240907-3-123 ทางเอกภาค3-ตอน123(หน้า284)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันจันทร์ที่ 7 กันยายนพุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมธรรมวัดเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาต่อประเทศอิสราเอลจะได้อธิบายถึงหลักใหญ่ๆและก็จะต้องเวียนไปวนมาซ้ำแซะอำเภอที่จะได้ ขยายวงแวดล้อมพิสดารต่างๆที่มันเกี่ยวโยงไปเพื่อที่จะให้รู้แต่ละคนก็อาจจะจับเอาแต่ละประเด็นแต่ละแง่แต่ละเชิงซึ่งแต่ละจริตมันไม่เหมือนกันอธิบายไปแยกแยะไปอะไรต่ออะไรไปเนี่ยมันเกิดผลตรงนี้ตรงที่มันแยกแยะอธิบายเงินไงแปลกๆพิสดารอย่างโน้นอย่างนี้ออกไปนี่แหละเราก็จะได้รู้มันคล้ายๆกับเราเองเรารับอะไรเลยเติมไปเรื่อยๆเติมไปเรื่อยๆเติมไปเรื่อยๆจนกว่าจะมาถึงจุดๆนึงแล้วมันจะเหมือนกับมันแตกมันเต็ม เป็นต่อได้ตรงนู้นบ้างตรงนี้บ้างคล้ายๆกับเราก็สะสมสะสมอะไรที่เขามีจำนวนหนึ่งจันดารามี 1-10 เราไปได้ 2 มาบ้างไปได้ 7 มาไปได้ 9 มาไม่ได้ 4 ไม่ได้ 5 ไม่ได้ 8 อะไรมาเก็บมาเรื่อยๆเจอกระทั่งมันครบตัวมันก็เป็น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 มันก็จะสว่างมากขึ้นมาเรียงลำดับอะไรขึ้นมาคล้ายๆอย่างนั้นมันเกิดผลแต่ราคาแต่ราคาไปเนี่ยถ้าเราเก็บ ตั้งใจใส่ใจฟังไปเรื่อยๆซ้ำก็ซ้ำไม่เป็นไรที่เราได้แล้วก็ได้บอกแล้วว่าเราฟังสิ่งที่ซ้ำนี่มันจะจำแม่นมันได้รู้อยู่ตลอดเวลาไม่ลืมเป็นการทวนส่วนที่เราได้ฟังใหม่นั่นแหละมันก็จะเกิดผลขึ้นมาเหมือนการอานิสงส์ในการฟังธรรมก็คือไม่ได้ฟังที่จริงมันมีใหม่ทุกทีแหละมันใหม่เป็นเงื่อนแง่ที่ละเอียดละออออกไปนิดๆหน่อยๆเติมขึ้นไปเรื่อยๆถ้าจิตใจของเรามันไม่เบื่อหน่ายทำอะไรมันไม่มีกิเลสอะไรมากที่จะมาจูงดึงไปถ้าเราอยู่ในธรรมแล้วฟังทำอะไรก็ฟังได้เหมือนกับคนที่ฟังเพลง ฟังแหล่ฟังหมอลำหรือว่าผูกรักลูกโขนก็ดูแต่เรื่องรามเกียรติ์อยู่นั่นแหละดูโขนตอนนั้นตอนนี้บางทีคนนัดดูขอให้มันดูหมดทุกตอนตอนนั้นตอนนี้เอามาเล่นซ้ำอยู่นั้นคนเดียวก็ออกมาท
อ่านต่อ
่านั้นท่านี้แทบจะรู้เลยว่าเขาเล่นท่าไหนอะไรยังไงถนัดดูหนักทุกคนหมอลำก็เหมือนกันนักฟังเพลงก็ฟังไปแล้วยิ่งชอบเพลงไหนก็ฟังมันอยู่นั่นแหละตัวเองด้วยซ้ำเองเอามาฟังเองเพลงซ้ำเพลงซ่าเราก็ฟังได้บางคนที่รื่นเริงในธรรมไม่เบื่อในธรรมเห็นเป็นรถเป็นชาติเป็นธรรมรส ฟังได้รื่นเริงเบิกบานร่าเริงเบิกบานฟังไปมันก็ขยายไปได้ไปจำไปแม่นมั่นไอ้การจำแม่นๆนี่บางทีมันจำแล้วมันมันไม่ใช่จำเฉยๆหรอกมันจำแล้วมันมันเกิดผลกับเรามันจำได้ดีแล้วมันทำให้ปฏิภาณของเราดีด้วยคืออะไรๆเราก็จำอยู่ได้แม่นตื้นมันไม่ลึกถ้าจำไม่แม่นเหมือนกับมันอยู่ลึกๆดึงขึ้นมาควักขึ้นมาก็ไม่ค่อยจะได้กว่าจะระลึกขึ้นได้นี่ปฏิภาณมันไปไหนแล้วพอเราพูดไปหรือว่าพอเราคิดลึกอะไรไปไอ้แทนที่ไอ้นั่นมันจะเกิดขึ้นมาช่วยขยายช่วยผสมให้เกิดความรู้ให้ ความเข้าใจที่พิสดารอะไรเนี่ยมันไม่ขึ้นมาปฏิภาณมันก็ไม่ดีเพราะมันไม่มีข้อมูลมันไม่มีส่วนขยายส่วนประกอบส่วนเทียบส่วนเคียงอะไรเข้ามาผสมผเสมันก็ไม่ค่อยชัดแจ้งเพราะงั้นถ้าผมว่าสิ่งที่จำได้เราจำได้แม่นมั่นเหมือนของตื้นๆอยู่ใกล้ๆเพราะอะไรผ่านพออะไรพบมันก็ขึ้นมะพร้าวเกลียวเยอะแยะอะไรๆก็เข้ามาสัมพันธ์เข้ามาขยายเข้ามาเปรียบเขามาเทียบมันก็รู้เข้าใจอะไรต่ออะไรดีหรือว่ามันก็เป็นผู้ที่มีความรู้กว้างกว้างชัดๆทันทีทันใดนั้นการจำเงินจำไม่ค่อยแม่นๆ ระลึกออกกว่าจะดึงขึ้นมาได้ปฏิภาณมันก็ไม่เก่งเหมือนการจำได้แม่นย้ำซ้ำซากไว้ให้มันเหมือนของตื้นอยู่เรื่อยๆมันก็มีผลดีอย่างนี้เราจะใช้ก็ทันทีหรือแม้แต่เราจะไปคบกับคนอื่นจะรับแต่ทางอื่นรบรับฟังเขารับรู้จากเขาเรามีสิ่งเหล่านี้อยู่ใกล้ตื้นมันก็ประกอบให้เราเองได้รู้ดีขึ้นตอบโต้หรือว่าเกิดปฏิภาณเกิดปัญญาอะไรดีขึ้นทั้งนั้นทั้งการศึกษาอยู่นี่มันก็มีอยู่ในง่ายมันมีจำได้มันมีปัญญาดีทีนี้ไอ้ส่วนจะคิดนึกเก่งหรือไม่เก่งก็เกิดจากจำได้และปัญญา เกิดจากการคิดเพราะเราไม่คิดลึกมากมากหัดที่ใจจิตแทบตายมันก็ยิ่งช่ำชองในโลกเขาเรียนกันเขาหาวิธีที่จะให้เขาคิดบ่อยๆจนไปประดิษฐ์ประดอยหาเกมการเล่นไอ้โน่นไอ้นี่มาแม้เราจะพักว่างๆเขาก็ไม่ให้พักเฉยๆให้ฝึกการคิดจะกลายเป็นเกมลามกอะไรมาเป็นเกมการพนันเป็นเกมหมากรุกหมากฮอสเป็นเกมการละเล่นในร่มอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเยอะแยะเพื่อที่จะให้ฝึกความคิดนึกไปฝึกความคิดนึกเขาก็คิดไปซะอย่างนั้นทีนี้ไอ้การปรุงเกมอะไรต่ออะไรออกมาแทนที่จะเป็นให้แต่ คิดนึกมันก็เป็นผลึกฝึกปรือมันก็เป็นผลดีในการไปฝึกความคิดแต่ไอ้เรื่องอื่นที่กลายเป็นความติดกลายไปเป็นชั้นเชิงกลายเป็นเล่ห์เหลี่ยมกลายเป็นกลโกงผสมกระแสกลายเป็นการพนันอะไรต่ออะไรต่างๆพวกนี้หรือกลายเป็นเรื่องเสื่อมเป็นเรื่องเสียหายมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์เป็นผลงานเข้าและกลายเป็นคนขี้โกงไปหมดกี่โลดีไม่ดีก็เลยขึ้นฟัดเหวี่ยงกลายเป็นทั้งราคะโทสะโมหะปนเปอยู่ในนั้นมันเกมอย่างนั้นในเรื่องอย่างนั้นก็เลยกลายเป็นเรื่องหนักหนาไปหมดเราก็เหมือนกันเราก็ฝึกคิดฝึกนึกฟังธรรมะก็ได้คิด จำเราปรุงพิจารณาธรรมพิจารณานู่นนี่อะไรก็ได้ไปเรื่อยๆเป็นการเสริมแต่ได้รับการฝึกเพราะหลักของพระพุทธเจ้านี่สติปัฏฐานเป็นหลักใหญ่ที่จะต้องมีสติแล้วก็พิจารณาพิจารณาพิจารณาพิจารณาพิจารณาคิดนึกพิจารณาเปรียบเทียบพิจารณารู้ความจริงตามความเป็นจริงด้วยสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่สิ่งเก่าที่มันจำได้สิ่งเก่าถือว่าเป็นของความจำสิ่งใหม่ก็คือที่เรากระทบสัมผัสมาแล้วก็มาเปรียบเทียบมันเปรียบเทียบกับมันเองอ่ะนอกจากว่าเราเป็นคนขี้เกียจเฉยๆเหนื่อยไม่คิดไม่นึกสัมผัสไปกับ เชยแหละๆแต่ถ้าคนที่คิดนึกอยู่ก็เห็นปราดเปรียวปฏิภาณยิ่งวัยยิ่งเร็วเราจะถือสาหรือไม่เท่านั้นเองที่เรามาฝึกเนี่ยเราไม่ใช่ว่าเราจะโง่เราฝึกคิดหรือเราฝึกเปรียบเทียบอะไรเห็นแล้วเข้าใจจิตมันจะเกิดขึ้นมารับเป็นตรรกะวิตกเป็นสังกัปปะมันก็รับรู้และเราก็รู้แล้วว่านี่คิดไปแล้วเอาอะไรมาร่วมมาผสมเอาตัวตนเอาความเป็นมาเราเองเนี่ยเราจะไปได้เราจะไปเอาไปเอาเปรียบเราจะต้องพยายามรู้ตัวนี้แหละสำคัญเราก็จะเอามาเป็น ตัวเองเอามาเป็นของตัวเอามาเซฟเอามารับให้แก่ตัวหรือไม่ถ้าเราไม่เราก็รู้ไปเรื่อยๆก็ฉลาดไปไม่ถือสาแม้เขาจะให้สัมผัสมาสาดมาจะเป็นกายกรรมจะเป็นวจีกรรมก็สาดมาให้แก่เราอย่างหยาบๆหนักๆด้วยก็ตามเราก็ไม่ได้รับเอามาเป็นของตัวของตนไม่ถือสาไม่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ในสูตรที่บอกอาโกสะสมที่บอกว่าเมื่อเราไปบ้านเขาเขาเอาสำรับมาต้อนรับเข้าสำหรับมาให้ล่ะแก่เราเราเองเราก็ไม่รับเราก็ไม่กินเมื่อเราไม่รับเราไม่กินเรา เวลารถเดินออกมาจากบ้านนั้นแล้วสำหรับนั้นจะเป็นของใครสำหรับนั้นมันก็ต้องเป็นของเจ้าของของเจ้าบ้านที่เอามาให้ใช่ไหมชั้นเดียวกันเราจะปรุงแต่งภาษาคำด่าคำอะไรต่ออะไรไปก็ไม่ยัดเยียดให้แก่เราไม่ใช่เราคนอื่นก็ปรุงปรุงภาษาคำด่าคำว่าอะไรหนักหนาแค่ไหนก็ตามมายัดเยียดให้แก่เราเราก็รู้มีอะไรอะไรเราก็รู้แต่เราไม่ได้รับแต่อันนั้นจะตกเป็นของใครเป็นคำด่ามันก็ตกเป็นของคนด่าอยู่นั่นแหละเป็นคำว่าก็ตกเป็นของคนว่าเราไม่ได้เอานี่รู้คล้ายๆอย่างนี้เรารับทราบ แล้วเราเอาที่จริงเราจะเอาก็เอานะถ้าเผื่อว่าเขาพูดถูกเป็นสัจจะอ้าวเขาว่าเราถูกแฮะไอ้นี่แล้วก็ติเตียนเราถูกนะเขาด่าแล้วถูกด้วยต้องเอาแฮะถูกนั่นคือเขาด่าคำด่าคำด่าส่วนมากก็จะเป็นคำเตือนเป็นคำที่ว่าว่าบอกเชิงร้ายบอกเชิงทุจริตบอกสิ่งเสียสิ่งผิดสิ่งไม่ดีอ้าวไอ้นี่ถูกนี่เราไม่ดีอย่างนั้นจริงๆเราได้เงินจริงๆเราเลวอย่างนั้นจริงๆนี่ถูกเราก็ต้องรับอันนี้เราต้องรับไม่ใช่ว่าแม้แต่เขาว่าเราถูกเราก็ไม่รับโยนคืนมันก็มีแย่มีเชิงละเอียดลงไปอีกเออรับรู้ว่ารู้ว่าอะไรจะอะไรแล้วแล้วก็ไม่รู้ตัวรู้ตนดูเฉยๆดูเฉยๆ ตัวเองเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่าไม่รู้เรื่องไม่ติดเอาไปเทียบใกล้เคียงมันก็ไม่ได้เรื่องเราก็ต้องดูรู้เรื่องอธิวาสรู้ดูว่าเป็นอะไรยังไงยังไงก็มาเทียบกับตัวดูกับตัวเปรียบเทียบกับตัวแล้วก็รู้ว่าเรามีหรือมีเราเป็นหรือไม่เป็นถ้าเราเป็นเราก็ต้องรับถ้าเราไม่เป็นเราก็ไม่ต้องรับเราไม่เป็นพิจารณาให้ละเอียดละออเนี่ยพอดีมีพระพรหมอาราธนามาบอกว่าให้อธิบายกรุณาอธิบายรูปในรูปเวทนาในเวทนาจิตในจิตทำในทำแบบพิสดารอย่างละเอียดด้วยเอาทั้งพิสดารทั้งอย่างละเอียดก็หลายวันเลยเอาอย่างพอสมควรแล้วกัน ที่อธิบายอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้เอานอกไปกว่ารูปต่างๆน้ำต่างๆเลยอันที่จริงในนี้เนี่ยบอกว่าจะอธิบายรูปในรูปน่ะขออธิบายกายในกายได้ไหมกายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตทำในธรรมนะถ้าเขาอธิบายสติปัฏฐานก็ไม่เอารูปในรูปหรอกก็เอากายในกายพิจารณากายในกายไม่ใช่รูปในรูปกายในกายเวทนาในเวทนาจิตในจิตทำได้ตามรูปก็ได้สิ่งที่ถูกรู้นั้นเป็นรูปเป็นภาษาที่กว้างกว่าคำว่ากายรูปมันเป็นภาษาที่กว้างกว่าเพราะทุกอย่างทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกรู้เป็นรูปทั้งนั้นแหละตัวรู้สึกที่นายตัวเราเป็นนาม แต่มันกว้างมันเป็นภาษาใหญ่คำว่ารูปมันนามันรวมสิ้นทุกอย่างทุกสิ่งมันกว้างคำว่ากายคำว่ากายน่ะบางทีมันก็กายในมันเป็นตัวจิตหรือเป็นนามได้ด้วยจะตายกายในกายก็เป็นสิ่งที่ประชุมถ้าพบว่าเราพยายามที่จะรู้เพลงแทงเข้าไปรู้ก็รู้สภาพที่เป็นองค์ประชุมเราเรียกว่ากายเราปฏิบัติธรรมอยู่ทุกเวลาที่เกี่ยวข้องอยู่ตรงไหนเราก็ดูเรียกว่ากายเลยจริงๆก็คือร่างกายของเราที่มีอายตนะ 5 อายตนะ 6 ถ้า 6 มันในอายตนะจิตมันนาย พยากรณ์นับอายตนะ 5 ประกายนอกกายนอกของเรานี่มันสัมผัสอะไรรับรู้เป็นรูปเป็นสีหรือเป็นอะไรข้างนอกอยู่ข้างนอกสัมผัสรูปตัวข้างนอกมันก็ไปรู้ในจิตนั่นแหละมันสัมพันธ์กันอยู่มันต่อเนื่องมันตัดไม่ขาดหรอกแต่จะบอกว่ารูปนอกเป็นองค์ประชุมที่รู้ๆข้างนอกก็ไอ้จิตตัวจิตนายนั่นแหละเป็นตัวรู้มันซับซาบมันรู้เขาเป็นนายเราก็เป็นนายไอ้รูปอย่างนี้มันตั้งอยู่ข้างนอกไม่ใช่อยู่ข้างในตัวเราเช่นว่าเราเป็นเพลงเกษมกสิณน้ำกับสินไฟอะไรก็ตามแต่เราไปจ้อง จ้องกฐินน้ำกสิณไฟจ้องจ้องแล้วเราก็หลับตาเพลงให้มันติดความรู้สึกในแล้วเราก็หลับตาหลับตาก็เห็นดวงไฟอยู่ที่จริงดวงไฟที่เราจ้องน่ะมันอยู่ข้างนอกไม่ได้เข้าไปอยู่ข้างในใจเราเราไม่ได้เอาดวงไฟเข้าไปในใจแต่เราเห็นนั่งหลับตาเขาก็เห็นกระสินธ์นั้นเห็นดวงไฟนั้นเป็นภาพที่เหมือนของจริงเลยหรือรู้สึกเหมือนกับเราลืมตาเห็นไฟข้างนอกจ้องซะจนจิตจึงตารูปไฟที่เราจ้องเป็นกสิณไฟอยู่ข้างในเข้าไปเป็นภาพข้างในนั้นน่ะเราจะเรียกว่ารูปในฤดูกาลในส่วน ก็ได้ก็เป็นนัยนี่เป็นนายอย่างหยาบหยาบในอย่างหยาบๆเราก็รับเอาไอ้รูปนั้นก็ไปนึกไปคิดเป็นแบบนี้เยอะแยะมันไปรักอีสาวก็เป็นรูปหน้าตาอีสานมันลอยติดอยู่ที่ตัวลืมตาก็แทบจะเห็นหน้าเธอลอยอยู่ข้างหน้าเลยมันผูกพันติดใจหลับตาเขาก็เห็นหน้าลืมตาก็เห็นหน้าพวกนี้เป็นสิ่งเกี่ยวพันผูกพันมันไม่ใช่ของจริงบอกแล้วว่าไฟไม่ใช่ไฟจริงไฟข้างนอกที่เราจ้องมันก็ข้างนอกหลับตาแล้วลืมตาก็เห็นหน้า สาวอีสานไม่ได้อยู่ที่นี่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้เสร็จแล้วเราก็ประชุมอยู่ที่เราแล้วตอนนี้มันเกี่ยวพันอยู่ที่เราประชุมอยู่ที่เราเดี๋ยวนี้เราไปเกี่ยวเราจะเรียกว่ากายในจริงๆมันกลายเป็นหยาบๆเป็นรูปเป็นตัวเป็นองค์ประชุมหยาบไม่ถึงขั้นเป็นหยาบเป็นโบราณสถานหยาบเป็นตัวตนที่อยากๆถ้ารูปที่เราปั้นสำเร็จโดยจิตแบบที่เมื่อกี้เพ่งกสิณไฟแล้วเราก็นั่งหลับตาไปแล้วเราก็พยายามให้มันได้ ที่จริงมันเป็นกสิณหยาบนั่นแหละแต่ที่นี้กรรมวิธีหรือว่าเจตนารมณ์มันต่างกันรูปมันเกิดเองหรือเรียกว่ารูปหยาบโอฬาริกอัตราจังหวะมันหลอกหลอนเราบางอย่างเราไม่ชอบใจบางอย่างเราไม่อยากให้เกิดในจิตมันก็มาหลอกหลอนเราเป็นรูปน่ากลัวน่าเกลียดเราก็ไม่อยากให้เกิดแต่มันก็เกิดมันเป็นภาวะกลับกันบางอย่างเราติดใจมันจึงเกิดมันมีสำนึกหรือมันมีความรู้ในตัวเมื่อมีสำนึกเกิดการเข้าใจเกิดปัญญาแล้วไอ้นี่ไม่ควรรับไอ้นี่ควรรับบางอย่างเรารู้แล้วว่า ไม่ควรรับแล้วผลักออกมันก็ยังติดใจอยู่นั่นคือก็ย้อนแย้งสภาพราคะที่เรามีปัญญาแล้วเราจะละราคะบางอย่างที่เราเกลียดเราชังและเราก็รู้ว่ามันไม่น่าจะเป็นจะมีเสร็จแล้วมันก็เป็นภาวะตีกลับตีย้อนอยู่นั่นแหละแล้วเราก็มาเกิดอยู่ที่เราเราจริงๆเราไม่อยากได้ไม่อยากเห็นของน่ากลัวน่าเกลียดอะไรอย่างนี้มันก็เป็นสภาวะกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้นน่ะเราต้องมีอำนาจเหนือเราจะต้องมีปัญญาอย่างชัดแจ้งว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เป็นฤทธิ์เป็นเดชอะไรมันไม่ได้มาเก่งกล้ามาแปลกๆอะไรเราพิจารณาเห็นเหตุเห็นผลขึ้นมาว่าไอ้ เหล่านี้มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่อัตตาไม่ใช่โอฬาริกอัตราไม่ใช่อะไรที่มันเกิดจริงเป็นจริงอะไรสักหน่อยเห็นชัดๆแล้วมันจะคลายง่ายๆไม่ใช่หรอกทีนี้มันยังมีอยู่มันจะเกิดอยู่เราก็ต้องรู้ว่ามันเกิดนะเป็นอยู่มันยังไม่หายไปจากตัวเราถ้ามันหมดไปมันเลิกไปล้างไปหรือว่ามันจางลงมันก็อาจจะทำให้ความรู้สึกของเราสะเทือนน้อยไปหน่อยแต่เราก็ไม่ละเอียดก็ไม่รู้ว่ามันหมดหรือไม่หมดมันเลิกไปแล้วแล้วมันยังไม่เลิกก็ต้องพิจารณาดูมันเกิดปุ๊บๆๆเกิดขึ้นอย่างนี้อยู่บ้างแล้วก็ต้องตามรู้ ไอ้สิ่งที่ตามรู้นั่นแหละเราเรียกว่ารูปมันไม่ใช่รูปหยาบไม่ใช่รูปใหญ่แล้วมันเป็นรูปแล้วก็ตามรู้พยายามมีจิตละเอียดแยบคายก็รู้ว่ามันเกิดอยู่ในความรู้สึกหรือไม่ถ้ามันหมดแล้วมันปลดปล่อยไม่มีก็เรียกว่าหมดแม้แต่รูปแม้จะเอารูปไปสัญญาก็ไม่มีแล้วก็ปลดปล่อยทั้งนั้นเราพิจารณาด้วยแล้วก็พยายามที่จะผลักไสออกปลดปล่อยออกใช้ภาษาพูดอย่างนี้คุณก็ต้องไปฝึกเอาเองแต่จะปล่อยไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์จิตของเราอย่างไรมันไม่ใช่ตัวตนแต่มันก็ต้องมีกลับกริยามีสภาวะปฏิกิริยาต่างๆที่คุณจะทำให้มันปล่อยอยู่ ตัวให้มันขาดไปให้มันไม่มีศัพท์ง่ายๆก็เอาให้มันไม่มี 0 มีอยู่ในอารมณ์จิตของเรามันไม่ใช่ภาษาพูดเวลาทำคุณต้องฝึกต้องทำเองทำให้เป็นภาษาบอกก็ได้แต่บอกอย่างนี้แล้วถ้าเราปลดปล่อยไปแล้วก็ปล่อยปล่อยสิ่งใดที่มันจะเกิดอยู่ในอารมณ์มันจะวกเวียนมาเรื่องนั้นเรื่องนี้ถ้ามันเป็นเรื่องที่มันเป็นสารเช่นว่าเราพิจารณาธรรมเราใส่ใจธรรมะมีเรื่องของธรรมะเรื่องนั้นเรื่องนี้จะเป็นหัวข้อเป็นเรื่องราวที่มันเป็นอาศัยนิมิตอาศัยเรื่องราวสมมุติตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเราก็พิจารณาธรรมเป็นเรื่องเป็นราวเป็นนิทานเป็นชาด มีตัวบุคคลมีตัวเลือกมีตัวอะไรอยู่แล้วก็อาศัยพิจารณาเป็นธรรมะอยู่สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่กิเลสมันเกิดในความนึกคิดเป็นภาวะตรรกะวิตกกะสังกัปปะแล้วก็พิจารณาต้องมีการซ้อนในการพิจารณารูปเป็นพิจารณากายเหล่านี้ลงไปให้ชัดเจนในคำว่ากายในกายก็คือรูปในรูปก็คือพิจารณาซ้อนเข้าไปอีกว่าไอ้ที่สิ่งที่มันเกิดแม้ในในความนึกคิดนี้เราวิเคราะห์วิจัยเราแยกแยะออกว่าไอ้อันนี้เรารู้แล้วเราเป็นสิ่งที่ถูกรู้เป็นกายเป็นความประชุมอยู่ที่จิตเป็นรูป ที่ถูกรู้แล้วเราก็แยกละเอียดออกถึงแง่เงินว่าอันนี้เป็นกิเลสหรือไม่อันนี้สมควรที่จะให้มันเกิดอยู่ประชุมอยู่เป็นกลายเป็นความประชุมหรือไม่อันนี้เรื่องไม่ดีนี่ผีนี่มาร่วมคิดร่วมสร้างมาร่วมทำด้วยทำไมทำไมไม่น่าคิดไม่น่าสร้างเอ้ยนี่ไม่เอาอ่ะไอ้นี่เป็นอารมณ์ผีเป็นแขกจอนเป็นตัวกิเลสเราก็พิจารณาซ้อนลงไปอย่างนี้เราเรียกว่านายแทรกซ้อนลงไปละเอียดลงไปอีกเป็นความรู้เป็นปัญญารู้ลงไปเพิ่มเติมเข้าไปอีกแทนที่จะเป็นรูปหยาบๆเฉยๆเป็นตัวเป็นตนดื้อๆแค่นั้นไม่ใช่ไม่เพราะแม่แค่นั้นแหละเรามีภาวะปัญญาเรามีภาวะแยกแยะในคำนี้ก็หมายความว่าเข้าไปอีก ลึกเข้าไปอีกละเอียดเข้าไปอีกภูมิสูงขึ้นไปอีกมีความเป็นประโยชน์มีความเป็นโทษเรารู้ว่าเป็นโทษถ้าเรารู้ว่าเป็นโทษนั้นกำลังได้ประโยชน์รู้สิ่งที่เป็นโทษในความเป็นโทษที่ถูกต้องรู้สิ่งที่ไม่ใช่ของจริงเป็นตัวปลอมเป็นกิเลสเป็นอารมณ์ที่ไม่เข้าเรื่องที่เราไม่ต้องการที่มาแซมมาปนเราก็แยกออกแยกออกซอยออกได้อีกแบ่งออกจีนออกไปปล่อยได้อีกลึกเข้าไปอีกก็เรียกว่าเราทำองค์ประชุมนั้นเป็นกายะนั้นให้ละเอียดละเอียดซ้อนลงไปอีกอันนี้ก็เป็นสติปัฏฐานแท้พิจารณากายใน ตอนลงไปแล้วคล้ายๆกับทางด้านศูนย์พุทธจักรเขาอธิบายกายเขาก็เพ่งก็บอกว่าทำให้จิตใสแทงเข้าไปใช้ในกลางแก้วใสลึกเข้าไปใจกลางได้เล่นรูและสร้างมโนอัตรานี้ก็อธิบายมโนอัตราเมื่อกี้อธิบายออนไลน์คือรูปที่มันหยาบมันเกิดเองทีนี้มโนไม่ใช่อัตรากลับกันตรงที่ไม่ใช่มันเกิดเองเราเจตนาให้เกิดมโนมยิทธิอัตราเช่นว่าเราเพ่งจิตก็ไม่ใช่ร้องเพลงอังกฤษร้องเพลงกสิณเพลงไฟข้างนอกเพราะแฟนเพลงแล้วแล้วก็หลับตาเจตนาจะให้รูปดวงไฟในตาเป็นกูก็หานิมิตเจต สร้างที่จริงน่ะมันไม่สร้างมันติดมันก็ไม่ได้ติดหรอกที่จริงก็ไฟมันก็อยู่ข้างนอกแล้วหลับตาก็ไปแล้วเราจะไปให้เกิดอารมณ์เกิดตัวสภาพรูปภาพเกิดในข้างในความรู้สึกนึกคิดของเราแล้วก็ต้องปั่นมันขึ้นมาแล้วเราก็ต้องสร้างขึ้นมาเจตนาสร้างจนสำเร็จด้วยจิตของเราเรียกว่ามนุษย์อันตรายเป็นรูปที่เกิดได้เป็นรูปที่สำเร็จได้ด้วยจิตก็เกิดดวงไฟในจิตนี่เป็นมโนราห์และเจตนาเราจะให้เกิดมโนมยาอัตราโดยอุปทานหรือโดยความเชื่อถือหรือโดยการอยากจะสร้าง เพราะเราจะไปสร้างรูปสวรรค์แม่อยากเห็นสวรรค์เรานึกว่าเราโน้มจิตไปหาสวรรค์อยากเห็นสวรรค์เราก็สร้างสวรรค์ขึ้นมาสวรรค์มันก็เกิดแล้วเขาก็บอกว่าโน้มจิตไปหาสวรรค์มันจะไปถึงสวรรค์แต่คนเข้าใจเข้าใจว่ามันสวรรค์มันมีอยู่ตรงนั้นตรงนี้อะไรของเขาก็หว่านโน้นจิตไปหาสวรรค์ที่จริงเขากำลังสร้างมโนอัตราขึ้นมีเขาจะเรียกคำว่าโน้มน้อมอะไรตามประสาของทฤษฎีศาสนาซะด้วยนะเพราะเมื่อเวลาจิตเป็นทานแล้วก็โน้มจิตไปหาสวรรค์น้อมจิตไปหานรกอะไรก็เป็นสำนวนแท้จริงเขาก็คือพยายามปั้นสร้างอัตราการขึ้นที่จิตมันก็มีขึ้นมาได้เห็นได้เหมือน ที่เราเป็นเพลงดวงไฟจำดวงไฟได้แล้วเราก็เลยเอาไปสร้างขึ้นไอ้ที่ไปสร้างขึ้นในจิตนั้นน่ะไม่ได้เคยไปเห็นมาก่อนอาจจะไปเห็นได้ไปเห็นที่ฝาผนังไปได้ยินคนพูดก็เกิดจินตนาภาพคนเล่าให้ฟังว่ามันเป็นอย่างงั้นๆๆเราเคยนั่งฟังตามไปมันก็ปั้นรูปปั้นเรื่องไปตามคำเล่าเขาสวรรค์เป็นอย่างนั้นมีสระอย่างนั้นก็ไปเอาประกอบองค์ประกอบอื่นมาประชุมในความคิดหมดสระมันก็เหมือนสัตว์อันไหนงามที่สุดก็เรื่องพอดีเขาบอกว่าศาลอาญามันงามนะสระไหนแล้วคุณเคยพบได้เห็นว่ามันงามสาวบ้านนี้ส่วนนี้งามสาบานโน้นส่วนนั้นงามสระของเจ้าโน้นส่วนนี้งานก็เอามาต่อคุณ สถาปนิกใหญ่เอาส่วนความจำหรือว่าส่วนความเคยนึกคิดหรือช่างคิดซะอีกเป็นสถาปนิกคิดเองซะอีกไอ้สัตว์อย่างนี้นี่มันถ้าเผื่อว่ามันเป็นรูปนี้แล้วเนี่ยมีอันนี้แซมเข้าไปบนอย่างนี้มันจะงามกว่านี้คุณก็เป็นสถาปนิกนักตบแต่งนักประดิษฐ์ประดอยเสริมไปอีกไอ้สัตว์อโนดาตที่ว่าสุดงานของคุณมันก็ไปประกอบกันขึ้นเป็นกายในจิตประกอบเป็นตัวเป็นรูปขึ้นมาแล้วคุณก็บอกว่าคุณโน้มจิตไปไอ้น้องจิตไปไปอุปทานที่คุณปั้นคุณสร้างเอาไว้นั่นแหละมันจะเป็นสะสมใจงามให้เกิดเป็นรูปเป็นภาพเลยเรียกว่ามโนอัตราสมใจใน สร้างบางคนมีเป็นนักสร้างเก่งก็เห็นภาพนี้ไวก็ได้ไวก็เกิดมาเป็นภาพในจิตเหมือนของจริงเหมือนกับเวลาคุณฝันเมื่อเวลาคุณฝันมันก็เป็นภาพเป็นเรื่องเหมือนของจริงเพราะเราเองเราหลงจริงๆเราหลงจริงๆมันก็มีจริงๆสร้างมันขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนเลยเรียกว่ามโนอัตรามันยังไม่เป็นตัวไม่เป็นตนเราเรียกว่าอรูปไม่ใช่อัตรามันเหมือนมันได้สภาวะไม่มีนิมิตมีรูปรอยลางๆเงินเดือนแต่ว่าเราก็เข้าใจ ความรู้ในความรู้สึกว่าเป็นสภาพนั้นอาจจะรู้สึกรู้สึกเหมือนกับเราเขาบอกเราเขาพูดถึงคนคนหนึ่งเขาเรียกชื่อคนคนหนึ่งขึ้นมาเราไม่จำเป็นต้องสร้างภาพของคนคนนั้นขึ้นในจิตแต่เรารู้แล้วว่าคนคนนั้นหน้าตาเป็นยังไงรูปร่างเป็นยังไงสีสันเป็นยังไงเราระลึกถึงคนคนนั้นลางๆเป็นรูปลางๆเรารู้แล้วว่าคนๆนั้นจะเอารายละเอียดจริงๆบางทีนึกออกมาเป็นภาพเป็นรูปเป็นตัวให้มันเป็นอยู่ในจินตนาภาพไม่ค่อยออกด้วยบางคนไม่ค่อยออกแต่ก็รู้แล้วล่ะเพราะเห็นอีกหน้าตาปั๊บนี่แม่นเลยมันไม่มีการผิดพลาดเขาบอกว่าตรงนั้นตรงนี้เขาบอกว่าภูเขานั้นเขาบอกว่าต้นไม้ พี่ก็บอกว่าหนทางนั้นระลึกลางๆออกและรูปร่างรูปเครื่องออกไม่จำเป็นต้องไปนึกภาพขึ้นมาเกิดในจินตนาภาพให้เป็นภาพเด้งขึ้นมาเป็นรูปชัดๆไม่ต้องอ่ะเพราะไอ้สิ่งที่มันไม่ใช่รูปชัดๆนั่นแหละเอารูปแต่เรารู้แล้วด้วยสัญญาณเครื่องหมายนิมิตรอย่างนั้นน่ะเป็นอรูปนิมิตแล้วเข้าใจแล้วเรารู้แล้วแม่นแล้วบางทีบางอย่างนี้แน่ใจแล้วว่าเรารู้มันน่ะแน่ๆไม่จำเป็นต้องปั้นเป็นรูปขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนไปเอาแก้วมาสิคุณไม่ต้องปั้นรูปแก้วหรอกคุณเข้าใจแล้วแก้วที่เคยใช้ด้วยนะแล้วนะแก้วที่อยู่หลังบ้านไปเอาที่นี่ขันที่เคยใช้ถ้าใครเข้าใจและรู้หรือไม่ต้องปั้นรูปนี่หรือคุณจะปั้นขึ้น หรือไม่ปั้นพอบอกปั๊บมีรูปมันลอยขึ้นมาเห็นอ๋อลอยขึ้นในห่วงคิดเลยเป็นภาพขันใบนั้นน่ะขันอย่างนั้นน่ะขันอะไรขันปั๊มขาวๆน่ะคว่ำอยู่ที่ร้านเอามาสิพอบอกภาพนี้มันก็เกิดในจิตคุณเป็นรูปเลยก็ได้ไม่เป็นรูปอยู่แต่รู้แล้วในนิมิตเป็นรูปเป็นนิมิตฟังดีๆว่ารูปกับรูปนี่มันต่างกันอย่างไรมันเข้าใจมันรู้แล้วทีนี้ถ้าเราเจตนาจะสร้างอรูปมายาอัตราแล้วก็พยายามตั้งใจจะให้มันรู้เรื่องนี้เอาขึ้นเรื่องนี้มีเครื่องหมายอาจจะไม่ต้องถึงรูปก็ได้เพราะฉะนั้น พิจารณาธรรมะบางคนไม่ต้องสร้างถึงรูปหรอกตั้งมีหัวข้อมีเรื่องมีสัญญาณหมายอะไรก็นั่งเหมือนมันมีเรื่องราวอะไรไปแล้วก็วิเคราะห์วิจัยวิเคราะห์วิจัยอะไรเราอยู่มันก็เกิดความเข้าใจได้โดยไม่ได้เป็นตัวเป็นตนเป็นรูปเป็นเรื่องเป็นร่างอะไรๆไม่ต้องใช้เครื่องแทนเป็นนิมิตเป็นตัวตนรูปร่างอย่างโง้นอย่างนี้เลยก็เกิดความรู้ได้เพราะดีนะมันมันอธิบายอะไรวิเคราะห์เจาะอะไรลงไปก็พิสดารเข้าไปละเอียดละอออะไรอะไรต่างๆนานานี่ก็ทำความเข้าใจไปนี่เรายังไม่ได้ไปหาเวทนานะนี่เรากำลังอยู่ในรูปอยู่ในกายพิจารณากายในๆๆเข้าไปอีกมีพิ เยอะยังไงน้องมันก็ต้องนอกเท่านั้นนอกก็นอกๆเท่านั้นความประชุมในนอกนี่มีคนมีเหตุการณ์ประกอบนี่เป็นองค์ประชุมเท่านั้นเป็นกายหยาบกายนอกกายใหญ่ขณะนี้รถเกี่ยวข้องโดยรูปรถเป็นด้วยเสียงได้สัมผัสด้วยตัวตนบุคคลวัตถุเป็นองค์ประชุมในขณะนี้คือองค์ประชุมห้องประชุมสภานี้ขณะนี้มีองค์ประชุมต่างๆนานาเราก็รู้ว่าองค์ประชุมนี้เป็นกายเป็นความประชุมเหตุปัจจัยที่ประชุมองค์ประชุมนี้มีอะไรต่ออะไรเราจะตัดสินอะไรยังไงเป็นบริษัทเราสมควรจะทำยังไงกับกายนี้ภายนอกนี้จะเกิดผลเกิดประโยชน์เกิดคุณค่าเราก็ทำกับร่วมกับกาย ร่วมกับองค์ประชุมนี้แท่งก้อนร่างนี้เราเรียกว่ากายของเรามันก็ประชุมอยู่ที่นี่แหละอยู่กับเรานี่แหละเราจะทำยังไงกับมันเราจะประคบจะดูแลรักษาเราจะทำประโยชน์ให้มันมีประโยชน์ขนาดไหนจะใช้มันยังไงแขนขาเนื้อตัวมือไม้หน้าตาแล้วจะใช้กับมันยังไงให้มันอยู่ยังไงจะดูแลมันยังไงจะให้มันสะอาดแค่นี้ให้มันอยู่ขนาดประมาณนี้หรือจะไปประคบมันให้มันประชุมยากกว่านี้ให้มันยุ่งยากกว่านี้เราก็ต้องรู้เท่าทันกายที่อาศัยเครื่องอาศัย ดาวลูกไก่ลูกไก่นอกรู้กายในองค์ประชุมเมื่อกี้พูดก็ไปถึงแม้กระทั่งถึงจิตบอกแล้วว่ามันต้องกายในมันก็เป็นจิตนั่นแหละแต่ทีนี้สภาพที่ความประชุมต่างๆเหล่านั้นเป็นมโนมติเป็นรูปของพยาธิอัตราเป็นโอฬาริกอัตราอัตราเครื่องในพอเป็นอัตตาแล้วยิ่งในๆยิ่งลึกซ้อนกลับไปอธิบายตัวนำอันนี้อธิบายให้เป็นตัวถูกรู้นี่เป็นตัวรูปเป็นองค์ประชุมที่มันเกิดอะไรต่ออะไรตั้งหลายอย่างที่อธิบายอยู่เพราะในความนึกคิดต่างๆที่มันจะเป็นตัวตนเป็นรูปร่างมีสีสันเป็นสรีระก็ได้ไม่เป็นสรีระก็ได้เรียกว่านิมิตเป็นรูปเป็นนิมิตคืออรูปพัน ได้และสื่อให้เรารู้ได้ด้วยสื่อให้เรารู้เป็นปัญญาเป็นความเข้าใจเป็นเหตุเป็นผลเป็นอะไรได้เพราะคำว่านิมิตนี้จึงมีทั้งรูปนิมิตและอรูปนิมิตเป็นเครื่องแทนเกิดความแตกต่างที่เรารู้ได้สินค้ามีอาการของมันมีรูปร่างของมันถ้ารูปถึงรูปไม่ใช่มีแต่อาการมันก็เป็นรูปจริงๆมันก็เป็นสภาพที่เราสัมผัสหยาบสัมผัสใหญ่ถึงขั้นโอฬาริกอัตราในมโนมยิทธิอัตรานั้นคุณจะสร้างขึ้นมาเป็นตัวตนเป็นรูปร่างก็เป็นได้หรือไม่เป็นรูปร่างเป็นรูปก็เป็นได้จึงเรียกว่ามโนอัตราที่สำเร็จเป็นรูป หรือมโนอัตราที่แค่อรูปอรูปมายาอัตรานี้ในรูปต่างๆที่ว่านี่ถ้าเจตนาสร้างสำเร็จด้วยจิตเป็นมโนราห์ไม่เจตนาสร้างแต่เป็นรูปหยาบด้วยเป็นโอริกามิลืมตาโพลงๆเห็นรูปส่วนอย่างนี้แน่นอนเป็นโอลาที่ขาดตายแน่เป็นตัวตนที่มันชนตายเลยมันเป็นแท่งก่อนของเขาเราจะเรียกว่ารูปจริงเลยก็ยังได้เป็นตัวตนจริงของตัวตนที่นี่ภูมิปัญญาปรมัตถธรรมไม่ใช่ตัวไม่ใช่ต้นก็พูดย้อนพูดซ้อนกันอยู่ไปหลับมาอะไรยุ่งอาจจะไม่มีปัญญาแล้วก็ตัดรอบ ถ้ามีปัญญาซื้อแล้วก็รู้ที่จบของมันว่ามีตัวตนแต่ไม่ใช่ตัวตนของเราของเขาเราอะไรหรอกใครยึดกับคนนั้นเราไม่ยึดเราก็ไม่ยึดเราก็รู้ว่ามันก็เกิดเป็นสิ่งมีสิ่งนี้อาจจะนี้ก็ต่อสภาพที่ว่าเขาไปหาเวทนาบ้างที่จริงมันก็เป็นจิตพอเข้าไปลึกๆแล้วมันก็เป็นจิตฝันรูปในจิตเราก็ต้องรู้ว่าในตัวรูปในจิตสภาวะจิตแล้วเช่นเราแพ่งก็สิ้นไฟพอหลับตาแล้วเข้าไปเป็นตัวไฟในใจเข้าไปเป็นไฟในข้างในมันไม่มีอะไรหรอกมันจิตแท้ๆมันเรื่องจิตทั้งนั้น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive