สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน มาเป็นคนจนที่ลดกิเลส จึงกู้เศรษฐกิจประเทศได้ยั่งยืน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน มาเป็นคนจนที่ลดกิเลส จึงกู้เศรษฐกิจประเทศได้ยั่งยืน พ่อครูว่า...อาตมาได้มาก็ถือว่าเป็นกุศลของตนเองอย่างยิ่งเหมือนกัน เพราะถ้าเผื่อว่าขาดอันนี้แล้วงานก็จบแล้ว เวลาสุดท้ายแล้ว เขาก็ยังให้เวลาสุดท้ายแก่อาตมา ก็ถือว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง ได้รับนิมนต์มาก็ยังรู้สึกไม่ถูกที่ใจ เพราะว่าไม่อยากเดินทาง ตอนนี้ก็ปักหลักที่อุบลฯ สร้างธรรมชาติทุกอย่าง ได้รับที่ดินน้ำท่วมมา จนค่อยๆบูรณะขึ้นมา จนกระทั่งก็คงอยู่ที่นั่นตายที่นั่น คิดว่าเราทำประโยชน์ได้อยู่อย่างน้อยก็มีโทรทัศน์ ใครไปไม่สะดวกก็ดูตามโทรทัศน์มันก็ไม่ยากเย็นอะไรมากมายหรอก ไม่เช่นนั้นถ้าจะมาเลยก็ไปพักที่บ้านราชฯ ก็พอไปพักได้ อาตมาว่า บ้านราชฯนี่ใครไปพัก เราก็ยินดีต้อนรับทั้งนั้น เป็นรีสอร์ท ไม่มีการเก็บเงินทอง มีที่พักผ่อนมีที่สำราญใจ ตอนนี้ก็พยายามหาเรือ มาที่นี่ก็ได้รับความรู้พิเศษ หากได้ไปวางโครงสร้างให้ก็ดี เป็นเรือแคนูไทย เบามาก ผู้หญิงยกได้เลย ใช้วัสดุเบาๆของเราเอง ถ้ายิ่งมีเรือพายในลำคลอง ตอนนี้ รัฐบาลอุตส่าห์ให้ทุนมาล้านหนึ่ง บอกว่าให้จัดตลาดน้ำให้ได้ อาจจะได้แค่บันได แต่ก็ยังดีช่วยกันมานิดนึง ถึงอย่างไรเราก็พยายามทำให้มีตลาดน้ำ ซึ่งจะเป็นเรื่องของดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจดีทั้งทางด้านสังคม มันจะดีทีเดียว สังคมประเทศชาตินั้นถ้าทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ได้เรียบร้อย สังคมจะไปได้ดี ทุกประเทศก็เข้าใจว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นตัวสำคัญตัวหลัก แม้ทางด้านการเมืองก็ตาม สู้ทางเศรษฐกิจไม่ได้ เศรษฐกิจหมายถึงความครบพร้อม เสฏฐะ แปลว่าประเสริฐเจริญ คนที่มีความประเสริฐเจริญนั้น หมายถึงอะไร อาตมาสรุปผลสูงสุดตามที่เรียนมาของพระพุทธเจ้าและก็ตรงกันกับของในหลวง ร.9 ตรงกับความรู้ความเห็นของอาตมาที่ทำมาตั้งแต่ต

อ่านต่อ

้น อาตมาชัดเจนในตัวเอง และออกมาทำงานทางนี้โดยตรง ทางด้านศาสนา 47 ย่างเข้า 48 ปีแล้ว ใกล้ๆ 50 ปีแล้ว ก็เห็นผลได้ยากมาก และก็ยังมั่นใจว่าไม่มีประเทศไหนจะทำได้อย่างประเทศไทย พูดแล้วมันเหมือน ยกตัวเบ่งใหญ่ จริง มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก ของพระพุทธเจ้า พูดไปเป็นเรื่องอจินไตย เข้าใจได้ยาก วันนี้พูดได้เวลาน้อย เอาตีกรอบเท่าที่อาตมาจะพูด จะการศึกษาการให้ความรู้ การนำพาสังคมประเทศชาติ ให้มนุษย์ให้พลเมืองสมาชิกของสังคม ลดกิเลสไม่ได้ จะเป็นความรู้จะเป็นการบังคับ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่มนุษย์จะฉลาดเอามาใช้ ถ้ามนุษย์ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้ กู้ได้ก็ชั่วคราว วนเวียนไปไม่แล้วไม่จบหรอก แต่ถ้าเผื่อว่าลดกิเลส มีหลักการละกิเลส และมนุษย์หรือสมาชิกของประเทศของสังคมนั้นลดกิเลสได้ รอด อยู่รอด คุณสมบัติของผู้ที่ละกิเลสได้อย่างในหลวงเราได้ตรัสไว้ เป็น The Great Word ท่านตรัสไว้ “คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ว่าเมืองไทยไม่มีสิ่งที่สมัยใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย พออยู่พอกิน (สันตุฏฐีหรือสันโดษ คือพออยู่พอกิน) มีความสงบ และทำงานตั้งจิตอธิษฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทย อยู่แบบพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกิน นี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยวด”

อาตมานำพระราชดำรัสอย่างนี้ ที่ได้คลิปของในหลวง เปิดทางโทรทัศน์บุญนิยมทุกวัน วันละไม่รู้กี่เที่ยว เปิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร และก็จะเปิดต่อไป ใครจะว่าซ้ำซากอย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องสุดยอดของมนุษยชาติ มีสองคลิปที่ในหลวงท่านตรัส แบบคนจน กับแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อาตมาก็เอามาเผยแพร่ เอามาบอกมนุษยชาติอยู่ตลอดเวลา คำว่าคนจน ทุกวันนี้อาตมาก็พยายามขยายความให้เข้าใจว่า ความจนนี่แหละเป็นสิ่งประเสริฐสุด ความรวย ขออภัย มันชั่ว อาตมาพูดชัดอย่างนี้ คนรวยเขาจะมายิงเอาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่มันบาปนะ กรรมเป็นเรื่องจริงของใครของมัน เราจะต้องมาทำความเข้าใจ จะเข้าใจว่า ความจนคืออะไร และเราจนจริงๆ จะรู้สึกอย่างไร เราจนจริงๆจะรู้สึกอย่างไร จนจริงๆ ต้องประกอบด้วยปัญญา รู้สึกว่าดีจริงๆต้องมีความฉลาดในระดับปัญญา อาตมากำลังขยายความ คำว่าฉลาด มีสองคำ หนึ่งคำว่าเฉโกหรือเฉกา ธรรมะความฉลาดแบบปุถุชนคือฉลาดแบบเฉโก ประกอบด้วยอวิชชา ประกอบด้วยกิเลส กิเลสไม่ลดลง ยังไม่มีอัญญะ อัญญา ความฉลาดแบบใหม่ แบบโลกุตระที่เป็นธาตุรู้ เป็นธาตุพลังงานทางนามธรรม มันมีธาตุตัวนี้ อาตมานำหลักฐานตำนานประกอบว่า ศาสนาพุทธพระสมณโคดม มีโกณทัญญะ ตั้งแต่แรกเริ่ม ปัญจวัคคีย์ 5 รูปที่ฟังธรรมพระพุทธเจ้า มีอัญญาโกณทัญญะ เป็นคนแรกที่ฟังแล้วก็เกิดธาตุตัวนี้ อัญญะนี้ภาษาบาลีแปลว่าอื่น อื่นคือไม่ใช่ตัวเก่า เป็นตัวอื่น แบบอื่น ถ้าของโลกีย์ก็จะวนแบบเดิม ไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม ที่อยู่ในวงวนเก่า แต่ธาตุรู้ตัวนี้ มีคุณสมบัติคุณวิเศษใหม่ ที่มีความรู้จักลดตัวตน มีธาตุรู้ตัวใหม่ที่รู้จักตัวตน ตัวตน = อายตนะ ตน คือตัวตน ภาษาไทยกับบาลีมีรากเดียวกัน อาตมาเองพยายามใช้ภาษาที่ท่านสร้างมาแล้วเอามาขยายความ เมืองไทยใช้ภาษาไทย อันเป็นตระกูลเดียวกับบาลี อาตมาเองมีความรู้เรื่องภาษามาจากชาติก่อนๆ ชาตินี้เขาเรียนเหมือนกัน แต่เขาไม่เข้าถึงสภาวะ อาตมามีของเก่ามาแต่เดิมชาติก่อนๆ อาตมาก็จะเกิดมาขยายความพวกนี้ต่อไปอีกอาตมาเป็นโพธิสัตว์ ถ้าใครสนใจติดตามด้านของความเป็นมนุษยชาติ ติดตามศึกษาเป็นโพธิสัตว์ เป็นตระกูลที่สร้างดีเอ็นเอของความเป็นนามธรรม คำว่า DNA เป็นสสารไม่ใช่นามธรรม แต่นี่มันเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณ ก็ยากจะเข้าใจ ในพลังงานทางจิตกับวัตถุมันต่างกันอย่างไร มันต่างกันมาก เพราะนัยสำคัญของพลังงานจิตวิญญาณมันแยกแบ่งให้คนอื่นไม่ได้ ของเราตลอดตั้งแต่เริ่มต้นเกิดจนถึงปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ส่งต่อให้กันไม่ได้ อย่างสสาร Genetic DNA ต่อเชื่อมไปให้ลูกได้ จากพ่อแม่ แต่นี่ของใครของมัน พ่อแม่ต่อให้ลูกไม่ได้ ปู่ย่าตายาย จะโผล่มาให้ลูกหลานก็ไม่ได้ ก็ขอเข้าสู่ประเด็นว่า คนจนนี่ นิยามชัดๆคือมีความน้อย เก็บไว้น้อย สะสมเป็นของตนไว้น้อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเงินทองวัตถุทรัพย์สินต่างๆสิ่งที่เป็นปัจจัยจำเป็นของชีวิต เสื้อผ้าหน้าแพร ที่เป็นปัจจัยสำคัญ ข้าว ผ้า ยา บ้าน หรือมีบริขาร เครื่องใช้จำเป็น ทุกวันนี้ก็มีเพิ่มอีกเยอะ แต่ก็น้อยที่สุด ไม่มีจิตเจตนาจะสะสม และมีไว้ทำไม ไม่ได้มีไว้เพื่อที่จะสะสมหรือสามารถไปเอาเพิ่มจากคนอื่นมากขึ้น ไม่ใช่ แต่มีไว้เพื่อจะทำให้ได้มากขึ้นสร้างได้มากขึ้น แต่สะพัดให้ผู้อื่นได้มากขึ้น ไม่ได้เอาไว้เพื่อตัวตนมากขึ้น หรือเอาไว้ต่อดอกผล ต่อประโยชน์เพิ่มมาให้แก่ตนอีกไม่ใช่ คำว่าเพื่อตน ของตนนี่ลึกซึ้ง ผู้ชัดเจนแล้วมีแต่เพื่อผู้อื่น เราทำได้ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น และจิตของผู้ที่ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น ยิ่งไม่ถือว่าเป็นของตนไม่ยึดถือเป็นของตนมากยิ่งขึ้นด้วย มันมีสภาวะซับซ้อนกลับไปกลับมาๆ ที่ลึกซึ้งมาก ผู้ที่มาเป็นคนจนแล้วยังมีความรู้ความเข้าใจ มีปัญญาว่าจนนี่มันดี มันดีอย่างไร เราจนคือเรามีน้อยก็ไม่ไปแบ่งให้ผู้อื่นมามาก แบ่งให้ผู้อื่น คนอื่นจะได้เดือดร้อนน้อยลง มันจะมีปัญญาฉลาดชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราจึงเต็มใจจะมาเป็นคนชนิดนี้ และมีอีกตัวหนึ่ง ฉลาด คือหรือว่าความรู้สึกนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจะรู้ได้ง่ายๆ ความรู้แหลมลึกอย่างนี้ คนธรรมดารู้ไม่ได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นก็ยิ่งว่าเราจะต้องสร้างขึ้น หรือจะต้องให้คนอื่นรู้อันนี้ว่ามันทำให้สังคมมนุษยชาติไหนในโลก มันสบาย มันไม่ทุกข์ร้อน มันไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องฆ่าแกง ไม่ต้องเบียดเบียนกัน มันเป็นความสุขประเสริฐซับซ้อนที่สุด ไม่มีอะไรมาขัดแย้งความประเสริฐเลย เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมีรากเหง้าความรู้อันนี้จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ อาตมาเป็นผู้ที่กล่าวเองว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นพระโพธิสัตว์ อาตมากล่าวพระโพธิสัตว์ 2 คนก่อน คือ คานธีกับไอน์สไตน์ อย่างไอน์สไตน์ บอกว่าเป็นโพธิสัตว์คนเขาก็ไม่ค่อยเชื่อ ส่วน คานธี บอกว่าเป็นโพธิสัตว์ก็ยังพอเชื่อ คนที่ไปติดยึดว่า โพธิสัตว์ต้องมีแต่ในศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นไม่มี ยังไม่ใช่ มันต้องเอาที่สาระสัจจะเอาเนื้อแท้ว่าโพธิสัตว์คืออย่างไร

ก็มาที่ถ้าไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ แม้คุณจะกู้ประเทศได้ คุณก็ต้องไปเอาเปรียบคนอื่นมาอีก ถ้าลดกิเลสได้จะไม่เห็นแก่ตัว จะเสียสละต่อผู้อื่นจริงๆ ให้ผู้อื่นมากขึ้นตนเองมีน้อยลง จนไม่เบียดเบียนตนเอง พออยู่พอกิน มีส่วนเหลือที่จะเผื่อแผ่คนอื่นเท่านี้จบเลย แล้วจะเป็นผู้ที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นทุกชาติๆ มีความจริงอันนี้ช่วยสังคมประเทศชาติตลอดกาลตลอดไป ประเด็นจึงมาอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรจะลดกิเลสได้ นี่ตัวหลักใหญ่

ถ้าคนกิเลสลด แน่นอน สังคมประเทศชาติ โลก เป็นอยู่สุขสบายแน่นอน แต่ทีนี้ทำอย่างไรจะลดกิเลสได้ มันก็เหมือนคุยตัว ก็ต้องมาเรียนทฤษฎีของพระพุทธเจ้า การศึกษาของพระพุทธเจ้ามีศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ ทุกวันนี้อาตมาก็ยังรู้สึกว่า ตัวเองยังอธิบายคำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ยังไม่รอบถ้วน คำว่าวิมุตินี้ยกไว้ก่อน เพราะมันมีหลายชั้นมากเลย ชาตินี้ต้องอธิบาย ศีล สมาธิ ปัญญา ก่อน อธิศีล อธิจิต อธิปัญญานั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา อวดเก่งอธิบายกันแต่ไม่เข้าเป้า ทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยพระสงฆ์ ภิกษุไม่มีศีลแล้ว เถรสมาคม หรือหมู่คณะใหญ่ ไม่มีศีลแล้ว พระนับถือศีลเท่าไหร่ ไม่ใช่ศีลมันเป็นวินัย 227 ข้อ วินัยเป็นกฎหมายลูก เป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษ ถ้าไปผิดวินัยก็มีบทลงโทษตั้งแต่อ่อนจนถึงแรงขั้นปาราชิก ส่วนศีล ไม่มีบทลงโทษ เป็นอิสระเสรีภาพสมบูรณ์ ไม่มีการ command อิสระเสรีภาพสมบูรณ์ ใครเข้าใจได้ก็เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ศีล พุทธธรรมนูญของพระพุทธเจ้ามี จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล จุลศีลมี 26 ข้อ มัชฌิมศีลมี 10 ข้อ มหาศีลมี 7 ข้อ รวมแล้วก็เป็น 43 ข้อ ศาสนาพุทธเอาอะไรเป็นเครื่องชี้ว่าเป็นศาสนาพุทธ เอามหาศีลเป็นเครื่องชี้ความเป็นศาสนาพุทธ เอาอะไรเป็นเครื่องชี้วัดลดกิเลสได้ของพุทธเอาจุลศีล ศีล 5 8 10 อยู่ในจุลศีล มี 26 ข้อ ไม่ถึง 26 ข้อก็เป็นอรหันต์ได้ ศีล 5 หากเข้าใจอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาก็เป็นอรหันต์ได้ ศีล 8 ก็เป็นอรหันต์ได้ อรหันต์มีสองแบบ คือ ปัญญาวิมุติกับอุภโตภาควิมุติ ทุกวันนี้ที่เราเดากันว่าเป็นอรหันต์นั้นยังไม่ใช่ของแท้ เป็นของปลอม พระอรหันต์ เหมือนกับมีกายสักขี หมายถึงเห็นได้ด้วยตา กายวาจาใจ ว่า ท่านองค์นี้อรหันต์แล้ว ท่านมักน้อยสันโดษ ศาสนาพุทธไม่ได้มักน้อยสันโดษจนเลยเถิดเหมือนศาสนาเชน ที่ไม่นุ่งผ้าเลย ไม่สะสมจริงๆ มักน้อยแบบสุดโต่ง ประโยชน์ไม่สูง แต่ประหยัดสุดมาก ถ้าจะจัดการศึกษา การออกกฎหมายหลักเกณฑ์ อะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันไม่ทำให้ลดกิเลสได้จริง กู้ประเทศไม่ได้ จะกู้ประเทศได้ ก็ต้องกู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยั่งยืน มีประโยชน์สุขอบอุ่น เป็นพี่เป็นน้อง เป็นกงสีใหญ่ เหมือนกับคนจีน ลึกซึ้งอย่างไม่เหมือนกงสีปุถุชนที่มีความเห็นแก่ตัว หลักเกณฑ์สำคัญที่สุดที่อาตมารวบรวมได้ ว่า หลักเกณฑ์ที่เราจะปฏิบัติอย่างไรให้ตัวเองรอด มีอยู่ 4 อย่างใหญ่ 1. อย่าเป็นหนี้ อย่าเป็นอันขาด จะไปเข้าสู่วงจรทุนนิยม ที่มันมีดอกเบี้ย ดอกอะไรไม่เก่งเท่าดอกเบี้ย เก่งฉิบหายเลย โอ้โห ทารุณโหดร้ายอะไรไม่มีปาน ชาวอโศกการปฏิบัติธรรมสำเร็จไม่เป็นหนี้ แต่ชาวอโศกมีเงินหนุน หนุนคือค้างเงินยืมกันเองไม่มีดอกเบี้ย การให้ยืมเรียกว่าเกื้อ ไม่ใช่กู้ เกื้อคือเอื้อเฟื้อเจือจานเกื้อหนุนกัน เราไม่มีกู้ที่มีดอก แล้วไม่ชักดาบกัน ใช้ชั่วคราวแก้ขัด แล้วก็ใช้คืน ไม่เรียกว่าหนี้ เรามีศัพท์เฉพาะใช้กันในชาวอโศก ทุกวันนี้ เรื่องเศรษฐกิจยืนยันว่าชาวอโศกปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าได้สมบูรณ์แบบ ถึงขั้นเศรษฐกิจสาธารณโภคี เพื่อการบริโภคร่วมกันเป็นสาธารณะกินใช้ร่วมกันกับของกลางส่วนกลาง ไม่แย่งชิง ดูแลอย่างมีระบบระเบียบ มีการบริหารแจกจ่ายเจือจาน แบ่งกัน อยู่อย่างสงบดี แล้วสาธารณโภคีนี้สูงสุดยอด สาธารณโภคีมี ขั้นต้น กลาง ปลาย และขั้นย่อยนับร้อยพันขั้น แต่มียอดกลุ่มแก่นแกนแข็งแรงนี้เสียภาษี 100% ชุมชนชาวอโศกทุกคนทำงานฟรี เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกคน ส่วนคนที่ไปไปมามา จะเป็นอิสระเขาจะยักไว้บ้างก็เป็นธรรมดา แต่สมาชิกที่เป็นแก่นแกน ทำงานอย่างสมัครใจทำงานฟรี ไม่ใช่มีใครมาบังคับ สมัครใจเห็นดีว่าทำงานให้ฟรีนี้เป็นปัญญา กินใช้กับหมู่กลุ่มเราก็กินน้อยไม่ใช้มาก และเราสร้างสรรผลผลิตแรงงานความรู้ของเรา มันเกินเรากินใช้ คิดแล้วโดยสัจจะไม่เกินจากที่เรากินใช้ ความสามารถ ความรู้ของเรา และความขยันของเราที่ทำงาน คิดแล้วแรงงาน ค่าแรงงานค่าผลผลิตต่างๆที่เป็นสิทธิของเราทำงาน อยู่ในสังคมนี้ มันเกินกว่าที่เรากินใช้ เรากินใช้เหลือ ส่วนเหลือของแต่ละคน มี 5 คนก็มีส่วนเหลือรวมกัน มีร้อยคนพันคนก็มีส่วนหรือรวมกัน ก็มีส่วนแบ่งที่จะสะพัดไปสู่ผู้อื่น สมบัติของส่วนตัวแต่ละคนคือความรู้กับความสามารถ และความขยัน ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้อยู่กับเราไปตลอด ตายไปกี่ชาติกี่ชาติก็ไม่มีสูญหายไปไหน ความรู้ความสามารถและความขยัน เป็นสมบัติทางนามธรรม ไปด้วยข้ามชาติตลอดกาลนาน นี่เป็นความรู้ความฉลาดที่ไม่ใช่ เฉโก เฉกา แต่นี่เป็นอัญญะ อัญญา เป็นอีกโลกหนึ่ง สรุปแล้วเป็นคำว่าปัญญานั่นเอง ปัญญาเป็นของศาสนาพุทธ คนอื่นหรือศาสนาอื่นนำไปใช้ในทางที่ผิดก็ได้ แต่มันไม่ใช่ความจริง มันหลอกมนุษย์

2. ต้องทำให้พออยู่พอกินสำหรับตน ผลผลิตของแรงงานเรา คิดค่าแล้วคุ้มตนเอง ตนเองพออยู่พอกิน เรากินใช้วันหนึ่ง 100-200 แต่เราทำเกิน 200 ทุกวัน แม้จะไม่ทุกวันแต่ค่าเฉลี่ยแล้วเกินมากเลย ทั้งความจริงดังกล่าวนี้ในชุมชน ในสังคมใดก็แล้วแต่ มันจึงมีส่วนเหลือส่วนเกิน ที่ไม่มีล่มจม ส่วนเหลือส่วนเกินนี้มันเป็นส่วนที่เกื้อกูลกัน เผื่อแผ่กัน แจกไปสู่ผู้อื่นได้ตลอดเวลา อาตมาอธิบายเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้านี้สำคัญ

3. ทำให้เกินกินใช้ที่ตัวเองกินใช้

4. ทำได้มากแล้วเผื่อแผ่แจกจ่าย

อาตมาว่า ชาวอโศกกอบกู้เศรษฐกิจได้แล้ว มีแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นเรื่อยไป เราเข้าใจและมีของจริง เป็นไปได้ ทำโดยไม่ขัดเขินสำเร็จ ชาวอโศกถือว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจจบแล้วก่อนสังคมใดๆในโลก ขออภัยพูดใหญ่ด้วย แก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จสิ้นแล้วสบาย และฝังรากความรู้ไว้แก่ผู้ที่จะเป็นผู้สืบทอด มีปัญญา อัญญา ไม่ใช่แค่สัญญาความรู้โลกีย์ มีปัญญาสืบทอดต่อเชื้อนี้ได้แล้ว ไม่ใช่คนเดียว มีเป็นร้อยเป็นพันอาจจะถึงหมื่น ถ้าเป็นแสนนี้ยังไม่กล้าพูด (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ปุญญะนี้มันเป็นบุญ ตัว บ. คำว่า ปัญญานี้ เป็น ป.ปลา ขยายความได้

สรุปแล้วพระเจ้าอยู่หัว หรือพระพุทธเจ้า หรืออาตมา เป็นพระโพธิสัตว์เป็นผู้มากอบกู้โลกในยุคนี้ อาตมาเต็มใจและพยายาม สร้างพลังงานที่เรียกว่า สัมประสิทธิ์ พลังงาน coefficient เป็นอัตราการก้าวหน้าและก้าวหน้าในระดับคูณหรือยกกำลัง ยากมากแต่ทำได้ อาตมาพิสูจน์และมีคนพิสูจน์ตาม ผู้ที่นั่งฟังอาตมานี้อย่าเพิ่งรีบตาย เป็นพลังงานนามธรรมที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดอัตราการก้าวหน้าที่ไม่ถอยหลัง แม้แต่จะทำให้สรีระร่างกาย protoplasm กับ cytoplasm มันก็สดใหม่ ไปได้ก้าวหน้าจริงๆ มันจึงไม่เสื่อมง่าย ไม่ทรุดง่าย มันจะพัฒนาก้าวหน้าเป็นปฏิภาคทวีไปเรื่อยๆ อาตมาถึงได้พยายามพิสูจน์พลังงานนี้ที่อาตมารู้ แต่ต่อไปคงอธิบายได้ดีกว่านี้ ถ้าอาตมาอยู่ไปได้อีก อย่างน้อย 100 ปี ถ้าอีกไม่ถึง 10 กว่าปีอาตมาก็อายุ 100 แล้ว มันจะมีความมั่นใจ คนอื่นก็จะเก่งใช้ภาษามาช่วยกันเสริมด้วย เสริมกันเพื่อให้อธิบายให้คนอื่นเข้าใจและเอาไปใช้ด้วย จะได้พิสูจน์ความเจริญของมนุษยชาติ ถ้าอาตมาอยู่ได้ 100 พิสูจน์ได้แน่ ถ้าอยู่ได้ 120 อาตมาว่า ...อีกกี่ปี 120 ก็อีก 36 ปี เองใช่ไหม เมื่อนั้นอาตมาว่านักวิทยาศาสตร์ก็ตาม ชาวโลกเขาพยายามสนใจความรู้พวกนี้เหมือนกัน อาตมาไม่ต้องการรางวัล แต่ถ้าอาตมา 120 เขาให้รางวัลอาตมาแน่เลย ทุกวันนี้เขาไม่มีความรู้จะมาให้รางวัลอาตมา อีกสัก 36 ปี รับรองโลกจะมีความรู้แล้ว อาตมาไม่ต้องอยากได้รางวัล อาตมาตั้งใจและว่าใครอย่ามาให้รางวัล อาตมาไม่เอา อยากให้ก็มาเอาให้ถึงที่ จะให้ไปเอารางวัลก็เมินเสียเถิด คุณเห็นว่าอาตมามีความดีงามความประเสริฐอะไรก็ขอบคุณ อย่าให้ถ่อร่างไปเสนอหน้ารับรางวัลมันน่าเกลียด อาตมาไม่สนุกที่จะไปรับรางวัลแล้ว ในชีวิตนี้อาตมาไม่เคยรับรางวัลอะไรเลย นอกจาก 1 ครั้งนี้ในชีวิต คนที่ให้รางวัลกับอาตมานี้บอกว่า ให้มาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่ารางวัลนี้ให้อาตมา พอรู้ว่าให้อาตมาได้นี้เขาด่าไอ้เหี้ยเลย อาตมาอยู่กับพี่ล้วน ควันธรรม อาตมาเป็นเลขาประกวดเพลง อาตมาก็ว่าเราก็แต่งเก่งเหมือนกันคนหนึ่ง แต่พี่ล้วนเขาไม่ค่อยเชื่อมืออาตมาหรอก ในชีวิตนี้ เขาให้อาตมาแต่งเพลงเมฆหม่นบนฟ้า นอกนั้นให้อาตมาแต่งเพลงแล้วเอาไปหลอกขายที่เวิ้งนครเกษมเท่านั้น อาตมาก็แต่งแข่ง ใช้นามปากกายุบลรัตน์ และมีคนอื่นแต่งอีก เช่น ศักดิ์พิสิทธิ์ อาตมาก็แต่งเพลง กลางไพรสณฑ์ อีกอันไปเข้าแฟ้ม คุณล้วนเขาก็อ่าน ก็บอกว่าอันนี้ก็ดีอีก สุดท้ายเขาให้ที่หนึ่งคู่กัน ประกาศให้มารับรางวัล ศักดิ์พิสิทธิ์เขาก็มารับไป แต่อีกรางวัลไม่มีใครมารับ เราก็ไม่พูดจนผ่านไปหลายวัน สุดท้ายอาตมาก็จำนน ว่า อันนั้นของผมเอง เขาก็เลยด่าว่าไอ้เหี้ย แล้วให้กูเสียเงิน อันนี้แหละที่อาตมาเคยได้รางวัลครั้งเดียวในชีวิต วันนี้มีหนังสือ เราคิดอะไร สองเล่มมาแจก ฉบับเดือนกุมภาพันธ์กับมีนาคม อาตมาเป็นนักประชาธิปไตย นักเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ มาไม่รู้กี่ชาติ มาชาตินี้ก็ทำคะแนนไปตามลำดับ สรุปแล้วมีอจินไตย มาศึกษาให้ดีแล้วถึงเวลาแล้วจะพอเข้าใจได้ต้องมีภูมิปัญญาไปเอง ปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ มายัดเยียดพูดอย่างไรก็ไม่ได้ ต้องมีอัญญา ปัญญา จึงจะมีธาตุรู้ตัวสำคัญเข้าไปรู้เรื่องของ วงโลกุตระเป็นโลกวงใหม่ โลกวงเก่าคือโลกโลกียะ อาตมาอธิบายตั้งแต่พลังงานมันเป็น 3 จะสมดุลจนกว่าจะมีพลังงานออกมา 4 5 6 แล้วจะมี 7 เป็นแรงเหวี่ยง ออกไปหา 8 9 แล้วไปหา 0 หรือ 10 เป็นสิ่งที่เป็นธรรมดาในโลก คนที่สามารถรู้จักการปฏิบัติกรรม ที่มีความสามารถทำได้ถึงขั้นสัมประสิทธิ์ คนนี้ก้าวหน้าเป็นโลกุตรธรรม เจริญได้จริงๆ ตอนนี้นาฬิกาอาตมาบอก 14.01 น.แล้ว

610318_พ่อครูเทศน์ปัจฉิมกถาปิดงาน มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดินครั้งที่ ๑๒ ที่มาบเอื้อง จ.ชลบุรี

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน