600405 เปิดงานปลุกเสกฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
๑๗๐๔๐๕ เปิดงานปลุกเสกฯ เจริญธรรมทุกๆ คนวันนี้วันพุธที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๐ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีระกา วันเริ่มต้นงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ ๔๑ เราจัดปีละครั้ง ๆ เราก็จะจัดต่อไปในชาวอโศกเรา เพราะเราถือว่างานพุทธาภิเษกฯกับปลุกเสกฯ เหมือนกันซึ่งชื่อต่างกันเท่านั้นเอง แต่การปฏิบัติเหมือนกันโครงสร้างเดียวกันทั้งหมด คือเป็นการมาปฏิบัติธรรมมาฝึกฝนเป็นธรรมเนียมเป็นประเพณี เป็นจารีตของชาวอโศกเรามา อาตมาทำงานศาสนาพุทธมา ๔๖-๔๗ ปีย่าง เราทำมาครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ เราไม่ได้นับเพราะยังไม่เป็นโล้เป็นพายเราก็จัดมาอย่างนี้ อาตมาได้คิดที่จะจัดทำรายการ หรือทำอันนี้ขึ้นมา พุทธาภิเษกฯ กับปลุกเสกฯ ก็อาตมาได้คิดจากที่บวชมา ก็ในกลุ่มพระภิกษุผู้ปฏิบัติทั้งหลายแหล่ท่านก็มีการจัดงานปลุกเสกหรือพุทธาภิเษกกัน ท่านปลุกเสกหรือพุทธาภิเษกกันนั่นน่ะ มันเป็นการมันเป็นการปลุกเสกพุทธาภิเษก อิฐ หิน ดินปูน นั่นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งท่านก็มีการอยู่ปริวาสกัน ซึ่งการอยู่ปริวาสกันไม่ใช่ไปทำอย่างที่ท่านพากันไปทำ แต่อาตมาไม่รู้ตอนแรกๆ ก็ไปตามเขา ไปเข้าปริวาส ทั้งๆ ที่อาตมาไม่ได้อาบัติอะไร เพราะไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขาบอกว่าต้องอย่างนี้ จะได้บริสุทธิ์ได้บุญกุศลได้อะไรเจริญๆ ทางศาสนา อยู่ปริวาสต้องขั้น สังฆาทิเสส มีความผิดขั้นครุกาบัติ รองจากปาราชิก ก็ไปเข้าปริวาสกับเขาก็ไปเห็นพฤติกรรมเขาทำปริวาส ก็จัดงานนั่นเอง จัดงานแล้วให้ญาติโยมมาทำบุญทำทาน แล้วก็สวดมนต์สวนพรทำอะไรไปตามพิธีอย่างโน่นอย่างนี้ บางทีจัดถึง ๑๐ วันปริวาส ได้เงินได้ทองคนเห็นว่าเป็นงานใหญ่ เห็นว่าคนต้องมาทำบุญทำทานกัน พระก็ได้เงินได้ทองมาบริจาคกัน พอเสร็จงานก็แบ่งเงินกันซิ อาตมาก็เห็นว่า การที่จะให้คนมามาชุมนุมกันแล้วก็พระก็มารวมกันด้วย แล้วก็ช่วยกันพากันปฏิบัติประพฤติดี
อ่านต่อ
แต่ไม่ใช่อยู่ปริวาสนะ เออ อย่างนี้มันก็ดีนะ เข้าท่าคนมารวมกัน มีญาติโยมมารวมกันพระก็มารวมกัน แล้วก็มาช่วยกันอบรมสั่งสอนพาประพฤติปฏิบัติกันก็ดีอาตมาก็เห็นดีในเรื่องนี้ แต่ไม่ยอมเรียกว่า ที่จะมาอยู่ปริวาส เพราะมันไม่ใช่เรื่อง มันคนละเรื่องกันเลย มาอยู่ปริวาส คนไม่มีความผิดมานะมานี่ คนต้องการพัฒนามาเรียนรู้ฝึกฝนปฏิบัติ อาตมาก็ประยุกต์มาเป็นการจัดการอย่างนี้ แล้วก็เห็นว่าการที่จะไปปลุกเสกเขาก็เรียกร้องคนมาสนับสนุนมาส่งเสริมให้ปลุกเสกอิฐหินดินปูนกัน อาตมาก็เลยเอาชื่อนั้นแหละมา เอาชื่อปลุกเสก พุทธาภิเษก มาตั้งการอบรมฝึกฝนนี่แหละ ไอ้นั่นมันไม่ใช่ไปอบรมฝึกฝนได้หรือ อิฐหินดินปูนไปอบรมฝึกฝนให้เป็นอย่างไร ปลุกเสกให้มาเป็นอย่างไร ? เอาดินข้างสวมมาปั้นๆ แล้วก็หลอกขายคนแล้วก็บอกปลุกเสก ขี้หมาแท้ๆ เลยเละเทะไปหมดเลยศาสนาพุทธทุกวันนี้แล้วส่งเสริมลงโฆษณาหนังสือพิมพ์เต็มๆ หน้าเพราะได้เงินกันขายกันไปจ้างให้เขาโฆษณาหนังสือพิมพ์เขาก็เอาซิได้สตางค์ใช่ไหม แล้วพวกนี้ก็ไปโฆษณาขาย คือทำลายศาสนาพุทธมันเป็นการทำลายอย่างปู้ยี้ปู้ยำศาสนาเลย พวกนี้เดรัจฉานวิชชาเลอะๆ เทอะๆ ทำกัน นอกนั้นก็มีของขงของขลังกันเป็นรูปใส่เดือนกิ้งกืออะไรก็ไม่รู้เอามาสารพัดมาทำเละเทะ ไปหมดศาสนาพุทธทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราตั้งใจยืนหยัดยืนยันนำพากันทำในสิ่งที่มันเป็น สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติพาปฏิบัติกันเพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์โภคผลของศาสนากันให้ได้ ไม่เช่นนั้นเละเทะกันใหญ่เลย อาจารย์เป็นต้น กวีนอนเปล่าก็เศร้าใจเขียนมา อ่านหน่อย ปลุกเสกศักดิ์สิทธิ์ เป็นคนจนได้จริง ชื่อกวีบทนี้ พราหมณ์เอยหากแม่น้ำคงคา ศักดิ์สิทธิ์ดั่งมนตราเสกได้ กุ้งหอยเต่าปูปลาสรรพสัตว์ใต้นที ขึ้นสู้สวรรค์ก่อนไซร้หมดสิ้นพราหมณ์เอย พุทธเอยหากเสกน้ำมนต์ขลัง โปรดสดับพุทธพจน์ดังตรัสไว้ ศาสนาพุทธต้องพังเป็นเพราะใครฤา พาเสกน้ำมนต์ไซร้ผิดซ้ำพุทธเอย หินดินปูนอิฐปั้นปลุกเสก เกจิอาจารย์เอกอวดอ้าง รู้มนต์ร่ายทายเลขต้นเหตุเล่นหวย เปิดกรุพระเครื่องสร้างเช่าซื้อหมื่นแสน สูบบุหรี่พ้นคว้างกลิ่นควัน เคี้ยวหมากไม่เว้นวันสดับไว้ ยกย่องว่าอรหันต์เหินเหาะเวหา อบายมุขเลิกไม่ได้พุทธห้ามอรหันต์ จ้าวสำนักหนึ่งนั้นพารวย รู้เสกให้ร่างสวยหลอกไซร้ สอนให้โง่งงงวยสูงกเงินเฮย โกยทรัพย์จนหมดไส้ฝากซื้อแฟสสวรรค์ พุทธเรือพายพาข้ามสาคร โจรนั่งกันหน้าสลอนมากล้น กระแสหลักพายจรจอดรับโจรา โจรคบโจรบุกปล้นโหดเหี้ยมฉิบหาย จ้าวสำนักหนึ่งนั้นพาจน สอนมุ่งเพื่อมรรคผลแน่แท้ ไตรปิฎกอ้างดลปริยัติยกมา ปฏิบัติปฏิเวธแล้ถูกต้นกลางปลาย ศีลวิสุทธิ์ลุให้อรหันต์ สมาธิจิตมหัศจรรย์แกร่งได้ ปัญญาย่อมยืนยันรู้ยิ่งจริงเฮย ไตรสิกขาถูกไซร้ครบถ้วนสัจธรรม ไม่ถอยแม้หนึ่งก้าวบาทา ไม่มุดกึ่งเมล็ดงาหลบคู้ ประกาศทั่วพสุธาสะเทือนโลกมนุษย์แล อุปสรรคสร้างนักสู้ห่อนแล้งยุคสมัย อาจารย์เป็นต้น นาประโคน ประพันธ์ ดี ก็ได้ความ ไม่ขยายความ อธิบายความเลย ถ้าจะอธิบายความเท้าความว่ามีสำนักต่างๆ ที่ผิดมันก็จะเยอะแยะยาวความก็กล่าวเกริ่นๆ พอสังเขป ที่จริงมันเยอะศาสนาพุทธ ๒,๕๐๐ กว่าปี จะ ๒,๖๐๐ ปีแล้วเสื่อมสนิทอาตมากล้าพูดได้เช่นนั้นเลย เสื่อมสนิทนี่ขอพูดอีกตรงๆ เลย กระแสหลักกระแสใหญ่จะให้ชัดก็คือ คณะ มส. มหาเถรสมาคมเลยยังงมโขงกันอยู่กับไอ้สิ่งที่ผิดๆ พลาดๆ แล้วก็หลงว่าถูก อาตมาขอกล่าว อภิสวาจาอย่างนั้นเลยนะ กล่าวจริงๆ กล่าวอย่างเจตนาเลย นานมาแล้วทำงานมาจะกึ่งศตวรรษแล้ว ขอกล่าวอย่างนั้นเลย ท่านไม่กระเตื้องท่านไม่เขยื้อนขยับ ท่านยังคงเส้นคงวาในความเสื่อม แล้วอัตราความก้าวหน้าในความเสื่อมดูเหมือนจะมากขึ้นด้วย เจริญขึ้นเจริญเอา ๆ แล้วมันจะมีที่พึ่งในสังคมชาวพุทธได้อย่างไร? เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ๙๕ % มันยิ่งทำให้อาตมาต้องพากเพียร เพื่อที่จะนำความถูกต้อง สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติเพื่อความถูกต้องของพระพุทธเจ้ากลับคืนมาให้ได้ด้วยความมั่นใจ จริงใจเท่าที่จะมีภูมิปัญญาตามภูมิของอาตมาซึ่งอาตมามั่นใจว่าอาตมาไม่ผิด แล้วก็มั่นใจจริงใจ พยายามพากเพียร เหน็ดเหนื่อยอย่างไรก็เอา จะต้องปะทะ จะต้องไปชนกัน จะต้องไปสวนกระแสกันอย่างไรก็จำเป็น เพราะมันเป็นสัจจะมันเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคนหนึ่งผิดคนหนึ่งก็ต้องถูก ถ้าอาตมาผิดเขาก็ถูกกันละ อาตมาก็ตั้งใจว่าของอาตมาจริงใจว่าอาตมามั่นใจในภูมิปัญญาเท่าที่อาตมามีว่าอาตมาถูก เพราะฉะนั้นอาตมาก็ทำเต็มที่ ซึ่งมั่นใจจริงๆ ว่าเขาผิด อาตมาจึงทำเต็มที่ เขาผิด ท่านแน่ใจว่าท่านถูกท่านก็โต้มา อาตมาก็จะฟังแล้วก็จะตรวจสอบจากพระไตรปิฎก ถือพระไตรปิฎกชุดเดียวกัน ยังถือกันอยู่พระไตรปิฎกชุดเดียวกันอาตมาไม่กลัวหรอก อาตมาอ่านหนังสือออก พระไตรปิฎกก็แปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วย ท่านแปลกันเองนะ ไม่ใช่อาตมาแปลด้วย ไม่มีปัญหาหรอกอาตมาเอาตามที่ท่านแปลนั่นแหละ มันจะตรงเป๊ะหรือมันจะมีนิดๆ หน่อยๆที่มันไม่ตรงก็ดีแล้ว ดีมากแล้วพระไตรปิฎกอาตมาก็ยอมรับนับถืออยู่ แปลกันมาก็ดีมหาศาลแล้วอาตมาแปลไม่ได้หรอก แปลไม่เก่ง ท่านแปลเก่งอาตมายังชมนะท่านแปลกันพยายามรักษาพยัญชนะ ไม่ให้ผิดพยัญชนะ ท่านแปลพยัญชนะสู่พยัญชนะให้ตรงเป๊ะๆไว้ อาตมายอมรับนับถืออันนี้ดีมาก แม้ว่าท่านจะไม่มีสภาวะ แปลมาตามพยัญชนะ เท่าที่ท่านรู้กันมาว่าอันนี้ต้องแปลอย่างนี้นะ ผิดความหนึ่งก็ไม่เอาจะต้องพยายามให้มันถูกหมดตามไวยากรณ์ตามหลักอะไรต่ออะไร ดี อาตมาก็เห็นชัดเจนอันนั้นก็ได้อาศัยอันนั้นแหละ บางทีมาแปลเป็นภาษาไทยแล้วไม่ค่อยรู้เรื่อง ท่านก็พยายามเอาภาษาบาลีที่แปลเป็นไทยตามพยัญชนะที่ตรงๆ มาต่อๆๆ กัน ฟังแล้วมันแทบไม่เป็นภาษาคนเลย แต่ก็ไปตรวจภาษาบาลีเข้าเข้าใจ หรือพยายามทำความเอาสภาวะมาต่อ เอาสภาวะมาขยายความจากพยัญชนะที่ท่านแปล เออ เข้าท่า ใช้ได้ ที่อาตมาว่าใช้ได้เพราะอาตมาอ่านแล้วตามพยัญชนะเหล่านั้นมันเข้าใจ มันตรงกับสภาวะที่อาตมามีอาตมาก็เลยว่าดี อาตมาถ้ายังจะมีอายุไปอีกยาวนานเท่าไหร่อาตมาก็ขอทำงานนี้ไปจนตายแหละ ไม่เปลี่ยนแปลงอาชีพ ไม่เปลี่ยนแปลงการงานที่อาตมาจะพึงกระทำเพราะอาตมาออกมาบวชนี่ออกมาทำงานนี้โดยตรง ด้วยความมั่นใจ แน่ใจ มาเพราะรู้เห็นจริงๆ ว่าอาตมาต้องทำงานนี้ เพราะงานธรรมะ เป็นงานอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติ สังคมมนุษย์ชาติจะทุกข์ร้อนลำบาก ก็เพราะขาดธรรมะ ไม่มีธรรมะ ถ้ายุคกาลที่ไม่มีศาสนาก็แล้วไป แต่นี่ยุคกาลมีศาสนาแล้ว แล้วพวกเราก็มานับถือศาสนาพุทธกัน ซึ่งคนเราก็เปลี่ยนศาสนากันไม่ง่ายหรอก นับถือศาสนาพุทธก็ดีแล้ว นับถือศาสนาอื่นก็ดี ก็พยายามศึกษาที่พระศาสดาแต่ละศาสนาสอน แล้วก็ปฏิบัติให้ดีตามที่พระศาสดาทรงสอนเท่านั้นแหละดี อาตมาไม่ได้ไปหลบหลู่ศาสนาไหนๆ หรอก แต่เราเกิดมาเป็นพุทธก็ต้องดำเนินไปตามทางพุทธ พยายามปฏิบัติให้ถูกต้องดีงามตามที่ศาสดาของพุทธทรงสอนไว้ ยิ่งอาตมาทำงานมานานปีเข้าๆ ก็ยิ่งเห็นความจริง เห็นมากขึ้นๆ ว่าโอ ! มันยิ่งเห็นว่ามันต้องช่วยยิ่งทำยิ่งเห็นว่ามันต้องช่วย ก็ป่าวประกาศชวนกันมาร่วมกันมาศึกษามาช่วย กัน ก็มีคนที่ไม่เอาแล้วทางโลกทิ้งงานการหากินทางโลก แล้วก็มาช่วยกันเพื่อที่จะสืบสานศาสนานี้กันไป ก็มีเพิ่มขึ้นๆ ทุกวันนี้ก็ยังมีเพิ่มอยู่ ที่ถอนตัวออกไปบ้างก็มีแต่ก็ยังมีเข้าๆ ออกๆ อย่างนี้แหละ ก็ทำได้ก็ไม่เลวนักดีอยู่ก็ใช้ได้ ที่อาตมาเองภาคภูมิใจ แล้วก็อบอุ่นในจริงๆ ก็คือยุคนี้คนจะเข้าใจธรรมะที่เป็นพุทธศาสนาขั้นโลกุตระนี่มันยากมาก ยากจริงๆ คนจะเกิด อัญญะ อัญญะอาตมาอธิบายความแล้วว่า เป็นพลังงานของธาตุจิต ธาตุวิญญาณ ตัวที่มันเริ่มรู้โลกุตรธรรม นั่นแหละตัวแรกที่เป็นพลังงานธาตุรู้ ที่ต่างจากธาตุรู้โลกียะหรือธาตุรู้ของปุถุชน ปุถุชนมีธาตุรู้ชนิดเดียว ชนิดโลกียะ ไม่ชัด ไม่สว่าง ไม่ข้ามเขตโคตรภู ไม่ข้ามเขตโคตรภูจิต โคตรภูญาณ เพราะฉะนั้นผู้ใดเริ่มมี อัญญะ ที่เป็นญาณที่เป็นธาตุรู้ อ๋อ ! เกิดเป็นคนต้องทางนี้หรือทางประเสริฐ ทางที่จะมาทวนกระแสที่หลงมาตั้งนาน หลงมาแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข หลงมาเป็นชีวิตชีวาเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามีน่าเป็น ต้องมาสะสมเอาแต่ลาภยศสรรเสริญนี่แหละ เข้าใจอย่างนั้นกันเป็นสามัญ เป็นปรกติของชาวโลกชาวปุถุชน ขออภัยพาดพิงแม้แต่ศาสนาเทวนิยม ไม่ใช่โลกุตระ ศาสนาที่เป็นโลกียศาสนาเทวนิยมเพียงแต่ว่าคุณจะเอาลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขคุณก็เอาเถอะ ไม่ผิด แต่อย่าทุจริต เพียงแค่นี้ อย่าทุจริต ให้สุจริต สุจริตเข้าไว้ๆ และมีเมตตา คุณได้มากๆ แล้วคุณก็ช่วยเหลือคนอื่น เมตตาช่วยเหลือคนอื่นมีเท่านี้ เป็น กัลยาณธรรม ส่วนของพุทธนั้นฟังให้ดี ของพุทธนั้นกลับความคิดเลยว่าไม่ใช่ ลาภยศ สรรเสริญโลกียสุขนี่แหละ เป็นตัวการสำคัญที่มันหลอกให้เราหัวปักหัวปำแล้วก็หลงว่าจะต้องได้ดีมากๆ แม้จะสุจริตก็ตาม ไม่ใช่เลย สุจริตก็ไม่ควรที่จะต้องมาสะสมกอบโกยอะไร ไม่ต้อง ไม่ต้องมี ไม่ต้องเป็นเลย ในลาภในยศไม่ต้องมีเลย จะเป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นหนึ่ง เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์สุดยอดของพระพุทธเจ้าขั้นมีงานการเลี้ยงชีพเรียกว่า อาชีวะ อาชีพ มีงานการเลี้ยงชีพสูงสุดทำงานไม่ต้องมีรายได้ ฟรีเลย อย่าว่าแต่สุจริตแล้วก็รับของที่ควรได้ควรเป็นควรมี พึงพอใจในสิ่งที่ตนเองตนได้ตนมี ไม่ต้องเลย แม้ของตนพึงได้พึงมีเราก็ยังสละ เราก็ยังเอาออกเกื้อกูลช่วยเหลือคนอื่น จนกระทั่งกลายเป็นคนไม่ต้องมีทรัพย์ศฤงคาร เรียกว่าอนาคามีบุคคลขึ้นไป แม้ยังไม่บรรลุโดยจิตหมดอาสวะ หมดอนุสัย เป็นอรหันต์ อนาคามีขึ้นไปก็คือคนอยู่ในโลกในสังคมมนุษย์เป็นคนไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อมนุษย์แล้ว ไม่แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุขไง เหมือนชาวอโศกเรานี่ส่วนใหญ่เลย เข้าใจแล้วก็มาพากเพียรประพฤติอย่างนั้นตามวาสนาบารมี ตามวิสัยของแต่ละคนพากเพียรไป เพราะใน อัญญะเข้าใจชัดแล้ว อัญญะ กับ เฉกะ เฉกะถึงจะฉะลาดเฉลียวสูงสุดอย่าไรก็เป็นโลกียะ ส่วน อัญญะ เป็นธาตุรู้ตัวแรกที่คนใดก็แล้วแต่ที่เกิดธาตุรู้ตัวนี้เป็นคนเข้ากระแส เป็นโสดาปฏิมรรคเป็นคนเข้ากระแส ต้องมีตัวนี้เกิดเรียกว่า โอปปาติกโยนิ เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณ จิตเกิดจิตเป็นจริงเลย ซึ่งมันเป็นอจินไตยเหมือนกัน มันอธิบายยากที่จะให้เข้าใจได้อย่างไร แต่มันเป็นเรื่องที่อาตมารู้มีปัญญารู้รู้ความหมายอันนี้ ซึ่งก็ได้พยายามยกนิทานหรือยกตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส กับโกณฑัญญะคนแรกที่ท่านสอนแล้ว มี ๕ คนสอนตอนแรก ๕ คน ใน ๕ คนนี้ก็เกิด อัญญะขึ้นมา ได้คนหนึ่งใน ๕ อาตมาก็สอนมาเยอะนะใน ๕๐๐ ใน ๕,๐๐๐ ยังไม่ค่อยเกิดอัญญะกันเลยสักคน แต่เกิด มี จะพูดไปแล้วก็ไม่ใช่ทีเดียวไม่ใช่ว่าไม่เกิด เกิดอยู่แต่เราไม่ได้ไปทำสถิติไม่ได้ไปตรวจสอบมีที่ไหนอย่างไร? เพราะฉะนั้นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ อาตมาอธิบายแล้ว โอ้โฮ ! มันชัดเจนในทั้งพฤตินัยพฤติกรรมของทางจิต เจตสิก พฤติกรรมของจิต เจตสิก ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสมันหมายถึงอันนั้นเลย ท่านหยั่งรู้จิตของโกณฑัญญะ พอท่านอธิบายพุทธธรรม ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรกับอนัตตลักขนสูตร พอท่านเทศน์ โอ ! โกณฑัญญะ เกิดจิตตัวนี้เข้าใจได้เลย “ อัญญะ ” อัญญะ แปลว่า อื่น คือจิตลักษณะอื่น อัญญะ คือความฉลาดเฉลียว ไม่ใช่เฉกะ เฉกะก็ความฉลาด เฉกะ เฉโกภาษาบาลี แต่ฉลาดเฉลียวแบบโลกีย์ ฉลาดเฉลียวแต่สุจริตก็ดี ฉลาดเฉลียวไม่สุจริตก็ไม่ดี แต่เขาก็ฉลาดกันแบบไม่สุจริต แล้วเขาก็พยายามได้เปรียบแบบไม่สุจริต ก็บาปใครบาปมัน แต่สุจริตก็ดี แต่ดีที่สุดก็แค่สุจริตเท่านั้นแหละ โลกียะ ของพระพุทธเจ้านั้นทั้งสุจริตทั้งเสียสละ ทั้งละตัวละตน หมดตัวหมดตนหมดอัตตาแล้วรู้จักความเป็นอัตตาด้วยศาสนาพุทธนี่ ความเป็นอัตตา คือมีพลังงานที่ยึดตัวยึดตน จะต้องเพื่อตัวเพื่อตน จนสุดท้ายไม่เพื่อตัวเพื่อตนเลย มีตัวตนแต่ทุกอย่างมีสมรรถนะ ความขยันหมั่นเพียร มีกรรมการงาน ทำกรรมการงานไม่เพื่อตนเลย เพื่อผู้อื่นไปเลย เป็นแต่เพียงว่าตัวเองอย่าให้เสียสุขภาพ อย่าทำลายตนเอง อย่าให้ตนเองเสื่อม จะเสื่อมก็เสื่อมสุขภาพ เสื่อมลาภเสื่อมยศ เสื่อมสรรเสริญ เสื่อมสุข หมดแล้วไม่มีเสื่อม แล้วไม่มีไม่เสื่อม เจริญลาภเสื่อมลาภ เจริญยศเสื่อมยศ เจริญสรรเสริญเสื่อมสรรเสริญ หรือนินทา เจริญสุขเสื่อมสุข หรือมีทุกข์ ไม่มีแล้ว มีแต่ความขยันพากเพียร เสียสละ ทำงานเพื่อผู้อื่น จะอยู่ได้ไหม? อยู่ได้ มีกินมีใช้ไหม? มี คุณทำงานในหมู่นี่แหละ หมู่พาทำงานที่ดี หมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีไม่พากันทำมิจฉา ชีพ ไม่พากันทำ มิจฉากัมมันตะ ไม่พากันทำมิจฉาวาจา ไม่พากันทำมิจฉาสังกัปปะหรอก มีแต่พาให้ทำสัมมาทั้งนั้นแหละ สัมมาอาชีพ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอยู่ในหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีพฤติกรรมของสังคม มีวัฒนธรรม อย่างชาวอโศกเรานี่เป็นวัฒนธรรมแล้ว ๓๐ - ๔๐ ปีกว่าขึ้นไปแล้ว จึงมีพากันทำพากันไม่มีบาปให้แก่ชีวิต อยู่ในนี่เป็นสังคมที่ปลอดภัยเป็นสังคมที่น่าอยู่ แต่ไม่มากัน อาตมาก็ยัง เออ เขาพอรู้ว่าดีแต่ไม่มา กิเลสมันไม่ให้มา กิเลสมันต้านไว้ สู้กิเลสหน่อยซี มาให้มันคับๆ หน่อยนี่ชุมชนชาวอโศกมีที่ว่างเยอะ มารวมกันพากเพียรพัฒนากันไป พากันปฏิบัติ ประพฤติไป จริงๆ นะอาตมาไม่ได้แกล้งชมไม่ได้พูดชมตัวเองเพื่อเรียกร้อง เพื่อหลอกลวง เพื่อปะเล้าปะโลม และเล็มเลียบเคียงคนให้มาหลงเชื่อว่าที่นี่ดี ดีจริงๆ ไม่ใช่หลงเชื่อหรอก เป็นสังคมที่ดีจริงๆ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มิตรดี หมายความว่า ดีถึงจิตใจ มิตตะ หมายถึง จิต สหายดี แปลว่า ร่วมประโยชน์ สะหะ แปลว่า ร่วมรวมกัน อายะ แปลว่า ประโยชน์ สหายะ แปลว่า ประโยชน์ร่วมกันดี กัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก เป็นมิตรดี มวลดี สังคมสิ่งแวดล้อมพากันทำดีหมด สัมปวังโก เป็นความจริง เป็นเช่นนั้น ไม่ได้พูดหลอกเล่นลิ้น เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่ก็ลำบากที่ทำให้คนเข้าใจไม่เก่งกว่านี้ อาตมาก็ต้องทำลำบากไปทนลำบากที่จะทำให้คนเข้าใจเห็นจริง แล้วก็มารวมกันจริงๆ ให้มากขึ้นๆ ยากแสนเข็น ยากมาก อาตมาทำงานทางโลก สบ๊ายสบาย เงินก็ได้ ลาภก็ได้ ยศก็ได้อะไรต่ออะไรไป แต่มาทำงานทางนี้นี่ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญ ไม่ได้แล้วถูกด่าด้วย ส่วนทุกข์สุขนั้นก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรอาตมารู้ว่าทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ อาหารปริเยฏฐิทุกข์ ทุกข์ที่จะต้องพยายามพากเพียรหางานการมาทำ เพื่อประโยชน์อาศัยในชีวิต อาตมาก็ขวนขวายหางานที่ตัวเองจะทำให้มันเกิดประโยชน์คุณค่าอันควรจะเป็นก็ทำไป ชีวิตอยู่ก็อยู่อย่างนี้แหละ ที่สำคัญก็คืออาตมาประกาศตัวเองว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ คืออะไร ขยายความอีก แปลหลายทีแล้ว โพธิสัตว์ คือผู้ได้ธรรมะ ของพระพุทธเจ้าอย่างจริง ได้บรรลุธรรมพระพุทธเจ้าอย่างจริง เรียกว่า อรหัตผลตามขั้น ถ้าขั้นต้นก็ โสดาบัน ได้ธรรมะของโสดาบันของพระพุทธเจ้าแล้วก็เอามาเผยแพร่ เอามาสืบสานต่อ เรียกว่า โพธิสัตว์ ช่วยงานพระพุทธเจ้ารื้อขนสัตว์ หรือเอามาช่วยสืบสานธรรมะของพระพุทธเจ้าต่อๆๆ ไป นั่นคือโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ต้องบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ๆ จริงๆ ก่อน ทางเถรวาท โดยเฉพาะเมืองไทย เข้าใจโพธิสัตว์คือผู้ตั้งจิตจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่บรรลุธรรมไม่ได้นะ เขาเข้าใจอย่างนี้นะ โพธิสัตว์เป็นคนไม่บรรลุธรรม เป็นสัตว์ใต้ต้นโพธิ์เขาถืออย่างนั้นเพราะอะไร เพราะความมิจฉาทิฏฐิเพราะความเข้าใจผิดของชาวเถรวาท เข้าใจผิดอย่างไร? เถรวาทเข้าใจผิดว่า ๑ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมที่จะไปเป็นพระพุทธเจ้าจะต้องบรรลุธรรมไม่ได้ แน่นอนบรรลุธรรมไม่ได้ ก็คือบรรลุอรหันต์ไม่ได้แน่นอนหละ เพราะสูงสุดนี่ใช่ไหม? เขาเข้าใจอย่างนี้นะเป็นความเฉลียวฉลาดของเขา ถ้าผู้ใดบรรลุธรรมเสียตั้งแต่ตอนนี้เป็นโพธิสัตว์แล้วก็ไปเป็นอรหันต์เพราะฉะนั้นเขาต้องบอกว่า โพธิสัตว์บรรลุอรหันต์ไม่ได้ ถ้าขืนบรรลุอรหันต์ชาตินี้คุณจะต้องตาย อรหันต์ตายจากชาติไหนก็แล้วแต่ผู้บรรลุอรหันต์ตายจากชาตินั้นแล้ว นี่เป็น อุจเฉทิฏฐิของชาวเถรวาท ใครบรรลุอรหันต์แล้วตายจากชาตินี้ต้องสูญก็สูญแล้วจะมาเป็นพระพุทธเจ้าตรงไหน ใช่ไหม ก็ได้แค่อรหันต์ชาตินี้ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ได้แค่อรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์แล้ว ตายลงสูญ แล้วมันไม่มีอะไรต่อนะ นี่คือมิจฉาทิฏฐิ ชนิดหนึ่งของ เถรวาท ซึ่งเป็น อุจเฉทิฏฐิชนิดหนึ่ง คือตายแล้วสูญตายขาดสูญ นี่คือเถรวาทเข้าใจประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่ง แม้จะบรรลุ โสดาบันก็ไม่ได้ นี่แหละ ๒ ประเด็น คือบรรลุ อาริยะ ต้นก็ไม่ได้ ปลายก็ไม่ได้ ปลายอธิบายไปแล้ว ไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าขืนเป็นแล้วคุณตัดประตูจะเป็นพระพุทธเจ้าเลย คุณได้แต่แค่อรหันต์แล้วคุณก็ต้องสูญ ไม่ได้โพธิสัตว์ ๑ เป็นอรหันต์ไม่ได้ ๒ เป็น โสดาบันก็ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะถ้าเป็นโสดาบันแล้วตายอีกเกิดอีก ๗ ชาติ เป็น สัตตขัตตุปรมัตถ์โสดา แล้วก็จะบรรลุอรหันต์ มาเป็นอีก ๗ ชาติแล้วจะเป็นพระพุทธเจ้าได้เหรอ เขาไม่เชื่อหรอก ว่าอะไรง่ายดายขนาดนั้น แม้ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าได้ ๗ ชาติก็เอาวะ ใครก็ต้องเอา เขาก็เชื่อเลย แม้แต่บรรลุโสดาบันต่ำสุด โสดาบันต่ำสุดเกิดอีก ๗ ชาติต้องบรรลุอรหันต์ นอกนั้นก็ โกลังโกละ จะเกิดอีก ๖ ชาติ ๕ ชาติ ๔ ชาติ ๓ ชาติ ๒ ชาติ หรือ ๑ ชาติ เอกพีชี ก็ตามลำดับ โสดาบันที่จะเจริญตามลำดับ แต่อย่างไรๆ ไม่เกิด ๗ ชาติต้องเป็น อรหันต์ ถ้าไปบรรลุ โสดาบันเสียแล้ว เพราะฉะนั้นปิดประตู ไม่ได้ถ้าใครจะตั้งจิตเป็นพระโพธิสัตว์เป็นพระพุทธเจ้าจะบรรลุ อาริยะธรรมไม่ได้เลย ก็ปฏิบัติไป บำเพ็ญไปอาตมาก็มานั่งงงว่ายังไงหนอ ไม่ให้รู้จักอาริยะธรรมพระพุทธเจ้าสักขั้นเลย แต่บำเพ็ญไปบำเพ็ญมาถึงวันดีคืนดีก็บรรลุปุ้งขึ้นมาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วอาริยะสัจพระพุทธเจ้า อาริยะธรรมพระพุทธเจ้าไม่รู้สักขั้นเลย ไม่บรรลุสักขั้นเลย แล้วบรรลุปั๊บ เป็นพระพุทธเจ้าเลย มันเอาทางไหนเดินวะ ออกมาช่วงไหนมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าได้ อาตมาก็งงๆ เขาคิดได้อย่างไร? เอาอะไรมาคิดตลกจังเลย เขาเข้าใจได้ถึงอย่างนั้น อาตมาว่าความไม่ประสีประสาในความเป็นโพธิสัตว์เนี่ย อาตมาจึงมาประกาศว่า โพธิสัตว์ต้องบรรลุ โดยเฉพาะบรรลุอรหันต์ เกินกว่าอรหันต์อีก จึงมาอธิบายบอกให้ชัดเจนว่า โพธิสัตว์มีถึง ๘ - ๙ ขั้นเรียกชื่อให้ฟังด้วยไม่ใช่บอกโดนไม่มีหลักฐาน แต่ไม่มีหรอกอาตมาก็ไม่เห็นหลักฐานจากที่ไหน ที่อาตมาพูดไปหลักฐานจากที่อาตมามี อาตมาได้มาโดยตรงของอาตมา มาจากปางบรรณเอามายืนยันว่าโพธิสัตว์ขั้น ๑ คือโสดาบัน ขั้นที่ ๒ โพธิสัตว์ สกิทาคามี ขั้นที่ ๓ โพธิสัตว์ อนาคามี ขั้นที่ ๔ อรหันต์ขั้นที่ ๕ อนุโพธิสัตว์ขั้นที่ ๖ เรียกว่า อนิยตโพธิสัตว์ ขั้นที่ ๗ นิยตโพธิสัตว์ ขั้นที่ ๘ มหาโพธิสัตว์ ขั้นที่ ๙ สัมมาสัมพุทธะ เรียกว่า ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ หรือ ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้าต่อ ก็ปัจเจกสัมมาโพธิสัตว์ หรือก็ขั้นเป็นสัมมาสัมโพธิสัตว์ขั้นสุดยอดแล้ว นี่คือความเป็นโพธิสัตว์ ต้องมีอาริยะธรรมของพระพุทธเจ้าอาตมาก็พยายามสาธยายอธิบายความหมาย ในศาสนาพุทธนั้นมีการศึกษา ไม่นอกไปจากการศึกษา ๓ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เมืองไทยเป็นเมืองพุทธนะพุทธตั้ง ๙๕ % ประชากรถ้าเอาโครงสร้างของไตรสิกขาไปใช่ในกระทรวงศึกษาหรือสถาบันอุดมศึกษาก็ตาม ถ้าเอาไปประยุค หรือพยายามจัดการการศึกษาให้ได้อย่างนี้ไท้ โอ้โฮประเทศไทยจะเป็นสุขสงบจะสบายจะเจริญยิ่งกว่านี้เยอะเลย คำว่า เจริญภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ศิวิไลซ์ เจริญคำว่าเจริญของโลกียะ ทางโลกเขาก็เจริญหมายเอาโลกียะ คือจะเจริญแบบมีลาภยศสรรเสริญโลกีย์สุขบริบูรณ์ เขาหมายอย่างนั้นเลย แต่ศาสนาพุทธซับซ้อน ผู้เจริญแบบทางศาสนาพุทธเจริญแบบโลกุตระ ยิ่งเจริญยิ่งไม่สะสมลาภ ไม่สะสมยศ ไม่สะสมสรรเสริญ ไม่สะสมแม้แต่สุข ไม่ต้องสุขไม่ต้องทุกข์ หมดสุขหมดทุกข์ ใครจะสรรเสริญใครจะ นินทาใครจะว่าร้าย ไม่มีปัญหา อาตมาเองไม่ได้สะดุ้งสะเทือน(ขออภัยไม่ใช่หน้าด้าน) เขาว่าร้ายอาตมา ถ้าเขาว่าร้าย เขาอุปวาโท ว่าร้ายอาตมา ว่าร้ายคืออะไร ว่าร้ายคือ เขาว่าอาตมาผิด มาทำร้ายศาสนา อาตมาโดนไหม? กล่าวตู่แล้วการว่าร้ายอาตมาผิดหรือถูก เขาว่าร้ายความร้าย แต่อาตมาไม่ได้ร้ายอาตมาถูก แต่เขาว่ามาว่าอาตมาผิด แล้วเขาเป็นคนว่าคำร้าย เขาพูดร้ายไม่ได้พูดดี อาตมาถูกก็ต้องว่าอาตมาดี ยกย่องอาตมาซิ ไม่ได้ยกย่องอาตมาจะมาปราบด้วย นั่นคือ อุปวาโท ผู้ร้ายเข้าใจไม่ได้ว่าอะไรร้ายอะไรดี พูดออกไปจึงเป็นเรื่องร้าย ไม่ใช่เรื่องดี อุปวาโท ไม่ใช่ไปแปลว่า อุปวาโท คืออย่าพูดกระทบตนกระทบท่าน ใอ้นี่แปลเลอะ ถ้าเราพูดออกไปมันพาดพิงถึงใครระบุตัวก็ได้ พูดถึงใคร ถ้าพูดดีมันกระทบไหม? ก็กระทบ พูดชั่วกระทบไหม ก็กระทบ เพราะฉะนั้นบอกว่าอย่าพูดกระทบตนกระทบท่าน แล้วมันจะพูดไม่กระทบได้อย่างไรวะ ถ้ามันจะไปกระทบที่ไม่พูดดีไม่พูดชั่ว ไม่พูดดีไม่พูดเสีย คุณก็ต้องพูดกลางๆ ไม่ดีไม่เสีย แล้วจะเอาคนกลางๆ ฟัง แล้วคนกลางๆ ไปแก้ไขอะไรเขาหล่ะ คนที่เขาเป็นกลางแล้วไปแก้ไขอะไรเขา จะพูดแต่คำกลางๆ ไม่พูดดีไม่พูดชั่ว เอาเถอะคุณจะเชื่ออย่างนั้นเห็นว่าอย่างนั้นดีคุณทำไป อาตมาไม่เอาด้วยหรอก เสียเวลาเมื่อย ไม่ได้เรื่องอะไร ประโยชน์โพชผลอะไรก็ไม่มีไม่เอาไม่ทำ อาตมาจะทำอย่างนี้ นิคคัยเห นิคคัยหารหัง ปังคังเห ปังคังหารหัง อาตมาจะทำอันนี้ตำหนิที่ชั่วที่ผิด ยกชมเฉยที่ดี อาตมานี่ซวยมาก ซวยตรงไหน ติคนชั่วดันไปถูกเอาเสียเยอะเกือบหมด ยังดีนะพูดว่าเกือบ พอพูดว่าดี เอ้ามากระทบตัวเอง กระทบตนกระทบท่าน พอพูดว่าดีมันก็มากระทบตัวเอง เพราะดีดันมาถูกตัวเรา พอพูดชั่วดันไปถูกตัวเขาเลยกลายเป็นกระทบตนกระทบท่านเข้าอย่างนี้แหละ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย มันไม่รู้จะเลี่ยงอย่างไร ไม่มีทางเลี่ยงเพราะเราทำดีตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าพอพูดดีก็มากระทบตัวเราคนก็หมั่นไส้ ไม่อยากฟัง เราก็เลยไม่ค่อยพูดชม จะพูดดีๆ หาคนที่จะต้องชมยกเป็นตัวอย่างพอเป็นตัวอย่างกันได้ก็ยิ่งกว่าหา ยาหยอดตา เพราะฉะนั้นก็เลยไม่ค่อยได้ชมคน พูดแต่ตำหนิ เพราะคนที่จะต้องตำหนิมันมีเยอะ แล้วมันจำเป็น ถ้าความดีมีอยู่ที่คนใดพาเสื่อมไหม ถ้าความดีอยู่ที่คนไดก็แล้วแต่พาเสื่อมไหม อยู่กับเขาไปอีก ๕ ปี ๑๐ ปี พาเสื่อมไหม ไม่เป็นไร แต่ถ้าความชั่วมันอยู่กับคนพาเสื่อมไหม อยู่ ๑ นาทีพาเสื่อม มันอยู่ในตัวเราอยู่กับใครก็แล้วแต่ อยู่นานเท่าไหร่ก็พาเสื่อม หนักหนาสาหัสเท่านั้น จึงเป็นความรีบด่วน ที่เราจะต้องรีบพูดเรื่องเสีย เรื่องไม่ดี ให้รีบรู้ตัวให้รีบเข้าใจ แล้วแก้ปรับ เลิก มันเป็นความจำเป็น เหมือนพระพุทธเจ้าท่านตรัส เหมือนคนมีผ้าชุบน้ำมัน แล้วจุดไฟ ไฟไหม้ผ้าน้ำมันที่อยู่บนหัวไหม้ลุกอยู่ต้องรีบเอาออกก่อนอื่น ความชั่วที่อยู่ที่คนเหมือนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นใครบอกว่า โพธิรักษ์ เกิดมาเอาแต่ด่าคน ว่าคน คุณเข้าใจถูกแล้ว เพราะโพธิรักษ์เกิดมาด่า ไม่ได้เกิดมาชม ถ้าขืนชมคุณก็ว่าชมพวกตัวเองคุณก็หมั่นไส้ก็เลยไม่ค่อยได้ชม นี่มันเป็นความจำเป็น อาตมาไฟล์บังค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive