590925_วิถีอาริยธรรม สันติฯ เศรษฐกิจบุญนิยมกับสาธารณโภคีต่างกันไฉน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์363 KB
วันที่แก้ไข10 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590925 วิถีอาริยธรรม สันติฯ เศรษฐกิจบุญนิยมกับสาธารณโภคีต่างกันไฉน

สมณะเพาะพุทธว่า...วันนี้ ที่สันติอโศกวันนี้วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2559 แรม 9 ค่ำเดือน 10 ปีวอก เป็นรายการวิถีอาริยธรรมภาคพิเศษที่จะมีผู้ร่วมซักถามประเด็นเกี่ยวกับการศึกษาร่วมด้วย ก่อนเข้าสู่รายการมีประเด็นเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องหลักการทรงงานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " หลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว " มนุษย์สามารถเข้าถึงที่สูงสุด 3 ประการคือ 1. ความดี 2. ความจริง 3. ความงาม ในความจริงที่มีความดีและความงาม ในความดีที่มีความจริงและความงาม ในความงามที่มีความจริงและความดี คุณธรรม คือ สิ่งกำกับจิตใจให้ปรากฏออกมาเป็นพฤติกรรมที่กำหนดได้ว่าเป็นความดี ความจริง และความงาม คนมีคุณธรรม คือ คนที่มีเครื่องกำกับจิตใจให้การกระทำและคำพูดปรากฏออกมาเป็นความดี ความจริง และความงาม คนไร้คุณธรรม คือ คนที่มีเครื่องกำกับจิตใจให้การกระทำและคำพูดปรากฏออกมาเป็นความเลว ความเท็จ และความอัปลักษณ์

หลักการทรงงาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "60 ปี ครองราชย์ ประโยชน์สุข ประชาราษฎร์" (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 2549) 1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ การที่จะพระราชทานโครงการใดโครงการหนึ่ง จะทรงศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้องเพื่อจะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตามความต้องการของประชาชน 2. ระเบิดจากข้างใน หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน มิใช่การนำ

อ่านต่อ

เอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว 3. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก ทรงมองปัญหาในภาพรวม (แมคโคร) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆ (ไมโคร) คือ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่คนมักจะมองข้าม "...ถ้าปวดหัวคิดอะไรไม่ออก...ต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน...เพื่อให้อยู่ในสภาพที่คิดได้..." 4. ทำตามลำดับขั้น ทรงเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ การพัฒนาประเทศต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่ก่อนจึงค่อยสร้าง ค่อยเสริมความเจริญ และเศรษฐกิจขั้นสูงโดยลำดับต่อไป 5. ภูมิสังคม การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึง (1) ภูมิประเทศของบริเวณนั้น (ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ) (2) สังคมวิทยา (นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่น) 6. องค์รวม ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (holistic) หรือมองอย่างครบวงจร ทรงมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง 7. ไม่ติดตำรา การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลม และรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน "ไม่ติดตำรา" ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทย 8. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด ทรงใช้หลักในการแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ใน ภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก "ให้ปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูกป่า โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ประหยัดงบประมาณ"

9. ทำให้ง่าย - simplicity ทรงคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุง และแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริโดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทรงโปรดที่จะทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย "ทำให้ง่าย" 10. การมีส่วนร่วม ทรงเป็นนักประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน "... ต้องหัดทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็นแม้กระทั่งความวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด เพราะการรู้จักรับฟังอย่างฉลาดนั้นแท้จริง คือ การระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลาย มาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง ..." 11. ประโยชน์ส่วนรวม " ...ใครต่อใครก็มาบอกว่า ขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้ว ส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่า คนที่ให้เพื่อส่วนรวมนั้นมิได้ให้แต่ส่วนรวมอย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่มีส่วนรวม ที่จะอาศัยได้..." (มข.2514) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญเสมอ 12. บริการที่จุดเดียว ทรงให้ "ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" เป็นต้นแบบในการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการประชาชน ณ ที่แห่งเดียว "...เป็นสองด้าน ก็หมายถึงว่า ที่สำคัญปลายทางคือ ประชาชนจะได้รับประโยชน์และต้นทางของเจ้าหน้าที่จะให้ประโยชน์" 13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ การเข้าใจถึงธรรมชาติ และต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับธรรมชาติ ทรงมองอย่างละเอียดถึงปัญหาของธรรมชาติ หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม โดยพระราชทานพระราชดำริ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก(ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ 14. ใช้อธรรมปราบอธรรม ทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการ และแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติ เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสีย การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสีย โดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ 15. ปลูกป่าในใจคน "...เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง..." การที่จะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน 16. ขาดทุนคือกำไร "...ขาดทุนคือกำไร Our Ioss is our gain...การเสียคือการได้ ประเทศก็จะก้าวหน้า และการที่คนจะอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้..." หลักการคือ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร "...ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้นเป็นการได้ทางอ้อม ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่ง คือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีก็ต้องลงทุน..." 17. การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาในเบื้องต้น ด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้เขาแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้เขาสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด 18. พออยู่พอกิน สำหรับประชาชนที่ตกอยู่ในวงจรแห่งความทุกข์เข็ญนั้น ได้พระราชทานความช่วยเหลือให้เขาสามารถอยู่ในนั้น "พออยู่พอกิน" เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะ ที่ก้าวหน้าต่อไป " ... ถ้าโครงการดี ในไม่ช้าประชาชนจะได้กำไร จะได้ผล ราษฎรจะอยู่ดีกินดีขึ้น จะได้ประโยชน์ต่อไป ..." 19. เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข้มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้าน ซึ่งจะสามารถทำให้อยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้ได้มีการประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน และทุกภาคส่วนมาแล้วอย่างได้ผล 20. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน " ...ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ... " (18 มี.ค. 2533) 21. ทำงานอย่างมีความสุข พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระเกษมสำราญและทรงมีความสุข ทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน " ...ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ... " 22. ความเพียร : พระมหาชนก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงริเริ่มทำโครงการต่างๆ ในระยะแรกที่ไม่มีความพร้อมมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย มุ่งมั่นพัฒนาบ้านเมืองให้บังเกิดความร่มเย็นเป็นสุข 23. รู้-รัก-สามัคคี รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา รัก : เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนความแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ สามัคคี : เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วยดี อยู่ที่ศาลาโยมก็นำหนังสือนี้มาถวายคิดว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับการถามตอบของนักศึกษาระดับปริญญาโทที่จะถามพ่อครู

พ่อครูว่า ...ตอนนี้เรื่องเศรษฐกิจ ใช้ภาษาเรียกความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ คือ สภาพของความเป็นอยู่ของคน คำว่า เสฏฐะ แปลว่าความเจริญ ถ้าความเป็นอยู่เจริญดีก็ว่า เศรษฐกิจดี ถ้าความเป็นอยู่สุดลง ขาดตอนวุ่นวาย ก็เรียกว่าเศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจเสื่อม เขาก็หมายความอย่างนั้น คำว่า เสฏฐะ หรือเสฏโฐ เป็นบาลี ส่วนภาษาสันสกฤตใช้ เศรษฐี หรือเศรษฐะ คนเราความเป็นอยู่ของคนถ้าไปคำนึงแต่เรื่องวัตถุ เรื่ององค์ประกอบภายนอก แล้วเราก็ไปติดยึดเคลิ้มไปต้องการ ไปเห็นความสำคัญแต่เรื่องวัตถุภายนอก อันนั้นก็ดีอันนี้ก็ต้องการ อันนี้ก็น่าได้น่ามีน่าเป็น เศรษฐกิจมันก็เป็นเศรษฐกิจ บวม คือพองขึ้นๆ โตขึ้นๆ ไม่มีหยุด เมื่อมันไม่มีหยุดก็เรียกว่า มันไม่รู้จักพอ มันไม่มีขีดของความพอเพียง มันโตไม่มีหยุด มันก็จะหลอกล่อ ให้เพิ่มขึ้น * ทุนนิยม* จะหลอกล่อให้คนเกิดความต้องการอยากได้ อยากมี อยากเป็น แล้วคนก็เกิดอยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็จะดิ้นรนไขว่คว้าหา คนที่จะสร้างขึ้นมา เพื่อบริการ ตอบสนองผู้ที่ต้องการ ก็สร้างขึ้นมา ผู้ที่ต้องการก็จะแสวงหา ก็ต้องซื้อ จะต้องจ่ายทรัพย์สินไปอีกเยอะ มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติ โดยไม่ศึกษาจิตที่จะพอเพียง จิตที่จะหยุดเสียที จิตรู้จักหยุดขีดที่จะต้องการต่อไป เศรษฐกิจพอเพียง คือเศรษฐกิจที่รู้จักขีดของจิตใจที่รู้จักพอ ภาษาบาลีเรียกว่าสันตุฏฐิ หรือสันโดษ คือความใจพอ แต่เขาไปแปลเป็นภาษาไทยว่า ความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ คืออนุโลมให้คนไถลเข้าใจผิด ใครที่ร่ำรวยมีมากมาย ก็ต้องพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ทั้งนั้นแหละ ไปถามบิลเกตต์เลย เขาร่ำรวยแล้วเขาพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ไหม ถามเด็กๆ ดูก็ได้ ซึ่งแปลแบบนี้คือ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ นี้ไม่ได้เป็นไปตามความหมายของสันโดษเลย มันสอนให้คนเข้าใจว่าร่ำรวยเท่าไหร่ก็ได้ ก็เราพอใจเท่านี้แหละ สันตุฏฐิ นี้ จะมีตัวเจริญกว่า คือมักน้อย สันตุฏฐิคือใจพอ เขาก็แปลไปว่า พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ อาตมาก็ประท้วงว่ามันผิดความหมาย มันต้องแปลว่า ใจพอมีความเพียงพอ พอแล้วก็ลดให้น้อยลงไปอีก อัปปิจฉะ มักน้อยลงอีก ผู้ที่สามารถ พอแล้วน้อยลงอีกได้ก็จะเจริญ ตรงตามในหลวงที่ตรัสไว้ว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา หรือ ถ้าจะบริหารสังคมหรือปกครองประเทศต้องปกครองประเทศหรือบริหารด้วยแบบคนจน นี่คือพระราชดำรัส คือคำตรัสของในหลวงซึ่งเรามาออกอากาศอยู่เป็นประจำ เป็นความหมายที่ลึกซึ้งๆ เป็นโลกุตรธรรม ไม่เหมือนความหมายของคนสามารถ เป็นการทวนกระแสเป็นผู้มักน้อยสันโดษ เป็นผู้ที่มีวรรณะ 9 * 1 . เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ในหลวงท่านมีความรู้ มีพระปรีชาญาณในสัจธรรมโลกุตระ ท่านก็เอามาตรัสให้แก่ผู้รับใช้ ข้าราชการผู้บริหารต่างแต่ก็เข้าไม่ถึงท่าน เข้าใจไม่ถึงท่าน อาตมาก็รับช่วงมาทำให้เกิดความจริงความเจริญ ซึ่งพระองค์ท่านตรัสมานานแล้ว แต่มันอืดยิ่งกว่าเรือเกลือ ไม่ค่อยได้ผลไปไหนต่อไหนเลย อาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ ในหลวงท่านก็เป็นโพธิสัตว์ก็มีพระปรีชาญาณ มีพระปัญญาธิคุณในเรื่องของทิศทางความเจริญของอาริยธรรมบุคคล ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส เมื่อท่านตรัสออกมา อาตมาก็ต้องพยายามขานรับเต็มตัวเลย แล้วท่านก็ใช้คำว่ า เศรษฐกิจพอเพียง เ ป็นภาษาสื่อให้เข้าใจ ความหมายก็คือ ให้รู้จัก พอ * พอคืออะไร ?* ในภาษาไทย พอ* คือไม่เอาอีกแล้ว ไม่ได้อยากเพิ่มขึ้นอีกแล้ว ก็คือพอ ใจคนนั้นไม่เป็น ไม่อยากมีอีกแล้ว พอเท่านี้แล้วไม่เอาอีกแล้ว ไม่เอาคืนอีกแล้ว แต่มันไม่เป็น มันก็เลยไม่พอเพียง จะพูดให้ตายอย่างไรก็ไม่เข้าถึงสภาวะความเป็นจริงอันนี้ อาตมามาขยายตอนนี้ไปถึงการศึกษา นักการศึกษา นักวิชาการก็หันมาสนใจ ได้ศึกษา แต่อาตมาตั้งข้อสังเกต ว่าเขาไม่ตื่นตัว ซึ่งน่าจะตื่นตัวมากกว่านี้ น่าจะตื่นตัวเรื่องพอเพียงก่อนตื้นๆ ตื่นน้อยๆ ตื่นเล็กๆ มันน่าจะตื่นเต้น อันนี้น่าสนใจนะ มันเป็นแม่เป็นเชิงที่ทวนกระแสมนุษยชาติกัน ความเจริญของเขานั้นไม่พอนะ ทุนนิยมหรือว่าเศรษฐกิจ maximize profit เขาไม่มีพอ ไม่มีหยุดนะ ได้อีกมากเท่าใดเขาก็ไป บานออกเป็นปากกรวยไป เขาไม่มีขีดความพอเลย มันก็เลยไม่มีความยับยั้ง เมื่อไม่สะดุดตรงนี้ แล้วไม่ศึกษาความเป็นจริง ว่าทำไมต้องพอ พอแล้วมันจะเจริญได้อย่างไร เขาไปเอาแนวความคิดว่าเจริญ คือใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด รวยไม่มีที่สิ้นสุด มากไม่มีขีดจำกัด เขาเอาอย่างนั้นเลย ซึ่งไม่ตรงกับแนวคิดของพระพุทธเจ้าและลูกศิษย์พระพุทธเจ้า อย่างอาตมา อย่างในหลวงก็มีพระปรีชาญาณตรงกับพระพุทธเจ้า อาตมานำร่องตรงนี้ก็มีการศึกษาในมหาวิทยาลัยเข้ามาเพิ่มเติมขึ้นได้เรื่อยๆ วันนี้ก็มี น.ส.แก้วบุญเกื้อ ศรีลิขิตตานนท์ เรียนที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปริญญาโท สาขาการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน

วิทยานิพนธ์เรื่อง : ศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับความผูกพันธ์ต่อองค์กรของชาวบุญนิยมราชธานีอโศก

ขออนุญาตส่งประเด็นคำถามที่เป็นข้อสงสัยในงานวิจัยค่ะ

1. แนวคิดเศรษฐกิจบุญนิยมกับแนวคิดเศรษฐกิจสาธารณะโภคีเป็นอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร 2. ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(3 ห่วง 2 เงื่อนไข) มีความสอดคล้องหรือแตกต่างจากเศรษฐกิจบุญนิยมอย่างไร (ผู้วิจัยวิเคราะห์ว่ามีความเชื่อมโยงจากเงื่อนไข คุณธรรม) มีคำสองคำ คือเศรษฐกิจทุนนิยมกับเศรษฐกิจสาธารณโภคี มันแตกต่างกันอย่างไร เกี่ยวโยงกันอย่างไร หมุนรอบเชิงซ้อนกันอย่างไร ขยายความตามพยัญชนะ ให้ไปสู่สภาวะจริง คำว่า * เศรษฐกิจบุญนิยม * เป็นคำกว้าง เป็นคำรวม ซึ่งอาตมาเจตนาเรียก ให้มันต่างจากคำว่า ทุนนิยม คำว่า ทุนนิยมนี้เกิดมาแล้วใครตั้งหรือใครเรียกก็ไม่รู้มันเกิดมาแล้วก็รู้กันทั่วโลก คำว่าทุนนิยมเกิดขึ้นมา อาตมาก็เห็นว่าน่าจะได้มีคำอีกคำหนึ่งที่มันไม่ใช่ทุนนิยม มันไม่ใช่คือมันทวนกระแส อาตมาก็เลยนึกถึงคำของพระพุทธเจ้าคำว่า บุญ คำว่ า บุญ นี้เป็น ภาษาไทย มาจากภาษาบาลีว่า ปุญญะ แปลว่าเครื่องชำระกิเลส คนสามัญก็ต้องอยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลเกียสุข เป็นธรรมดา จึงเรียกว่าทุนนิยม เขาไม่มีความหยุด รวยเท่าไหร่ได้ก็เอาทั้งนั้น ไขว้คว้าดิ้นรนแย่งชิง ถึงขั้นทำร้ายกัน เพื่อจะเอามาได้สมใจ ตามต้องการ มันก็เกิดความทุกข์ร้อนขึ้นในโลกในสังคม พระพุทธเจ้าท่านจึงเห็นทุกข์ เห็นความวุ่นวายเดือดร้อนในสังคมมนุษยชาติตรงนี้ ท่านจึงได้ตั้งหลักวิชาการของท่านขึ้นมา ให้รู้จักพอ มีคำสามคำ คือคำว่า *พอ น้อย สูญ* อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ เป็นความหมายของ ความรู้สึกของจิต อาการของจิต จิตถ้าเข้าใจคำว่าพอ แล้วก็หยุดให้มันได้ พอให้มันได้ แล้วก็น้อยลง อัปปิจฉะ น้อยลงก็ได้แล้ว เราก็พอ น้อยก็พอ จิตไม่ดิ้นรน ปวิเวกะ สงบรำงับเราก็อยู่สบาย แต่ถ้าใจเราน้อยก็พอสงบดีสุขสบาย ปวิเวกะ อั ปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ เป็นอาการของจิต ต้องศึกษาด้วยปัญญา ด้วยเหตุผล ว่าเราก็อยู่ได้อย่างแค่นี้ก็พอดีพอเพียงกับชีวิต ชีวิตก็สงบดี ไม่ต้องมากต้องเกิด โลกมันก็ปลุกเรา ให้เราหลง อยากได้ อยากมี อยากเป็น แล้วก็ไปติดยึด แย่งชิงมา แล้วก็มาเสพติดเข้าไป ก็ไม่มีที่สิ้นสุดจะเป็นอย่างนั้นเลยในโลกที่ไม่ศึกษาสัจธรรม พระพุทธเจ้าจึงสร้างจุดให้รู้จักศึกษาของตัวเองว่า มีพอ แล้วก็หยุดแล้วก็น้อยลง แล้วก็หยุด วิเวกคือหยุดสบาย ยิ่งน้อยลงก็ยิ่งเบา ชีวิตก็ยิ่งสะดวกเรียบง่าย เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่มีภาระ ไม่วุ่นวาย ผู้ที่เกิดปัญญา เกิดเป็นความจริงอย่างนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ ทำกิเลสลดลงเรื่อยๆ ได้ท่านเรียกว่า *บุญ* จิตใจที่มีปัญญา เห็นว่าน้อยลงนี่มันดี เราก็เกิดปัญญารู้ว่ามันดี น้อยลงมันก็บอกไม่ได้แย่งชิงแล้ว เราก็ใช้ชีวิตของเราอย่างพอเพียง ก็ใช้ได้ ผู้ที่มีวัฏจักรของจิต ชีวิตเป็นอยู่อย่างนี้เรียกว่า เป็นคนมีชีวิตพอเพียง *ประเด็นสำคัญ คือ มีจิตใจที่เป็นบุญ ชำระกิเลสได้ กิเลสก็ลดลง กิเลสก็ระงับก็หยุด มันก็มีปัญญา กิเลสหยุดแล้วมีความรู้ว่ากิเลสเป็นเช่นนี้ วิธีดับกิเลสด้วยการข่ม หรือว่าด้วยปัญญาเหตุผล ซึ่งจะมีปัญญาฉลาดเฉลียวจนเห็นจริง เห็นจริงมันก็ยอมก็หยุดตามที่เราเข้าใจมีปัญญานั้น ก็เกิดจิตใจที่มีพัฒนาการ จิตเจริญดีขึ้น จิตเป็นบุญคือกิเลสสงบระงับไปได้ ด้วยการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ คำว่าบุญคำนี้นี่แหละ มันเจริญขึ้นจน เกิดเป็นหมู่คน รวมกันขึ้นแล้วก็มีคุณธรรมที่มีบุญ ลดลงพอเพียงไปมักน้อยสันโดษลงเรื่อยๆ แล้วก็มารวมตัวกันเป็นกลุ่มหมู่มีทรัพย์สินร่วมกันกินใช้ร่วมกัน เรียกว่า *สาธารณโภคี* จากบุญมาเป็นสาธารณะโภคี ก็มีการเจริญ ลดละกิเลสได้ก็มีสิ่งที่อุปโภคบริโภคที่เป็นสาธารณะ เป็นของกลาง เป็นของส่วนกลาง จิตเจริญจนกระทั่งไม่เห็นแก่ตัว ไม่ถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เป็นของส่วนกลางเรียกว่าสาธารณโภคี คือเป็นผู้บริโภคใช้กินส่วนกลางร่วมกัน เกิดสภาพเกิดพฤติกรรมที่เป็นจริงของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง เรียกว่า*สาธารณโภคี* ชาวอโศกเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าก็เลยเกิดจริง ชาวอโศกเราเกิดมีพฤติกรรมความเป็นอยู่ของชีวิตที่เรียกว่าเป็น สาธารณโภคี ทำมาหากินได้ผลผลิตเอามารวมเป็นของส่วนกลาง เป็นความต้องการของลัทธิที่บริหารประเทศทุกลัทธิ ที่ต้องการทรัพย์สินรายได้ของประชาชนได้แล้วก็เอามารวมเป็นของกองกลาง ไม่ว่าจะเป็น ลัทธิประชาธิปไตย ลัทธิคอมมิวนิสต์ ถ้าลัทธิเผด็จการเลย ก็จะเป็นการบังคับ ใช้อำนาจของผู้ที่ไม่มีอำนาจใหญ่บังคับให้เอามารวมกองกลาง ถ้าผู้ที่เผด็จการนั้น ปฏิบัติบริหารปกครองประพฤติได้จนประชาชนยินดีเอามาเข้ากองกลางโดยไม่ต้องบังคับ ผู้เป็นใหญ่ที่ดูแลทรัพย์สินส่วนกลางนั้นจะเป็นบุคคลเดียวหรือเป็นคณะ อย่างเช่นคอมมิวนิสต์นี้บริหารเป็นคณะ ถ้าเผด็จการฟาสซิสต์ก็เป็นคนเดียวบงการ แต่ถ้าผู้ที่เผด็จการฟาสซิสต์ มีจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว มีจิตใจเห็นแก่มวลประชาชน มีใจบริหารมวลประชาชนด้วยการสะพัด แจกจ่ายทรัพย์สิน อุปโภคบริโภคให้แก่ประชาชนอย่างได้สัดส่วนดี พฤติกรรมนี้เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย มีระบอบเป็นใหญ่รวมอยู่ที่ศูนย์กลางคนเดียว หรืออยู่ที่คณะคอมมิวนิสต์ หรือจะเปลี่ยนคณะกันด้วยความประชาธิปไตย ก็เจตนาจะบริหารให้ประชาชนมีอยู่กินดีอยู่ดี มันมีคนที่มีความสามารถมากหรือน้อย หรือจะมีคนพิการ มีเด็ก มีคนแก่ทำงานไม่ได้ คนหนุ่มคนสาวทำงานได้ดีมากกว่า ก็ทำเผื่อแผ่ แบ่งแจกเด็กและคนพิการ สังคมก็รู้เผื่อแผ่กันไม่เห็นจะได้ไม่เห็นแก่ตัวนั้น เป็นเนื้อหาหลักเข้าความหมายนัยสำคัญของความเป็นจริงของสังคมมนุษยชาติ แต่จิตใจคนมีกิเลสเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัว ไม่ได้ก็ไปบังคับกดขี่เบียดเบียนฆ่าแกงเอามาเลย เป็นโทสะ จิตใจก็เป็นอย่างนั้น ถ้ามาศึกษาจิตวิญญาณให้ดีและปฏิบัติบุญคือการชำระกิเลสให้ได้จริง คนก็จะมีคุณสมบัติคุณธรรมมารวมตัวกันเป็นสาธารณะโภคี สาธารณโภคีกับบุญนิยมมีความสัมพันธ์กันตามนัยยะที่จะมาอธิบายคร่าวๆ สรุปคือต้องมาเรียนรู้จิตใจตัวเองแล้วมาเรียนรู้ กิเลสตัวสักกายะ แล้วเรียนรู้วิธีกำจัดกิเลส ด้วยปหาน5 1 . วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) เ มื่อปหานกิเลสได้จริง ก็เกิดบุญจริง หมดกิเลสไม่เห็นแก่ตัว ก็มีปัญญาขึ้นมาแทนที่ คนที่ไม่เห็นแก่ตัวตามระบบของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีการศึกษาที่เป็นทฤษฎีกว้างและลึกที่วิเศษ ปฏิบัติได้แล้วจะเห็นว่าไม่มีกิเลสนั้นเป็นความเจริญอย่างนี้ มีความขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์ มีน้ำใจเผื่อแผ่เกื้อกูล ความไม่เห็นแก่ตัวมันเป็นความเจริญอย่างนี้ คนที่ทำได้จริงเห็นจริง ประพฤติปฏิบัติได้จริง นั่นคือคนอาริยะ เป็นคนเจริญ เป็นคนประเสริฐ ทุกวันนี้อาตมาพาทำ เอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาอธิบายใหม่ ซึ่งเป็นความผิดเพี้ยนมานานแล้วกิเลสมันเห็นแก่ตัวมาบังคับ แล้วคนเข้าไปเป็นทาสกิเลส ไปหลงกิเลสแย่งชิง เอารูปแบบบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนมาหลอกคนอื่นให้ตนเองได้มา มีมากมายหลากหลายวิธีการ จิตสร้างความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ก็เลยกลายเป็นสังคมแบบนี้ สังคมที่กิเลสไม่ลด แล้วก็มาสร้างวิธีการเห็นแก่ได้เห็นแก่ตัวมากมายหลากหลาย คนไม่รู้เท่าทันก็กลายเป็นเหยื่อ ตามระบบทุนนิยม ที่เป็นความรวยไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับที่สำนักใหญ่ธรรมกายเขาสอนกันว่ารวยไม่มีจบไม่มีสิ้นโดยไม่มีพอ ตรงกันข้ามกับศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นการทำลายศาสนาพระพุทธเจ้าอย่างสิ้นซาก สำหรับลัทธิธรรมกาย ของธัมมชโย อย่างนี้เป็น อาตมาพูดอย่างเป็นหลักวิชาการยกตัวอย่างให้ชัด

อ.กรองทองซักต่อ….ที่เป็นประเด็นที่จะต้องขออนุญาตสัมภาษณ์พ่อท่าน ก็เพราะว่าจากการศึกษางานเขียน 2 เล่มของพ่อ เล่ม 1 พูดถึงเศรษฐกิจบุญนิยม อีกเล่มหนึ่งพูดถึงเศรษฐกิจสาธารณโภคี เศรษฐกิจพอเพียงนั้นมีอยู่เรื่องของ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ผู้วิเคราะห์กันเลยนำมาวิเคราะห์ว่าหลักบุญนิยมของพ่อท่าน แตกหน่อมาจากคุณธรรม ซึ่งก็จะได้เชื่อมโยงไปสู่สามห่วงเหมือนเดิม เพราะว่าแม้แต่ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ก็กล่าวข้อสรุปปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 7 ประการ ข้อ 1 พอเพียงสำหรับทุกคนทุกครอบครัวไม่ใช่เศรษฐกิจแบบทอดทิ้งกัน ข้อ 2 จิตใจพอเพียงทำให้รักและเอื้ออาทรผู้อื่นได้ คนที่ไม่พอจะรักคนอื่นไม่เป็นและจะทำร้ายมากกว่าที่จะรัก ข้อ 3 สิ่งแวดล้อมพอเพียงการอนุรักษ์และเพิ่มพูนสิ่งแวดล้อมทำให้ยังชีพและทำมาหากินได้ เช่นการทำเกษตรผสมผสานซึ่งได้ทั้งอาหารและสิ่งแวดล้อม และได้ทั้งเงิน ข้อ 4 ชุมชนเศรษฐกิจเข้มแข็งพอเพียงการรวมตัวกันเป็นชุมชนจะทำให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจง่าย เช่นปัญหาสังคมปัญหาความยากจนและปัญหาสิ่งแวดล้อม ข้อ 5 ปัญญาพอเพียงมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติและปรับตัวได้อย่างต่อเนื่อง ข้อ 6 อยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมพอเพียง วัฒนธรรมหมายถึงวิถีชีวิตของกลุ่มชนที่สัมพันธ์อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่หลากหลาย ดังนั้นเศรษฐกิจจึงควรสัมพันธ์กับการเติบโตขึ้นจากพื้นฐานของวัฒนธรรม จึงจะมั่นคง ยกตัวอย่างเช่นเศรษฐกิจของจังหวัดตราด ขณะนี้ไม่มีการกระทบกระเทือนจากฟองสบู่แตกไม่มีคนตกงานเพราะจน ก็อยู่บนพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดี และข้อ 7 มีความมั่นคงพอเพียง ไม่ใช่วูบวาบเดี๋ยวจน เดี๋ยวรวย แบบกระทันหัน เดี๋ยวตกงานไม่มีกินไม่มีใช้ ถ้าเป็นแบบนั้นมนุษย์ก็จะทนไม่ไหว ความผันผวนเร็วเกินไปทำให้สุขภาพจิตผิดเพี้ยนรุนแรง ฆ่าตัวตายหรือติดยาเสพติด เศรษฐกิจก็จะไม่มั่นคง ถ้ามาดูประเด็นการให้ความหมายของท่านอาจารย์ประเวศ วะสี ของเราตรงประเด็นทั้งหมด แต่ว่าความที่พ่อท่านได้เขียนตำรามี 2 เล่ม ในวิถีพุทธและสาราณียธรรมได้ก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน