600205_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ตอบปัญหาพาให้หมดบาปหมดบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
600205_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ตอบปัญหาพาให้หมดบาปหมดบุญ
สมณะเพาะพุทธว่า…ชาวพุทธในระดับพุทธศาสนิกชน คือพุทธในระดับปุถุชน เป็นชาวพุทธตามสำมะโนครัว ไม่ได้มีความประพฤติที่เป็นชาวพุทธ ชาวพุทธในระดับพุทธมามกะ คือ ชาวพุทธในระดับกัลยาณชน ที่มีรูปนอกพิธีกรรมพยายามศึกษาความเป็นพุทธ แต่ยังไม่เข้าถึงความเป็นพุทธในจิตวิญญาณ ชาวพุทธในระดับพุทธบริษัท คือชาวพุทธในระดับอาริยบุคคล ที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ มุ่งหมายใช้ความเพียร เพื่อให้ชาวพุทธ พัฒนาจากพุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ มาเป็นพุทธบริษัท เมื่อก่อนขึ้นรายการ ได้อ่านข้อความที่บันทึกไว้ พ่อครูมีโศลกว่า ขอความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน จงมีแด่มวลมนุษยชาติ และแนะนำการปฏิบัติ มีสองวิ คือ วิกขัมภนปหาน และวิปัสสนา วันนี้พ่อครูจะมีรูปแบบ การดำเนินรายการ คือพ่อครูจะเทศนานำไป 1 ชม. แล้วชั่วโมงที่สอง จะมีการถามคำถาม ถ้าญาติโยมถามสดๆได้เลย หน้าเวทีก็จะดีมาก หรือมีข้อสงสัยแล้วจะถาม ก็เขียนมาได้ แล้วญาติโยมหน้าจอ สามารถถามปัญหามาได้ ที่เบอร์โทรศัพท์
พ่อครูว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2560 ขึ้น 9 ค่ำเดือน 3 อาตมาตอนนี้ก็จะสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ ผู้ที่ท่านสนใจ ในเรื่องธรรมะคนอื่นๆ บรรดาอาจารย์ต่างๆมากขึ้น ก็จะขอนำเอาความคิดความเห็น ข้อเขียนคำบรรยายของท่าน เอาจาก นสพ.ไทยโพสต์ วันที่ 4 กพ. 2560 ของคุณ อัตถ์ อัตนัย มีคนเขียนมา คือคุณจีวรนอกวัด คุณอัตถ์ตอบไปพอสมควร หัวข้อว่า ผู้ถือธงธรรมจะปากเปียกอีกนานเท่าไหร่ ...คุณจีวรนอกวัด….ว่า เพราะผมเป็นชาวพุทธที่ไม่ได้เป็นเพียงคำยืนยันนับถือพุทธในบัตรประชาชนเท่านั้นแต่ได้ติดตามแนวทางสัจธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าเท่าที่เรียนรู้เมื่อสมัยอยู่วัดมาบ้างภาษางูๆปลาๆ เรียนวิชาศีลธรรมจากโรงเรียนเพราะครูสอนว่า
อ่านต่อ
ศาสนาคือสีขาวประจำธงชาติไทย ฟังเทศน์หลวงพ่อชา สุภัทโท พระอรัญญวาสี พระป่าจาก youtube ท่านสอนว่า การก้าวออกจากโลกสมมติสู่โลกวิมุติ ไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎกจนหมด 84000 พระธรรมขันธ์หรอก เพคนงแต่จ้องมองจิต ฝึกจิตให้อันตรายอันเกิดจากโลภโกรธหลง กับตัณหาความอยาก มันซาสร่างบางเบา หายไปไหนที่สุด พูดง่ายๆคือรู้จักปล่อยวาง หลวงปู่วัดป่าทุกรูป เท่าที่เคยฟังเทศน์พร้อมทำสมาธิปฏิบัติดังที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนทุกประการ ผมได้ทำตามเทปคำเทศนาบอกเล่าของท่าน ฝึกจิตดูสติ เพื่อให้เกิดสมาธิและเกิดปัญญา ไม่ต้องมัวหลงหลับตาให้เสียเวลาหรอกคุณอัตถ์ ยืนเดินนั่งนอนกำลังทำงานอยู่ ฝึกจิตให้เจริญนิสัยดีได้ทั้งนั้น เมื่อมีเวลาว่างค่อยนั่งสมาธิ ชอบคำพระป่าท่านพูด มองในกิเลสออก มองนอกกิเลสเข้าจังเลย พ่อครูว่า...ความรู้ของศาสนาพุทธทุกวันนี้ มันเป็นความผิดเพี้ยนที่บอกว่า ทำสมาธิไปแล้ว ปัญญาจะโผล่ขึ้นมา นั่งสะกดจิตแล้วปัญญาจะโผล่ขึ้นมา นั่นเป็นการกระทำที่ไม่ได้มีเหตุปัจจัย สมาธิก็คือการทำการสะกดจิต ตัดเส้นที่จะไปสัมผัสกับอะไรเลยให้นิ่งสนิทหดเข้ามา แล้วเดี๋ยวปัญญาจะโผล่พลั๊วะ ขึ้นมาเอง ซึ่งตรงกันข้ามกับ คำสอนของพระพุทธเจ้า คนละขั้วเลย ก็น่าเห็นใจ ที่ท่านยึดถือกันอย่างนี้ ยึดถือทิฏฐิกันอย่างนี้ ไปพิจารณาให้ดีว่า ความเห็นอย่างนั้น มันตรงกันข้ามกับคำสอน ของพระพุทธเจ้า คําสอนพระพุทธเจ้า ทุกอย่างมาแต่เหตุ มีเหตุมีปัจจัย และมีผลต่อเนื่องกันไป ผลที่บอกว่า โผล่ขึ้นมาเอง มันคนละลักษณะ ความคิดเห็นเช่นนี้ ก็จะยาก ที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ พยายามย้ำและอธิบาย ส่วนจิตใครจะเห็นไม่ได้ก็แล้วแต่ พ่อครูอ่านต่อ… ประโยชน์ของการฝึกจิต เบื้องต้นจิตและอารมณ์จะสดชื่นขึ้น ความคิดความอ่านจะพบโปร่งอย่างประหลาด การฝึกจิตให้มีศีลสมาธิอยู่เป็นนิจ ปัญญาจะดีๆจะเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทุเลาการยึดมั่นถือมั่น มองโลกมองประเทศอย่างผู้สำนึกถูก โดยเฉพาะใช้กับวิธีการปรองดอง ศีลงามธรรมสวย สำนึกรักแท้ต้องมาก่อนอื่น ถ้าโลภโกรธหลงยังฟุ้งก็ยากสามัคคีปรองดองครับ ที่สำคัญอีกอย่างของการฝึกจิต เป็นยาอายุวัฒนะของแท้ แต่อย่าลืมออกกำลังกายด้วย ถ้าอยากฝึกกำลังใจ ฝึกกำลังกายมาพร้อมกัน โรงพยาบาลก็กลายคนป่วยนะครับ พ่อครูว่า...ปรองดองต้องทำให้กิเลสโลภโกรธหลงหมดไป ถึงจะปรองดองที่ใช้ได้ ตอนนี้ อาตมากำลังทำพระปางปรองดอง เป็นปางสมานอัตตา เพิ่งทำเสร็จไปแล้ว 2 ปาง คือตรีลักษณ์ และ ปางวิชิตอวิชชา ปางสมานอัตตานี้ กำลังปั้น กำลังแกะสลัก ก็จะให้ช่างมาเอาหินที่สันติฯ ไปแกะสลัก เป็นท่านั่งสมาธิ มือประสาน สูงเมตรกว่า ลืมตา
พ่อครูอ่านต่อ… ผมเชยไปหรือเปล่า ที่นำเสนอเรื่องนี้มาถึงคอลัมน์ ถูกทุกข้อ หากไร้ค่าประโยชน์ ก็ลงตะกร้าไปเลย ที่เห็นเขียนมานี้ก็เพราะว่า ผู้นำทางศีลธรรมของพระพุทธศาสนาวันนี้ อ่อนปวกเปียกเหลือเกิน ศีลธรรมน้ำเน่า ธรรมะอลัชชี ผีสิง เข้าเต็มบ้านเต็มเมือง หมกมุ่นใน โลภ ลาภสักการะ พระด๊อกเตอร์นั่นนี่ พระพุทธเจ้า สอนตอนไหน หือ แหงนมองสีขาวบนธงชาติไทย ก็ได้แต่คิดถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น กับผู้ถือธงธรรมมะ ก็ขอฝากคำสั้นๆ ของท่านพุทธทาส ว่า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศแน่ คุณอัตถ์ อัตถนัยตอบ ...ธรรมะคือรากเหง้าของความดีทั้งปวง แล้วจะช่วยได้อย่างไรล่ะครับ ที่ประเทศไทยมีปัญหา นักการเมืองขี้โกง นักการเมืองขี้ฉ้อ เพราะเรา ห่างไกลธรรมะไปมาก ที่ใกล้ธรรมะก็เป็นธรรมะที่ติดเหรียญ ศีลธรรมจึงอ่อนปวกเปียก เราจึงโหยหาธรรม ทั้งที่ธรรมะก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม เข้าทำนอง ใกล้เกลือกินด่าง จะโทษใครก็ไม่ได้ ก็เพราะคนไทยทำกันเอง ฉะนั้นคนไทยก็ต้องแก้ไขตัวเอง จะรออัศวินขี่ม้าขาว มาจัดการให้คงยาก เพราะศีลธรรม ไม่ได้เติมกันได้ แบบเติมน้ำมันรถยนต์ แต่ต้องเติมด้วยสติ ของแต่ละบุคคลครับ
พ่อครูว่า...คำพูดที่พูดผ่านมานั้น มันสวย เช่นธรรมะนั้น เป็นสิ่งยอด แต่ปฏิบัตินั้น จะสัมมาทิฏฐิหรือไม่ แล้วจะสามารถปฏิบัติหรือไม่ จึงจะเกิดสัมมาปฏิเวธ เมื่อผู้ที่ศึกษา ต่างเข้าใจกันเองว่า สัมมาคืออย่างนี้ ไปยึดถือเอามิจฉา มาเป็นสัมมา เขาก็เข้าใจของเขา อันนี้แหละ มันยากมากเลย ไปว่า ว่าของเขาผิด ของเราถูก มันก็ตีกัน อันนี้มันเป็นปัจจัตตัง ของใครของมัน
อีกอันอาตมาก็เอาของ ท่านประยุทธ์ ปยุตโต มา มาจากหนังสือกรณีธรรมกาย ขอคัดมาสามช่วง …. ถ้าไม่ก้าวถึงปัญญา ก็ยังไม่ถึงพระพุทธศาสนา และคุณค่าด้านจิต ที่ว่าดีว่าเลิศ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธา สมาธิ หรือความสุข ก็อาจจะกลายเป็น ก่อโทษที่รุนแรงเฉพาะหน้า หรือไม่ก็ลึกซึ้ง ยาวไกลความโน้มเอียงของหมู่ชน ในวงการศาสนาอีกอย่างหนึ่งคือ ความตื่นเต้นชอบใจ น้อมไปในเรื่องลึกลับ การได้รู้ได้เห็น สิ่งที่คนอื่น หรือคนทั่วไป เขาไม่ได้สัมผัส หรือไม่เข้าถึง การได้อยู่ในกลุ่มพิเศษ ที่ได้รับการเลือกสรร ที่จะเข้าถึงสิ่งเลิศวิเศษบางอย่าง การได้รับคำสอน ในเรื่องเร้นลับ หรือความรู้เรื่องวิเศษ การเป็นศิษย์วงในเป็นต้น พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจสภาพเช่นนี้ ที่มีอยู่เดิมในสังคมศาสนาพราหมณ์ เช่น การผูกขาดการศึกษาว่าคนวรรณะสูง จึงเรียนพระเวทได้ คนวรรณะต่ำ อย่างพวกศูทร ต้องห้าม (ต่อมาในมนูธรรมศาสตร์ ถึงกับตรากฎลงโทษ เช่นว่า ถ้าคนวรรณะศูทร ฟังสาธยายพระเวท ให้เอาตะกั่วหลอมหยอดหู ฯลฯ) พระเวทนั้น จะต้องรักษาไว้ด้วยภาษาพระเวท ที่เป็นต้นเดิมของภาษาสันสกฤต ตลอดจนหวงวิชา และมีการสอนแบ่งแยกสงวนเฉพาะ เป็นต้น พระพุทธเจ้าไม่ทรงยอมรับ การแบ่งแยกคนว่าสูงต่ำ ด้วยชาติกำเนิด ตาม ระบบวรรณะ 4 พระองค์ตรัสสอนว่า คนไม่ใช่สูงหรือทราม เพราะกำเนิด แต่จะสูงหรือทราม ก็ด้วยการกระทำของเขาเอง ทรงเปิดรับทุกคน ที่พร้อมเข้าบวชเรียน ในธรรมวินัย อย่างเสมอภาคกัน ในระบบไร้วรรณะ โดยถือว่า ใครก็ตามที่ฝึกศึกษา พัฒนา จนสิ้นกิเลสแล้ว เป็นผู้เลิศ สูงสุดกว่าทุกวรรณะ 1 และให้พระสาวก จาริกไปประกาศธรรม ทั่วทุกหนแห่ง เคยมีพระภิกษุ ที่ออกบวช จากวรรณะพราหมณ์ เข้ามาทูลเสนอ ขอให้ยกพุทธพจน์ ขึ้นรักษาไว้ด้วยภาษาสันสกฤต แบบพระเวท พระพุทธเจ้ากลับทรงตำหนิ และทรงบัญญัติสิกขาบท ห้ามการผูกขาดจำกัดแคบเช่นนั้น และทรงให้เล่าเรียนพุทธพจน์ ด้วยภาษาของตน 2 คำสอนของพระองค์ เปิดกว้างแก่ประชาชนทุกคน จึงปรากฏต่อมาว่า พระสงฆ์ไปถึงไหน มีวัดขึ้นที่ใด การศึกษาก็ไปถึงที่นั่น พร้อมด้วยระบบบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ทำให้การเกิดขึ้นของ พระพุทธศาสนา เป็นที่มาของการศึกษามวลชน ที่ไม่จำกัดชาติชั้นวรรณะเพศวัย
...ตัดมาอีกตอนว่า.. .ถึงตอนนี้ ทาน จึงเข้ามาอยู่ในระบบ การพัฒนามนุษย์ ที่มีองค์ร่วม 3 ซึ่งเรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ โดยมีบุญกิริยาข้อที่ 2 และ 3 มาประสานและรับช่วงต่อ ทาน เป็นบุญกิริยา คือการทำบุญ ซึ่งแปลง่ายๆ ก็คือการทำความดี เพราะบุญ แปลว่า ความดี แต่โดยตัวศัพท์เอง “บุญ”แปลว่า 1) เครื่องชำระ สิ่งที่ทำให้สะอาด หรือ คุณสมบัติที่ทำให้บริสุทธิ์ 2) คุณสมบัติที่ทำให้เกิดภาวะที่น่าบูชา คือ ควรยกย่อง นับถือ
ทาน คือการให้ หรือแบ่งปัน เป็นเครื่องชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ในระดับหนึ่ง คือชำระล้าง หรือกำจัดกิเลส โดยเฉพาะความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความมีใจคับแคบ ตระหนี่ และความเป็นทาสของวัตถุ พร้อมทั้ง ทอนกำลังของความยึดติดถือมั่นในตัวตน ให้เบาบางลดน้อยลง ทำให้ใจเปิดกว้าง และเป็นอิสระมากขึ้น จึงเป็นการเตรียมจิตใจ ให้พร้อมที่จะบ่มเพาะ เพิ่มพูนคุณความดี และ การทำบุญอื่นๆ ที่สูงขึ้นไปดังนั้น (พ่อครูว่า ทำบุญที่สูงขึ้นไปไม่มี บุญมีหน้าที่ชำระกิเลส แล้วจบ หยุด สูญ บุญไม่มีสูงขึ้นไป มีแต่ฐานะของบุคคลสูงขึ้น แต่บุญชำระกิเลส จบแล้วบุญก็หมดหน้าที่ ไม่ได้สูงหรือต่ำลง แต่อย่างใด บุญทำหน้าที่แล้วเสร็จกิจ แล้วหายไป บุญต้องมีปัญญา บุญอยู่เดี่ยวๆไม่เป็น บุญมีหน้าที่ฆ่า ไม่มีหน้าที่รู้ บุญเป็นหน้าที่เป็นพฤติกรรมอันหนึ่ง) ทาน นอกจากเป็นเครื่องเกื้อหนุนสังคม ในทางวัตถุ ด้วยการกระจายสิ่งบริโภค ให้ทั่วถึงกัน ลดความกดดันในสังคม และยึดเหนี่ยวสังคม ให้มีเอกภาพ ให้คนเป็นอยู่โดยไม่ต้อง เบียดเบียนแย่งชิงกัน เป็นเครื่องสนับสนุน “ศีล” แล้ว ก็ช่วยให้ก้าวต่อไปใน “ภาวนา” ด้วย เริ่มด้วยเป็นปัจจัยต่อกันกับเมตตา พร้อมกับพัฒนาความสุข เมื่อคิดจะได้จะเอา เราจะมองหรือจ้องไปที่วัตถุ แล้วพร้อมกันนั้น ก็จะเกิดความรู้สึก หวาดระแวงต่อคนอื่น ทำให้เกิดทัศนคติ ต่อเพื่อนมนุษย์ แบบเป็นคู่แข่งหรือเป็นปฏิปักษ์ การคิดจะได้จะเอา จึงเป็นปัจจัยแก่โทสะ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง แล้วทุกข์และปัญหา ก็ตามมา แต่เมื่อคิดจะให้ เราจะมองไปที่คน จะเห็นหน้าตา เห็นสุขทุกข์ และ ความต้องการของเขา ความเข้าใจเห็นใจจะเกิดขึ้น แล้วก็จะเกิดเมตตา (ความต้องการให้เขาเป็นสุข) และกรุณา (ความต้องการให้เขาพ้นจากทุกข์ ) (พ่อครูว่า อาตมาแปลอีกอย่าง เมตตาคือ ต้องการให้เขาเป็นสุข หรือพ้นทุกข์ อันเดียวกัน ส่วนกรุณาของอาตมา คือลงมือช่วย ต่างจากท่าน มุทิตาคือเห็นเขาเป็นสุขแล้ว แล้วเมื่อไหร่ จะลงมือทำ แต่ท่านเอาแต่พูด เอาแต่อยากให้เขาพ้นทุกข์ อยากให้เขาเป็นสุข แต่ไม่ลงมือทำ ท่านข้ามไปเลย มันจริงตามคนที่รู้และเป็น เมื่อเกิดความต้องการใหม่นั้น คือ ความต้องการให้คนอื่น พ้นจากทุกข์ (กรุณา) และความต้องการให้เขาเป็นสุข (เมตตา) เราก็หาทางสนองความต้องการนั้นของเรา ด้วยการพยายามช่วย ให้เขาพ้นจากทุกข์ และมีความสุข และเมื่อนั้น การให้แก่เขา ก็กลายเป็นการสนอง ความต้องการของเรา แต่เป็นความต้องการ ที่เป็นบุญเป็นกุศล ที่เรียกว่า เมตตากรุณา และเมื่อได้สนองความต้องการนั้นแล้ว เราก็มีความสุข ถึงตอนนี้ การให้ก็กลายเป็นความสุข โดยนัยนี้ ทานบุญกิริยา คือการทำบุญด้วยการให้ จึงเป็นปัจจัยแก่ภาวนา ในด้านการพัฒนาจิตใจ ซึ่งทำให้เกิดทั้งเมตตากรุณา และความสุข และความสุขนั้น ก็เป็นความสุขแบบประสานทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งผู้รับก็เป็นสุข และผู้ให้ก็มีความสุข เสริมสร้างไมตรี ระหว่างกัน ต่างจากความสุขจากการได้ ซึ่งเป็นความสุขแบบแบ่งแยก และแก่งแย่ง ที่ฝ่ายหนึ่งได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็เสียหรืออด ฝ่ายหนึ่งสุข อีกฝ่ายหนึ่งทุกข์ เมื่อทั้งสองฝ่าย เป็นสุขด้วยกัน ก็คือโลกนี้เป็นสุข บุญจึงเป็นคุณสมบัติ ที่นำมาซึ่งความสุข ดังพุทธพจน์ว่า (พ่อครูว่า ท่านยังไม่ได้แยก บุญกับกุศล ออกจากกัน) สุขสฺเสตํ ภิกฺขเว อธิวจนํ อิฏฺฐสฺส กนฺตสฺส ปิยสฺส มนาปสฺสยทิทํ ปุญฺญานิ (ขุ.อิติ.25/200/240) แปลว่า: “ภิกษุทั้งหลาย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของ ความสุข ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ” (พ่อครูว่า...ก็ถูกในฐานของผู้ยึดติด แต่ผู้สูงขึ้นไป จะรู้ว่า สุข คือ มาจาก สุ คือว่า ข คือดี แปลว่า ความว่างนั่นแหละดีที่สุด ถ้าต้องมีสุข ก็คือยังไม่สูง แต่ถ้าละเอียดไป คือไม่มีอะไร คือความว่าง ว่างนั้นแหละดี สูงกว่าสุข ทุกข์ ว่างจากทั้งสุขและทุกข์ นั่นต่างหาก คือสูงกว่า ยังมีฐานสุข) มาอีกต่อของท่านว่า สังคมมีความเจริญและเสื่อมเรื่อยมา ตามธรรมดาอยู่แล้ว โดยเฉพาะ สิ่งที่สืบต่อกันมา ทางรูปแบบ เมื่อเวลาผ่านไปนาน สาระทางปัญญาก็มักเลือนลางไป ยิ่งเมื่อสังคมไทย มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในคราวที่เข้าสู่ยุคสมัยปัจจุบัน วิถีชีวิตของผู้คน พลิกผันเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ อย่างรวดเร็ว คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักกิจกรรมบุญกุศล ที่เนื่องอยู่ในวิถีชีวิต และภาวะที่ วัดเป็นศูนย์กลาง ของชุมชน ก็เหลืออยู่เพียงพร่าๆ ลางๆ คติการทำบุญก็เหินห่าง หรือขาดลอยจากชีวิต ที่เป็นอยู่จริงของประชาชน ความหมายของ 1 เสฐียรโกเศศ, ชีวิตชาวไทยสมัยก่อน (กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน, พ.ศ. 2510),หน้า 142 (ดูคำบรรยาย หน้า 130-153) “บุญ” ก็คลาดเคลื่อน คับแคบและพร่ามัวลง อย่างที่กล่าวข้างต้น จนกระทั่งกลาย หรือเขวออกไป ถ้าจะพื้นฟูพระพุทธศาสนา ในสังคมไทย จะต้องรื้อฟื้นคติ และความหมายที่แท้ของ “บุญ” กลับขึ้นมาให้ได้ ซึ่งก็จะเป็นการกอบกู้ประโยชน์สุข ให้แก่สังคมไทย ไปพร้อมกันด้วย เรื่องนี้จะต้องถือเป็น บททดสอบสำคัญอย่างหนึ่ง สำหรับพุทธบริษัท และการฟื้นฟู ก็เริ่มที่การทำบุญนี่แหละ คนไทยส่วนมาก ยังอยู่ในชนบท และคนทุกท้องถิ่น มีชุมชนของตนๆ ทุกคนควรถือเป็นสำคัญว่า ไม่ว่าจะทำบุญอะไรก็ตาม ที่คิดว่าสำคัญ และก่อนจะไปทำบุญ ใหญ่โตที่ไหน ขอให้ถามกันว่า พวกเราสามารถทำบุญขั้นพื้นฐาน ได้สำเร็จหรือไม่ บุญพื้นฐานที่ว่านี้ คือ กิจกรรมที่จะทำชุมชนให้อยู่ดี และทำชีวิตให้งอกงาม เครื่องพิสูจน์ความสามารถ ในการรื้อฟื้น ระบบการทำบุญ ของพุทธบริษัทคือ 1. หันมาทำบุญที่เกื้อกูลต่อชีวิตชุมชน ขึ้นเป็นพื้นฐาน (พ่อครูว่า คำว่าบุญของท่านข้อที่ 1 ท่านหมายถึงข้างนอก 2. ทำบุญเหล่านั้น ให้สำเร็จด้วยความร่วมแรงร่วมใจสามัคคี 3. ทำวัดที่มีอยู่ของชุมชน ให้เป็นนาบุญ ที่แผ่ขยายคุณภาพชีวิตไปทั่วถึงทุกคน ถ้าทำ 3 ข้อนี้ได้ บุญที่แท้อันถูกต้อง ตามความหมาย จะกลับคืนมา อย่างมีชีวิตชีวา พระพุทธศาสนา จะกลับเฟื่องฟูในสังคมไทย และสังคมไทยเอง ก็จะเข้มแข็งมั่นคง บรรลุประโยชน์สุขแท้จริง แต่ถ้าไม่ใส่ใจ หันมาทำบุญ ขั้นพื้นฐานขึ้นแก่ชุมชนของตนอย่างนี้ ถึงจะมีอะไรยิ่งใหญ่ โอฬารขึ้นมา ก็จะเป็นเพียงเครื่อง หลอกตาหลอกใจ ให้ตกอยู่ในความประมาท วงการพระพุทธศาสนา ก็จะสับสนระส่ำระสายมากขึ้นๆ พุทธบริษัทก็จะอ่อนแอลงไปๆ ชุมชนจะเสื่อมสลาย และหายนภัย ก็จะคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที พ่อครูว่า...ทั้งสามอันของท่าน คือกุศล คือการให้การเสียสละ ไม่ได้ชำระกิเลสตนเองนะ การชำระกิเลสตนเอง ไม่ใช่ไปช่วยใคร แต่ช่วยตนเอง แล้ว ชำระแล้วบุญมันประกอบด้วยปัญญา ถ้าเป็นอรหันต์สมสีสี คือบรรลุแล้วก็ตายทันที ก็จบไม่ได้ทำงาน ไม่ได้ช่วยใคร ทั้งบุญและปัญญาหายไปหมด พระอรหันต์ที่บรรลุแล้วยังไม่ตาย กิเลสหมดแต่ร่างกายขันธ์ 5 นี้ยังมีอยู่ มีชีวิต มีกำลังกาย มีปัญญาอยู่ ปัญญาตัวนี้ คือปัญญาตัวที่ไม่เห็นแก่ตัว ปัญญาที่เกิดจากอัญญา ทำงานเพื่อผู้อื่นทั้งหมดแล้วจะเลือกทำงานตามฐานะที่ช่วยได้ บุญมีหน้าที่หั่นกิเลส บุญเหมือนกิโยติน ทำหน้าที่ตัดคอคน เท่านั้นเอง อย่างอื่นมันไม่รู้ บุญก็คืออย่างนั้นเท่านั้น คือมีหน้าที่หั่นคอบาป บาปคอขาดแล้ว ขาดแน่แล้วนะ มันก็ไม่หั่นอีก ถ้ายังไม่ขาด มันก็ไม่หั่นอีก มันมีปัญญาในตัวว่า ทำหน้าที่จบแล้วก็จบ หายไปเลย การที่จะนิยามคำว่าบุญ ให้ครบนะ อาตมาก็ขอยืนยันว่า เป็นเครื่องชี้บ่งอาริยะที่แท้ โดยเฉพาะพระอรหันต์ อรหันต์จะต้องเข้าใจว่า บุญคือการชำระกิเลสเท่านั้น ถ้าเข้าใจอันนี้ไม่ได้ ก็ยังไม่ใช่อรหันต์ ทำไม่ได้เข้าใจหน้าที่ของบุญนี้ คุณยังเรื้อๆ ยังมีไอ้โน่นไอ้นี่อยู่ คนนี้ก็จบไม่เป็น ก็ยังไม่เป็นอรหันต์ มันมีคำหนึ่ง ในคุณสมบัติของอรหันต์ ที่มี 8 ข้อ คือคำว่า กตะ คือ เสร็จแล้ว กตกรณียะ ทำเสร็จแล้ว กตกรณะแล้วโอหิตภาระ คือปลงภาระหมดเลย ขีณาสวะ คือสิ้นอาสวะ "อมตชน" หรือ "อเสขบุคคล" หรือผู้ "จบกิจ" นี้ จากพระไตรปิฎก เล่ม 19 ข้อ 1367 แจกแจงไว้ ว่า ต้องมีคุณสมบัติ 8 ประการ ได้แก่... 1. อรหันต์ คือ เป็นผู้ไกลจากกิเลส (อรหัง) 2. ขีณาสพ คือ เป็นผู้หมดกิเลส ถึงขั้นสิ้นอาสวะ (ขีณาสวะ) 3. ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว คือ เป็นผู้ได้รับสภาพนั้นสมบูรณ์ และมีสภาพนั้น อยู่กับตนแล้วด้วย (วุสิตวันตะ) 4. ผู้มีกิจที่ควรทำ อันทำจบแล้ว สำหรับตนเอง (กตกรณียะ) 5. ผู้มีภาระอันวางลงแล้ว สำหรับตนเอง (โอหิตภาระ) 6. ผู้มีประโยชน์ของตน อันบรรลุโดยลำดับแล้ว (อนุปฺปัตตสทัตถะ) 7. ผู้สิ้นเครื่องผูกพัน ให้ติดอยู่ในภพแล้ว (ปริกฺขีณภวสัญโญชนะ) 8. ผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ (สัมมทัญญา วิมุตตะ) นี่คือ 8 นิยามของความเป็นอรหันต์ โดยเฉพาะ กตกรณียะ คือทำจบแล้ว แล้วให้มันแล้วสิ ทำจบแล้วไม่แล้วอีก แล้วจะวนไปถึงไหนอีก ถ้าแล้วไม่มีวน ถ้าวนก็ยังไม่แล้ว คนที่วนอยู่คือคนไม่แล้ว อาตมาก็ชัด เขาพูดของเขาถูก เขายังวนอยู่ของเขาก็ไม่เห็นมีปัญหา
มาต่อที่ การตอบปัญหา ในชั่วโมงที่สอง เริ่มคำถามสดก่อน
_คนบ้ามีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์หรือเปล่าครับ ตอบ...คนบ้าคือคนสติไม่เต็ม เมื่อคนสติไม่เต็มแล้ว หมดสิทธิ์ที่จะเป็นพระอรหันต์ ขนาดคนดี ยังเป็นได้ยากเลย
_เท่าที่ฟังพ่อครู อ่านบทความ ไม่ว่าจะข้อผู้ถือธงธรรมะ จะปากเปียกอีกนานเท่าไหร่ กับของท่านประยุทธ ที่บอกว่า ถ้าไม่ก้าวถึงปัญญา ก็ยังไม่ถึงพระพุทธศาสนา ก็เห็นใจพ่อครู คำถามมีว่า จะมีการสร้างพระพุทธรูป เป็นปางสมานัตตตา แล้วพระพุทธรูปนี้ จะไปอยู่ที่พุทธสถานต่างๆ เพื่อให้ลูกๆมีเอกีภาวะ ใช่หรือไม่ ตอบ...ใช่แล้ว เพราะว่าความสมานนี้ เราต้องการมากในยุคนี้ เพราะว่าเรารู้แล้ว ว่าการปรองดอง การสามัคคีนั้นดี พูดแล้วก็นึกถึง ปฏิกิริยาของ ประชาชนอเมริกา ต่อประธานาธิบดีคนใหม่ ภาวะแอ็คชั่นของเขา มันไม่ทำให้เกิดการปรองดอง การประสาน แต่ก็เข้าใจเขา ว่าจำเป็นต้องตัด สิ่งที่เกินจำเป็นก่อน ถ้าจะว่าไปแล้ว อเมริกาจำเป็นจะต้องตัด สิ่งที่เขาทำไม่ไหวหรอก เขาต้องทำหน้าที่อเมริกา first ต้องทำหน้าที่ของประเทศเขาก่อน ก็เห็นใจเขาเหมือนกัน แต่พร้อมๆกันนั้น ก็เห็นว่า นิสัยของแกก็แรงไป ไม่เหมาะสมกับเวลากาละ
_แต่ก่อน ฟังพ่อท่านพูดถึงธรรมะสอง พ่อท่านพูดถึงธรรมะสาม ฟังว่าอิเล็กตรอน เหมือนอิตถีภาวะ แล้วโปรตรอนเป็นปุริสภาวะ แล้วมีอันที่สาม เป็นนิวตรอน พ่อครูว่า... ตอนนี้ขยายจากสองเป็นสาม เพราะถ้าสองอย่าง ไม่ทำปฏิกิริยากัน ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น หาก 2 อย่างนั้นเป็นปฏิกิริยา ที่ไม่เข้ากัน จะทะเลาะกัน ก็เกิดความแรง
_อยากทราบว่า ตัวบุญเป็นตัวชำระกิเลส แล้วฌานคือเผากิเลส ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า...บุญคือดาบฆ่ากิเลส แต่ฌานเป็นตัวที่ยาว มี ฌาน 1-4 มีรายละเอียดอีกเยอะ ส่วนบุญนั้นมีตัวเดียว ฆ่าอย่างเดียว อาตมาว่า พวกเราเข้าใจแล้วหลายคน บุญมีหน้าที่เฉพาะ มีหน้าที่น้อย แต่เด็ดขาดและวิเศษสูงสุด ไม่ยุ่งยากเลยไม่มี 2 ไม่มีทศนิยม บุญไม่มีทศนิยม ทำหน้าที่ตัด ปุ๊บ ไม่มีกัมมันตภาพรังสีไม่มีทศนิยม ทำหน้าที่เดียว สมณะเพาะพุทธว่า...บุญคือเครื่องมือตัดกิเลส ฌานคือพลังงาน ที่ใช้ชำระกิเลส พ่อครูว่า...ก็พอได้ ฌานเป็นสิ่งที่ไม่แข็งยืดๆ แต่บุญนี้แข็ง และ static
_คุณเมฆทิพย์...ซาบซึ้งพ่อครูเทศน์มาก แต่ฟังแล้วเข้าใจ พ่อครูว่า...เป็นการกล่าวของ สายเจโตแท้ๆ ส่งมาแสดงตัว คือซึ้งมาก แต่ให้พูดอะไร ไม่รู้เรื่องหรอก แต่บอกว่ารู้ เจโตพูดกันแล้ว ก็ต้องเข้าใจเขา
_คุณศักดาว่า...มันมีบุญกิริยาวัตถุ 10 พ่อครูว่า เป็นเกจิอาจารย์มาพูดในภายหลัง แยกในภายหลัง ให้มีถึง 10 ที่จริง พระพุทธเจ้าตรัสแค่ บุญกิริยาวัตถุ 3
_ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ จะไม่ทานเนื้อสัตว์ใช่ไหม ตอบ...ใช่
_อยากทราบว่า ในหลวงร.9 ท่านยังทานเนื้อสัตว์อยู่ แต่ท่านเป็นโพธิสัตว์ นั่นเป็นเพราะว่า ท่านไม่ติดรสชาติเนื้อสัตว์ ใช่หรือไม่ หรือเป็นเหตุผลอื่น ตอบ...เรื่องที่จะอธิบายให้เข้าใจนี้ มันไม่ง่าย เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่กลับไปกลับมา แล้วจะต้องอนุโลมกับผู้อื่น เป็นบารมีของแต่ละท่านด้วย บางทีท่านก็ไม่รู้ตัว แต่ท่านต้องเป็นอย่างนั้น มันเป็นสัจ จะต้องทำอย่างนั้น แต่ท่านไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้น ท่านก็เลยต้องทำไป ตามที่มันควรทำ ท่านเห็นว่าควรทำก็ทำ จะไปตอบว่า จริงท่านเป็นโพธิสัตว์แล้ว คนที่จะรู้นั้น อธิบายได้ยาก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ยังไม่เก่งจากในระดับ 8 หรือ 9 ถ้าระดับ 9 และอธิบายได้ดีกว่าเยอะ สรุปแล้วก็คือ การย้อนกลับไปกลับมา เป็นสภาพที่อนิจจัง ที่แท้จริง ในโลก ผู้ที่จะยืนอยู่กับอนิจจัง โดยใช้อนิจจังเป็นประโยชน์ได้ จึงเป็นผู้ที่เข้าใจ รายละเอียด กลับไปกลับมา ย้อนไปย้อนมา เหมือนคนตลบแตลง กลบเกลื่อน ไม่ได้อนุโลมเพื่อตัวเอง ที่อนุโลมนี้ทำเพื่อผู้อื่น แล้วท่านก็ประมาณ เท่าที่มันควร บางทีท่านก็พูดไม่ถูก แต่ท่านเป็นตถตาแล้ว เป็นความลึก เกินกว่าสัญชาตญาณแล้ว ก็ใช้พยัญชนะ ขยายความเท่านั้นเอง ปฏิบัติไปแล้ว จะรู้จักตามฐานะ ถ้าไปคิดแทนแล้วจะเป็น การคาดเดา จนกว่าคุณจะเป็นปัจเจก และมีสยังอภิญญา คุณจึงจะรู้ได้ว่า คุณเข้าถึงตรงนี้แล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่ คาดคะเนเป็นตรรกะ บางอย่าง อาตมาก็อธิบายเป็นตรรกะ ไม่ได้เลย ยังฉลาดไม่พอจะขยายความ
_ผู้ที่มีพฤติกรรมซุกอาหาร แอบกินที่ ใต้ถุนบ้านคนอื่น แล้วทิ้งขยะไว้ หรือโยนอาหาร ที่เหลือทั้งถุงพลาสติก ให้พ้นตัว บ้านรก เอาของที่รก มาให้ส่วนกลาง อย่างนี้เป็นอรหันต์ ได้หรือไม่ ตอบ...ถ้ายังเป็นพฤติกรรมอย่างนี้ อยู่อย่างหยาบ ในปัจจุบันนะ ทำให้เลอะเทอะเยอะแยะ ถามมาก็ตอบไป
_ธรรมะสามคือผัสสะ ที่เราเกิดขณะที่เจอในปัจจุบันของเวทนา ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้นๆ แต่พลังปัญญาของเราเวลานั้น มีแรงไม่พอ ที่จะทำให้จิตเป็น ปุริสสภาวะได้ อาการทำให้เป็นอุเบกขาไม่ได้ ขอให้พ่อครูบอก กุสโลบาย ตอบ...ขอยังไม่อธิบายตอนนี้ ให้ติดตามก็แล้วกัน
_บางครั้ง ก็ฟังเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่อยากทราบ การเริ่มต้นปฏิบัติขั้นสูง ตอบ...ก็ขอตอบว่า คุณให้มีจิตอยากเริ่มฟัง ข้างต้นก่อน อย่าไปมีจิตใจ อยากฟังขั้นสูง มันเป็นอภิชัปปา เป็นตัณหาล้ำหน้า เป็นความอยากรู้เกินฐานะ จะอยากไปรู้ ขั้นสูงไปทำไม เอาที่รู้บ้างไม่รู้บ้าง แล้วทำได้ก่อน
_ถ้าเรามีสุขภาพไม่ดี มีวิธีการสังเกตอย่างไร เพื่อให้เกิดสุขภาพดีขึ้น หรือหายจากอาการเจ็บปวด ตอบ...อาตมาไม่เป็น ถ้าเรามีสุขภาพไม่ดีแล้วสั่งจิต ยังงั้น อาตมาทำไม่เป็น สมณะเพาะพุทธ เสริมว่า คำกล่าวภาษาจีนว่า สุขภาพดีคือทำจิตให้ร่าเริง คนทำจิตเศร้าหมอง สุขภาพไม่ดี
_มีคำกล่าวว่า เป็นนักปฏิบัติธรรม มีอะไรให้กินก็กินไป คำกล่าวนี้ ถูกต้องหรือไม่ ตอบ...มันก็ถูก แต่เป็นคำกล่าว ที่หวัดไปหน่อย พูดให้บรรจงกว่านี้ก็ดี พูดไม่ถูกใจเรา เท่านั้นแหละ เพราะในหมู่คนมีปัญญาแล้วรู้ว่า อันนี้ไม่มีพิษภัย อันนี้มีแต่ประโยชน์ ก็หามากินมาใช้ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีอยู่ในหมู่คนดี คนมีปัญญาจะเป็นของกิน ของใช้อะไร เขาไม่เอาของเป็นพิษเป็นภัย เป็นโทษอะไรมาไว้ เอามาให้พวกเราบริโภค มันไม่ได้หรอก มันเป็นโทษ เขาดูเยอะแล้วก็กำจัดออก เพราะฉะนั้น มันมีมาแล้ว ทุกคนก็กินร่วมกัน แล้วก็ไม่น่าเรื่องมาก มันเป็นกิเลสของเรา ที่ไปร่วมกับเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้น อ่อนน้อมถ่อมตนเถิด เขาไม่เอาสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัย มาฆ่ากันหรอก เลือกแล้วด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น อย่าเรื่องมาก เรื่องมากนั่นแหละคือ ทุภระ คนเลี้ยงยาก กิเลสเรามีเยอะ ก็อดทนเอาไว้ อยู่กับมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีแล้ว ไม่น่าจะเรื่องมากอะไรหรอก
_ปฏิบัติธรรมไม่ค่อยเป็น แต่ก็ยังไม่ท้อ เพิ่งจะเห็นตนเองว่าทุกข์ เพราะโง่ยึดถือ แต่ยังออกจากทุกข์
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive