590215_พุทธศาสนาตามภูมิ วิธีปล่อยวางอย่างชาวพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข22 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590215_ พุทธศาสนาตามภูมิ วิธีปล่อยวางอย่างชาวพุทธ

พ่อครูว่า.. วันนี้วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ บวร ราชธานีอโศก เราก็มาตั้งใจเรียนธรรมะกันฟังธรรมะกัน ตามประสาคนที่รู้ว่าอะไรคือสาระ อะไรไม่เป็นสาระ ตามเวลา โอกาส เมื่อมีสิ่งที่เราสามารถเอาได้รับได้ ผู้แสวงหาที่มีปัญญาก็ย่อมได้สิ่งที่มันควรได้ ก็ย้ำตามที่เห็นจริงว่า ชีวิตนี้ ไม่มีอะไรดีเท่ากับ สิ่งที่เป็นโลกุตระธรรม ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบแล้ว เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุดแล้ว ในความเป็นมนุษยชาติจะเกิดมาเป็นคน ถ้าไม่ได้พบธรรมะ มันก็หลงใหลอยู่กับโลก เริ่ม ต้นเ ป็นอเวไนยสัตว์ ได้รูปร่างมาเป็นคน แต่ว่าภูมิปัญญาเหมือนกับสัตว์เดรัจฉาน ก็หลงงมงายอยู่กับกินสูบดื่มเสพไป ตามเรื่องตามราว มันก็มีสุขของมันก็หาสุขกันไป ยิ่งคนที่เป็น ชาวอเวไนยสัตว์ หลงไปตามโลกที่เขาหลอกว่า เป็นสุขอันนี้ น่าได้น่ามีน่าเป็นนะ แล้วก็มีอุปทานเชื่อตามเขาเรียกว่า กิเลส กิละ แปลว่าดั่งได้ยินมา ได้ยินว่าอันนั้น เขาว่ามา ได้ยินมาได้เห็นมา ได้ประสพมา มันน่ามีน่าได้น่าเป็น จิตก็ไปยึดไปติด ก็ต้องพยายามแสวงหาดิ้นรนเอามาให้ได้ พอ ได้ตามที่ตนยึดติด ก็เป็น ดาวดึงส์ เป็นอุปาทานจิต ทุกอย่าง แม้สัตว์เดรัจฉานก็ยึดเช่นนี้ แต่มันน้อย เพราะคนสร้างหลอกสัตว์เดรัจฉานน้อย แต่พอเกิดมาเป็นคน มันสร้างเก่ง อาตมาก็เคยหลงมา แล้วมาเห็นว่าตนอวิชชาโง่ หลงจริงมันมีอุปาทานจิตจริงๆเลย มันอร่อยสนุกสุดยอดจริงๆ เกิดรสนั้นในเราจริง จิตมันบ้าๆบอๆ ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะรู้ว่า เ ราโง่ จริงๆ คนที่เขาติดอยู่ จะไปบอกว่ามันไม่ใช่ เขาก็จะบอกว่ามันมีจริง ถ้ามาปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธเจ้าสอนแล้ว หลุดพ้นแล้ว ก็จะ พบว่ามันไม่จริง ๆ ถ้าพ้นอุปาทานที่ติดยึดได้ ก็จะไม่เชื่อใคร แต่จะเชื่อในส

อ่านต่อ

ิ่งที่เกิดในตน ก็ทำมาตั้งแต่ของหยาบ ที่กระทบ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทรัพย์ศฤงคาร นอกกายสัมผัสแล้วเราก็ไม่มีกิเลสเกิดขึ้น อาการกิเลสที่เคยมีอย่างเขาไม่มี หมด กามภพ เหลือแต่ รูปภพ อรูปภพ จึงมีความจำได้ มีระริกระรี้อยู่ ยังไม่สิ้นซาก เราหมดความอยากได้ แต่ก็ยังมีความละเอียด ซึ่งเป็นความยาก คนมักจะประมาท เพราะเราไม่ได้เบียดเบียนใครแล้ว อยู่ในภพชาติของเรา คิดขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็เสพได้เมื่อนั้น ไม่ไปแตะต้องใครด้วย ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับข้างนอก อยู่แต่ข้างในจิตเราเอง เป็นสัญญายกขึ้นมาเสพ บ้าบ้าบอๆอยู่คนเดียว มันก็ยิ่งประมาทว่า เราไม่เบียดเบียนใคร ติดอย่างนี้ก็ไม่เป็นไร ก็โง่ต่อได้อย่างนั้น รู้ว่ามันไม่จริง เป็นของหลอก เราก็ยังโง่ต่อ มันโง่ได้โง่ดี โง่ไม่เสร็จ สักที จะโง่ไปอีกกี่แสนปีแสง โง่ไม่เสร็จสักที รู้ไหมว่าปีแสงนั้นไกลเท่าไหร่นานเท่าไหร่ หมดขั้นรูปแล้วก็ยังมีอรูป พริ้วพรายในอีก เสพเสียแคลอรี่ จ่ายแคลอรี่นะ สปาร์คที โกรธทีก็จ่ายที สปาร์คกาม สมใจสมโลภก็จ่ายทั้งนั้น ก็เสียพลังงานไป แต่ก็ยังไม่ยอมจบ กว่าจะหมดกว่าจะล้างกว่าจะเกลี้ยง ก็คุณเอ๋ย คนที่บรรลุแล้วเนี่ย ก่อนที่เราจะมาอนุโลม ยิ้มแย้มกับเขา อนุโลมกับเขา เขาว่ามันสุขเราก็แหะๆกับเขา สัจจานุโลมิกญาณ กับเขา ต้องสร้างสมพลังงานที่ควบแน่นตกผลึกมากพอ เป็นแก่น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เราจึงอนุโลมได้แข็งแรง มันเป็นหลักวิทยาศาสตร์เลย คุณต้องพากเพียรทำ สะสมทำ วันนี้จะขยายความอัมพัฏฐสูตร ถึงความเสื่อม 4 ประการ ก่อนจะมาถึงบทเรียน ก็มาตอบปัญหาที่ส่งมาก่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน บริหารอย่างมีศิลปะ ต้องใช้สัปปุริสธรรม7 _คำถามของคุณหายโง่….ในช่วงต้นของการแสดงธรรมที่พ่อครูได้แสดงถึงพล.อ.ประยุทธ์ในการบริหารประเทศว่า เป็นองค์รวมมี composition ที่ลงตัว ขอถามกรุณาอธิบาย composition ในศิลปะที่เข้ากับการบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ พ่อครูว่า... คอมโพซิชั่น ก็หมายถึง องค์รวม หรือองค์ประกอบของหลายหลายอย่างทุกทุกอย่าง ที่เราเห็นเหตุและปัจจัย ทั้งหมดเลย หลักของอนาไลซิส system analysis มี input process output outcome แล้วก็จะมี impact แล้วเวียนกลับมาเป็น input process ออกเป็น output outcome ออกเป็นimpact เป็นผลรวมอีก กลับวนมาเป็น input ใหม่ วนอยู่อย่างนี้แหละ หลักของสิ่งที่เป็น การหมุนรอบเชิงซ้อน (คัมภีราวภาโส หรือ ปฏินิสสัคคะ) วนเป็นก้นหอย ลงล่างหรือขึ้นบน ถ้าวนต่ำลงก็เป็นความอวิชชา แต่ถ้าวนแล้วมีสภาพเจริญขึ้น จะวนซ้ายมาขวา ขวามาซ้ายเป็นบันไดวนขึ้นสูงสุด นี่คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ถ้าทำให้ได้แข็งแรง จะวนขึ้นสูงตามลำดับ ถ้าวนได้เก่ง ก็จะสูงขึ้น ถ้าวนไม่ได้เก่งก็จะซ้อนกันแค่ตื้นๆ วนหลายรอบมากกว่าจะขึ้น ความวนเวียนของชีวะ นั้น ทุกอย่างที่เป็นองค์ประกอบในโลก ที่ไปสัมผัส ก็จะต้องเก็บเหตุปัจจัยมา จะเอามาหมดไม่ไหว ต้องเอาสิ่งสำคัญ ที่มีอิทธิพลให้ตนเกิดยึดถือ ทำให้ตนเกิดภาวะพลังงานมีดูดกับผลัก สองทิศใหญ่นี้ เป็นพลังงานไฟฟ้า ก็ต้องรู้ของตนเองว่าจะเอาไว้แค่ไหน อย่างอื่นที่เราไม่ไหวก็ช่างมัน จับตัวนี้ก่อน รวมมาแล้วปรุงแต่งเป็นตัวเรา เกิดพลังงานกดดันเรา ให้เราเกิดราคะหรือโทสะ เมื่อเรากำหนด จะมาแล้ว เราก็ทำ เมื่อมันกระทบ เรา เกิดราคะหรือโทสะ แล้ว ก็ จับอาการนั้นให้ได้ แล้วเรียนรู้ลดละ ทั้งกดข่ม ช่วยบ้าง มันเป็นพลังงานนี้ แล้ว พิจารณาด้วยปัญญา ว่ามันป่วยการเข้าไปยึดเอง มัน ไม่ใช่ของเที่ยง มัน เป็นเหตุแห่งทุกข์ ทุกข์คืออะไร เราก็ต้องเข้าใจ ก็ต้องพยายามพากเพียร ในสิ่งที่มีอาการความทุกข์ มันไม่สบาย ไม่ชอบใจ เป็นสิ่งที่ ไม่น่ากระทบ ไม่น่าสัมผัส ไม่น่าเกิดอาการในจิต เกิด suffer เราเป็น ผู้มีทุกข์ คือ sufferer มันเกิดขณะใดก็เรียกว่า suffering มันสะสมทุกข์ มากเข้าก็เรียกว่า sufferance เราก็ต้องเรียนรู้กำจัดจนกว่าจะมี sufficience อดได้ทนได้ เกิดพลังงานเก่งอดทน จนสามารถทนได้จำนวนมากขึ้นๆ จนเต็ม จนพอเพียง เพียงพอ ก็เกิด sufficiency ในภาคปฏิบัติที่ทนได้เต็มที่เลย ภาษาอังกฤษคือ suffice มันทนได้เต็มที่ เป็นลักษณะการ สะกดจิต มันทนได้ แต่ไม่ได้ล้างกิเลส มันทนได้ก็เลยไม่ทุกข์ ก็ทนเฉยๆ เป็นแค่เคหสิตอุเบกขา ด้วยวิธีการพวกนี้ก็ทำได้ ถ้าเราทนได้ก็เป็นประโยชน์ แต่ไม่ใช่สิ่งที่แท้จริง ถ้าทนไม่ไหวก็ข่มไว้ก่อน แต่วิธี อีกวิธี หนึ่งก็ ไม่ข่ม แต่เรารู้จักวิธี ไม่รับมันมาเต็มๆ มันกระทบแต่เราก็ ปล่อยทิ้งไปบ้าง บางส่วน ไม่รับมาเต็มๆ ถ้าคุณรู้วิธีทำเช่นนี้ จะรู้จัก ปล่อยวางส่วนหนึ่ง เราก็รู้วิธีวางเช่นนี้ แต่ก็ เป็นวิธีสมถะ ไม่ใช่ปัญญา เราต้องใช้ปัญญา ว่าวางแล้วสบาย วางแล้วเบาขึ้นนะ ไม่ต้องสะกดนะ วางมันเลย พอวางได้ในอำนาจที่มันทุกข์มันหนัก ก็ วางได้หมดเลย ก็ว่าง ก็เบา ก็เฉย แต่ไม่ต้องกดข่ม ก็พบกว่าเอ๊ วางมันดีกว่า ไม่ต้องกดข่มอะไรมากมาย จะรู้ว่าวางดีกว่า เราก็จะรู้ว่าเรายึดไว้ทำไม รักษาไว้เป็นตระกูล เป็นโคตร เป็นพ่อแม่คุณ หรือยังไง อาการพวกนั้น จะเก็บไว้เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นปู่เป็นย่า เป็นตาเป็นยายคุณแล้ว แล้วเมื่อไหร่จะวาง ก็ถามตัวเองเช่นนั้น ถ้าว่าง ถ้าวางปล่อย ถ้าไม่มี มันหมดมันเฉย มันไม่หนัก ไม่เจ็บ ก็วนไปหาความจริงอันนั้น ปัญญารู้ มีธาตุรู้ ที่จะเข้าใจได้เรื่อยๆ นี่แหละคือการ พิจารณาความจริงตามความเป็นจริง ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกของเราเอง โดยเดียวโดยของตัวเองแท้ๆ เราก็พิจารณาจากความรู้สึกแล้วก็เข้าใจตัวเอง แล้วก็ทำดูว่ามันจริง คุณจะเจอความจริงอันนี้ ไม่เชื่อไม่ต้องลอง มีสามนัยยะ ก็มีสะกด ปล่อยวาง และใช้ปัญญา อย่างที่ติชนัทฮันห์หรือท่านพุทธทาสก็ทำ เราก็จะปล่อยวาง ทั้งที่เราวางไ ด้เราก็รู้ก็สัมผัสอยู่กับมัน ความปล่อยวางจะเกิดเนียนๆๆๆ ก็ ต้องพิจารณาเสมอ แต่อย่าไปเคร่งพิจารณาจนเกิดอาการเกร็ง อาตมาต้องมาแก้หลายคน จน spasm อย่าไปมุ่นถึงขนาดนั้น เราพิจารณาเหตุ จะต้องเข้าใจให้ได้ มันเลยเกร็งแข็ง ก็เจอมากับผู้ปฏิบัติที่กลายเป็นเช่นนี้ ปัญญาจะเกิดเห็นความจริง เมื่อมันเกิด อาการ ลิงค นิมิต อุเทส มัน เป็นลักษณะการเคลื่อนไหว เคลื่อนกับมันนิ่ง นิ่งคือหมด นิ่งก็คือสะกดลงไป กับมันนิ่งเพราะมันเฉยๆ มันก็ไม่บวกไม่ลบ ก็จะสัมผัสแล้วทำได้อย่างนั้นก็จะรู้ Composition ของพระพุทธเจ้าคือ สัปปุริสธรรม 7 1. มี ปุคคลปโรปรัญญุตา นี่เป็นสิ่งสำคัญ ตัวทรัพย์สินวัตถุก็คล้ายกัน แต่คนนี่แหละ ที่ดิ้นดุ๊กดิ๊กได้ ได้ก็มาสู่ 2. ปริสัญญุตา ก็คือ กลุ่มคน เอาเท่าที่ตนรับได้ อย่าไปเอามาหมด คนไหนไม่เข้ามาเหมาะ ก็เอาไว้ก่อน โยนทิ้งก่อน เอาคนที่พอรับได้ก่อน ก็อย่างนี้ ปริสัญญุตาก็คือมวล ปุคคลปโรปรัญญุตาก็คือแต่ละคน กระทบแล้วเกิดเรื่อง รวมเป็นหมู่ก็ปริสัญญุตา 3. กาลัญญุตา เมื่อใด ขณะใด ตอนเช้า กลางวัน เย็น กลางคืน หรือโอกาสไหนๆ ทีนี้ก็คือ 4. อัตตัญญุตา 5. ธัมมัญญุตา คือ องค์รวม ทั้งหมด คือธรรมะ อัตถะคือเป้าหมายที่จะให้ได้ให้เป็น จุดสำคัญ interest point ของมัน คือองค์ประกอบอื่นๆอีก เป็น composition พระพุทธเจ้าแยกไว้ เอามา solve ออกมาว่า คนนี้ก็ยึดเช่นนี้ เอามารวมกันแล้ว คำนวณแล้วตามคณิตศาสตร์ก็มี ครม. หรน. รวมแล้วก็เอาขนาดประมาณหนึ่ง เมื่อ solve ออกมาแล้วก็ต้องอนุโลมขนาดไหน เราก็ทำร่วมด้วยในขนาดนั้นที่เรา solve เป็นคำตอบ เราได้บ้าง เขาได้บ้าง ก็แบ่งกันจัดสรร ก็ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ทำได้ก็เป็นผล 7. มัตตัญญุตา ยกตัวอย่างนักจิตรกรรม สี ที่เป็นแม่สี คุณจะเอาสีแดงผสมเหลืองก็เป็นสีแสด จะแสดขนาดไหนก็แล้วแต่ แก่อ่อนอย่างไร ก็เติมสีตามสัดส่วนที่เรามัตตัญญุตา ถ้าผสมสีน้ำเงินก็เป็นสีน้ำตาลสีอะไรอีก น้ำตาลออกเชิงเขียวหรือแดงอีก ก็จะรู้สัดส่วน นี่จากต้นสีสามสีแล้วแบ่งขนาด เหตุปัจจัยต่างๆ มีพลังงานส่วนตัวของมัน จะไปทางไหน ดีกรีทางไหนของแต่ละอย่างก็จัดสรร คนนี้ไปทาง sadism คนนี้ไปทาง romanticism จัดการให้อยู่ร่วมกัน พวกคุณนี่หลายคนก็ไม่ลงกัน ก็จัดได้ประมาณหนึ่ง ถึงบอกว่า ความสามัคคีคือ ความขัดแย้งอันพอเหมาะ(ปโหติ) มันไม่กลางไปได้ทีเดียวหรอก เพราะว่ามันต่างกัน อยู่ที่ความเก่งของแต่ละคน จิตรกรผสมสีก็ต้องรู้ว่าจะผสมอย่างไรได้ตามต้องการ ถ้าผสมแล้วรวมกันแล้วไม่ได้ขนาดพอเหมาะ ดีไม่ดีซัดกันไม่หยุด เขาเรียกว่า สีมันเน่า ในสังคมก็เรียกว่าซัดกันเลย ไม่ปรองดอง ไม่กลมกลืน ไม่อยู่ร่วมกันได้ ก็ทะเลาะกันตลอดคือคุณไม่มีฝีมือ ไม่สามารถเป็น composer ที่ทำ composition นี้ให้เกิด harmony ได้ ถ้าเก่งก็จัดให้อยู่รวมกันได้โดยมีอันใดจะให้เด่นก็ทำได้ ทำ highlight ได้ นี่คือมือหนึ่งในการจัดองค์ประกอบศิลป์ แม้แต่ศิลปกรรม นาฏกรรม ดราม่า ก็ใช้องค์ประกอบเช่นนี้ทั้งนั้น อาตมาก็เอามาใช้ให้พวกเรา harmony ได้ จุดใดจะให้เกิด highlight ได้ ก็ได้ อาตมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จัดองค์ประกอบสังคมได้ขนาดนี้ โดยใช้ นัจจะ คีตะ วาทิตะ ที่แสดงกายวิญญัติ วจีวิญญัติ นัจจะคือกายวิญญัติ ทั้งยักคิ้วหลิ่วตาทางกายภายนอก ส่วนคีตะกับวาทิตะคือ สุ้มเสียงสำเนียงภาษา รวมแล้วเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ความเคลื่อนไหวองค์รวมที่เกิด คนจัดองค์ประกอบอันนี้ได้พอเหมาะพอดีตามสัปปุริสธรรม 7 โดยรู้จักสิ่งต่างๆที่ได้ผสมส่วนตามธรรมะให้ได้จุดเป้าหมาย ได้ goal คือ composer ชั้นหนึ่ง ทุกกาละเวลา ทุกสัดส่วน ทุกบริษัท เป็นนักบริหารชั้นหนึ่ง ทั้งที่มีศัตรูกันหลายเจ้า จับมันมาทำงานด้วยกัน แม้คนละด้าน แต่เราจัดมาปรองดอง มีการงานองค์ประกอบ ถ้าต่างคนต่างทำก็ตาม แต่เราสามารถเอาผลงานของสองคนนี้มาทำให้เกิดคุณค่าได้ คือการควบคุมเกมการบริหารได้ นี่คือคำอธิบายคร่าวๆ ตามภูมิ อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นศิลปิน เรียนจิตรกรรมมาก็ฝึกต้องส่งงานอาจารย์ทำงานส่วนตัวทำแล้ว ก็ให้คนอื่นไป ทิ้งไปบ้าง จนไม่มีงานเก็บไว้สักชิ้น ปรากฏว่าไปเก็บตกได้ในขยะ หน้าปกหนังสือที่เอาภาพอาตมาไปทำ อาตมาร่วมทำด้วยหนังสือเล่มนั้น คือ คู่มือแม่บ้าน อาตมาไม่ได้เป็นบก. บก.คือคุณพิศวาส นาควานิช เป็นภาพที่เกือบจะเสียจะสีเน่าแล้ว ก็ตั้งชื่อภาพว่า ฤาจะสิ้นโลกแล้วหรือ? ก็หยิบมาเป็นภาพปกหนังสือ ต้นข้าวเขาค้นเจอ ก็เอามาให้อาตมา ก็พบว่ามีผลงานจิตรกรรมอยู่ชิ้นเดียว มันพิมพ์ offset ก็ยังเนียนดีอยู่ ถ้าเป็นภาพตะกั่วคงลายเละ ก็เจอไม้ร่มก็บอกว่าเอาไปจัดการถ้าจะรักษา ก็มีต้นฉบับตามเทคนิคสมัยใหม่

Sms 12 ก.พ.59 0815371xxx กระผมเชื่อที่พ่อครูพาทำของจริง แต่ฝ่ายเถระสมาคมเป็นของปลอมไปแล้วครับผม พ่อครูว่า...ตอนนี้พระเมธีธรรมาจารย์ก็นำพระประท้วงที่พุทธมณฑล ว่าจะอยู่ถึงมาฆบูชาเลย แล้วยื่นข้อเสนอ 5 ข้อกับรัฐบาล เป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ซึ่งอาตมาจะไม่ทำแบบนั้น อาตมาถ้าจะทำเสนอก็เพียงยื่นไป แล้วท่านจะทำหรือไม่ก็แล้วแต่ท่าน มันคนละลักษณะที่เราทำ เราแยกกันเป็นนานาสังวาส จะวิจารณ์กันก็วิจารณ์ จะตำหนิก็ตำหนิ ตอนนี้ก็ยังไม่ทำอะไรมาก เรามั่นใจว่าของเราสัมมาทิฏฐิ เราก็อาศัยอันนี้ เพราะโลกนี้มันต้องมีสองเป็นธรรมชาติ เราทำตามพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีปัญหา เขามีปัญหาก็มีไป เราก็ไม่ไปสร้างปัญหา ถึงเวลาเราจะวิจารณ์บ้าง เพราะเราร่วมสังคมพุทธศาสนากัน ทำเพื่อให้รู้ให้เข้าใจ ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่ได้ ไม่ไปรบรากัน แสดงจริงใจเท่านั้น

0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูนำธรรมพระศาสดาสอนธรรมอันเป็นอาริยะ!อานิสงส์ 10ของ ศีล! ชมพูทวีปที่แท้จริง อันมี สุรภาโวสติมันโตอิธพรหมจริยาวาโส สาธุ!

สื่อธรรมะพ่อครู (สมาธิพุทธ) ตอน สมาธิหลับตา เห็นแค่สัญญา แต่ไม่ครบปัญญา 0893867xxx สมาธิหลับตาปิดกั้นทวาร6 รับรู้แต่ลมหายใจเข้าออก!สมาธิลืมตาเปิดรับทวาร 6 เรียนรู้ผัสสะทุกทางเกิดอินทรย์ 5จบที่วิมุติ คืนสู่นิพพาน!skk พ่อครูว่า...คำอธิบายนี้ถูกต้องใช้ได้ แต่ถ้าหลับตาปฏิบัติแล้วทิ้งนอกหมดแม้แต่ลมหายใจก็ทิ้ง อย่างนี้ก็จมไปในภพ ถ้าจิตแข็งก็ปรุงได้ไม่ง่ายต้องประคองรักษาจิต ไม่ให้เสียพลังงาน พลังที่จะเอามาใช้นี้เบากว่า ถ้ามีข้างนอกจะมีพลังงานข้างนอกด้วย เหมือนมู่เล่หรือรอกนี่ จะเป็นแบบนี้ สภาพแรงกลก็เป็นเช่นเดียวกัน จะเกิดผล พระพุทธเจ้าจึงให้เอาผลที่เกิดได้ดีที่สุดสูงที่สุด ท่านก็อย่าให้ทิ้งมหาภูตรูป พลังงานนี้จะดีที่สุด แล้วจะสร้างเตวิชโชภายในได้ แม้เราจะฟังด้วยหูแต่ไม่โน้มน้อมไปด้วยเราก็ดูที่จิตเราได้ การฝึกวิธีพวกนี้ สามารถทำได้ตามที่เราต้องการ จะปิดเท่านั้นเท่านี้ จนที่สุดดับนิโรธภายใน ก็ทำได้ นี่คือสมาธิหลับตา เป็นการทำเจโตสมถะหรือเจโตสมาธิ เชิงไม่มีวิปัสสนาญาณ ไม่เห็นครบข้างนอกที่เป็นปัญญา มีแต่สัญญาภายใน อัญญาของตน ไม่เป็นอัญญาที่เป็น ป คือปัญญา มีองค์ประกอบข้างนอก นี่เป็นนัยละเอียด ในภาษาบาลี สมาธิหลับตา เป็นประโยชน์ส่วนหนึ่ง ได้เยอะ แต่ก็จะแคบรับรู้น้อยลงๆๆ สุดท้ายเราจะเป็นประโยชน์กับข้างนอกได้น้อย จนไม่ได้เลย ศาสนาพุทธเป็นประโยชน์ต่อภายนอกได้มากที่สุด แต่ก็ต้องมีความแข็งแรงในจิต ถ้ามีพลังสองทั้งนอกและใน ได้สัดส่วน ช่วยกันทั้งคู่จะมีพลังแรงเร็ว เรียกว่ามีอุปการะมาก พวกเรานี่กระแสสังคมที่ผิดพลาดทางพุทธ ไปหลงออกป่ามาก เคารพพระป่า ไม่เคารพพระบ้าน แต่พระบ้านก็ไม่เอาไหน ไม่มีวิมุติ พอทำงานกับสังคม จะมีอัตตา อัตตาซุกซ่อน ก็เลยยิ่งคนรู้ยาก หลอกคนได้มาก มันกลายเป็นอย่างนั้นอย่างเขาทำเขาเป็นกัน ก็เลยไม่ได้อะไร และเสื่อมด้วย สรุปแล้วโดยปัญญาอาตมา ภูมิอาตมา เห็นว่าต้องแก้อันนี้ก่อน ก่อนออกบวช อาตมาลดสภาพสังคมภายนอก นั่งสมาธิ จนจะหนีออกจากสังคมไปอยู่คนเดียว อยู่ที่ป่าวัดอโศการาม ยังบอกอุปัชฌาย์ว่า ผมไม่บวชหรอก ผมขอปลูกกุฏิในป่าแสม แล้วอย่าให้พระไปกวนผมนะ ท่านก็ว่าจะมีที่ไหน คุณอยู่ให้ดีของคุณเถิด ท่านไม่เชื่ออาตมาว่าจะสงบได้ ส่วนมากฆราวาสไปกวนพระ ก็ไปนั่งสะกดจิต เดินจงกรม บางคืนไม่นอนเลย ก็นั่งสมาธิหรือเดินจงกรมทั้งคืน แล้วยุงทะเลมาทีเป็นฝูงเลย อาตมาก็สู้ นั่งข้างนอกสมาธิหลับตาให้ยุงตอม แล้วเอาจิตอยู่แต่ภายใน ก็สู้ได้ จนบางทีนั่งสมาธิแล้วรู้สึกว่าเราจะเหาะได้ มีแม่บ้านตามมาทำอาหารให้กิน เราก็บำเพ็ญของเราไป บำเพ็ญอย่างฤาษีเต็มรูปเลย ที่ว่าเหาะได้คือนั่งสมาธิแล้วตั้งจิต ว่าเราจะลอยให้ได้ ก็ไม่รู้ ก็นั่งเหาะได้หรือไม่ก็ไม่รู้ ก็ได้ยินเขาบอกว่าเอาอะไรไปเหน็บฝาหรือเพดานไว้ ถ้าออกจากสมาธิแล้วหยิบของในมือก็แสดงว่าเหาะได้ อาตมาก็ไม่ได้ทำ แต่ว่ารู้แต่ว่านั่งสมาธิตรงนี้ แต่พอออกจากสมาธิแล้วเราไม่ได้นั่งอยู่ที่เก่า ก็หลายที ก็เลยว่าอะไรว๊า เราตั้งใจจะนั่งให้เหาะได้ ก็ตอบใครไม่ได้ ตอบตัวเองก็ไม่ได้ว่าเหาะได้หรือไม่? มี อ.จรัลว่าเหาะได้ แต่อาตมาก็ไม่ได้สงสัย ในพระไตรปิฎกก็ว่ามีเหาะได้ อาตมาก็ไม่ติดใจ ก็ไม่ได้จะเหาะได้ไปทำอะไร มันก็ สะกดจิตได้แข็งแรง ตัดภายนอกได้แข็งแรงขึ้น แต่ตอนนี้เรื้อหมดแล้ว พลังงานเหล่านี้ไม่เที่ยง มันทำไม่ได้ ลดค่าไปหน่อยหนึ่งก็ไม่ได้ ดูแต่ฤาษีที่เหาะไปแล้วเห็นหญิงสาวแก้ผ้าอาบน้ำ ผ่านในวัง ก็กามไม่หมดมันก็ขึ้น ตกลงมาเลย อายชาวบ้านเขา เหาะอีกก็ไม่ได้ ก้มหน้าเดินกลับกุฎิ มันเรื้อได้ มันไม่เที่ยง ไม่คงที่ เหมือนตอนเล่นไสยศาสตร์ จะหนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันก็ไม่เที่ยง ต้องเก็บสะสมพลังงานเหล่านั้นตลอด เป็นภาระด้วย สรุปแล้วก็ได้ว่าเอ็งเก่งเท่านั้น หาเงินหาทองได้หรือได้หน้าเท่านั้น มารู้จักกิเลส แล้วทำให้กิเลสหมด พลังงานมีเท่าไหร่เอามาทำอย่างนี้ ไม่ได้ทึ่งที่เขาเก่งอย่างนั้นเลย ตอนเล่นไสยศาสตร์ก็ไม่ได้เกิดปัญญาเช่นนี้ ก็ทำได้มีผลอย่างที่เคยเล่า ดีไม่ดีจะไปยั่วให้คนอยากทำบ้าง แต่ถ้าเป็นพลังงานจิตที่เป็นผลประโยชน์เชิงปัญญา หรือใช้บ้างในบางอย่างก็ได้ประโยชน์บ้าง แต่รวมแล้วเป็นพลังงานขับดันแรงก็มีประโยชน์ เราจะใช้กำลังแรง

0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมพ่อครูอ่านพระไตรปิฎกให้ญาติธรรมไกลอโศกได้ความรู้มากขึ้น! ผู้ใฝ่เรียนรู้จากการฟังอ่าน เขียนฯ มิใช่ผู้รอบรู้ฯ จรธ. สื่อฟ้าศิลป์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ปฏิบัติศีล 5 ไปตามลำดับ จากไลน์คุณนายถามมาครับ _เรารู้สึก อึดอัด เป็นทุกข์ เวลาที่เราพยายามสู้ กับกิเลส มีวิธีแก้อย่างไรครับ พ่อครูว่า... โดยสรุปคือ คุณต้องแบ่งเอา คุณมีทุกข์สารพัดก็แบ่งทำ พระพุทธเจ้าแบ่งให้ทำ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ต้องตัดมีคนเดียว คนเดียวนี่ก็รับศึกให้ได้เถิด นอกนั้นก็อย่าไปปด อย่าไปยุ่งอบายมุข ก็เอากรอบ แค่ศีล 5 ก่อน เริ่มต้นปริตตัง กำหนดขอบเขตส่วนที่เราจะปฏิบัติ ถ้าได้แล้วก็เพิ่มเป็นศีล 8 จะไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวดอกไม้ ของหอม สิ่งพอกทา สิ่งประกอบมากใหญ่ วิภูสนฐานา ก็ค่อยขยับไปตามลำดับ ต้องลองเว้นขาดดู จนกระทั่งอยู่เหนือมันได้ ค่อยสัมผัสมัน เหมือน พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ ก่อน ถ้ายังเปียกน้ำจะทำให้แห้งได้อย่างไร จะจุดติดได้อย่างไร ต้องเอาออกจากน้ำก่อน แล้วทำให้แห้ง ถึงจุดติด ต้องทำเป็นขั้นตอนให้พอเหมาะกับเรา ศีล 5 นี่มีทั้ง กาย วจี มโน อบายมุขคือมโนกรรม วจีกรรม เอาแค่อย่าปดก่อน ส่อเสียดเพ้อเจ้อไว้ก่อน ส่วนสามก็อย่าให้มิจฉาในกัมมันตะ 3 ถ้าทำไม่ได้ก็เอาแค่อย่าฆ่าสัตว์ก่อน หรือไม่ทุจริตหยาบๆ ก่อนในเรื่องลักขโมยก่อน แล้วค่อยเอาละเอียดทีหลัง อย่าฆ่าสัตว์นี่ละโทสะ อย่าไปเอาของคนอื่นเขานี่ลดโลภะ ก็เอาสองอย่างนี้ลดให้ได้ ไม่ใช่ของเราที่เราไม่มีสิทธิ์ กับอย่าไปฆ่าใคร รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็เป็นองค์ประกอบในกามราคะ รวมสุดยอดคือ เรื่องเพศ ผู้หญิงผู้ชาย สัมผัสเสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็เอาเท่านี้ แล้วอ่านอาการจิต ลิงค นิมิต อุเทศ ได้แล้วก็ค่อยทำสูงไปตามลำดับ ทุกวันนี้ไม่รู้แม้แต่นักบวช มาลาก็ไม่รู้ วัตถุอนามาสก็ไม่รู้ ของพอกของหอมต่างๆ สิ่งทรงไว้ตั้งอยู่ก็ยังกอบโกยเขรอะมาก ต้องเอาออกบ้าง มณฑนะที่เอามาตกแต่งประดิษฐ์ประดอย จนถึงวิภูสนฐานา ตกแต่งมากมาย ฐานะแห่งการประกอบที่ใหญ่โตเขรอะขระ ก็ลดลงบ้าง ก็สูงขึ้นไปกว่าศีล 5 วิสูกทัสสนา แปลว่าข้าศึกแก่กุศลที่อย่าไปรับไปเอามา ก็เลิกมา แต่ทุกวันนี้ศีลก็ไม่รู้ จะขึ้นเป็นสังฆราชก็ยังบอกว่าเกิดมาอายุ 80 กว่า ก็ชื่นใจที่ได้เดินบนดอกไม้ ยังหลงใหลแค่มาลา เป็นเรื่องน่าสังเวชใจ อาตมาทำอย่างนานาสังวาส ปฏิกโกสนากันเท่านั้น ต้องว่ากันให้หนักๆจังๆ ขนาดนั้นก็ยังไม่รู้สึก เบาไม่ได้ ต้องทำอย่างแรงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน การสะกดจิต _จากตุ๊ก เอไอเอ(TUK.AIA) นมัสการคะ จะขออนุญาตฝากคำถามไว้ก่อนค่ะ มีคนที่รู้จักกันเขาไปปฏิบัติธรรมที่สำนักแห่งหนึ่งไปประจำ ใช้วิธีนั่งสมาธิ เดินจงกรมเหมือนทั่วไป เมื่อไม่นานมานี้เกิดมีอาการคุ้มคลั่ง ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทางบ้านต้องส่ง ร.พ. เท่าที่ทราบเหมือนเครียด เพราะนั่งแล้วไม่ได้สภาวะว่างสุข จึงเครียดมาก ไม่ทราบว่าจะช่วยแนะนำอย่างไรดีคะ พ่อครูว่า ... เรื่องนั่ง สมาธิหลับตาจนไปยึดถือ มันคืออุปาทาน ก็อธิบายเขาให้รู้ อุปาทานคือ ลึกๆในจิตว่ามันเป็นจริงตามยึดไว้ สัญญายนิจจานิ คือยึดติด จะไปยึดเมื่อไหร่อย่างไรก็ตาม ยึดเสร็จแล้วก็ไม่ได้ดั่งที่ยึด ก็ประท้วงอย่างโน้นอย่างนี้ ออกอาการอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เป็นไปตามเรื่องของอาการ จะเรียกว่าคลุ้มคลั่งก็แล้วแต่ อาจารย์ที่ไปสอนให้นั่งหลับตาแล้วบอกว่าอะไรที่ค้างจะปล่อยออกมาหมด คืออุปาทาน บางคนก็ร้องรำ บางคนก็เต้นรำ คือไปจำว่าเป็นสมาธิแล้วจะเป็นเช่นนั้น ที่จริงมันไม่จริงหรอกแต่คุณไปยึดมันก็เลยเป็น พอออกจากอันนั้นก็ไม่เป็นแล้ว ยกตัวอย่างว่าถ้าเข้าทรงได้เก่งได้ลึก ถ้าเข้าทรงแล้ว จะสูบบุหรี่ทีละสิบมวนได้เลย คุณเชื่อลึกๆว่าทำได้ พอเข้าทรงก็ทำได้โดยไม่สำลักเลย สูบพ่นควันได้ ออกมาแล้วก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไร แต่ตอนเข้าทรงเป็น เป็นอุปาทานคุณเต็มที่เลย หรือถ้าจะเก่ง ทำนายเก่ง กินเหล้าได้เป็นไหๆ เก่งทำได้จริง เป็นความเก่งของคุณทั้งสิ้น อยู่ยงคงกระพันปาดลิ้นได้ เป็นพลังงานจิตที่คุณทำได้ เคยเป็นมาทั้งนั้น แต่ออกมาแล้วไม่ได้นะ ที่มันงงๆ กันคืออาตมาเข้าทรงแล้วพูดภาษาจีนได้ อาตมาเข้าทรงเห้งเจีย คนก็เอาคนที่พูดภาษาจีนได้มาฟังก็บอกว่าเป็นภาษาจีนแน่ แต่เป็นจีนโบราณ เขาก็ไปเอาคนที่รู้ภาษาจีนโบราณ ก็ปรากฏว่าคุยกันรู้เรื่อง ก็แสดงว่าภาษาจีนนี้จริง แต่เห้งเจียนี้มันไม่จริง ทรงสิ่งที่ไม่มีจริงแล้วเอาภาษาจีนมาจากไหน ก็บอกว่าทรงกวนอูสิ ทรงได้ก็ส่งภาษาจีนได้ แสดงว่าอันเก่าอาตมาเคยเป็นคนจีนพูดภาษาจีนได้ ก็ต้องมีอันนั้นมาแล้ว ก็เลยหมดสงสัยหมดงง ว่าเราเกิดมาไม่รู้กี่ชาติ ดีไม่ดีจะเคยเกิดมาเป็นเพื่อนกวนอูก็ได้

ไม้ร่มถามพ่อครู...สมัยก่อนที่พ่อครูเป็นฆราวาส มีอดีตสมณะเรารูปหนึ่งที่เคยฟังพ่อท่านตั้งแต่เป็นฆราวาส ตอนพ่อท่านพูด พอเขาไปฟังพ่อท่าน พ่อท่านก็บอกว่าวันพรุ่งนี้แหละพ่อท่านจะทำการหายตัวให้ดู ตอนนั้นวัดนรนาถ ไปบรรยาย วันรุ่งขึ้น อดีตสมณะรูปนี้ก็ชวนญาติพี่น้องมาฟังพ่อท่าน มากันหลายคน วันนั้นพ่อท่านก็ไม่ได้หายตัวให้ดู มิตร ชัยบัญชา ตกจากเครื่องบิน ก็เลยพูดเรื่องนี้ก็เลยไม่ได้ทำให้ดู แล้วต่อมาอดีตสมณะนี้ก็ไปถามพ่อท่านว่าทำไมไม่หายตัวให้ดู พ่อท่านก็ไม่ได้พูดอะไร ขณะกลับไปก็เดินสวนกับพ่อท่าน อีกทั้งที่เป็นทางเดินทางเดียวที่เดินสวนไม่ได้ ตั้งแต่นั้นมาสมณะรูปนี้ก็เชื่อเลย มาบวชเลย พ่อครูว่า...สรุปคือ อาตมาเคยประกาศตัวที่วัดนรนาถว่า จะหายตัว คนก็จะมาดูกันอาตมาก็ไม่ได้แสดงการหายตัว ก็พูดเรื่องมิตร ชัยบัญชา คนก็ข้องใจว่าหายตัวได้ไหม อาตมาก็มั่นใจว่าอาตมาหายตัวได้ นั่นหนึ่ง และสองเรื่องสะกดจิตอาตมาก็เรียนมา ก็ไม่กลัวหรอกว่าหายตัวได้หรือไม่เพราะถ้าแสดงว่าอาตมาหายตัว ก็สะกดจิตคนให้เห็นว่าอาตมาหายตัวก็ได้แล้ว ถ้าจะแสดงหายตัวก็ทำได้ สะกดจิตเขาให้ไม่เห็นอาตมาก็หายตัวแล้ว ถ้าหายตัวได้ ก็หายตัวได้ เขาก็ไม่เห็นเช่นเดียวกัน แต่ถ้าสะกดจิตนั้นอาตมาทำได้ อาตมาไม่มีปัญหาว่าจะทำหรือไม่ คือสะกดจิตคนหมู่นี่ทำได้ไม่หมดหรอก แต่คนที่สะกดจิตคนหมู่ได้มาก แม้ไม่หมดก็จบ เหมือนที่เขาเห็นหลวงปู่แหวนเหาะบนเมฆ หรือธรรมกายเห็นหลวงพ่อสดอยู่บนเมฆ อาตมาทำมาทั้งสะกดจิต และไสยศาสตร์ไม่มีปัญหา คุณทำได้ก็เท่านั้น เหมือนท่านพุทธทาสว่าเหาะได้ก็แค่หมาเลียตูดไม่ถึง เหาะไปทำไม? มันเป็นได้เพราะยึดติด ถ้าสัญญายนิจจานิ ก็ทำให้จริง ได้แล้วจะไปยึดติดใส่จิตทำไม ก็ไปยึดจริง เช่น กล้วยนี้สวยดีก็ตามเขาได้ หรือเขาว่าอร่อยก็ตามเขาสัญญายนิจจานิ จะเที่ยงนานเท่าไหร่ก็กำหนด ยามะได้ ไม่เที่ยงแล้วก็เลิกได้ เราก็ไม่ต้องมีแบบเขาได้

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทำความมีให้หมด ทำพรหมวิหาร4 ให้จบ _คุณCATปลากระพง ถามว่า...ถ้าเป็นไปได้อยากให้พ่อครูเท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

590215_พุทธศาสนาตามภูมิ วิธีปล่อยวางอย่างชาวพุทธ.docx | สารานุกรมชาวอโศก