600202_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก อัญญาคือเชื้อต้นของปัญญา.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข27 กุมภาพันธ์ 2560

เนื้อหาในไฟล์

600202_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก อัญญาคือเชื้อต้นของปัญญา

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันพฤหัสที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 อยู่เป็นชาววัด รู้สึกไม่มีความแตกต่างในแต่ละวัน ต้องพยายามกำหนดอย่างมากในแต่ละวัน มันเป็นวันที่ดูเหมือนจะเหมือนกันหมด วันนี้ พ่อครู คงจะมาเพิ่มเติมให้ปัญญากับพวกเราอีกครั้ง ท่านก็ย้ำว่า ปัญญาของพุทธ เป็นปัญญาโลกุตระ ที่ประกอบด้วยองค์ 6 อันประกอบด้วย การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 เมื่อวานนี้ มีคำถามเรื่องการระลึกชาติ ม้ากัณฐกะ จะไปเกิดเมื่อไหร่เกิดเร็วไหม การระลึกชาติสืบทอดกันมาเป็นอย่างไร พ่อครูก็ให้คำตอบ การระลึกชาติของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ชาติที่คลอดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ แต่ชาติของศาสนาพุทธ เป็นชาติ 5 ระดับ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ก็เคยได้ไปพบหมอเขียว แต่ก่อนชาติก่อนชื่อว่าสำเริง มีทรัพย์ พ่อครูว่า ถ้าไม่ได้ปฏิบัติธรรม ก็คงสำเริงสำราญกับการมีทรัพย์ แต่ก็มาเปลี่ยนชาติได้ เป็น ใจเพชร กล้าจน มีการหยั่งลง แต่ปุถุชนมีแต่จะตอกเสาเข็มอวิชชา หนาแน่นมากขึ้นเท่านั้น แต่อาริยบุคคล สามารถทำชาติ ให้หยั่งลง ให้จางคลายจากกิเลสเป็น นิพพัตติ อภินิพพัตติ เราเกิดในตระกูลโทสะโคตรทั้งวัน ก็ให้ระลึกชาติอย่างนี้ จะเข้าสู่อาริยภูมิต้องเข้าสู่การเกิดทางจิตวิญญาณ ถ้าไปคิดเป็นเรื่อง เป็นตัวตน เกิดเป็นรัชกาลที่ 5 ใครๆก็เกิดเป็นอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้น รัชกาลที่ 5 ก็มีเต็มบ้านเต็มเมือง ปัญญาของศาสนาพุทธ ทำให้เราไม่ไปติดยึดในปุคคลาธิษฐานเข้าสู่ธรรมาธิษฐานและทำให้เราเจริญ พ่อครูว่า...ก็จะมีเรื่องที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็สงสารคนที่ยังไม่ทัน เราก็ต้องเก็บตกคนไม่ทันก่อน ก็เลยต้องวนไปวนมาซ้ำซาก จนต้องเขียนเพลงแห่งความซ้ำซาก ถึงสิบหมายเลข ไว้ค่อยอ่านกัน จากหนังสือ เงาฟ้าที่ท่าน้ำ รวมเพลงช

อ่านต่อ

ีวิต เพลงจอมโจรบัณฑิต เพลงอาริยะ เพลงไท เพลงความซ้ำซาก อย่างละสิบหมายเลข “ปัญญา”นั้นจะเกิดได้ ต้องประกอบไปด้วย“องค์ 6” ได้แก่ ปัญญา-ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ-ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์-สัมมาทิฏฐิ-องค์แห่งมรรค ๘” ซึ่งเป็นหลักการที่กำหนดไว้ชัดเจน แน่นอน เป็น“ศาสตร์”ของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ไม่มีใน“ศาสตร์”อื่น หรือไม่มีในศาสนาใดๆเลย นอกจากพุทธ เพราะศาสตร์หรือศาสนาใดๆ ก็ไม่มี “สัมมาอาริยมรรค อันมีองค์ ๘” ศาสตร์หรือศาสนาที่ไม่มีทฤษฎี(ทิฏฐิ)“มรรค อันมีองค์ ๘” ก็ไม่สามารถมี“ความรู้” ที่เรียกว่า “ปัญญา”ได้ (มีความฉลาดที่เรียกในภาษาบาลีว่า“เฉโก” เท่านั้น) เพราะ“ศาสตร์หรือศาสนา”ที่ไม่มี“มรรค อันมีองค์ ๘”เป็นทฤษฎีสำคัญอันเอก จึงไม่สามารถมี“ปัญญา”อันเกิดจากการปฏิบัติที่เกิดปฏิสัมพัทธ์ของ“องค์ 6” ได้ และที่สำคัญมากยิ่งๆก็คือ ภาษาคำว่า “ปัญญา”นี้ คือ“ธาตุรู้หรือความรู้”ที่เกิดขึ้นในศาสนาพุทธ เฉพาะของความเป็นพุทธเท่านั้น เป็น“บัญญัติ”ของพุทธแต่เดิมมา ไม่ใช่“ธาตุรู้”สามัญทั่วไป ที่หมายถึง“ความฉลาดเฉลียว”ที่รู้อะไรต่ออะไรในโลกีย์ทั้งสิ้นทั้งหลายได้มากมายสารพัดไปหมด ยกเว้น“ความฉลาดที่รู้โลกุตระ”แต่ตอนหลัง มาถูกคนทั้งหลายทั่วไปยึดเอาคำว่า “ปัญญา”ไปใช้แทน“เฉโก”เสีย จนกระทั่ง คนลืมคำว่า“เฉโก” หลงเอาคำว่า“ปัญญา”ไปใช้กับ“ความฉลาดเฉลียว”ทั่วไปของโลกีย์เสียจนตามหา จุดเริ่มต้นแห่งร่องรอยของความเพี้ยนไม่ได้ เพราะมันค่อยๆกลืน แล้วเลือนๆๆๆๆ นานจนยากที่จะสืบค้นหา“ที่ต้น” ได้โลกุตระแยก “ความรู้หรือความเฉลียวฉลาด” ออกเป็น 2 นัยสำคัญชัดเจน แม่นคม ลึกล้ำ ละเอียด แน่แท้ โลกียะไม่ได้แยก“ความเฉลียวฉลาด” ออกเป็น“โลกียะกับโลกุตระ” มีแต่โลกุตระเท่านั้น ที่แยก“ความเฉลียวฉลาด” ออกเป็น“สองชนิด” โดยเฉพาะ แยกสองอย่างนั้นคือ ฉลาดอย่างหนึ่งเป็น“โลกียะ” กับฉลาดอีกอย่างหนึ่งนั้นเป็น “โลกุตระ” ที่กำลังอธิบายนี้ ไม่ได้ก่อความแตกแยกดอกนะ เป็นวิชาการแท้ๆ และไม่ใช่การยกว่า “โลกุตระสูง” แล้วกดข่ม“โลกียะ” ว่าต่ำเป็นอันขาด แต่เป็น“ความจริง”แท้ๆ ที่“โลกุตระ” ก็“จริงใจ”กับ“ที่ตนเห็นจริงกับ“ความเป็นโลกุตระ” เช่น เห็นจริงว่า ความจนดีกว่าความรวย ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เป็นต้น มันเป็น“ความรู้ที่จริงใจ” ทั้งๆที่โดยทั่วไปปกติสามัญ ของมนุษย์ในโลก ทั้งหลายทั้งปวง หรือส่วนใหญ่แล้ว จะเห็นหรือเข้าใจว่า “ความจนหรือคนจน” นั้นเจริญกว่า “ความรวยหรือคนรวย”ไม่ได้ แม้แต่จะเข้าใจว่า “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” คนโลกียะก็เข้าใจไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นธรรมดาสามัญของคนโลกียะ แต่คนโลกุตระนั้น เข้าใจได้ดีแท้ เห็นอย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วย “ความจริงใจ”จริงๆ ซึ่งมันมี“ใจที่จริง” ที่เป็น“ใจแท้ๆ” อันมี“อาการจริง” และมันมี“ตัวรู้คือปัญญา”รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ชัดเจนอีกด้วย ใน“ความจริง”นั้นว่า มาเป็น“คนจน”นั้น ควรเป็นยิ่งกว่าไปเป็น“คนรวย” หรือเรามาเป็น“คนขาดทุน”นั้นควรกว่าไปเป็น“คนเอากำไร”เพราะ“โลกุตระ” จะมีความรู้ที่ชัดเจนในใจไปถึง “จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน” และ“โลกุตระ” จะสามารแยกความเป็น“พลังงาน” ทั้งที่เป็น“อุตุนิยาม - พีชนิยาม - จิตนิยาม - กรรมนิยาม - ธรรมนิยาม”ได้ อย่างเป็น“ปรมัตถสัจจะ” (สัจจะขั้นสูงสุด)กันจริงๆ ซึ่งสามารถทำ“จิตนิยาม”ของตน ให้มี“คุณธรรมที่วิเศษ” นั่นคือ ทำ“จิต”ของตนส่วนหนึ่ง ให้เป็น“พีชนิยาม”ที่ไม่มี“เวทนา 2” เพราะกำจัด“เวทนาเก๊” ดับสนิทไปได้แล้ว อย่างถาวรยั่งยืนตลอดกาล จริงแน่แท้ แล้วยังมี“จิตนิยาม”ส่วนที่เหลือ ที่เป็น“จิต” เป็น“ปัญญาอันยิ่ง” ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความจริง ทั้ง“สมมุติสัจจะ” ทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” ว่า“เป็น“คนจน”นั้น ควรเป็นยิ่งกว่าไปเป็น“คนรวย” หรือเรา“มาเป็นคนขาดทุน”นั้นควรกว่าไปเป็น “คนเอากำไร” เพราะใน“สมมุติสัจจะ” ก็ไม่ต้องไปแข่งแย่งคนอื่น เลือกเอาการมีน้อยกว่าเขา - เอาน้อยกว่าเขาดีกว่า เราก็ไม่ไปแย่งชิง ก็ไม่เป็นศัตรู อย่างใดกับใครแล้ว เราคือผู้สงบแล้ว ด้าน“ปรมัตถสัจจะ” คือ จิตใจของเรา ก็เป็นเช่นนี้ ไม่เสแสร้ง ไม่ต้องฝืนใดเลย ไม่ต้องกดข่ม เรายินดีเป็นเช่นนี้เอง อย่างเต็มใจมีน้อย ยินดีเป็นคนจน แม้ตนจะจนขั้น“สูญ” ก็สุขใจอยู่กับหมู่สังคมที่อบอุ่นเกื้อกูลกันนี้ “ปัญญา”ของเราเป็นเช่นนี้จริงๆ ซึ่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริง“ความจริง”ชนิดนี้ อย่างซื่อสัตย์ และเป็น“สังคมจริง” ที่มีจริงเป็นจริง อยู่ในโลกปัจจุบันนี้ อย่างมั่นคงถาวรยั่งยืนตลอด ตั้งแต่เราเริ่มมีเริ่มเป็นจากอดีต มาจนลมหายใจเฮือกนี้ แถมมีอัตราการก้าวหน้าไปกับกาละ มาตลอดอีกด้วย เพราะชาวโลกุตระ มีความสามารถแยก “ความฉลาดเฉลียว” ออกเป็น 2 แบบได้ ส่วนโลกียะ มี“ความเฉลียวฉลาด”แบบเดียว ชนิดเดียวเท่านั้น นั่นคือ “ฉลาดมากที่สุด-สูงสุดๆ ในความเป็นอัจฉริยะ” แล้วไล่ลำดับลงไปหา “ฉลาดน้อยลงๆๆๆ” กระทั่งถึง “น้อยที่สุดแห่งที่สุด” แล้วเรียกภาวะน้อยสุดๆนี้ว่า “โง่เง่าดักดานที่สุด” ..ก็มีเท่านี้ นั่นก็คือ ความเป็น“โลกียภูมิ”สามัญปุถุชน เป็นความฉลาดแบบ“เฉโก” อยู่อย่างนี้ เท่านี้ ยังไม่มี“ปัญญา”ที่เป็น“โลกุตรภูมิ” แต่คนทั้งหลายในโลก ได้“หลงผิด”ไปกับ “ความเฉลียวฉลาด” อย่างไม่รู้ประสีประสา (คือไม่รู้จริงในทั้งภาษา ทั้งเนื้อแท้ของสัจจะนั่นเอง) หลงผิดว่า “ปัญญา”แปลว่า “ความฉลาด”สามัญทั่วไป จึงนำภาษาคำว่า“ปัญญา” ซึ่งเป็น “ความเฉลียวฉลาด” ชนิดพิเศษ ที่เป็น“ความเฉลียวฉลาดของคนโลกอื่น” (อัญญะ แปลว่า อื่น) โลกใหม่ คือ“โลกุตระ” เป็นโลกที่แตกต่างจาก“โลกเก่า” ที่ชื่อว่า “โลกีย์”แล้ว ซึ่งเป็น“ความฉลาด”ที่ต่างกันคนละขั้ว กลับกันกับ“ความฉลาดแบบคนโลก“โลกียะ” นั่นก็คือ โลกอื่น ชื่อว่า“โลกุตระ” ซึ่งเป็นโลก“อัญญะ”(อื่น)นั่นเอง “ความเฉลียวฉลาด”แบบ“อื่น”(อัญญะ) ที่เฉลียวฉลาดตรงกันข้ามกับ “โลกีย์เก่า” พระพุทธเจ้าทรงนำคำว่า “อัญญ”นี้มาใช้กับ“โกณฑัญญะ” เป็นคนแรก ซึ่งเป็นผู้เกิด “ความรู้สึกอื่น” อีกชนิดหนึ่ง คือ“ความรู้สึกที่เฉลียวฉลาด” แตกต่างไปจาก “ความรู้สึกแบบโลกีย์” ที่มีเพียงยินดี-ยินร้ายอยู่กับ “ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกียสุข” เท่านั้น เป็น“ความรู้สึก”ที่กลับขั้ว หรือ“ทวนกระแส”(ปฏิโสต) กับ“ความรู้สึกโลกียธรรม” โดย“จิตใจ”ได้กลายมาเป็น ผู้“ไม่รู้สึกยินดี-ยินร้าย, ไม่รู้สึกชอบ-ไม่ชังความเป็น “ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกียสุข” คือ มีจิตกลางๆ” ไม่เกิดอาการสุข-อาการทุกข์”กับ “ลาภ,ยศ,สรรเสริญ,โลกียสุข”ได้จริง ภูมิจิตเปลี่ยนเป็น “ผู้อยู่กับโลกธรรม ๘”ได้อย่างไม่เกิดอาการสุข-ทุกข์ อย่างแท้จริง พระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระวาจา อุทานว่า “อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” ซึ่งก็คือ พระพุทธทรงหยั่งรู้ ในจิตใจของโกณฑัญญะ ว่า “จิตใจของโกณฑัญญะ ได้เกิด“จิตชนิดอื่น”จากจิตชนิดเป็น“โลกียจิต”เก่าเดิม ของปุถุชนไปแล้ว มี“ความเฉลียวฉลาด”อย่างอื่น ที่แตกต่างจาก“เฉโก”ไปเลย “อัญญา” จึงหมายถึง“ความเฉลียวฉลาด”ชนิด“อื่น” ที่แปลกแตกต่างไปจาก “เฉกะหรือเฉโก” คนละทิศ คนละโลก ผู้ที่มี“อัญญา” ก็จะพัฒนาตนไปกับภูมิที่เป็น“อัญญา”นี้ นั่นคือ จะมี“สัญญา”ไปกับกรรม (การกระทำ)ทั้งหลาย ที่ปฏิบัติพัฒนา ก็จะเจริญขึ้นเป็น“ปัญญา” ตาม “องค์ 6” ตามทฤษฎีอันเอก ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ “อัญญา”ของศาสนาพุทธ จึงหมายถึง “ความเฉลียวฉลาดอย่างอื่น (อัญญา)” ที่แตกต่างไปจาก “ความเฉลียวฉลาดแบบโลกีย์” “โลกีย์”คือ ความฉลาดที่เรียกว่า “เฉกะหรือเฉโกหรือเฉกา” ยังไม่ใช่ “ปัญญา” นั่นเอง “ปัญญา”จึงเป็น“ความฉลาด”แบบอื่น ที่มีความแตกต่างจาก“ความฉลาด”แบบโลกีย์ ไปคนละโลก เป็น“ความฉลาด” ที่เรียกตามพระพุทธเจ้าว่า แบบ“โลกุตระ” อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยประการฉะนี้ ที่เริ่มมี“ลักษณะพิเศษ”นี้ เป็น“อื่น”ไปจาก“ความฉลาดเก่า” จึงเป็น“อัญญะ” คือเป็น“ความฉลาดอื่น-ความฉลาดแบบใหม่” ที่“หมดสิ้นความเห็นแก่ตัว” จริงๆแท้ๆ แน่ๆ “ความฉลาดแบบใหม่” ชื่อว่า“อัญญะ” จึงมีคุณธรรมที่วิเศษเจริญจากชั้นสามัญขึ้นไปอีก จึงเป็น“อุตตระ”จริงๆ ที่ถือว่า“เจริญ” พัฒนามีคุณค่า มีประโยชน์แก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่โลกจักรวาล พ้นไปจาก“เห็นแก่ตัว”จริงๆ ซึ่งแตกต่างจาก “ความฉลาดเก่า”แท้ๆ “อัญญะ”ก็จะพัฒนาเป็น“ปัญญา” โดยมี“สัญญา” ทำหน้าที่กำหนดหมาย หรือ สำคัญมั่นหมาย ในภาวะ“รูป-นาม”ต่างๆ เติมอาการ“เฉลียวฉลาด” ที่เป็น “โลกุตระ” เจริญขึ้นไปตามลำดับๆๆๆๆ “อัญญะ” ซึ่งเป็น“ความฉลาดใหม่ หรือความรู้แบบโลกุตระ” ที่แตกต่างจาก “เฉกะ-เฉโก-เฉกา” คนละตระกูล จึงแยกเป็น“อื่น”ไปอีก“ต่างหาก” ก็เจริญใหม่ จากแบบโลกียะ ซึ่งเริ่มจากอักษรตัวแรก คือ “ก” ก็เป็น“กัญญะหรือกัญญา” อันหมายถึง พลังงานเพศหญิง สาวน้อย หรือเด็กหญิงก่อน ฉลาดก็ฉลาดอย่างเพศหญิง ยังเป็น“เวทนา”ที่เป็นเพศหญิง เพศหญิงยังเป็น“ตัวให้กำเนิด”อยู่ ก็จะต้องทำให้เป็นเวทนา“เพศชาย”แต่หนึ่งเดียวเท่านั้น อย่างถาวรยั่งยืนอีกจนสำเร็จ (ทฺวเยนะ เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ) เมื่อเป็นกัญญะหรือสาวน้อย ก็ต้องทำให้เป็นโลกุตระ ทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ ที่ว่าสาวน้อยคือกำลังรุ่น ที่จะต่อเผ่าพันธุ์ได้ คือสาววัยรุ่น กัญญา เป็นเด็กหญิง ที่มีเชื้อผสมพันธุ์ได้แล้ว เด็กหญิงสมัยนี้ 9 ขวบว่าท้องแล้ว มันจึงแย่ไปทุกวัน สรุปเข้าหาเนื้อแท้ ถ้าพลังงานของธาตุรู้ มันมาเป็นโลกุตระ จุดแรกคือ อัญญะ แล้วจะพัฒนาไปเป็น กัญญะ ไปเป็น ฆัญญะ ก เป็นแรกเริ่มเลย ข.ไข่ถึงตามมา ข นี้คือว่าง อันนี้เกิดมี อันนี้ไม่มี ก.นี่มี ข.นี่ไม่มี ต่อมา ค.คน เป็นพลังงานเดิน โคจร เป็น dynamic เป็น ฆ จึงเป็น static เป็นก้อนเป็นมวล ก็สลับไปสลับมา กัญญาก็มาเป็นคัญญะ แต่ข.ไข่นี้ มีแต่ความว่างเป็นอะไรไม่ได้ พอมาเป็นค.ก็ยังจับตัวกันไม่ได้ เมื่อเป็น ฆ ก็จับตัวกัน (พยัญชนะไม่มี ขัญญะ คัญญะ) การเกิดคือกัญญะ ส่วน ฆ คือทำลายเลย มี ไม่มี ฆัญญะคือฆ่าเลย ฆ่าแต่กิเลส ไม่ฆ่าแหลกลาญ ฆ่าแต่กิเลส ฆัญญะจะมีความฉลาด มาเป็น ชัญญา ตัว ช.ช้าง หมายถึงความรู้ เป็นความรู้ที่เสริมมากขึ้นได้เรื่อยๆ แล้วก็จะมีธาตุรู้ที่ออกไปใช้งาน เรียกว่า สัญญา สัญญาจะเป็นตัวสำคัญมากเลย ถ้าเป็นโลกียก็เป็นสัญญาโลกีย ถ้าเป็นโลกุตระ ก็เป็นสัญญาที่เลือกเอามาแต่โลกุตระ จากสัญญา ก็จะเจริญพัฒนาไปเป็นผู้ช่วยของปัญญา อย่างไปด้วยกัน มาด้วยกันเลย หากไม่มีสัญญา เป็นผู้ช่วย สัญญา เหมือนหวังเฉา หม่าฮั่น เสริมช่วยเปาบุ้นจิ้นไปเรื่อย จากสัญญะ ก็เป็นปัญญะ จนเป็น ยัญญะ เป็นวิธีการ พิธีการ ยัญพิธีที่จะปฏิบัติ ที่เป็นโลกียะหรือโลกุตระก็ได้

อัญญา เป็นปัญญาเริ่มต้น มีตำนานจากโกณฑัญญะ พอรู้ก็พัฒนาไปเป็นปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ มันต้องมีองค์ 6 ถ้าปฏิบัติเป็นสัมมาทิฏฐิ จึงจะเกิด “ปัญญา” แล้วก็จะเจริญสะสมพัฒนาขึ้นเป็น “ปัญญินทรีย์-ปัญญาพละ” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส มียืนยัน ใน“มหาจัตตารีสกสูตร” พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 2๕๘ ผู้สนใจหาอ่านค้นคว้าศึกษาได้ “สัมมาทิฏฐิ”ที่ก้าวหน้าขึ้น ก็จะกลายเป็น “พลังแห่งความรอบรู้ที่มีผลได้” จาก “ปัญญา” พัฒนาขึ้นเป็น “ปัญญินทรีย์” “ปัญญา”ที่เจริญสูงสุดถึงที่สุด เรียกว่า “ปัญญาพละ” ในองค์ธรรมสาม ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ มัคคังคะ คือตัวปฏิบัติอยู่ตลอด เป็นความเฉลียวฉลาดซ้อน ว่าทำอย่างนี้กิเลสลด ทำอย่างนี้กิเลสไม่ได้ลด ทำอย่างนี้เป็นวิปัสสนา ทำอย่างนี้กิเลสลดแล้วลดเลย ไม่เวียนกลับเหมือนสมถะ จะมีธาตุรู้ซ้อนอย่างนี้ เมื่อ“สัมมาทิฏฐิ”ในกระบวนการใด ที่ก้าวหน้าขึ้นๆ ก็สั่งสมเจริญเป็น“ปัญญา”ไปตามลำดับ เรียกว่า “ปัญญินทรีย์”สูงขึ้นๆ จนกระทั่ง เต็มครบ“ปัญญินทรีย์”สุดท้าย จบสุด ก็เรียกว่า “ปัญญาพละ” (ภวันติ) “ปัญญา” จึงแตกต่างจาก“ความรู้” ที่เกิดจาก“ตรรกะ” อย่างมีเหตุมีปัจจัยสัมผัสได้ ไม่เวิ้งๆว้างๆ หรือไม่มีแต่การเก็งหาความจริง หรืออีกกรณี มีแค่“สัญญา” ซึ่ง“สัญญา”นี้ ก็มีนัยสำคัญที่ควรแยกแยะไว้ ไม่ใช่ว่า ใช้สัญญาหรือตรรกะผกผันคิดไปก่อนว่า จะได้รวยจะได้สวย ไปอยู่สวรรค์เฟสสามเฟสสี่ อย่างนี้ไม่ใช่ สรุปแล้วปัญญา เกิดจากการปฏิบัติ อย่างถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ และสัมมาปฏิบัติได้สัดส่วน เกิดเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ นี่คือลักษณะปัญญาที่เกิด ต่างจากการเกิดของ เฉกะหรือเฉโก เป็นความฉลาดโลกีย ยังไม่เกิด อัญญะ ไม่มีตัวแรกที่จะหันทิศเลย ต้องมีพลังงานอัญญะตัวแรก เกิดในจิตคนนั้น คนไหนก็แล้วแต่ อัญญะจึงเป็นตัวต้นแรก ของความเป็นปัญญา จะเป็น สัญญา กัญญา ชัญญา ก็เข้าทิศโลกุตระ หากเกิดอัญญะ แต่ถ้าไม่เกิดอัญญะ กัญญะ ชัญญะ ฆัญญะก็เป็นโลกียะ ไปทั้งแถบ ส่วน ธัญญะคืออาหาร ถ้าเป็นโลกุตระ ก็จะพาให้เจริญขึ้นไป พระพุทธเจ้าให้ทำอย่างไม่ประมาท ไม่ปรามาส ระมัดระวัง แล้วก็อย่าไปปรามาส เหลาะแหละไม่ได้ ต้องตั้งใจตั้งต้นบนความลำบาก พากเพียรอุตสาหะไป

ก็ขอแยกให้ฟังให้ชัดเจน ถึงสภาวะที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง ธรรมะสอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ที่จะแยกเป็นรูปนาม กายกับจิต กายกับจิต เป็นธรรมะสองที่ไม่แยกกัน โดยพยัญชนะแยกกัน แต่ว่าโดยสภาวะไม่ได้แยก คนที่เข้าใจกายมีอย่างเดียวก็ผิด คนไทยเข้าใจผิด ว่ากายคือวัตถุ แต่ถ้าหลงว่ากายคือจิตอย่างเดียว ก็ยังพอมีทางเรียนรู้ กิเลสในจิตได้ เพราะกิเลสอยู่ในจิต ก็อ่านรูปจิตอรูปจิตได้ แต่ถ้าไปหลงผิดว่ากายคือดินน้ำไฟลม ก็ปิดประตูตายเลย คนไทยเข้าใจว่ากายคือดินน้ำไฟลม ตถาคตเรียกกายว่าคือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 คนไทยอ่านแล้ว ก็คงจะไม่เข้าใจ

1. อัสสุตวตาสูตรที่ 1 [230] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่ง มหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่ง มหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ

อัญญะ แปลว่าอื่น อัญญเดียรถีย์คือพวกลัทธิอื่น ไม่ใช่ลัทธิพุทธ เมื่อผู้ใดมีอัญญะ คือผู้เริ่มมีเซลล์แรก dna แรก Deoxyribonucleic acid. ตัวนี้ตัวแรก มีจริงเกิดจริง มีแล้วแต่เราไม่คุยบอกใคร มันก็ไม่สูญหายอะไร ของพระพุทธเจ้า เกิดแล้วเกิดเลย ยิ่งแข็งแรงตั้งมั่นเป็น อสังหิรัง จนกระทั่ง ไม่มีอะไรทำลายได้อีก ไม่มีพลังงานใด ที่จะมาทำลาย พลังงานที่เราได้แล้วแข็งแรง พระพุทธเจ้าก่อนนับเป็นลำดับ แบ่งออกเป็น 4 ส่วนเสมอ ถ้าคุณได้ส่วนหนึ่ง ยังไม่เที่ยง ได้ 2 ส่วน ก็ยังไม่เที่ยงเป็น 50 / 50 ถ้าได้ 25 ก็ยังไม่เที่ยง แม้ได้ 50 ก็ยังไม่เที่ยง ถ้าถูกแรงดึงดูดมากจริงๆก็ไปได้ แต่ก็จะแข็งแรงกว่า 25 เมื่อไหร่ไปถึง 75 ก็ถึงจะไว้ใจได้ ท่านเรียกว่า นิยตะ หนึ่ง เข้ากระแส โสตาปันนะ สอง ไม่ตกต่ำแล้ว อติวินิปาตธรรม สาม นิยตะ คือเลยห้าสิบไป ก็เที่ยงแล้ว สี่ เลย 75% ไปหาร้อย อวินิปาตธรรม จึงถือว่าเที่ยงจริงๆ

นี่คือองค์ 4 ของความเป็นอาริยะเบื้องต้น โสดาบัน เป็นการเกิดของจิตสี่ระดับ ถ้าอันที่สี่แข็งแรง จะไปเป็น 5 ห้าหกก็มีสองเส้า ถ้าเป็นเจ็ด ก็เริ่มเส้าที่สาม จึงนิยตะ แน่นอนกว่า 4 อีก เต็มจบก็ 9 เป็นสามเส้าที่เต็มจบ ขีดวงกลมได้เลย เป็น 0 หรือ 10 คุณเต็ม 0 คืออรหันต์ หรืออรหันตสัมมาสัมพุทธเข้าก็ 9 สูงสุดปาง 9 อย่างนี้เป็นต้น ได้อานิสงส์ 5 ของการฟังธรรมเกิดขึ้นไหมวันนี้ แม้จากฟังแต่บัญญัติก็เกิด แน่นอนถ้าปฏิบัติ ก็ยิ่งเจริญไปเป็นลำดับ เป็นความเจริญของปัญญา หรือความเฉลียวฉลาด ปัญญาจึงไม่ได้เกิดอย่างไม่มีเหตุ ก็ขอวกไปถึงพวกนั่งหลับตา แล้วบอกว่า ถ้าสมาธิจิตนิ่งแล้ว ปัญญาจะโผล่ ก็ไม่มีทางหรอก มีแต่สัญญาจะเกิด หากไม่เข้าใจองค์ 6 แม้ปัญญาก็มาแต่เหตุ แม้สัญญาก็มาแต่เหตุ สัญญา หากคุณเกิดชาติใดก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้สัมผัสเกี่ยวข้อง กับสิ่งนั้นเลย ตายไปแล้ว สิ่งนี้ไม่มีสัญญาของคุณ จะไปนั่งระลึกให้ตายอย่างไร จะไปนั่งหลับตาสะกดจิตอย่างไร มันก็ไม่ได้โผล่ให้คุณเห็น ไม่ได้เจอกันเลย กับสิ่งนั้น แม้ชาติไหนๆ ก็ไม่มีสัญญากับสิ่งนั้น ไม่มีทางจะเกิดได้เลย ยิ่งปัญญายิ่งไม่มีทางเกิดเลย พวกนั่งหลับตา แล้วเกิดอะไรโผล่มาในจิต ก็เรียกโอปปาติกะอีก นั่นคือสัญญา แต่ถ้าไม่เคยพบเลย ตายไปกี่ชาติก็ไม่เห็น นอกจากจะปั้นเอง สมมุติเอง หลอกตัวเองเอา

ความจริงแท้ของความฉลาด จึงมีนัยยะสอง คนที่ยังไม่มี อัญญะเกิด ก็จะมีความฉลาดอยู่อย่างเดียว คือฉลาดแบบเฉโก เมื่อใดก็แล้วแต่คุณไม่มีความฉลาดปัญญา แต่ต้องมีอัญญะเกิดก่อนตัวแรก จากนั้นค่อยเป็น กัญญะ ชัญญะ ธัญญะได้

จิตหลุดพ้นจริงแล้ว ต้องไม่ข่มคน คนที่จะมีปฏิภาณเข้าใจว่า ความอร่อยนี้มันไม่จริง คนนั้นต้องมีอัญญะ ถ้าไม่มีอัญญะ แตะเข้าไปทีไรก็อร่อย เห็นเขาเตะบอลก็มันทุกที มันเฉยๆได้อย่างไร จิตคุณไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว มันเป็นอื่นจริงๆ แต่ก่อนเราเคยมันส์ เคยอร่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น จริงๆแล้วคนที่เริ่มไม่อร่อยได้ ตอนแรก ก็จะผลักจะชังเขา จะดูถูกคนที่ยังอร่อยอยู่ มันจะเป็นอย่างนั้นก่อนอยู่เลย จนกระทั่งมารู้ว่า ไม่ควรจะข่มเขา มันถึงจะกลับไปใหม่ ไปเห็นใจสงสารเขา ว่ายังเด็กยังไม่รู้ ยังจมอยู่ในโลกียะ มันจะอย่างนั้นจริงๆ ผู้มีพลังงานอัญญะ แล้วทำความเจริญของอัญญะ พัฒนา เป็นพลังงานโลกุตระอาริยะขึ้นไปเรื่อยๆ สั่งสมในจิตนิยามของเรา จิตนิยามของผู้ที่ได้อัญญะ จึงไม่เหมือนโลกเป็นอื่นไปจากโลกต่างจากโลก และใช้ศัพท์คำว่า อุตตระ มันจะไม่ตกต่ำ ไม่ลงต่ำกว่าโลกียะอีกแล้ว จะอยู่เหนือขึ้นไปเรื่อยๆ เหนือนี้ไม่ใช่ข่มนะ เป็นลักษณะของสภาวะจริง บาลีคำว่าเหนือ คือ อุทธัง คือลอยวนบนเหนือขึ้นเรื่อยๆ ถ้าลอยบนดูไม่ข่ม แต่ถ้ากระแทกจะข่ม แต่วนสู่ความสูงความวนตามสภาวะสัจจะ แต่ถ้าเราหลงตนก็ข่มทับเขา แต่ถ้าเราไม่หลงก็ไม่ข่ม จะเห็นใจเขา ว่าคุณยังอยู่ตรงนี้ ไม่ไปทับถมไม่ข่มเขา ไม่กระแทกไม่ทำแรงกับเขาหรอก ผู้มีเมตตาจริง จะเป็นเช่นนั้น จิตนิยามของคนที่ทำจิตอัญญะได้ จึงจะเป็นจิตสอง ทำสองให้เป็นหนึ่ง ทำได้ก็กลายเป็นมีสอง คือมี 0 กับ 1 จะไป 0 ก็ได้ จะมา 1 ก็ได้ ถ้าเก่งขึ้นๆ 1 ก็เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 ได้ ก็ใช้สัมพันธ์ได้เรื่อยๆ ผู้สูงก็มาช่วยผู้ต่ำ ผู้มากก็มาช่วยผู้น้อยได้ ผู้มีมากแล้วช่วยน้อยคืออาริยะ แต่ผู้มีมาก แต่ไปดูดเอาเปรียบคนอื่นได้มาก คือสัตว์นรก แม้ใช้ฆัญญะก็ใช้เป็น ไม่ต้องไปทำลายคนอื่น แต่ฆัญญะคือทำลายกิเลสตนเอง คนอื่นอย่าอาจเอื้อม ทำให้เขาหรือทำแทนเขา คุณมีสิทธิ์อธิบายให้เขาเข้าใจ แม้แต่พระพุทธเจ้ายังบอกว่า เราเป็นเพียงผู้ชี้ทาง อย่าไปบังอาจทำแทนเขา ผู้ที่มีจิตนิยาม ทำ 2 ได้ ก็มี 1 ที่เป็นอัญญะที่จะเป็นปัญญา แล้วตกผลึก ควบแน่น ตั้งมั่นเป็นฐาน จิตก็มีฐานตั้งมั่น static อีกอัน ก็เป็นตัวเคลื่อน เป็นพลังงานบวกลบ เป็นธรรมะสอง เจริญขึ้นๆ เป็นธรรมะ 2 ที่มีจุดยืนอาศัย คือธรรมะสงบหรือ 0 อย่างไม่ได้ไปทำร้ายใครเลย ส่วนพลังงานที่จะเจริญขึ้น ก็มีตัวซื่อสัตย์ มีความจริง ไม่ไปทำร้ายใคร มีแต่คุณประโยชน์เพื่อผู้อื่น รับใช้ผู้อื่นอย่างจริงใจ บางทีจะช่วยเขา ก็ต้องเสียดแทง เป็นหอกปากได้อย่างสูงสุดแล้ว แต่ถ้าเขาไม่ชอบใจ ก็มีวิบากย้อนมาได้ อาตมาเองก็มีวิบากนี้

สัจจะมี 2 อย่าง “สมมุติสัจจะ” “ปรมัตถสัจจะ” ผู้ที่มีปรมัตถสัจจะ เจริญสูงสุดก็จะอยู่กับสมมุติสัจจะ แต่ไม่เพื่อตนเองหมู่พวกตัวเอง เป็นความรักที่เจริญไปตามลำดับ ถ้าเพื่อผู้อื่นกว้างขึ้นเท่าไร ก็เจริญเท่านั้น แต่ถ้าเพื่อตนเอง หรือเพื่อเราสองคน แคบลงมาก็ต่ำ เป็นเมถุน เป็นกามนิยม นักประชาธิปไตย ถ้าไม่เข้าใจความหมาย ความรัก 10 มิติ ก็เป็นนักประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่รู้จักความเป็นจริงของสัจธรรม นักประชาธิปไตย จะต้องมีความรู้ เรื่องความรัก 10 มิติ ความรัก 10 มิตินั้น จะเป็นนักประชาธิปไตย ก็ต้องมีความรัก ในระดับที่จะเรียกว่า ประชาธิปไตยได้ ต้องเป็นระดับที่ 6 ขึ้นไป แม้ระดับที่ 5 ก็ดีแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนเท่า 6 เพราะฉะนั้น ในหลวงเราระดับ 6 จึงชัดที่สุด อาตมาไม่ได้พูดลอยลม เป็นเรื่องจริง มีคนยืนหยัด ว่านี่แหละคือนักประชาธิปไตยของโลก ต้องอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนจะชัดเจนเรื่องประชาธิปไตย ต้องเข้าใจตัดสินเป็นปรมัตถธรรม ประชาธิปไตยเป็นปรมัตถ์ตรงนี้ เพื่อมวลชนในขนาดที่เกินกว่าลูก เกินกว่าญาติ ต้องเกินมวลมิตรสหายของพรรคตัวเอง เกินกว่าประเทศชาติเดียว ไม่ได้เห็นแค่ประเทศไทยอย่างเดียว ไม่ใช่แค่รัฐเดียว เป็นแค่ระดับที่ 5 แต่ระดับที่ 6 เพื่อจักรวาล อันดับที่ 7 ทั้งรูปและนาม ถ้าระดับที่ 6 ก็เป็นรูปธรรม ระดับที่ 6 จะขยายความทางนามธรรมไม่ค่อยออก แต่อันดับที่ 7 เทวนิยมเป็นนามธรรมแท้ๆ จึงยัง อาตมาอยู่อันดับที่ 7 จึงขยายนามธรรมเป็นหลัก แต่ในหลวงอันดับที่ 6 ท่านขยายความรูปธรรมได้แล้ว อาตมาเจตนาแสดงความรู้วิชาการ

ความเฉลียวฉลาด 2 นัยยะ(1) ความเฉลียวฉลาดมี 2 นัยยะ คือเฉลียวฉลาดแบบโลกียะ กับเฉลียวฉลาดแบบโลกุตระ แต่คนทั้งหลายในโลกได้“หลงผิด”ไปกับ “ความเฉลียวฉลาด” อย่างไม่รู้ประสีประสา (คือไม่รู้จริงในทั้งภาษา ทั้งเนื้อแท้ของสัจจะนั่นเอง) หลงผิดว่า “ปัญญา”แปลว่า “ความฉลาด”สามัญทั่วไป จึงนำภาษาคำว่า“ปัญญา” ซึ่งเป็น “ความเฉลียวฉลาด” ชนิดพิเศษ ที่เป็น“ความเฉลียวฉลาดของคนโลกอื่น” (อัญญะ แปลว่า อื่น) โลกใหม่ คือ“โลกุตระ” เป็นโลกที่แตกต่างจาก“โลกเก่า” ที่ชื่อว่า “โลกีย์”แล้ว ซึ่งเป็น“ความฉลาด” ที่ต่างกันคนละขั้ว กลับกันกับ“ความฉลาดแบบคนโลก“โลกียะ” นั่นก็คือ โลกอื่น ชื่อว่า“โลกุตระ” ซึ่งเป็นโลก“อัญญะ”(อื่น) นั่นเอง “ความเฉลียวฉลาด”แบบ“อื่น”(อัญญะ) ที่เฉลียวฉลาด ตรงกันข้ามกับ“โลกีย์เก่า” ถ้าเริ่มมีอัญญะ ก็คือมีเชื้อแล้ว ถ้าแค่ 50% ก็ไม่แน่ แค่ 25% คือโสตาปันนะ ถอยหลังได้ ต้องเลย 25% จึงเป็นอวินิปาตธรรมไม่ตกต่ำ ถ้ามีแรง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน