240906-3-122 ทางเอกภาค3-ตอน122(หน้า284)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 6 กันยายนพุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกปรมาเรียงกันต่อนะสหกรณ์จะไปต่อก็อยากจะขอย้ำอีกทบทวนหลักการที่ปฏิบัติองค์ 8 จะขอกล่าวหลักสูตรสูตรตัวภาษาให้จำใครจะจดก็จดจะจำ ขึ้นใจแล้วก็ใช้สูตรเหล่านี้เป็นทฤษฎีในการที่จะประพฤติปฏิบัติไปเรื่อยๆเราก็จะได้เกิดจิตอาสาสมัครที่เราปฏิบัติศีลก็ได้เกิดจิตเกิดสมาธิมาแล้วเราก็ได้ปฏิบัติมาอย่างนั้นแล้วแต่ตอนนี้เราจะต้องละเอียดขึ้นเราจะต้องมีเครื่องเช็คเราจะต้องมีความรู้มีหลักที่จะอ่านมีความหมายมีนิมิตมีอุตรดิตเพศมีเครื่องหมายมีคำชี้แจงกล่าวบอกรายละเอียดเข้าไปเราก็จะได้ละเอียดแยกขายขึ้นรู้จักจิตรู้จักอาการของจิตรู้ลักษณะเป้าหมายที่แม่นแม่นแม่นสงบลงไปอีกไม่เช่นนั้น เราไม่มันไม่ชัดเราจะต้องเข้าใจให้ถูกต้องในลักษณะนี้บอกตัวภาษาตัวหลักก่อนนะมิจฉาทิฏฐิถ้าเราเข้าใจผิดประธานไม่มีผลนัตถิทินนังว่ายันจะไม่มีผลลัพธ์ยึดถังพวกการสังเวียนบวงสรวงไม่มีผลลัทธิต่างๆการกระทํา flor วิบากจริงๆก็มีแต่คำว่าวิบากด้วยซ้ำเพราะเราวิบากของกรรมดีกรรมชั่วนั้นไม่มีหรือกรรมดีกรรมชั่วนั้นไม่มีผลไม่มีวิบากนัทธิสุตาตุ๊กตานังกัมมังวิภาโกงและก็โลกนี้ไม่มีนัตถิไอ้ยังโลโก้โลกหน้าไม่มีโปรแม่ไม่มีนัตถิมาตา พ่อไม่มีนัตถิปิดตาสัตว์โอปปาติกะหรือว่าพวกจิตวิญญาณที่มันผุดเกิดไม่มีนัตถิสันติสัตตาอุปปาติกะมีอุปกรณ์สมณะพราหมณ์ผู้ที่รู้ชอบโลกนี้โลกหน้าได้ด้วยตนเองแล้วก็เอามาประกาศชี้แจงบอกไม่มีนัดที่โลแกนสมณะพราหมณ์มะนังสมณะพรอมานาด ตุ๊กตาสัมมาปฏิปทาอิมันจะรู้การจะโลกังสยังอภิญญาสติจัตวาตระเวนติติอันนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ 10 เราจะต้องเข้าใจให้เป็นสัมมาทิฏฐิ 10 ก็คือตรงกันข้ามกันและความมีไม่มีเราก็ต้องรู้ด้วยว่ามันมีได้ทั้งกุศลและอกุศลแต่มันมีอย่างกุศลเป็นอย่า
อ่านต่อ
งไรกุศลยิ่งกว่าเป็นอย่างไรเป็นส่วนแห่งบุญเป็นส่วนแห่งกุศลเราจะต้องเข้าใจว่ามีมีและเป็นส่วนแห่งบุญเป็นส่วนแห่งกุศลหรือว่ามีเป็นส่วนแห่งบาปอยู่ด้วย แล้วก็ต้องเข้าใจก็เห็นชัดเจนว่าเป็นส่วนแห่งบุญเป็นอย่างไรเป็นส่วนกุศลเป็นอย่างไรแล้วเราก็ฝึกเพี้ยนเอาฝึกเปียโนเป็นสัมมาทิฏฐิก็กลับกันใช้คำว่าอัฐิแทนคำว่านัตถิทุกตัวคำว่าไม่มีใช้คำว่ามีแทนทุกตัว 10 ข้อผ่านผ่านบวงสรวงมีผลของกรรมวิบากชั่วดีมีโรคนี้มีโลกหน้ามียา ไปบอกว่าพระพุทธเจ้าบอกว่าโลกหน้าไม่มีนะมิจฉาทิฏฐินะสมาธิในโลกหน้ามีนะอย่าไปบอกว่าโลกหน้าไม่มีตายแล้วก็ 0 นะเดี๋ยวนี้ก็ลืมแล้วพวกนี้สมาชิกทีมชาติที่ 40 นี่ก็ไม่ได้เอามาจับเป็นหลักโรงนามีแต่เข้าใจว่าโลกหน้าไม่มีพ่อแม่มีพ่อมีสัตว์อุปปาติกะด้วยจิตวิญญาณมีอย่าบอกว่าจิตวิญญาณไม่มีผู้ชายที่ไม่มีจิตวิญญาณเกิดตายไม่มีจิตวิญญาณเกิดจิตวิญญาณตายไม่มีแม้แต่ในรอบยาวรอบโลก ยาวไปเป็นสภาพที่อะไรที่เรายังรู้ไม่ได้แต่เราก็จะเห็นรูปรอยที่มันสามารถจะพิสูจน์ได้ว่าโลกนี้โลกหน้าพรุ่งนี้มีวันนี้มีพรุ่งนี้ก็เกิดจากวันนี้ถ้าเราวันนี้เด็ดขาดในการที่จะไม่เวียนวนกลับไปไปหาอกุศลอีกพรุ่งนี้ก็เราก็ไม่เวียนวนแต่ถ้าเรายังไม่แน่วันนี้เรานึกว่าเราไม่ได้แล้วไม่แน่พรุ่งนี้มันก็ไม่แน่จะยากอะไรขนาดว่าเราว่าเราแน่ๆแล้วนะวันนี้พรุ่งนี้มันยังไม่ค่อยแน่เลยจะนอนแล้วพยายามทำแน่เลยวันนี้ไม่เวียนวนอยู่แล้วพรุ่งนี้ไอ้พรุ่งนี้ไม่ต้องมายืนมันเวียน เครื่องมันเวียนเวียนวนมันเกิดได้อีกเพราะได้ยินบอกว่าไม่แน่นะวันนี้ไม่แน่พรุ่งนี้โลกหน้าวันหน้ามันแน่ๆที่ไม่แน่ก็เดี๋ยวนี้มันยังไม่แน่นะพรุ่งนี้มะรืนนี้มันเรื่องนี้มันจะไม่แน่มันจะไปแน่ได้ยังไงจริงๆขนาดว่าเราว่าแน่ๆแล้วมันยังเอ๊ะมันยังมีฤทธิ์แรงอีกนะเนี่ยมันดับสนิทเหมือนเด็กขาดเนี่ยหญ้าดับสนิทที่บอกว่าประมาทไม่ได้เราจะต้องรู้เยอะกันอย่างละเอียดซับซ้อนรู้แม้แต่ที่สุดผู้ที่บรรลุธรรมได้เป็นพระเป็นสมณะเป็นผู้ที่ไปดีแล้ว ผู้ปฏิบัติดีแล้วสามารถรู้จริงๆรู้สภาวะธรรมปัจจุบันอนาคตหรืออดีตรู้โลกนี้โลกหน้าเข้าใจวัดปากเข้าใจสังสาระเอามาพูดมาบอกมากล่าวมาชี้ให้เราฟังกันนี่ถึงได้เคยย้ำกับพวกคุณพวกคุณโชคดีไม่ได้มีแต่ตัวหนังสือมีผู้กล้ารับรองว่าเป็นสมณะพราหมณ์ผู้ที่กล่าวสิ่งนั้นนำสิ่งนั้นเอาสิ่งนั้นมาชี้แจงพิสูจน์ด้วยพาคุณพิสูจน์ทำคุณก็สามารถเห็นรู้อยู่เข้าใจอยู่สัมผัสอยู่เออมันเป็นจริงได้แม้บางสิ่งบางอย่างของคุณก็สามารถรู้เป็นมรรคเป็นผลได้อยู่ เป็นคนโชคดีบางคนได้เรียนแต่ตัวหนังสือไม่เห็นสมณพราหมณ์ที่เป็นอย่างนั้นอยู่ที่ไหนเขาก็แสวงหากันอยู่แม้แต่เขาจะรับรองกันเขาก็ไม่กล้ารับรองรับรองตัวเองไม่ได้เชื่อมั่นในตัวเองไม่ได้มีความจริงมีสัจจะที่ตัวเองรู้ว่าสัจจะว่าดับมาเกิดก็หมดว่าไม่มีศูนย์สูญญากาศสูญญตารับรองตัวเองไม่ได้พูดได้แต่รับรองไม่ได้ไม่มั่นคงรับรองและยังเห็นรอยเลยว่ามันไม่จริงอันนี้ก็พิสูจน์ได้อีกนี่เป็นหัวข้อของมามิจฉาชีพนี้สัมมาทิฏฐินั้นในหลักของทิฐิ ทิฐิท่านก็แบ่งออกเป็น 2 ถึงแม้ทิฏฐินี้จะเดินไปเอาอันนี้ก่อนเอาวายามะกับสติก่อนทิฐิจะเดินไปก็มีสัมมาวายามะความพยายามใดที่พยายามตามสัมมาทิฏฐิอยู่ความพยายามนั้นเป็นสัมมาวายามะความพยายามใดเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐิความพยายามนั้นเป็นมิจฉาวายามะสติใดเป็นไปตามสัมมาทิฏฐิสตินั้นเป็นสัมมาสติใดเป็นไปตาม สันตินั้นเป็นมิจฉาสติโดยมีสัมมาทิฏฐิที่เป็นตัวสำคัญมากเป็นตัวประธานมันจะทำให้ความพยายามและความมีสตินั้นไปตามมิจฉาซึ่งเคยยกตัวอย่างให้ฟังแล้วเช่นคนกำลังเล็งปืนยิงเบ้าตาคนเขาใช้สตินะเขาไม่ใช้สติก็ไม่ถูกเบ้าตาคนหรอกยิงใส่ยอดหัวใจเลยเล็งอย่างดีเลยจะยิงให้แม่นเลยจะถูกต้องถูกพยายามไม่ถูกมีสติสัมปชัญญะให้มั่นคงให้ตัดขั้วหัวใจเลยเขามีสติเขามีความพยายามในมิจฉาทิฐิเขาไม่รู้ว่าเป็นบาปก็ไม่รู้ว่าเป็นทุกข์ก็ตาม เขาไม่เข้าใจมีผลวิบากนะอย่าทำเลยละเว้นขาดไม่ได้เว้นออกเวรขาดเขาไม่รู้หรือรู้เขาก็ทำเขาไม่เชื่อเขามีความเห็นว่าไม่จริงเขามีความเห็นว่าไม่เป็นบาปอย่างนี้เป็นต้นเขามิจฉาทิฏฐิแล้วเขาก็ทำสิ่งที่เป็นกรรมอย่างนั้นคิดพูดทำไอ้ตัวสมาธิจึงเป็นตัวสำคัญมากเพราะเราพยายามอยู่ในการประพฤติก็พยายามเพื่อจะออกจากสิ่งที่มันใดมันจะเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐิ 10 นี่เราพยายามออกพยายามทำความเข้าใจความเห็นทิฐิแปลว่าความเข้าใจความเห็นทีนี้สมาชิกยังแบ่งออกเป็น 2 มันจะมีสภาวะที่สูงขึ้นอยู่เรื่อยๆสมาชิก ที่ยังไม่หมดสิ้นอาสวะเรียกว่าสัมมาทิฏฐิที่ยังเป็นอาสาสมัครแต่เราปฏิบัติได้ดีขึ้นเป็นส่วนกุศลเป็นส่วนดีเป็นส่วนแห่งบุญอยู่เสมอๆเรียกว่าสัมมาทิฏฐิที่เป็นสภาวะมีส่วนแห่งบุญเป็นผลแก่ขันเป็นผลแก่ชีวิตของเราอาศัยไปมีวิบากลดน้อยลงมีวิบากที่เป็นทุกข์ทรมานเป็นเรื่องเดือดร้อนเป็นเรื่องลำบากน้อยลงน้อยลงเราทำได้ละเอียดขึ้นสูงขึ้นเราจะรู้จริงเห็นจริงว่ามันมีอาสวะหรือว่ามีกิเลสพิเศษเหลือน้อยลงน้อยลงน้อยลงนั่นเรียกว่าเราเจริญอยู่ในส่วนแห่งบุญถ้าเราทำผิด มันก็จะเป็นส่วนแห่งบาปเราทำผิดแต่เป็นมิจฉามันก็เป็นส่วนแห่งบาปเราจะต้องทดสอบตรวจตราอยู่เสมอว่าเป็นส่วนหนึ่งบาปหรือเป็นส่วนแห่งบุญต้องพยายามต้องมีสติอ่านสติสัมปชัญญะธรรมวิจัยวิจัยอยู่ที่เดินได้โพชฌงค์มีแรงให้โพดชงเป็นตัวพาโดยมีสติมีธรรมะวิจัยมีวิริยะแล้วก็ได้ดีขึ้นรู้ตัวผิดปกตินี่เป็นตัวได้ดีได้ดีขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ดีขึ้นจริงความสงบก็สงบลงไปเรื่อยเป็นปัจจัยจริงถ้ามันไม่ไปปิติจริงมันไม่ได้ตัวได้ดีจริงตัวประทีปก็ไม่จริงแต่ความสงบระงับจากกิเลสก็ไม่จริงสงบสบายทุกข์ร้อนลดลงไม่จริงแต่ ทำถูกวิจัยถูกทำวิจัยข้าวโพดชงถูกปิติได้ดีเราก็รู้ดีเห็นดีที่ถูกตัวปัดสติก็ถูกด้วยสั่งสมลงเป็นสมาธิที่ถูกเป็นสมาธิสมควรชงจิตก็จะสูงขึ้นไปหาอุเบกขาสมโภชส่งเรื่อยไปเพราะเป็นฌานสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นจริงๆสอดร้อยกันเป็นพวกช่อง 7 เดินอยู่อย่างนี้เดินไปเป็นพุทธะอัดพลไปจากสมาธิที่เป็นสาธารณะแล้วก็มีหลักความพยายามใดพยายามออกจากมิจฉาทิฐิทั้ง 10 อยู่ความพยายามนั้นเป็นสัมมาสติใดที่เป็น ทำตามสัมมาทิฏฐิอยู่สตินั้นเป็นสัมมาทีนี้เมื่อพยายามออกออกได้ออกจึงจนกระทั่งหมดอ่านเห็นของเราเองเป็นอันนาสวะหมายความว่าหมดอาสวะแล้วไม่ว่าเหตุปัจจัยใดคุณก็จะอ่านได้อ่านรู้ด้วยความเห็นอย่างนี้ว่าของไม่ควรควรจะทานควรจะสลับสละเสียทานกรรมวิธีอย่างนี้ถูกเป็นยันต์ในพิธีอย่างนี้เป็นบทปฏิบัติอย่างนี้ศีลอย่างนี้วินัยอย่างนี้กรรมฐานอย่างนี้ถูกทำถูกแล้วออกได้ออกได้ออกได้เห็นความเกิดเห็นเป็นโอปปาติกะเห็นเป็นสัตว์เกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดบรรลุไม่ใช่เกิดอื่นตายเกิดก็ตายเป็นตัวเดียวกัน ตายตายอสูรบรรลุสุดมีปัญญารู้เห็นเป็นปัญญาเมื่อเป็นอนาถาแล้วเราจะมีตัวรู้เราจะมีตัวปัญญาปัญญินทรีย์ปัญญาผลหรือปัญญาพละในพระไตรปิฎกแปลเป็นพระยาพระเป็นกำลังแห่งปัญญาก็เอาแต่ในพระบาลีเป็นปัญญาพละเป็นปัญญาพลังปัญญาผลเป็นธรรมวิจัยสมโภชนมี 6 หลักในอนาคตสัมมาทิฏฐิไม่ใช่ผลสมัครพลมิจฉาทิฏฐิถึงซึ่งสัมมาทิฏฐิสูงสุดในเหตุปัจจัยเท่าไหร่ก็แล้วแต่ในเรื่องไหนก็ตามคุณจับเป็นเหตุปัจจัยและคุณหลุดพ้นเลยอนาคต วิศวะหมดอาสวะได้คุณจะต้องมีจิตของคุณจริงๆมีสภาพรู้เป็นปัญญาเป็นปัญญาปัญญินทรีย์ปัญญาพละเห็นเป็นปัญญาผลเป็นปัญญาตัวตัดสินพ้นวิกฤติอิจฉาชัดแจ้งแจ่มแจ้งมีการแยกแยะได้ด้วยไม่ใช่ว่าเกิดปัญญาแล้วก็ไม่รู้เรื่องได้ยังไงไม่ได้ยังไงวิมุติยังไงไม่มีวุฒิยังไงไม่รู้เรื่องไม่ใช่มีเลยมีทำเอาไว้ใจสมโภชจงมีสัมมาทิฏฐิมีตัวนี้ตัวสัมมาทิฏฐิตัวความเห็นที่ถูกต้องเป็นความเห็นชอบเป็นความเห็นที่ถูกต้องแล้วและมองไปในองค์มรรคมีพร้อมครบคุณจะดำริเมื่อใดคุณต้องตรวจเป็นวันๆไปหลายวันหลายคืนคุณตรวจพวกนี้กว่าจะตรวจเป็นพ้นอันนาสวาทนี่คุณ แต่ละวันแต่ละคืนของเรานี่เห็นเลยสัมมาสังกัปปะของเรามีจริงสัมมาวาจาของเรามีจริงสัมมากัมมันตะของเรามีจริงไม่ละเมิดเป็นอกุศลเลยไม่ว่าเหตุปัจจัยเรื่องใดเช่นว่าเราไม่สูบบุหรี่โอ๊ยไม่มีสัมมาสังกัปปะเราไม่มีในความคิดเลยฉันกับปากของเราไม่มีหลุดพ้นเป็นสัมมาสังกัปปะด้วยสัมมาวาจาของเราเราไม่เป็นเรื่องเกี่ยวกับไอ้นี่ไม่มีเลิกสมมุติบุหรี่อย่างเงี้ยไม่มีเราไม่มีเรื่องบุหรี่ในสัมมาวาจาจะไปพูดผิดผิดพลาดพลาดส่อเสียให้คนอื่นเข้ามาสู่ไม่มีหรือว่าจะกระทำเป็นกายกรรมเป็นการกระทำอะไรไปเกี่ยวข้องเราอาจจะเกี่ยวข้องถ้าเผื่อว่าสัมมาอาชีวะเรายังไม่พ้นเราอาจจะไปทำงาน อะไรเกี่ยวข้องกับส่งเสริมโฆษณาให้บุหรี่ขายบุหรี่วันดีอยู่ก็ได้อย่างนี้มันก็ยังไม่พ้นสัมมาอาชีวะที่แท้แต่ถ้าพ้นเป็นองค์มากแล้วแม้สัมมาอาชีวะก็พ้นอาชีวะ 5 ไปจริงๆเป็นสัมมาสมาธิจิตของเราทั้งรู้ทั้งเด็ดขาดมีวิมุตทั้ง 2 ส่วนมีทั้งปัญญาวิมุตมีทั้งเจโตวิมุตติพร้อมเป็นสัมมาสมาธิสมาธิไม่มีสัญญาณทั้งหมดเมื่อเวลามันลงเป็นผลแล้วถ้าไม่ลงเป็นผลก็มีสมาชิกที่แข็งแรงจนกระทั่งรู้เป็นญาณจนกระทั่งแจ้งวิมุติตัวนั้นเกิดจับตัวเป็นมนุษย์ได้เป็นวิมุตติญาณทัสสนะอยู่ที่เรามีที่เราไม่ใช่พระจะได้รู้ของใครของใครก็จะมีเราก็ เพียงแต่ประมาณรู้รู้กันด้วยความขอบคุณมากด้วยข้าพระองค์มากนี่ต้องขยายความให้ฟังอย่างนี้เป็นตัวอันนาสวาทมีปัญญาปัญญินทรีย์ปัญญาพละมีธรรมะวิจัยสมโภชทรงมีความเห็นชอบมีสมาธิและมีองค์แห่งมรรคมักคังคะภาษาบาลีว่ามัคคังมีองค์แห่งมรรคอยู่พร้อมพลังมาเป็นความสัมมาถ้วนรอบนี้ไปถึงสมาสไปถึงสังกัปปะมีมิจฉาสังกัปปะ 3 ถ้าเราดำริอยู่อย่างนี้คิดนึกมีอะไรอยู่ในความนึกคิดต้องรู้นะต้องพูดต้องรู้ตัวสังกัปปะของคุณ การซักกระเป๋าเป็นอย่างไรถ้าคุณไม่รู้รูปนามของอากาศสังขะคุณก็ปฏิบัติไม่ถูกคุณต้องรู้เลยว่ามันอยู่ในวงคิดในความคิดนึกเรานี่เราคิดนึกเราจับได้เลยไอ้เจ้านี่คิดเนี่ยดูซินี่คิดอะไรอาวรณ์บุหรี่และคิดถึงเหมือนมันเป็นปลาที่อยู่ในจิตเห็นเลยมันมีเห็นว่าเราว่าเราพลาดแล้วเรากายกรรมไม่มีวจีกรรมแล้วก็ไม่พูดนะระมัดระวังได้แต่มันยังมีผีหลอกอย่างนี้ก็เหลือเศษมันยังมีอะไรอาวรณ์มันยังมีตัวลอยๆร้อนๆอย่างนี้เป็นต้นหรือว่ายิ่งเกิดหยาบๆไม่ต้องพูดเลยอาการนี้มันจะเอาอยู่แล้วเนี่ยมันอยากได้อย่างนี้ก็ไม่ต้องพูดกันหยาบๆงั้นก็ต้องจับตัวมันได้มันมีตัวนะแต่มันไม่มีตัวตน แต่มันมีอาการมันมีตัวที่เราจับได้ในเรียกภาษาแทนว่าตัวมันไม่มีตัวตนหรอกเป็นอาการของจิตเกิดอยู่สัตว์โอปปาติกะจับได้เห็นรื้อในการสัมผัสปลาหูจมูกลิ้นกายใจต่อเวลาต่างๆแล้วผ่านแล้วพบเป็นธรรมดาวันคืนแล้วก็ทำงานทำการเป็นชีวิตธรรมดาทำโน่นทำนี่มันก็พัดผ่านไปมาเราได้เช็คอยู่เรื่อยเลยจิตเรามีเมถุนทั้ง 7 หรือเปล่าเราไม่มีเมียทุนก็มาแล้วเราไม่ไปสัมผัสสัมผัสอะไรไม่สืบพันธุ์กับมันตัดขาดคนละโลกอยู่ด้วยกันสักพักได้ด้วยไม่ใช่คนละโลกแบบภาคกันโดยจับห่างกันไม่ใช่สัมผัสกันอยู่ด้วยแต่มันคนละโลกเหมือนน้ำกับใบบอนห่อกันอยู่มันก็อยู่กันคนละอย่างคนละชิ้นคนละส่วนเอกเป็นเอกเป็น เลขาเป็นเอกเฮ้ยใครเฉยมันแต่ร่วมงานกันได้เอาน้ำไปใส่บอลไปบอลขอน้ำก็ได้ไปด้วยกันช่วยกันในคำกิริยาการงานช่วยกันได้แต่ไม่ดุไม่ซึมตัวซัดกับป๋าต้องเห็นรอยเราจะดำริออกออกจากกรามออกจากพยาบาทออกจากการเบียดเบียนมีเลขก็มีออกจากกามก็จะต้องแนบธรรมะมิจฉาทิฏฐิ 3 ก็คือผู้ที่ดำริไม่มีการดำริออกจากกามไม่ใช่เราไม่ออกจากการไม่ออกจากพยาบาทไม่ออกจาก การเบียดเบียนต้องเข้าใจความหมายของการเบียดเบียนลึกซึ้งขึ้นไปตัวนั้นสำคัญไอ้การพยาบาทยังพอพูดกันง่ายยังพอระลึกได้เห็นรูปเราเห็นตัวตนง่ายแต่ความเบียดเบียนนี่ซับซ้อนต้องเรียนต้องศึกษาไปแล้วเราก็ลดลงลดลงมันจะสูงขึ้นจิตเราจะแยบคายขึ้นเห็นสภาวะพ้นต้องดำริออกต้องพ้นมาเรื่อยๆเป็นส่วนแห่งบุญเป็นผลแก่ขันมาเรื่อยๆเป็นสัมมาทิฏฐิก็เป็นสัมมาสังกัปปะคือดำริออกศึกนึกคิดนั่นแหละเป็นตัวประธานจิตที่เห็นที่รู้ด้วยปัญญาแล้วตรึกนึกคิดให้เข้าร่องเข้ารอยเพราะฉะนั้นมันจะเกิดวาจามันก็จะเห็นบทบาทของมันต่อไปจากจิตจิตเป็นตัวสำคัญจิตเป็นตัวก่อให้เกิดนะมีตัวเจตนามีตัวตรรกะวิ เห็นสภาวะเลยเพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดเป็นอันนาสวะเป็นสาธารณะเป็นส่วนแห่งบุญสัมมาสัมที่เป็นส่วนแห่งบุญเป็นผลแก่ขันอยู่ก็คือผู้นั้นดำริออกอยู่ออกอยู่เห็นรู้จิตตัวเกิดของเราจิตของเรามีว่าเราดำริออกตั้งใจคิดนึกออกออกจากกามออกจากพยาบาทออกจากการเบียดเบียนอยู่ทำอยู่ก็เป็นส่วนได้ส่วนเป็นส่วนมีของเราอยู่ของเราเนี่ยเราออกนะเราออกได้ด้วยเนี่ยเราลดภาวะการภาวะไข้อยากเบาลงเบาลงนะภาวะพยาบาทภาวะโกรธเคืองปฏิฆะไม่ชอบใจลดลงนะลดลงเรื่อยๆแม้สัมผัสมันอยู่นี่แหละเป็นสัมมา องค์ 8 ก็ปฏิบัติธรรมดาทั้งคิดทั้งนึกทั้งพูดทั้งทำงานทำงานทั้งอาชีพเกี่ยวข้องอยู่แต่มันลดนะสัมผัสแล้วเราก็รู้สภาวะของความนึกคิดสภาวะของจิตใจของเรามันเบานะมันเบามันทำผิดออกมันทนได้โดยไม่ยากมากขึ้นมากขึ้นจนเกลี้ยงมันก็จะเห็นเลยมีความเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิด้วยเห็นด้วยปัญญาเลยว่าในสภาพนี้เราไม่นึกไม่คิดแล้วเป็นตัวที่มันเกิดมาอยู่เพราะว่าสังกัปปะก็ยังต้องเกิดอยู่ฉันก็ปักก็คือโลกอีกเพลงคือกลับที่ตัวเกิดสังสารวัฏวัฏฏะสังสาระวิวัฒน์ตัดกับสังข์วัดตรรกะมันจะเกิดอยู่จิต เกิดอยู่เรายังไม่ตายยังมีรูปนามขันธ์ 5 แต่จิตนั้นมันคิดได้เป็นตรรกะมันเกิดมาแล้วมันก็เป็นตัวสภาวะเราเรียกว่าตรรกะเราจะต้องเข้าใจเห็นรู้เป็นวิตกกักๆก็คือตัวจิตจิตมันเป็นตัวจิตที่เป็นตัวรู้มีเรื่องรู้มีเหตุมีปัจจัยหรือมีเหตุมีผลเขาเรียกว่าตรรกะก็คือความมีเหตุมีผลมีเหตุมีผลมีเหตุมีปัจจัยมีสภาพเกิดมีสภาวะเป็นไปมีกิจกรรมคือตัวเกิดจึงเป็นจริงอุทธัจจะก็คือมันเกิดมาแล้วแล้วมันก็ไปโดยเราไม่มีความกำหนดรู้เราไม่มีวิจาร เราไม่มีตัวรู้พฤติกรรมของมันหรือแม้ว่ารู้พฤติกรรมของมันมันก็ไปนอกเรื่องนอกราวไร้สาระฟุ้งซ่านรู้ความคิดแต่ความคิดเราก็เรารู้ว่ามันไร้สาระไหมล่ะถ้าเรารู้ว่าไร้สาระแล้วเราสามารถจับมันเข้ามาใส่สาระไร้สาระไม่เอาเราก็เก่งขึ้นเพราะฉะนั้นอุทกมันมันเป็นตัวกิเลสอยู่ก็คือตัวมันยังมีส่วนเสียมีส่วน 3 แต่ว่ารีบตักกะนั้นน่ะเป็นตัวที่มันมันก็เกิดตัวจิตเกิดนี่แหละแต่เรากำหนดเหตุผลกำหนดตัวดีไม่ดีกำหนดกุศลอกุศลได้และเรายังกุศลให้ถึงพร้อมได้มีอำนาจมีเจโตเป็น 10 ประตูเป็นผู้ที่อยู่ในห้องในรอย ควบคุมการประพฤติในประวัติศาสตร์ของมันพฤติกรรมของไอ้จิตเนี่ยเรากำหนดวันเราให้มันมาในส่วนที่ดีเป็นความยิ่งไอ้ที่ไม่ดีเราไม่มีจริงๆควบคุมวิจาระควบคุมสาระของมันควบคุมพฤติกรรมของมันเพราะฉะนั้นเราก็เป็นผู้ที่รู้ในตัวตรรกะวิตกกะรู้ในตัวที่ความตรึกความตรงความเป็นพฤติกรรมจนกระทั่งจะคิดนึกอย่างไรต่อไปมีสังขารมีความปรุงเป็นสังกัปปะเป็นความดำริเป็นความคิดนึกเป็นความดีนี่คือเกิดการงานแล้วเรามีจะทำอะไรมันก็ แล้วแต่จะคิดเรื่องอะไรเป็นเรื่องอะไรนี่เป็นเรื่องแล้วแต่เรื่องใหญ่เลยก็ได้มันเรื่องใหญ่เลยก็ได้เพราะงั้นฉันกัปปะนี้เมื่อเวลาเราใช้คิดก็คิดแต่ยังมั่นคงเป็นอัปปนาเป็นพายัพปันนาเป็นความแนบแน่นในความที่ไม่มีนิวรณ์เข้ามาวุ่นวายไม่มีกิเลสเข้ามาวุ่นวายมันมีนิวรณ์กิเลสไม่เป็นไปเพื่อการไม่เป็นไปเพื่อพยาบาทไม่เป็นไปเพื่อการหลีกเกินไปเป็นจิตมันตื่นรู้แจ้งเบิกบานอยู่อัปปนาพยัคฆ์ประนาแน่วแน่แน่นอยู่ตามหลักเดิมแม้จะให้มันไปอีกให้มันโคจรอีกก็ยังแน่แน่วเป็นในทิศทางที่ถูกต้อง โสอภินิโลกนาใจนั้นปลักมั่นใจนั้นเป็นอันเดียวอันเดิมอภินิโรมาใจนั้นอาการใจที่มันแน่แน่วในสัมมาต่างๆตรวจสอบด้วยความแยบคายความเก่งปฏิภาณรู้ของตัวเองอย่างแน่วแน่ยังถูกตามอุดมการณ์เดิมยังมั่นคงในจุดที่เห็นว่าดีแล้วถูกแล้วชอบแล้วควรแล้วเหมาะแล้วอยู่เดิมไม่ไม่มีอาการวาบไหวไม่มีอาการเปลี่ยนแปลงก็เป็นเณรชาไม่มีเลยมั่นคงอยู่แม้จะคิดจนกระทั่งถึงเป็นวจีสังขารรู้คิดจนกระทั่งมัน ออกมาเป็นคำพูดแล้วแต่มันยังไม่พูดออกมาเท่านั้นอยู่ในใจรู้เลยว่าจะพูดว่าอะไรใครเมื่อวานนี้อันนึงที่บอกว่านี่มันเป็นวจีสังขารออกมาแล้วคำหนึ่งนะแต่ไม่พูดคำเมื่อวานนี้ถ้าพูดตอนนี้ไม่ต่อกันก็ดูไม่อยากแต่เมื่อวานนี้ถ้าจะพูดต่อตอนนั้นหยาบเลยเพราะว่ามีความรับรู้มีอารมณ์คำนั้นจะบอกให้คำว่าถุยเมื่อวานมีคำหนึ่งที่ถ้าใครจำได้เมื่อวานนี้บรรยายไปไปถึงนั่นก็บอกว่ามาจีบสังขารมันออกมาเลยไว้รอแล้วจะพูดต่อจะไม่พูดนะก็เลยไม่พูดเมื่อวานนี้ไม่ได้พูดออกมาคำว่าถุยเมื่อวานก็ต้องพูดต่อออกมามันจะหยาบเลยเมื่อวานนี้คือบรรยายมาอะไรๆมาแล้วพอคำนี้พูดขึ้นมาก็ โดยฉันแล้วก็มันไม่ดีแล้วเราก็ถุยต่อเลยนี่มันหยาบเลยทำได้คำว่าถุยแล้วไม่ได้พูดเมื่อวานอย่างนี้เป็นต้นมันออกมาเป็นภาษาเป็นคำพูดเรารู้เลยว่ามีจิตเรารู้เลยเรามีจิตเข้าใจเลยว่าวงวัฏฏะของเราวงความคิดความนึกคำพูดกายกรรมมันสัมพันธ์กันหมดแล้วเราก็มีความเร็วจิตของเรามีความเร็วเร็วเพียงพอที่จะควบคุมการจะคิดจะนึกก็คิดมาอันนี้ไม่เอานะอันนี้ไม่พูดอันนี้พูดอันนี้ใช้ไม่ใช้ควบคุมได้เหมาะได้สมเป็นสัมมาไม่ใช่ว่าเราเองเราไม่มีสติสัมปชัญญะไม่รู้ใครความนึกคิดไม่รู้คำพูดไม่รู้กายกรรมของเราไม่ใช่รู้สมควรไม่สมควรประมาทด้วยควรจะพูดไหมมันเกือบจะพอพูดได้แต่ว่าถ้าสนิทแน่ ในวงก็พูดได้เมื่อวานนี้แต่เมื่อวานนี้วงกว้างมันหมู่ใหญ่ก็ไม่สมควรพูดแล้วก็ไม่เอาเรามีการทำงานวิจัยสมโภชน์ชงอยู่ในตัวของมันเสร็จมันมีตัวพวกนี้อยู่ทุกตัวมีการงานของพวกนี้มีทฤษฎีพวกนี้มันไม่ใช่ตัวภาษาเท่านั้นมันมีตัวสภาวะธรรมที่ใช้ที่ทำงานอยู่ในตัวของมันหมดพอซักกระเป๋านี่ก็จะเกิดมีตัวเช็คว่าตัวอนาคตนั้นสังกัปปะจะต้องเป็นตัวมีตัวเกิดตัวนี้เลยมีตรรกะมีตรรกะมีสังกัปปะมีตัวอัปปนาพยัคฆ์ปันนาเจโตอภินิหานี่ก็พูดที่ตัวบาลีวันมันมีตัวว่าจิตสังขารมีแน่แต่ว่าจิตสังขารมีแน่ เป็นภาษาไทยก็มีตัวความตรึกตรรกะความตรงมีแต่กะความนึกคิดสังกัปปะความแนบแน่นอัปปนาความแน่วแน่พยัคฆ์ปานาความปักใจมั่นใจแต่โสเภณีโลกันตร์วจีสังขารพระไตรปิฎกก็แปลทับศัพท์บัญชีชั้นฐานมีไว้ที่สังขารแต่เรียกว่าอันนี้เป็นองค์ของสัมมาสะกดนะยังไม่ใช่ว่าจีนนะวจีสังขารตัวนี้ขององค์สัมมาสัมพุทธัสสะมีตัวนี้มีสภาวะธรรมอันนี้นี่พูดอีกอัน ว่าแล้วมีรู้เห็นเข้าใจแล้วมีตัวนี้อยู่เลยแล้วตัวของเราดูได้ดูได้เราพูดไปแล้วก็ตรวจว่าจิตสังขารของเราไปว่ามันขายของเราเนี่ยเรารู้ก่อนนะก่อนที่จะออกมาเป็นคำพูดก็ตามได้ตามรู้นั่นคือเรารู้อดีตว่าจิตสังขารเป็นอดีตของคำพูดคำพูดที่พูดออกมาเนี่ยมันเป็นตัวหลังจากของวจีสังขารเราจึงเป็นผู้หยั่งรู้อันดีและมีตัวปัจจุบันและเมื่อกี้ตัวอนาคตด้วยอนาคตเราจะพูดนะว่าจิตสังขารนี่แหละมาเป็นปัจจุบันแล้วก็เป็นอนาคตแต่เราไม่พูดด้วยซ้ำอนาคตเราไม่ให้เกิดก็ได้เรายับยั้งอนาคตได้เนี่ยเป็นการละเอียดละออรู้แห่งแม้แต่โลกน้อยที่สุดโลกแคบโลกเล็กเป็นสังกัปปะเราก็กำหนดได้ แล้วเราเกิดอยู่อย่างนี้จริงๆควบคุมฝึกปรือไปเป็นซ้ำมาอริยมรรคองค์ 8 มีความรู้หยั่งถึงแม้แต่สัมมาสังกัปปะเราก็เข้าใจอย่างนี้แล้วปฏิบัติฝึกตนอย่างนี้ให้รู้เท่าทันยับยั้งให้ได้มีอำนาจเพียงพอทั้งรู้และทั้งทำได้หยุดได้ทำให้เกิดได้นะมันมีแต่เราไม่รู้ต่างหากไม่รู้ทันอะไรมันพูดออกไปแล้วด่าออกไปเย็นๆยังไม่รู้ตัวว่าด่าเลยพูดชั่วก็ยังไม่พอรู้รู้ว่าตัวพูดเป็นเอากุศลก็ยังไม่รู้ว่าตัวพูดอกุศลเลยมีตัวสภาวะนั้นมันมีแต่ตัวภูมิมาทำมันไม่มี เธอสามารถหยั่งรู้สามารถทราบสามารถที่จะบอกไปนี้บอกให้ไปฝึกไม่ใช่ว่าพวกคุณจะรู้ทันทันทันเป็นทันทีไม่ใช่แต่ฝึกให้ต้องจับได้จนเกิดจนเห็นจนเป็นแล้วคุณก็จะรู้ชำนาญขึ้นเข้าใจขึ้นแล้วก็ฝึกไปตลอดทุกวันทุกเวลามันจะทุกวันทุกวินาทีทุกฟิลิปดาเสมอเราจะต้องเท่ากันรู้ตลอดเวลารู้ตัวทั่วพร้อมมีสติปัฏฐานเสมอมีวิปัสสนาเสมอมายาใจเป็นมโนมายามโนมายานี่เป็นคำพูดของผมนะผมพูดต่อมันยื่นออกไปเป็นมายาเองถือว่าสิ่งที่มันเกิดมาเป็นมายาเนี่ยมันเป็นของหลอกของไม่จริง มโนไม่อยากอันเป็นตัวเราเป็นแล้วนี่เราพูดอยู่นี่ก็เป็นมายาอันเป็นเราก็คิดแล้วไงเรารู้เราเห็นแล้วมันลงไม่อยากมโนมายามันได้ทุกอย่างในกระทำไม่พูดก็ไม่ใช่วจีสังขารจะทำออกมาก็มันเกิดแล้วแล้วเราก็ทำออกมาเลยเราไม่ได้พูดสักคำจะเป็นวจียังไงอ่ะแต่จะเรียกรวมก็ได้ก็เป็นวิธีสังหารมโนมายาคือเป็นตัวที่มันเกิดแล้วมันก็โตมาโตมาๆเป็นตัวตนเป็นตัวบทบาทเป็นอันเป็นเราแต่เป็นเรานี่เป็นภาษาถ้าเรายึดมันว่าเป็นของเราอยู่เราก็ยึดแต่ถ้าเรารู้แล้วว่าเราไม่ได้ยึดเราทำนี่กรรมดีก็เป็นกรรมดีมันไม่ใช่ของเราหรอกเราปล่อยทำแล้วเราก็ปล่อย เราก็ปล่อยอยู่ปล่อยอยู่เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นมันก็เป็นความจริงเพราะใครทำได้จึงเป็นตัวจริงใครทำไม่ได้มีแต่ภาษาแต่ก็รู้ภาษาไปนั่นแหละก่อนเป็นทฤษฎีเป็นหลักการอสมาสังกัปปะเมื่อเรารู้มิจฉา 3 เรารู้สัมมาคือออกจากมิจฉาเรื่อยไปเป็นส่วนแห่งบุญเป็นผลแก่ขันเมื่อจบแล้วก็เช็คด้วยสเปคของตัวสังกัปปะก็มีสักบาทนึงมี 7 ลักษณะมีตัวรู้ทันอยู่เออเราตามทันตั้งแต่ตัวตรรกะสังกัปปะเออเห็นตัวมันเป็นจริงเลยแล้วมีตัวแน่แน่วนั้นเป็นปัญหาที่ อภิญญาโทนาแน่นแน่นอนแม้ว่าจิตสังขารก็เห็นรู้อยู่แต่ไม่ให้เกิดเป็นวาจาก็ได้หรือจะเกิดมาก็เป็นวาจาแล้วก็ประมาณนี้แล้วเพราะถ้าเกิดว่าสัมปะมันดีพอเหมาะได้วาจาก็พอเหมาะได้มันวาจามันก็จะตามฉันก็ปะตามมาตั้งแต่สมาธินู้นมันจะต่อกันมามันจะเห็นความเชื่อมโยงกันเพราะสัมมาทิฏฐิถูกต้องแล้วก็พยายามควบคุมสัมมาสังกัปปะได้จริงๆสมาคมไม่ใช่ตัวก่อนนะตัวคุณคุมได้ยากที่จะเห็นน่ะได้เห็นก่อนได้เป็นตัวปัญญานำเสร็จแล้วไปฝึกได้ฝึกวาจาเพราะถ้าใครถนัดตัวไหนก็ฝึกบางคนถนัดใจกับฝึกสังกัปปะก่อน บางคนถนัดกายกรรมก็ทำกายกรรมได้งามแล้วก็มันก็บอกแล้วว่ากายกรรมวจีกรรมมันจะเข้าไปหาใจด้วยคุณควบคุมกายควบคุมวจีโดยไม่ได้ควบคุมจิตไม่มีคุณควบคุมกายจิตมันก็ได้เกิดการคุมแล้วคุณคุมกายกรรมคุมวจีกรรมนี่มันก็ได้เกิดการคุมที่จิตแล้วมันสับสนอยู่ตลอดเวลากลุ่มอาชีพกลุ่มอาชีวะมันก็ต้องมีจิตไปควบคุมแล้วได้ฝึกจิตมันต้องฝึกแต่จิตไม่ได้ฝึกกายไม่ได้ฝึกวาจาก็ยังได้จึงไม่ค่อยครบพร้อมพอเรายิ่งไม่เรียนรู้เลยว่าสัมมาของวาจาสัมมาของกัมมันตะเป็นอย่างไรจึงเจ๊งเลยเพราะเราจะต้องรู้มิจฉามิจฉา จอ 4 คำพูดอย่างนี้เป็นลักษณะมิจฉา 1 ปดิวก็ว่ามุสาเลยพูดปดพูดกลับคำ 2 ส่อเสียดเป็นสุขนะปี 0 นะพิษสุนัขวาจาปริศนาก็นอนเณรที่สุนัขพิษสุนัขวาจาพิกลว่าจะเป็นคำส่อเสียดเป็นคำที่ทำให้แตกร้าวทำให้โกรธเคืองกันทำให้บ้านเมืองทำให้หมู่กลุ่มสังคมทะเลาะเบาะแว้งกันถ้าสังคมสังคมแค่แค่สองคนก็ให้สองคนทะเลาะกันสังคมหลายคนก็ให้หลายคนมาทะเลาะกันถ้าทะเลาะวิวาทสเสือให้เกียรติให้ กันให้ทะเลาะกันในแตกให้แยกกันไม่ให้สมานเป็นผุสวาจาเป็นคำหยาบคำกล่าวไปนี้ไม่ได้ไม่เป็นไปเพื่อความดีงามเป็นคำหยาบหรือเป็นอุปาทานเป็นทำร้ายเป็นคำหยาบคำกล่าวหยาบและก็เป็นไปด้วยร้ายก็วาทะเราจะต้องคำเป็นคำกล่าวต้องพิจารณาองค์ประกอบม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive