงนั้นใครไปกำหนด สัญญา ว่าเที่ยงนั่ น แหละคือสัจจะ ของใครก็ตาม พระพุทธเจ้าก็สัญญา ย นิจจานิของท่าน ของคนอื่นก็ยึด กำหนดต่างๆกัน แต่ทั้งมหาจักรวาลนี้ สัจจะมีหนึ่งเดียว ก็คือของผู้นั้นที่ยึดไว้เป็นสัญญา ย นิจจานิ ก็คือ สัญญูปาทานักขันโธ มันหมดอุปาทานในขันธ์นั้นออกไปเสีย ผู้ใดไม่มีการยึดในสัญญานั้นของตนแล้ว ก็ไม่ยึดอะไรว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง เพราะตัวสัญญาเป็นตัวกำหนดว่าเที่ยง ผู้นั้นเขลาต่ำทรามโง่ แต่ทีนี้ผู้นั้นเป็นผู้หมดอุปาทานในสัญญาแล้ว สัญญาเป็นตัวรู้แล้วจบในตัวสัญญา เมื่อสัญญาจบแล้วก็ทำน้ำหนักไปที่ปัญญา ปัญญาก็จะลึกซึ้งเมื่อสัมมาทิฏฐิ ปัญญาก็สั่งสมเป็นอินทรีย์พละตามสัญญา สัญญาจึงสำคัญมากในการปฏิบัติ หากสัญญาผิดก็ไม่ได้ผล แต่ถ้าสัญญาสัมมาทิฏฐิก็ได้ผล ทีนี้สัญญาถ้าไม่มีอุปาทานเป็นคนที่ปราศจากอุปาทานในสัญญาขันธ์แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญานั้นมืดบอก สัญญานั้นไม่มีอะไร เพราะคุณไปนั่งหลับตาดับเป็นอสัญญีสัตว์ ลัทธิพุทธไม่ได้ให้ไปดับสัญญา แต่ให้ศึกษาสัญญาจนรู้แจ้ง จนได้สัญญาเวทยิตนิโรธ ปฏิบัติจนได้อรูปฌาน 4 แล้วพ้นอรูปฌาน 4 รูปฌาน 4 คืออะไร คือการปฏิบัติโดยทำความสะอาดวิญญาณ วิญญาณคือธาตุรวมของเวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก 3 แม้ยึดเวทนา สัญญา สังขาร สัญญาต้องตามกำหนดรู้ เมื่อล้างกิเลสได้สัญญาก็สะอาด กำหนดรู้ของตนที่ทำได้ถูกต้องหรือไม่ สัญญาก็เป็นตัวตรวจสอบ ถ้าทำได้ เวทนา สัญญา สังขารก็สะอาดขึ้นๆ สัญญาจึงเป็นตัวงานที่สำคัญที่สุด จึงจบด้วย สัญญา เวทยิตตัง นิโรธัง โหติ คือเคล้าเคลียเวทนา แต่ไม่ใช่ดับเวทนา ดับสัญญาไม่ให้ทำงาน แต่แท้จริงนั้น พอฌาน 4 กำหนดรู้อุเบกขาแล้ว เป็นปัญญา เป็นอัญญา ได้แล้วก็พัฒนาต่อ การพัฒนาต่อคือตรวจสอบใหม่ในอรูปฌาน ทำฌาน 4 ได้คือกิเลสไม่มี แล้วก็ดับแบบพุทธ ไม่ต้องไปอยู่ในภวังค์ แต่ลืมตาตื่นรับ ผัสสะ รู้จักการปรุงแต่ง สภาพปรุงเป็นอารมณ์ รวมๆเรียกว่า สังขาร เป็นความปรุงเต็มรูป เป็นองค์รวม Concept เป็นความคิดความปรุงที่เต็ม แล้วใน Concept ก็แตกตัวเป็น Content แล้วคุณก็ไปแตกตัวแต่ละ Content (รายบท) ต้องตีกรอบทำไปแต่ละ context ไม่ใช่ทำมั่วหมด แล้วเรียนรู้ความสัมพันธ์กันใน context แล้วอะไรเป็นเหตุ มีทั้งกุศล และอกุศลเหตุ เราจับและกำจัดแต่อกุศลเหตุเท่านั้น ย้ำอีกล้านครั้ง ความว่า ดับ ในเวทนาก็ตามเป็น บริบทหนึ่งในสังขาร ถ้าคุณวิจัยสังขารได้ก็จับตัวกิเลสได้ แต่ถ้าไม่รู้สังขารก็ไปจับในเวทนา ที่เป็นตัวการ ความไม่รู้ต้นทางเลย การปฏิบัติต้องมีการกระทบสัมผัส นอก เช่นกระทบเงินสองล้านๆ ใจเป็นอย่างไร ถ้าวิเคราะห์เหตุ ให้จับแต่อกุศลเหตุนะ ป่วยการกับคนไปนั่งหลับตาดับนั้น วันที่จะลดกิเลสได้ไม่มี ขออภัยอาตมาพูดนี่เหมือนชี้คนอื่นผิดไปหมดของตนเองถูกหมด เหมือนมีอัตตามานะ แต่คุณจะไปรู้กับอาตมาไม่ได้ว่า อาตมามีการยึดทิฏฐิถือมั่นหรือไม่ อาตมาบอกเลยว่าอาตมาไม่มี แต่บอกแล้วคุณจะเชื่อหรือไม่ก็ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง อย่างอาตมาบอกว่า อาตมาถูกด่าขึ้นปกหนังสือพิมพ์เลยว่า เดรัจฉานโพธิรักษ์ อาตมาไม่ขึ้น แต่ลูกศิษย์ขึ้นหมดเลย ก็อาตมาเข้าใจแล้วว่า อาตมาล้างตัวเดรัจฉานในตัวเองหมด ไม่ใช่ว่าอาตมาหน้าด้านหน้าทน แต่อาตมารู้ว่าเดรัจฉานคืออะไรแล้วอาตมากำจัดเดรัจฉานได้หมดแล้ว อาตมาก็ไม่ขึ้น พวกเราก็มีบางสิ่งที่นิโรธได้แล้ว บางส ิ่ งพวกคุณไม่เคยติดเลยในชาตินี้ นั่นแหละคุณนิโรธแล้ว แต่คุณจะไม่รู้ว่าต้องล้างอย่างไร อาการติดเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่คุณเคยติด แต่คุณได้ละ ล้างมา ตอนนี้ล้างได้หมดแล้ว เมื่อกระทบสัมผัสก็ไม่มีอาการโกรธหรือชอบอย่างไร อย่างเขาด่าอาตมาก็รู้แล้ว อาตมาไม่มีโกรธเคืองอะไร ไม่ถือสาอะไร ก็รู้ได้ว่าเขาว่าเรา ไม่ได้ถือดีด้วย ผู้ใดได้เรียนรู้กระทบสัมผัสเกิดกิเลสแล้วเราล้างกิเลส จนอุเบกขา เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ไม่ใช่เฉยแบบพักยก แม้แต่คุณไปนั่งหลับตาดับแบบฤาษีก็ไม่เหมือนคุณทำแบบมีผัสสะกระทบทวารนอกเลย กายก็ต่างกัน อุเบกขาของฤาษีกับอุเบกขาของพุทธก็ต่างกัน พระพุทธเจ้าไม่รับรองแม้ได้กายสักขี อาสวะบางอย่างหมดได้แต่ก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะบรรลุธรรม แล้วทำอย่างเห็นๆรู้ๆลืมตา ของพุทธต้องเห็นด้วยทวารครบ เมื่อคุณอ่านอาการกามหรือพยาบาทชัดเจน จนไม่สงสัย แล้วก็ทำต่อทำซ้ำเพื่อให้เกิดอเนญชาภิสังขารหรืออนุรักขณาปธานก็จะเห็นเหตุปัจจัยที่เกิดเนกขัมมสิตะที่เป็นเวทนา 18 คุณก็สั่งสมคุณสมบัติของอุเบกขา แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ เป็นโลกุตรจิตที่แข็งแรงเหนือผัสสะ คุณก็ย ิ่ งมีสังขารุเปกขาญาณที่แข็งแรง เฉยอย่างรู้ วิจัยมีเหตุมีผล ไม่ใช่เฉยดื้อๆ รู้นิ่งเฉย ไม่มีตัววิจัยวิจาร ไม่มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย อะไรมาก็ไม่รู้แจกแจงไม่ออก หรือแม้ลืมตาทำแต่ไม่ได้รายละเอียดอย่างอาตมาบอกก็ได้แต่สมถะลืมตา อย่างสายสบาย ทำใจให้เบิกบานร่าเริ่ง เขาก็อ่านจิตร่าเริงได้นะ จิตอภิโมทยัง อานาปานสติได้ด้วยทำใจได้ด้วย แต่ไม่ได้เกิดการรู้แจ้งเห็นจริงอาริยสัจ ไม่ได้ทำทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ฌานฤาษีกับฌานพุทธต่างกัน ฌานพุทธจะเห็นละเอียดขึ้นเรื่อยๆ โดยการทำซ้ำ แล้วการทำอรูปฌานก็ตรวจ อากาสาฯ ว่าว่าง แต่ความว่างนี้เป็นความว่างมาตามลำดับ ท่านก็ให้ตรวจสภาวะ 3 อย่าง สัญญา กำหนด 1 .อากาศ 2 .วิญญาณ 3 .อากิญฯ ทำไมอาตมาไม่พูดเนวสัญญา นาสัญญาฯ เพราะเนวสัญญานาสัญญา คือกำหนดรู้ทุกอย่างทั้งอากาศ อากิญ จะนิดจะน้อยเท่าไหร่เหลือเท่าไหร่ก็ต้องตรวจใช้ อากาสานัญจายตนสัญญา กำหนดความว่างคืออย่างไร วิญญานัญจายตนะก็กำหนดรู้ธาตุวิญญาณ และ อากิญจัญญายนสัญญา คืออะไรนิดหน่อยก็ไม่ให้มี ทั้งเศษกาม เศษโลกธรรม เศษอัตตาก็ไม่ให้มี เช่นอาการที่จิตมันจะเคลื่อนมารู้ อาฬารดาบส สะกดจิตดับปี๋ พอจิตมันเคลื่อนมารู้นิดหนึ่งอาฬารดาบสไม่รู้เลย มีแต่ดับๆๆๆ ส่วนอุทกดาบส รู้ได้ยิ่งกว่านั้นมันน้อยนิดแวบเดียวก็รู้ แล้วกำหนดหมายสัญญาให้มันดับไปอีก มันจะมีอะไรรู้แวบมาไม่ได้ ไม่ใช่สัญญารู้ แต่เป็นสัญญาดับ แต่ของพุทธจะกำหนดรู้ ให้เป็นสัญญาที่มีปัญญา ที่ไปสลายพลังของกิเลส ได้เลย เนวสัญญานาสัญญาคือกำหนดรู้ให้ได้หมด ไม่มีสิ่งใดที่ไม่รู้ จะรู้ก็ได้ไม่รู้ก็ได้ไม่มี กำหนดรู้ทั้งหมด รู้อะไร? รู้ว่าความดับทั้งหมดมีแล้ว อาสวะก็ดับ ก็ดับมาตั้งแต่โลกอบาย แต่ก่อนสัมผัสกับวงไพ่ กับเหล้า ราคาขวดละห้าแสน ตาเรากระทบข้างนอก กามราคะก็หมดไป รูปราคะก็หมดอีก อรูปราคะก็หมดอีกก็เห็นหมดเลยว่าไม่มี สัญญาก็ต้องกำหนดรู้ จะว่ารู้ก็ไม่ได้จะว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ จะต้องทำให้รู้ให้หมด คือไม่มีไม่รู้(เนวสัญญา) จะมีเหลือเท่าไหร่ก็ไม่มี เมื่อทำให้สัญญาทำงานอย่างสุดยอดรู้หมดจบ ในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ทำให้ดับได้หมด พิสูจน์ได้ทุกปัจจุบันแห่ง 36 เวทนา ทั้งอดีตปัจจุบันอนาคต กิเลสแบบโกลียะก็หมดไม่เหลือ แบบโ ลกุ ตระไม่มีอุปกิเลสเหลือเลย ครบทวาร 6 คุณก็ทำให้มันตกผลึกแน่น ทำซ้ำทำทวน สั่งสมไป จนเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เราก็เห็นว่าเป็นสุภะๆๆ ไม่ใช่กิณหา โดยไม่ไปติดยึดกับประภัสสราด้วย อันนี้เทียบกับอากาสาฯ อากิญฯหรือเนวสัญญาฯไม่ได้เพราะไม่มีส ิ่ งเปรียบแล้ว แล้วอะไรที่จะไม่ให้มีอะไร? คุณก็ไม่มีจนกระทั่ง สั่งสมเป็นส่วนอดีต แล้วอนาคตมันจะถูกหักล้างไหม? ก็ทำให้แน่วแน่ แนบแน่นปักมั่นจนกระทั่ง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) คุณผ่านเวทนา 10 8 ของปัจจุบันก็สูญทุกท่า ทุกโอกาส ทุ ก อิริยาบถ จนคุณไม่ต้องทำเลยเป็นตถตา ไม่ต้องทำเลย จนมั่นใจจะมารูปไหนก็มั่นใจว่าอนาคตก็สูญ เพราะอดีตกับปัจจุบันยืนยันว่าสูญมามากพอ อวิชชาข้อที่ 5 กับ 6 นั้นไม่สูญทั้งกุศลและอกุศล เพราะแม้เป็นอรหันต์นั้นความเป็นอกุศลจะสูญ แต่กุศลไม่สูญ คุณไม่ทำบาปทั้งปวง แต่กุศลก็ยังทำตลอดเวลา ไม่สันโดษในกุศลด้วย ดังนั้นข้อ 5 และ 6 ยังมีชีวิตินทรีย์ มีแต่กุศล ส่วนอกุศลนั้นไม่มีแบบเที่ยงเลย สัญญากำหนดชัดว่าอะไรเที่ยงอะไรไม่เที่ยง อะไรมีอะไรไม่มี ก็เลยเหลือแต่สัญญา ย นิจจานิ ก็กำหนดรู้แต่สมมุติ ถ้าใครยึดมั่นจะรู้ว่ายึดอย่างสมาทานหรืออุปาทาน ถ้าใครยึดอย่างอุปาทาน คือแพ้ใครไม่ได้หรอก ถ้าคุณมั่นใจแล้ว ไม่ยอมแพ้หรอก ยังไงคุณจะต้องเหนือเขาทั้งหมด แต่คนไม่ยึดมั่นในอุปาทานว่าเราถูกเราดีเราไม่ผิด เราแพ้ก็แพ้ โดยไม่โกรธไม่ผูก ถ้าเราไม่มั่นใจชัดเจนจริงว่าของเราถูก เราก็เผื่อว่าของเขาอาจจะถูกนะ ถ้าคุณไม่ใช่ยอดจริงๆ อย่างคุณฟังอาตมาก็น่าจะยกให้อาตมาว่าพ่อท่านอาจจะถูกกว่านะคุณก็สบายไป แต่ถ้าคุณก็เชื่อว่าคุณน่าจะถูกก็ไม่ยกให้ใครเลย ก็ไม่เป็นไร แล้วคุณเองจะเอาอะไรจากอาตมาไหม? ถ้าคุณไม่เอาแล้วก็มาฟังแต่ว่าจะผิดอะไร ถ้าเห็นไม่ตรงก็ว่าผิดแล้ว อาจไม่แสดงออก แต่คุณสบายใจว่าอาตมาผิด แต่ใครตัดสินคุณล่ะว่าคุณถูก คุณก็ตัดสินของคุณเองเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าว่าไว้ สรุปแล้วคุณก็ต้องยึดว่าคุณถูก คนอื่นโง่เขลาคนอื่นผิด ใครรู้แล้วก็ไม่ไปเบลมเขาว่าผิด แต่อย่างอาตมาก็ยืนยันให้เขาฟังแล้ว แต่เขาก็มีเหตุผลเถียงแย้งว่าเขาถูก อาตมาตรวจแล้วว่าอย่างอาตมาว่าถูก ก็แล้วไป แต่ถ้าเราว่าเราผิดก็ได้ หรือถูกก็ได้ แต่มันใช้ประโยชน์ได้ไหม ถ้าเราเองยืนยันว่าถูกว่าดี แต่เขาบอกว่าผิด ไม่ดีไม่ถูก เขาก็จะทำอยู่ก็อิสระของเขา เขาจะทำ แล้วคุณเองคุณจะทำกับเขาไหม? แต่ถ้าคุณเห็นว่าถ้าทำกับเขาก็เท่ากับทำให้เสียหนักเข้าไป แต่ถ้าคุณเองว่าสังคมไม่เสียหายเท่าไหร่ก็ทำ อย่างอาตมาใช้มาตลอดว่าสังคมได้เท่านี้ก็ทำไปก่อน ไม่ได้ทำอย่างฝืนอะไร ถ้าเห็นว่าควรทำก็ทำ ส ิ่ งเหล่านี้ต้องมีสัปปุริสธรรม ตัดสินตามหาปเทส 4 จะเข้ากับสิ่งควรก็คุณเองตัดสิน ถ้าไม่เข้ากับส ิ่ งควรก็ไม่ทำ ถ้าเห็นว่าจะเสียผลก็ไม่ทำ เป็นอิสรเสรีภาพ ความจริงใจของผู้ใช้วิจารณญาณอย่างที่กล่าว ผู้นั้นจะไม่ยึดมันถือมั่นเกินไป แล้วจะไม่ไปลงโทษใคร เรากำหนดเองเป็นสัญญา ย นิจจานิ ว่าอย่างนี้ใช่หรือไม่ใช่ ส่วนผู้ตัดสินจริงๆในมหาจักรวาลนี้ไม่มี อย่างพระพุทธเจ้าท่านว่าท่านรู้ย ิ่ งกว่าใครก็ตัดสินได้ แต่อย่างพระเทวฑัตไม่เชื่อท่านก็ไม่ว่าไร สุดท้ายก็ ปกาสนียกรรม คือประกาศให้ทั้งหลายรู้ว่า ถ้าสิ่งใดที่เทวฑัตทำก็เป็นสิ่งที่เทวฑัตทำไม่ใช่ของเรา วิบากใครก็วิบากใคร เป็นการตัดสินสุดท้าย ย ิ่ งกว่าพรหมทัณฑ์ เป็นนานาสังวาสเด็ดขาดแล้ว ท่านก็ประกาศว่านั่นของเทวฑัตไม่ใช่ของพวกเราทำ ก็ไม่ต้องไปเกลียดชังกัน ปฏิโกสนา ก็โจทย์ท้วงได้แต่อย่าให้ถึงต้องให้มีผู้มาตัดสินหรืออธิกรณ์ หรือค้านกันจนคนตีกัน ดีไม่ดีก็ตีหัวคุณเองล่ะ ก็ค้านได้อย่างเต็มกำลังปฏิโกสนาได้ แต่ก็ประมาณเองนะ ถ้ามากไปเขามาทำร้ายคุณเองนะ แรงได้ขนาดไหนก็แรงจนอย่าให้เกิดเรื่อง ถ้ารับได้ก็ทำ แล้วแต่ประมาณ ถ้าอย่างดีก็คัดค้านอย่างทิฏฐาวิกัมม์ คือยังอยู่เป็นหมู่กลุ่มไม่แตกนิกาย ไม่ใช่อสังวาส ยังอยู่ร่วมกันได้ เป็นนานาสังวาส ความเห็นไม่เสมอสมานกันเท่านั้นเอง แต่ถ้าทำให้ถึงแตกกันแล้ว ก็ไม่ใช่กายเดียว กั น เป็น นิกายแล้ว คือองค์รวมนี้เรียกว่าสังวาส มันแตกไปแล้วทะเลาะกันไป เลยขั้นนานาสังวาสแล้วก็เป็น นิกาย แยกกายกันไป สัจจะมีหนึ่งเดียว หรือเว้นไว้แต่สัญญา ย นิจจานิ แล้วไม่มีเลยในโลก เป็นเรื่องที่ไม่มีรูปแล้ว นอกจากมีธาตุรู้ ถ้ามีสภาวะก็รู้ได้ แต่ถ้าไม่มีสภาวะก็เทียบเอา แต่ถ้าถึงนิโรธ นิพพานนั้นก็ไม่มีอะไรเทียบแล้ว คุณเทียบของคุณเองถ้าคุณมีสภาวะ อย่างตอนนี้ ถ้าคุณมีนิโรธแล้วมีองค์รวมอย่างไร? ก็มีรูป มีเสียง มีองค์ประกอบ มีการกระทบสัมผัส ก็ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา คือกระทบสัมผัส ทำงานอยู่กับทั่วไปปกติ แต่จิตของท่านว่างแล้วไม่มีกิเลส คนด่าขนาดไหนจิตของท่านก็ประภัสสร ดีไม่ดีท่านปรุงร่วมด้วย มีญาณปรุงร่วมไปกับคุณด้วย จิตท่านก็ใส แต่รู้ว่าคุณยึดของคุณ รู้ว่าเขายังรู้ไม่ได้ ถ้าตัดสินว่าจะร่วมงานด้วยก็ทำไป แต่ถ้าตัดสินไม่ทำด้วยก็ไม่ทำด้วย ก็ถูกด่าอีกแบบหนึ่ง คือด่าว่าคนนี้ไม่ทำ ใจดำ ไม่กรุณาปราณี เห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นคนตำหนิเพ่งโทสกันนั้น อาสวะเจริญยิ่ง เพราะฉะนั้นใครจะทำร้ายทำลายอย่างไรเราก็ไม่ควรถือสา การยึดถืออย่างรู้ๆ ไม่ได้ทำเพื่อตัวกูของกูเลย ทำประโยชน์ท่าน เราเสียสละด้วยซ้ำเป็นสมาทาน ผู้นี้มีพลังปัญญา พลังการงานอันไม่มีโทษ มีพลังวิริยะ มีพลังสังคหะ งานเราก็ช่วยเขา แต่เราทำอย่างไม่ได้ต้องการอะไรจากเขา ผู้นี้จะไม่กลัวเลยในการใช้ชีวิต จะกล้าหาญเข้าบริษัทหมู่กลุ่ม ก็ไปกลัวทำไม เราจะไปรับใช้ ไม่ได้ไปเอาอะไรจากเขาไม่หวั่นกลัวเลย แล้วท่านกลัวคนจะด่าว่าไหม จะกลัวทำไม เราทำสิ่งถูกทุกอย่าง แต่คนตำหนิเขาก็ไม่รู้ ถ้าเราเห็นว่าเขาไม่รับเราจริงๆ บาดใจเขาเราก็ไม่ทำ แต่ถ้าไม่ขนาดนั้นได้ประโยชน์ก็ทำ อย่างเราไปทำงานกับสังคม มีคนชอบใจไม่ชอบใจ เรารู้องค์รวมว่าคนโง่มีมาก คนฉลาดมีน้อย เราเห็นว่าจะเกิดประโยชน์ถ้าทำต่อเราก็ทำ หากเสียผลแล้วเราก็เลิก หรืออย่างพล.อ.ปรีชา พาเรากลับจากทำเนียบ คนโกรธมีมากเลย เขาว่าจะได้เปรียบจะเอาให้ชนะ แต่ว่าเราเห็นแล้วว่าอยู่ต่อจะเสียมากกว่าเราก็ถอย ต้องใช้มหาปเทส 4 สัปปุริสธรรม 7 ถ้าเราทำพลาดก็เพราะไม่ฉลาดพอ แต่ไม่เสียมากดีมากว่าก็ทำต่อ ต้องกระทำอย่างระมัดระวัง รู้บริษัท โอกาส รู้เวลา รู้เนื้อหา รู้ธรรมะ รู้ตัวเราก็เท่านี้เราจะทำได้แค่ไหน เขารับเราแค่ไหน หากเขาไม่รับเราก็อย่าทำเลย หากเขารับเราพอประมาณจะคุ้มไหมก็ทำ ถ้าไม่คุ้มก็เลิก ใครจะว่าเราขี้แพ้ ขี้กลัวก็ไม่เป็นเรา เรารักษาผลไม่เสียหาย เราเป็นผู้บริหารก็ใช้สัปปุริสธรรมและมหาปเทส อย่างไม่ลำเอียงจึงทำงานได้ดี ถ้าอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำก็เสียหายหมด การประมาณหากผู้ไม่มีตัวตน ไม่อยากใหญ่ ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญ จึงถ่อมตนเสมอ ไม่ทำอะไรเกิน ตนแสดงว่าทำได้ 70 หรือ 80 % เสมอ ทั้งที่ทำได้ 10 0 แต่คนอวดดีทำได้แค่ 50 หรือ 60 หรือ 70 แต่ไฟแรงทำเกินตัว 120 ก็ตายหยั่งเขียด คนอวดดีมีเยอะ แต่คนไม่อวดดีก็ไม่เสียหาย อย่างเรามีเงินล้านในกระเป๋า เราสัมผัสกองล้านในกระเป๋า แต่เขาก็ว่าเราไม่มีเงิน เราก็รู้ว่าว่าเราไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะเรารู้ว่าเรามีล้านอยู่ในกระเป๋า แล้วก็ไม่จำเป็นต้องไปควักล้านให้เขาดู เราก็รู้ว่าเขาไม่รู้ความจริง เขายึดอย่างนั้น จึงไม่โกรธ คนไหนโกรธก็โง่ทุกคน ทำกิเลสโง่ใส่ตน แล้วตนก็ทุกข์ ถ้าเสพบำเรอราคะ คุณยังมีสุขเท็จหลอกไปอยู่ แต่การโกรธนี่คุณก็รู้ว่าทุกข์ กิเลสก็โตทั้งราคะและโทสะ มีอาฆาตพยาบาท กิเลสคุณก็สั่งสมใส่จิต สรุปแล้วสุขหรือทุกข์ก็สั่งสมกิเลสในจิต มีแทบทุกเวลาเลยสำหรับปุถุชน นานๆจะมีพักยก เช่นเสพกินอิ่มก็เฉยๆ สบายพัก คุณก็ไปพักสบาย แล้วก็ไปหาสุขสบายอื่นใส่ตัว เพื่อดิ้นหนีทุกข์ตลอดเวลาเลย แล้วติดเข่งกิเลสของคุณนี่โอ้โห มันล้มเต็มจนคุณขยายเข่งจนไม่หยุดเลย แสวงหาสุขหนีทุกข์ตลอดเวลา อย่างกินอิ่มแล้วกินไม่ไหว ถ้ากินต่อทุกข์ก็ไม่กิน ก็ไปนอนดีกว่า คุณก็เสพนอน แล้วก็เสพอื่นแทน เสพสบาย คนอวิชชาก็เป็นเช่นนี้ทั้งนั้น บำเรอโกรธโลภตลอดเวลา เราต้องรู้ตลอด ล้างตัวกามกับพยาบาทนี่แหละ จนทำให้จางคลายหมด แล้วก็เป็นรูปราคะ อรูปราคะต่อไป ส่วนมานะก็เป็นเศษเหลือ เป็นอากิญจัญฯแล้ว อรหันต์นั้นมีความมี มีความว่างความประภัสสร มีกรรมการงานอันมีคุณค่าทำเพื่อผู้อื่นตลอดมีความรู้ความสามารถด้วยนะ แต่ไม่มีธุลีละอองแห่งอกุศลจิตแม้แต่นิดแต่น้อย ฟังเข้าใจไปทำให้มีจริงเกิดจริงให้ได้ เราไม่ต้องบังคับใจเราไม่ให้รับรู้ แต่รับรู้ได้เลย หลายอย่างเราก็รู้ว่าเขาจัดจ้านขนาดไหน แรงจัดหนัก โลกมีแต่ปรุงแต่งเพิ่มขึ้น ทำให้โลกยิ่งหลากหลาย แต่ไม่เรียนรู้ความติดยึด อวิชชา แม้แต่สิ่งเล็กน้อยอย่างเกมก็ติดกัน เด็กเล่นจนตายคาตู้เกม ไม่กินไม่นอนเลยที่จริงเด็กไม่น่าตายง่ายเพราะแข็งแรง แต่ก็ตายได้ เพราะใช้พลังงานพิเศษมาก จนไปไม่ได้ ชีวิตต้องขาดไป เพราะถูกหลอก ถูกครอบงำความคิด สารพัด นักครีเอทก็มอมเมากันสารพัด อย่างเขาก็ตรวจว่านักร้อง บียอนเซ่ ก็ว่าเป็นบุคคลทรงอิทธิพลแห่งปี เปิดปัญชี เซเลปขาใหญ่ ครองบัลลังก์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี ทั้งท่าทางน่าเกลียดปรุงแต่งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เดี๋ยวนี้นักดีไซด์ ปรุงแต่งหลอกกันมากมายเลย อย่างอาตมาเคยท้วงคนหนึ่งตอนนี้เป็นศาสตราจารย์ ก็เขียนภาพมา แล้วคนสัมภาษณ์ว่าภาพที่เขียนหมายถึงอะไร แต่คนเขียนภาพบอกว่าผมก็ยังไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่ก็ได้เหรียญทอง คือกรรมการรู้ว่าคืออะไร? นี่คือสัญญา ย นิจจานิ คุณจะรังสรรอะไรขึ้นมาต้องรู้ว่าจะให้อะไรเขา แต่พวกแอบสแตรค ก็เสี่ยง คนเขียนยังไม่รู้ว่าทำอะไรเลย คนก็ดันชอบไปใหญ่เลย เขียนส่งๆไปเท่านั้น ขออภัยพูดวิจารณ์พวกนี้ เพราะพวกนี้อัตตาสูง เสพอัตตาเสพความเก่งของตน หยิ่งผยองเป็นเรื่องปรุงแต่ให้แปลกไม่เหมือนใคร เป็นตัวกูของกู เป็นเอกลักษณ์ อัตตลักษณ์ ไม่รู้กี่ล้านคนก็เต็มบ้านเมือง รูปอย่างเดียวก็นับไม่ถ้วน มีเสียง กลิ่น รสอีก อย่างอาหารไทย แม่ครัวพ่อครัวปรุงเก่ง ต่อไปจะไปหลอกคนทั่วโลก อีกหน่อยติดโลกทั้งโลกก็หมด อย่างจีนนี่เอามาก่อน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน