570717_วิชาความรัก๑๐มิติ(๑)วนบ. มิติที่ ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข31 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570717_วิชาความรัก 10 มิติ( 1 )วนบ. มิติที่ 1 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 17 กรกฎาคม 2557 พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดี ที่ 17 เดือน 7 ปี 2557 วันนี้จะบรรยายถึงวิชาความรัก 10 มิติ จะสอนปี 1 ส่วนนร.ก็ให้เรียน โดยกำหนดม. 1 ให้เรียนมิติที่ 1 และ 2 ส่วนม. 2 ม. 3 ก็ต่อเพิ่มมิติไปเรื่อยๆ จนถึง 10 มิติ แต่วนบ.จะให้เรียนปีเดียวคือปี 1 โดยเรียนวันพฤหัสบดี นอกนั้นก็เป็นวิชาพุทธชีวศิลป์ กับสรรค่าสร้างคนสลับกันไป ส่วนวันอาทิตย์กับวันเสาร์ก็ว่ากันไป เรื่องความรักนี่นะ ทางศาสนาอื่นเขาไม่มีความรักแบบโลกุตระ เขามีความรักแบบถัวๆไปหมด เพราะว่าเขาเห็นว่าเขาพอเข้าใจความรักที่ไม่ดีบ้าง แม้แค่ความรักด้านกามเขาก็พอรู้ เขาก็ว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายไม่ใช่เรื่องต้องมาเลิกเพราะเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก เขาแย้งแม้กระทั่งความรักเรื่องเพศกามเพศคู่ ถ้าไม่มีโลกก็สูญพันธ์ุหมดสิ ซึ่งที่จริงแล้วมันเป็นไปไม่ได้ มีคนมาแย้งอาตมาว่าสอนเรื่องนี้มันผิดธรรมชาติ มาสอนให้เลิกมันเป็นธรรมชาติสัตว์โลก และมันผิดหลักของมนุษย์โลก ถ้าเลิกก็สูญพันธ์ุหมดสิ...อาตมาก็เลยพูดว่า สัตว์มันก็เป็นสัญชาติญาณของมัน แต่ของศาสนาพุทธเข้าใจว่าเป็นโทษภัย เป็นกิเลส หากไม่ล้างลดก็ไม่สิ้นเกลี้ยงเชื้อกิเลส มันไม่ง่ายจะลด แต่ลดได้จริงๆ ลดได้แล้วไม่เกิดภัยเกิดโทษต่อสังคมด้วย ศาสนาพุทธนี่ฝืนธรรมชาติ อย่างอาจารย์ใหญ่ของศาสนาพุทธหลายคนว่าธรรมะคือธรรมชาติ แต่อาตมาว่าธรรมะ คือเหนือธรรมชาติ ชาติปิทุกขา การเกิดเป็นทุกข์ รักร้อยทุกข์ร้อย รัก 10 ทุกข์ 10 รัก 1 ทุกข์ 1 ไม่มีเลยไม่ทุกข์เลย นี่ของพระพุทธเจ้า เขาก็ว่าเป็นไปไม่ได้แต่เป็นได้จริงแม้จะยาก เป็นได้แล้วเป็นคุณต่อตนต่อโลก เขาว่าถ้าเป็นไปได้ แล้วเป็นไปหมดทั้งโลกคนก็สูญพันธ์ุ อาตมาก็เลยบอกว่าไม่ง่าย

อ่านต่อ

เอา…คุณมาปฏิบัติให้ได้ก่อน แล้วจะรู้ว่าทำได้แล้วจะรู้ว่าไม่สูญพันธ์ุหรอก ..เขาก็ว่าไม่เอา...นี่ขนาดคุณยังไม่เอาเลย คนนี่พลโลกจะเกินเจ็ดพันล้านคนแล้วจีนนี่ห้ามมีลูกเกิน 1 คนด้วย แต่มันก็ห้ามไม่ได้ ศาสนาอื่นเรียนรู้ ความรักแบบรวมๆ แต่เขาก็รู้ว่าความรักยิ่งใหญ่คือความรักของพระเจ้า คือรักทุกสิ่ง แต่เขาก็ไม่ชัดเรื่องความรักเรื่องกาม แต่ผู้ที่สูงส่งของเขาก็ถือได้ไม่มีเรื่องเพศ ศาสนาอิสลาม ไม่ละเรื่องกามซึ่งอาตมานับเป็นมิติที่ 1 ด้วยซ้ำไป พระพุทธเจ้ายอมอนุโลมให้ถือศีล 5 ได้ เอากิเลสระดับเพศก็ผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น มีส่วนกิเลสที่ต้องให้เหมือนคนติดฝิ่น จะเลิกหักดิบเลยช็อคตายไม่ได้ เป็นต้น ก็เลยต้องอนุโลมให้ศีล 5 มีผัวเดียวเมียเดียว ต่อจากนั้นจึงเลิกเรื่องเพศ จริงๆแล้วกามไม่ใช่เฉพาะเรื่องเพศ แต่เป็นเรื่องของการเสพทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็อุปาทานว่าต้องได้อย่างนี้ สเปคนี้ เย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างนี้ จริงๆแล้วมีนัยะลึกซึ้งหลากหลาย ศาสนาพุทธจึง รวมเรื่องของเมถุน แล้วไล่มาตาหูจมูกลิ้นกาย แต่ก็เกิดจากสัมผัสทั้งนั้น สัมผัสทางทวาร 5 ก็เกิดกาม ทุกส่วนของร่างกาย โผฏฐัพพะแตะต้องสัมผัสเสียดสีก็เกิดกามได้ทั้งสิ้น อาตมาจะอธิบายรวมๆไปก่อน แล้วค่อยไล่จำที่ละมิติ อาตมาจะเล่าว่าอาตมาเกิดความรู้นี้ตั้งแต่ 2517 ไปที่เชียงใหม่ เขาให้ไปบรรยาย กำลังเดินทางไปก็คิดว่าเราจะบรรยายอะไรดี มันก็ขึ้นมาเป็นความรู้ของเก่าที่ขึ้นมา แต่ก่อนนี้ความจำใช้ได้ ก็เลยว่าความรัก 10 มิติก็ท่าจะดี ก็ขึ้นมาพรึ่บ บรรยายแล้วดี วิทยาลัยครูที่เชียงใหม่มาเชิญให้บรรยายอีกก็เลยเทศน์ 2 ครั้ง เขาก็มาถอดเทป เป็นหนังสือความรัก 10 มิติ มีตอบคำถามนักศึกษาในนั้นด้วย พิมพ์ครั้งแรก 1 หมื่นเล่ม 2518 ...ต่อมาพิมพ์อีกจนถึงหลายครั้ง แต่ตอนหลังก็มาเขียนเป็นเล่มเลยเสร็จพิมพ์ในพศ. 2544 เผยแพร่มาจนบัดนี้ก็รวมๆแล้วเป็นแสนเล่มเลย นี่คือความเกิดขึ้นของทฤษฎีความรัก 10 มิติ แล้วความหมายของมัน 1 . มิติที่ 1 เรียกว่า กามนิยมหรือเมถุนนิยม เมถุนแปลว่าคนคู่ 2 . พันธุนิยม หรือ ปิตปุตานิยม ความรักแบบพ่อแม่ลูก 3 . ญาตินิยม หรือ โคตรนิยม 4 . ชุมชนนิยม หรือ สังคมนิยม คอมมิวนิสต์เป็นระดับนี้ 5 . ชาตินิยม หรือ รัฐนิยม 6 . สากลนิยม หรือ จักรวาลนิยม 7 . เทวนิยม หรือ ปรมาตมันนิยม 8 . อเทวนิยม หรือ อาริยนิยม 9 . นิพพานนิยม หรือ อรหันตนิยม 10 . พุทธภูมินิยม หรือ โพธิสัตวภูมินิยม นี่คือชื่อ ตอนแรกที่บรรยายที่เชียงใหม่ มีกามนิยมพันธุนิยม ญาตินิยม ชุมชนนิยม...ชื่อแรกไปเรื่อยๆ ตอนหลังอาตมาก็มาเติมชื่อหลังให้เพื่อให้เข้าใจได้เพ ิ่ มขึ้น ถ้าเข้าใจเนื้อหาก็จะพบว่ามันคือความรักที่เห็นแก่ตัวเต็มไปด้วยกิเลสแล้วก็ลดละกิเลสลงไป อย่างความรักมิติที่ 1 คือความรักที่เห็นแก่ตัว (อาตมาไม่เร ิ่ มที่อัตนิยม คือความรักตัวตนแบบฤาษี เพราะถ้าเอาอันนี้มันจะคลุมทั้งหมด แต่แบบพุทธจะเร ิ่ มที่มิติที่ 8 เป็นอเทวนิยม) ถ้าเรียนแต่มิติ 1-7 ก็คืออัตตานิยม ไม่ต้องไปเรียนอัตตนิยมตัวแรกเลย ก็เรียนอันนี้แหละล้างไปตามลำดับ จนคุณสมบัติของความรักมันเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างจริงเป็นพระเจ้า เป็นเทวะที่ยิ่งใหญ่หรือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ก็รักจริงๆไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่มนุษยชาติทั้งจักรวาล เขาก็เข้าใจทุกศาสนาปฏิบัติให้เป็นเช่นนี้ โดยตรรกะเหตุผลอาจเข้าใจ แต่โดยสภาวะที่เป็นจริง ขยายความรักตั้งแต่มิติที่ 1 คือเรื่องกามในโลกนี้มีแต่เธอกับฉันเท่านั้นไม่อยากให้ใครเป็นคนที่สามเลย นี่คือความเห็นแก่ตัว เป็นอย่างแรก แล้วมันก็สุดท้ายก็เพื่อสมสู่เพื่อสืบเผ่าต่อพันธ์ุ ถ้าแค่ต่อเผ่าพันธ์ุก็ไม่หนักหนา เหมือนสัตว์เดรัจฉานมันก็มีคู่มีหวงแหนก็มีตามฐานะของสัตว์ก็มีกิเลส แต่คนนี่ยิ่งกว่าสัตว์หวงแหนเห็นแก่ตัวจัดจ้านทำร้ายทำลายหนักยิ่งกว่าสัตว์ก็เป็นนิยายของโลกมามากมาย เมื่อสามารถเรียนรู้แล้ว เราจะได้รู้ว่า รสอร่อยในเพศสัมพันธ์นี่มันไม่จริง รสสุขมันไม่จริง รสอร่อยหรืออัสสาทะมันไม่จริง มันเป็นของเท็จ ถ้าพิสูจน์อย่างสัมมาทิฏฐิมันจะจางคลายได้ แต่ไม่ง่ายเพราะคนสะสมมาตั้งแต่เป็นเดรัจฉาน เรื่องเพศสัมพันธ์นี่ คิดดูสะสมมาขนาดไหนแต่ถึงไม่ง่ายก็ลดละได้ รู้แจ้งเห็นจริงได้ว่าอารมณ์นั้นเป็นเท็จมันไม่มีจริงหรอก เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้า มีคนตะแบง ในสายพุทธนี่ อาจารย์คนไหนหาเรื่องก่อบาป มันจะเบื่อหน่ายต้องสมสู่ให้จัด จนมันเบื่อหน่าย ซึ่งไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหน มีแต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า 3 สิ่ งที่ไม่มีวันอิ่มเต็มคือ 1 .เมถุน 2 .การนอนหลับ 3 .ความเมา สามส ิ่ งนี้พระพุทธเจ้าว่าไม่มีอิ่มเต็ม เป็นคำสอนพระพุทธเจ้า แล้วที่ตะแบงไปว่าต้องเสพจนเบื่อหน่ายอันนี้อุตริมาก ในวินัยปิฎก ล. 1 ข้อ 20 ว่าเรื่องเมถุนหรือคนคู่เป็นเรื่อง 1 . เป็นเรื่องของชาวบ้าน ( คามธัมมัง ) 2 . เป็นมรรยาทของคนชั้นต่ำ ( วสลธัมมัง ) 3 . ชั่วหยาบ ( ทุฏฐุลลัง ) เรื่องกามเป็นเรื่องหนักหนาของคนทั่วไป พระพุทธเจ้าถึงจำนน ก็อนุโลมปฏิบัติข้างต้นมีคู่ได้ แต่อยู่ในกรอบคู่ของเราเท่านั้น อย่านอกใจ ส่วนนอกกายก็ไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนใจต้องพยายามลดละ มาสู่การปฏิบัติ เมื่อเราเป็นคนก็ต้องมีศีล 5 ให้ระวังสังวรจริงๆ ศีล 5 เป็นศีลของมนุษย์ทุกคน พื้นฐานชาวพุทธเลย พระพุทธเจ้าถือว่าพุทธเป็นศาสนา อาริยชน แล้วคำว่าอาริยชนเอาตรงไหน? อาริยชนเอาตรง โสดาปัตติมรรค เป็นจุดเร ิ่ มต้น โสดาปัตติมรรคคืออย่างไร? ก็คือรู้จัก อ่าน จิตเจตสิก ต้องพยายามฝึกฝนวิธีปฏิบัติ เมื่อถือศีล 5 แล้ววิธีของพระพุทธเจ้าคือ มีผัสสะเป็นสมุทัย ถ้าไม่มีผัสสะไม่ใช่การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อผัสสะแล้วด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย ซึ่งมีใจไปด้วยทั้งนั้น เมื่อกระทบทวารนอก วิญญาณก็เกิด ที่ใจ แล้วจัดการทำมนสิการที่ใจ ต้องรู้ให้ได้ ว่ามันเกิดวิญญาณสัตว์ เป็นโอปปาติกสัตว์เพราะเกิดจากสังขารด้วยอวิชชาปรุงแต่งเองอัตโนมัติ เพราะไม่รู้ไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกมา ตัวสังขารจะมีทั้งตัวอยาก ได้แสวงหา ได้สมใจ แล้วสุขทุกข์ หากสัมผัสตรงกับตัณหาอุปาทานตามปฏิจจสมุปบาท มันก็จะเกิดเป็นสุขทุกข์ ตัวที่ปรุงแต่งเป็นสุขทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อาการสังขารที่ปรุงแต่งก็คือ วิญญาณ แต่เมื่อไม่เคยศึกษาปฏิบัติก็ไม่มีเครื่องมือ เครื่องมือคือ “สัญญา” ที่จะกำหนดเองด้วยอวิชชาก็คือกำหนดรู้ตามอุปาทาน ตามประสาสัตว์นรกไม่ฉลาดไม่มีวิชชา เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เอาแต่เสพ ตอนนี้เราจำกัดเงื่อนไขไปที่กามารมณ์เรื่องเพศ เป็นเพศสัมพันธ์ เมื่อจำกัดอันนี้ก็พิจารณาแต่ตรงนี้ก่อน สัมผัสอื่นๆเอาไว้ก่อน เอาตัวเรื่องเมถุน เรื่องเพศสัมพันธ์ก่อนเป็นความเห็นแก่ตัวของคนคู่ เมื่อมันสัมผัสเรื่องเพศ รูป เสียงกลิ่นรส สัมผัส ที่เคยได้สัมผัสมาเป็นสัญชาตญาณตามที่เคยรับรู้หรือมาแต่ชาติไหนๆ มันก็มีกิเลสเป็นเจ้าเรือน มีอวิชชาอยู่ พระพุทธเจ้าจึงให้เรียนรู้วิญญาณ โดยมีผัสสะ มีการสัมผัส ตั้งแต่ตากระทบรูป หูกระทบเสียงนี่แหละ จะเกิดก่อน เมื่อเห็นรูปตรงสเปคว่าสวยหล่อ แต่ว่าบางคนก็ชอบชี้เหร่ แต่ส่วนใหญ่ก็มีค่านิยม ตามๆกัน หน้าตา รูปร่างโหวงเฮ้งว่ากันตามกันไป จนเมื่อยจะพูด เดี๋ยวนี้ศัลยกรรมกันได้ ไม่ว่าสเปคไหนก็ไปเปลี่ยนได้เสียเงินเจ็บตัวด้วย นี่กิเลสทั้งนั้น ไม่ถามว่าที่นี่มีไหม? กลัวอาย ขบวนการกิเลส กามารมณ์ เกิดจากอวิชชา ปรุงเป็นสังขาร แล้วเกิดเวทนา คนจะอ่านวิญญาณเป็นต้องมีญาณอ่านรู้นามรูป มันต้องรู้ นามรูป ด้วยการอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส โดยต้องได้รับการฟังได้รู้จากผู้รู้สัตบุรุษมาก่อน แล้วก็กำหนดหมายเอาเองว่าอาการอย่างนี้คือกาม อันนี้คือพยาบาท มันเกิดสัมผัสเมื่อไหร่ก็รู้ให้ได้ สังขารที่ปรุงแต่งทั้งหมดองค์รวมเรียกว่า กายสังขาร มันเป็นของมันเองทุกคน ที่ไม่ได้ฝึกฝนเรียนรู้ เป็นกายสังขาร คือองค์ประชุมทั้งรูปนอกและภายใน ขาดนามธรรมไม่ได้ คำว่า กาย แม้มันจะขาดรูปรูป ขาดมหาภูตรูป ขาด ตา หู จมูก ลิ้นกาย ไม่ได้สัมผัส คุณก็ยังสามารถมี นามกาย โดยเอาสัญญา หรือกำหนดเอง เป็นภาพ เป็นฝัน ต่างๆนานา ฝันถึงคนนี้เคยเห็นเคยรักเขา วาดวิมานว่าเคยได้พบกับเธอ แล้วเกิดสุขก็ได้มันหลอก ทั้งที่จริงมันสะสมความทุกข์ หากเกิดสุข ติดใจก็ฝันบ่อย ก็เป็นนามกาย ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับมหาภูตรูปก็เป็นกาย เป็นกายสังขาร หรือว่าจะเรียกว่า จิตสังขารก็ได้ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารต่างกันอย่างไร? ก็กำหนดความหมายต่างกัน เรากำหนดเครื่องหมายนิมิตอะไรขึ้นมา ชื่อว่าอย่างนั้นอย่างนี้ปรุงแต่งเป็นความหมายในใจตามภาษาของตนที่รู้มา เป็นภาษาไทย หรืออื่นๆ รู้กี่ภาษาก็ว่ากันไปตามรู้ ก็จะเกิดวจีสังขาร ที่ไม่ใช่วจีกรรมที่ออกมาภายนอก จึงเป็นจิตสังขารชนิดหนึ่ง และเรียกว่า กายสังขาร เป็นองค์ประชุม ต้องแยกแยะรู้เวทนา 108 ที่เป็นเนกขัมมะ กับเคหสิตะ การเนกขัมมะคือการออกจากกาม เป็นตัวต้นตัวง่าย ทุกคนมีมา คือความอยากใคร่ แล้วกำหนด ปริเฉทไปว่าคือเมถุน คือคนคู่ เมื่อตากระทบรูปแล้วชอบ แล้วได้สัมผัสตามอยากสมอยากก็สุข แต่ไม่เมื่อไม่ได้ตามอยากหรือไม่ตรงสเปคก็เกิดทุกข์ ทำอย่างไร? คุณถึงจะลดอารมณ์นี้ลงก็ต้องลดที่เหตุ เหตุที่ทำให้เกิดเวทนา เมื่อจับเหตุได้ก็เรียกว่า สักกาย ที่ฟังไปนี่เป็นทิฏฐิ แล้วไปปฏิบัติจะเห็นกาย พอมันเป็นองค์ประชุม ของฉันเอง ก็คือตัวจิตประชุมกันเป็นอารมณ์อยาก เมื่อได้สัมผัสก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ นี่คือ อาริยสัจ 4 ตัวแท้ พระพุทธเจ้าสอนว่าสุขเป็นเท็จ วิธีก็คือ อารติ วิรติ ปฏิวิรติ สัมผัสเมื่อไหร่ก็จับสักกายให้ได้ เมื่ออ่านสักกายทิฏฐิได้ อ่านอาการ ลิงค นิมิต ที่เป็นเจตสิก ถูกเรารู้ได้ด้วยนามธรรม ตากระทบรูปอยู่ก็เห็นอยู่เดี๋ยวนี้มันเกิดเดี๋ยวนี้ ก็อ่านเห็นอยู่เดี๋ยวนี้ลืมตาด้วยมรรค 7 องค์ สัมผัสแตะต้องเรื่องราวธรรมดานี่แหละ เราก็กำหนดรู้ว่านี่เรื่องเพศ ผู้หญิงผู้ชายเฉพาะเรื่องนี้ มันสัมผัสแล้วเกิดอาการต้องรู้ทัน แล้วมีวิตก วิจัย วิจารให้ได้ วิจารคือพฤติกรรม วิจัยก็แยกแยะอาการอ่านตัณหาให้ออก วิธีการพระพุทธเจ้าคือให้ อารติ วิรติ ปฏิวิรติ เวรมณี คือเว้นออก อย่าสัมผัส สัมผัสก็ต้องระวัง แล้วแยกแยะให้ได้ว่าตัวนี้คือตัณหา เป็นกาม แต่อุปาทานรู้ยาก เป็นพลังงานศักย์มันเคลื่อนออกมาเป็นลีลากามเป็นตัณหา เมื่อลดตัณหาได้ก็ลดอุปาทานได้ เรารู้ตัวนี้ จั ด การตัวนี้ได้ก็คืออภิสังขาร เป็น ปุญญาภิสังขาร เป็นการชำระกิเลส ด้วยปหาน 5 ตั้งแต่กดข่มไว้ก่อน ก็ได้ชั่วคราว เป็นอุปการะทุกคนทำเป็นอยู่แล้วไม่ปล่อยเรี่ยราด แต่สัตว์ก็ไม่ระงับกดข่มเหมือนคน เพราะฉะนั้นวิธีกดข่มเป็นวิธีธรรมชาติสัญชาติญาณ แต่วิธีของพระพุทธเจ้านี้ทำลายกิเลสได้สำเร็จ แม้จะเป็นครั้งคราวก่อน มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์มันอนัตตา มันเป็นเท็จไม่มีตัวตน ทำความเห็นจริงให้เห็นว่าไม่เที่ยง เกิดมาแล้วก็หาย เรื่องนี้ไปเรื่องอื่นก็มาแทนซ้อนๆๆ เรื่องนี้ไม่ต่อก็ไม่ทำ หรืออยากจะต่อก็ไปเรื่องนี้ไป เจอคนนี้ก็ต้องเอาให้ได้ ให้สมใจ สุดท้ายไม่ได้ก็ข่มขืน โยนลงรถไฟเลยก็ทำได้ หยาบคายทุเรศทุรังสารพัดเลวทราม ให้ชัดให้รู้อย่างพ้นวิจิกิจฉา เอาเฉพาะกิเลสตัวนี้แหละให้ชัดๆ ไม่เหมาเข่งสะกดจิตรวมไปหมด จะฆ่าศัตรูที่อยู่ในโลกนี้ก็เผาทั้งโลกเลย ไม่ใช่! ของพระพุทธเจ้าต้องทำลายตัวตนรู้ให้ชัด ว่านี่คือโจรที่จะจัดการจริงก็พ้นวิจิกิจฉา แล้ววิธีปฏิบัติที่เป็นมรรคองค์ 8 เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ต้องเพ่งรู้เพ่งให้เกิดไฟฌาน คำว่า ฌา หรือฌาน แปลว่า เผา คำว่าฌาปนกิจ ก็คืองานการเผา เผามันด้วยไฟปัญญา ไฟฌานต้องมีปัญญา ไม่มีปัญญาไม่ใช่ฌาน เป็นไฟวิเศษที่ไปเผาทำลายไฟ ราคะ โทสะ โมหะได้ เป็นวิปัสสนาญาณ 9 พอถึงวิปัสสนาญาณข้อ 6 ก็สลายไปแล้ว แล้วก็ทำเพ ิ่ มอีก 3 คือปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึงการปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น เป็นสังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย แล้วเป็น สัจจานุโลมิกญาณ เข้าใจเห็นได้จริงๆว่ามันไม่เที่ยงมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดกาล มากเรื่อง อวิชชานี่มันมากเรื่อง ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นเอาอันนี้ก่อนให้ครบกระบวนการ จนกระทั่งมีญาณเห็นตั้งแต่ เสพสมสุขสมก็พักยก ดีไม่ดีก็ผลักทิ้งไปด้วย พอหมดพักยกก็เกิดอีก มันวนเวียน เป็นเหตุแห่งทุกข์ เสียเวลา ทุนรอนแรงงาน เคยเห็นสัตว์มันติดสัดไหม มันไม่กินไม่นอนใครอย่ามาใกล้นะมันฆ่าเอาด้วย คนยิ่งร้ายกว่ า สัตว์ ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ถ้าล้างกิเลสได้จะไม่เป็นโทษภัย ตั้งแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ถ้าได้ก็กิเลสอ้วน แล้วจำไว้ด้วยว่าให้อร่อยให้จัดให้พิศดารกว่านี้นะ ก็ยั่วยุมอมเมาของครีเอทีฟที่หลอกกันทุกวัน ต้องให้วิตถารไปเรื่อยๆ เป็นภาระเหน็ดเหนื่อยไม่มีของจริง ต้องพิจารณา ให้เห็นภังคานุปัสสนาญาณ เห็นความเสื่อมสลายแปรปรวนไม่ใช่ตัวตนเลย มันคือลักษณะอนัตตา 5 ไม่เป็นแก่นสารเลย เห็นเป็นภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป เป็น อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย แต่พวกอวิชชาจะไม่เห็นเป็นโทษภัย แต่ถ้าเห็นโทษภัยก็ไม่เอาแล้วเกิด นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย จนถึงมุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น จนพัฒนาเจริญขึ้นมีคุณสมบัติของอุเบกขาเจริญขึ้น มีปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุกัมมัญญา ประภัสรา แม้จะกระทบกระเทือนกระแทกอย่างไรก็ผุดผ่องบริสุทธิ์ขาวรอบไม่หวั่นไหว อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน แล้วสั่งสมผลเป็นสมาธิ เป็น อภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ให้มันเข้าหา นิจจัง ทุวัง สัสสตัง สังขารมีสองนัย จะอนุโลมปรุงแต่งไปกับโลกเขา ยืดหยุ่นไปกับเขา เหมือนแม่ครัวทำกับข้าวให้คนอื่น ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ติดรส แต่ก็แทรกยาทิพย์เข้ารูขุมขน ไม่ใช่ว่าให้เขาติดมากขึ้น จะอนุโลมได้ตนเองต้องมีญาณ อธิบายเรื่องญาณอีกครั้ง - ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึงการปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น - สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย - สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้สัปปุริสธรรม 7 ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ - โคตรภูญาณ ญาณรู้หัวต่อ ตัดโคตรขึ้นสู่อาริยภูมิ โคตรภูมี 3 อย่าง คือโคตรภูบุคคล คือ ตัดโคตรออกมาแล้ว ทางรูปนอก ปฏิบัติหน้านองน้ำตา แต่พอทำไปก็ตัดโค ตร จิตได้เจโตทำได้ เป็นโคตรภูจิต แล้วถ้ามีญาณอ่านรู้ว่า เราหมดเชื้อแล้วไม่เหลือแม้แต่ดีเอ็นเอแล้วก็คือโคตรภูญาณ ตัดได้อย่างไรก็คือรู้ว่าอย่างนี้คือมัคคญาณ อันนี้คือผลญาณ - มัคคญาณ ญาณรู้ภาวะของอริยมรรคแต่ละขั้นๆ - ผลญาณ ญาณรู้ผลสำเร็จแห่งการเป็นพระอาริยะ - ปัจจเวกขณญาณ ญาณหยั่งรู้ทบทวนตรวจสอบ มรรคผล และบริบทแห่งความสำเร็จทุกอย่าง ทบทวนเห็นของจริงๆ ว่าได้ของจริงหรือยังหมดหรือยัง?... ต่อไปเป็นคำถาม? _ จะตัดเรื่องเสียงเพลงอย่างไร?... พ่อครู ตอบ..อาตมานี่ตัดเรื่องเสียงเพลงเป็นอันสุดท้าย เป็นสัมผัส ถ้าไม่ได้ทางกายก็ได้ยินเสียงทางหูก็ยังดี ไม่ได้ฟังก็ปั้นเอาเอง ในเมถุนสังโยคพระพุทธเจ้าเอาตั้งแต่สัมผัสจริงไปจนปั้นเอง ตอนตายไปแล้วไม่มีหู ก็ได้แต่นึกว่ามันมีหู มันไม่รู้หรอกว่ามันตาย เหมือนฝัน แต่เละกว่าฝันอีกเพราะมันนานกว่ามาก อยากฟังอยากได้ยินอยากได้เห็น แต่ก่อนอาตมาอยู่พิบูลฯนานๆทีมีลิเกละครมาเล่น ต้องพิจารณาให้บ่อยเสมอทั้งในเวลาจริง และตอนนึกถึง หรือเอาสัญญามาพิจารณาไม่ว่าจะเป็นเพลงหรืออะไรทั้งนั้นสูตรใหญ่พระพุทธเจ้าว่าพิจารณาว่าไม่เที่ยงเป็นภาระ เสียเวลาทุนรอน ได้ของเท็จ มีลักษณะอนัตตา 5 1 . ปรโต (ความเป็นอื่น แปรปรวนไป) 2 . อนัตโต (ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน) 3 . วิตถโต (แผ่ผ่านไป เคลื่อนไปๆ อยู่เสมอ) 4 . ตุจฉโต (ไม่เป็นแก่น ไร้ประโยชน์) 5 . สุญญโต (เป็นสูญ ว่างเปล่า) ต้องพิจารณาให้จริง มันเกิดเมื่อไหร่ก็ต้องตั้งสติ ว่ามันไม่น่ายึดถือพระพุทธเจ้าสอนทุกนัยเลย _ ในงานที่เราทำก็มีทั้งชอบและชัง แต่เราเพลินไปกับงาน อ่านไม่เห็นว่าเราชอบหรือชัง … พ่อครู ตอบ..การทำงานเรานั้นไม่ใช่จืดชืด เรามีพลังในจิตอภิปโมทยัง จิตตัง อาศัยจิตเบิกบานร่าเริงอยู่ ไม่ใช่ว่าลักษณะกลางไม่ดูดไม่ผลักจริง แต่เราอาศัยไม่ใช่เพลินในการทำงาน เราก็ต้องรู้ว่าถ้าไม่มีอาการร่าเริงเบิกบาน เราโหยหามันไหม ถ้าไม่โหยหาเราก็ไม่ติดมัน _ ถ้าเรามีผัสสะแล้วรับไม่ได้ ขอหนีก่อน … พ่อครู ตอบ...พระพุทธเจ้าก็ว่าหนีก่อนก็พ่ายแพ้ พระพุทธเจ้าว่าบางพวกก็ไม่ทันได้ยินเสียงม้าก็หนีแล้ว แต่บางคนก็ได้ยินเสียงกองทัพม้ามาก็หนี แต่บางคนก็สู้ได้ การสู้กับกิเลสพระพุทธเจ้าว่าคือการรบ มนุษย์ทุกคนต้องมีสรณะ คือการรบ จนกว่าอรณะคือไม่รบแล้ว ต้องทวนทำจนบรรลุสุดยอดแล้ว _ หมอฟ้ารัก...ในความรัก 10 มิติเราก็รู้กันแล้ว แล้วชาวอโศกโดยเฉพาะ วนบ.มาเรียน เรามีความรักใช่ไหม ความรักเราอยู่ในมิติ 8 ใช่ไหม? พ่อครู ตอบ...ใช่ นี่เพ ิ่ งสาธยายมิติที่ 1 _ สม.ผาแก้ว...วันนี้ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ทุกศาสนาก็สอนเรื่องความรัก เพื่อให้คนมีสุข แต่ของพุทธเราให้กิเลสหลุดให้หมดทุกข์ ของเรารู้สึกว่าประทับใจตรงนี้ แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร? พ่อครูว่า… เวลาไมค์ลอยมาก็จะกลัว ให้มันลอยไปที่อื่น มาพิจารณาว่าเรากลัวอะไร? ก็เพราะเรากลัวโลกธรรม มันก็ทุกข์ แต่พอเราเข้าใจ จะพูดดีก็ดีตามที่คิด พอไม่ได้ดั่งใจก็ทุกข์ รู้ว่าที่ดีก็เพราะสมอัตตา มันไม่ดี อย่าหนีผัสสะปัจจุบัน ส.ฟ้าไท...วันนี้พ่อครูเทศน์เรื่องกามนิยม ว่าเป็น เป็นเรื่องของชาวบ้าน พฤติกรรมของคนชั้นต่ำ ฟังแล้วเห็นโทษภัย ก็ต้องมีผัสสะ และฟังธรรมด้วย มีทั้งกดข่มแล้ววิปัสสนา อาตมาเห็นตัวเองว่าไม่ทำให้มากพิจารณาให้มาก จิตจึงไม่แล่นไปไม่เจริญ พ่อครูว่า..วันนี้เร ิ่ มต้นมิติที่ 1 เป็นรากฐาน ครั้งหน้าก็จะเป็นมิติที่ 1 แล้วค่อยขยายมาหาลูก ครอบครัว มาหาผู้ที่ใกล้ชิดเป็นเรามากที่สุดเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข แม้สัตว์ก็รักลูก จริงๆรักนี่แหละสมบูรณ์ด้วยรักคือทำหน้าที่ อย่างอาตมานี่เลี้ยงน้องมา ไม่ได้รักผูกพันน้องเลย แต่รู้ว่าอาการรักเป็นอย่างไร? อาตมาไม่มีอาการจะต้องกอดต้องหอมอย่างนั้น ตั้งแต่คุณยายหรือพ่อแม่ก็ไม่ทำ แต่อาตมาเห็นว่าสังคมเขากอดหอมก็สัมผัส ก็รัก โอบรัด สร้างค่านิยมผูกพันตรึงตรา ต้องสัมผัสจริงๆแล้ว ความรักระลึกถึงกัน สาราณียะ ปิยกรณะ เป็นหน้าที่พ่อแม่ต้องดูแลลูก เป็นเลือดเนื้อเราจะไม่ดีไม่ได้ อย่างอาตมาก็เลี้ยงน้องส่งให้เรียนทำหน้าที่ด้วยเมตตา ความจริง เป็นปัญญาที่สูง เป็นความรู้ตามหน้าที่ไม่ต้องมีอารมณ์อาการโลกีย์ น้องๆจะบอกว่าอาตมาไม่รักไม่มี พ่อแม่ไม่พาสัมผัสกอดรัดฟัดเหวี่ยง แต่ก็มีสัมผัสบ้างไม่มากเกิน ไม่มีจูบพ่อแม่ก่อนเข้านอน ความรักลึกซึ้งคือความรักที่ทำหน้าที่ตรงตามสามัญ ญาติ คือพึ่งเกิด แก่ เจ็บตายกันได้ ถ้าทำหน้าที่นี้อย่างเต็มใจเข้าใจ ขวนขวายเอาใจใส่ นี่คือความรักญาติ ความรักลูกหลานก็เช่นกัน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน