สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกคือนักเศรษฐกิจชั้นหนึ่งของโลก.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกคือนักเศรษฐกิจชั้นหนึ่งของโลก เศรษฐกิจที่ดี คือเศรษฐกิจ ขอขยายกว้างขึ้น ถ้าประเทศไทย เป็นประเทศที่พออยู่พอกิน ตามในหลวงตรัส เราไม่ต้องรวยแต่เราก็พออยู่พอกิน และสามัคคีอะลุ่มอล่วยกัน ทำกินใช้แบ่งแจกกันไป ทั้งประเทศไม่ต้องรวย การไม่ต้องรวยนี่คือนักเศรษฐกิจชั้น 1 คือ 1. เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ 2. เป็นคนที่ขยัน เพราะฉะนั้น 2 อย่างนี้เท่านั้นแหละเป็นความรู้ความสามารถ รู้ว่าอะไรควรสร้างทำ แล้วก็มีความสามารถในการสร้างและทำได้มากด้วย และก็ขยันทำด้วยจึงเกิดผลผลิตเยอะ เมื่อได้ผลผลิตเยอะ ก็ต้องรวยใช่ไหม แต่จะไม่ยอมรวย จะสะพัดผลผลิตออก จะขายให้ถูก ถึงกับแจก จึงเป็นนักเศรษฐกิจมือหนึ่ง ทีนี้ เศรษฐกิจที่ว่านี้แหละอย่างนี้อย่างที่ในหลวงท่านได้ตรัส ประเทศไทยให้บริหารแบบคนจน จะไม่บริหารแบบคนรวยจะไม่ทำให้คนทั้งประเทศรวย จะทำให้คนมาจนแต่เป็นคนที่เป็นคนจนมหัศจรรย์มีสมรรถนะมีความรู้ความสามารถเป็นคนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เจือจาน คนที่ไม่สะสมมันก็ต้องจน นอกจากไม่สะสม ก็มีน้อยแล้วเหมือนข้าวกรอกหม้อ คุณต้องขยันอยู่เสมอนะ ไม่ขยันคุณจะอดอยากนะ แต่ในระบบสาธารณโภคี ซึ่งมีของส่วนกลางพึ่งพากันได้แม้เราจะเจ็บป่วยเราจะแก่ทำงานไม่ไหวแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาหรอก แก่แล้วทำไม่ไหวก็ไม่ไหวเจ็บป่วยทำไม่ได้ก็ไม่ได้ เด็กๆทำงานไม่เป็นก็เป็นธรรมชาติธรรมดา เราก็ต้องเผื่อแผ่เขา อาตมาเคยวิจัยไว้หมด 1. เด็ก 2 คนแก่ 3 คนเจ็บป่วย 4 คนพิการ 5 คนไร้สมรรถภาพ ใน 5 ชนิดนี้ เราก็ต้องเผื่อแผ่เขา ในมวลคนที่ไม่ใช่ 5 อย่างนี้มันมากกว่า จึงสามารถเกื้อกูลรักษาเลี้ยงดูอันนี้ไว้ได้ มันไม่ได้ยากแค้นลำบากลำบนอะไรหรอก ประเทศใดก็แล้วแต่ที่เป็นประเทศที่เป็นเศรษฐกิจดี คือ เป็นประ
อ่านต่อ
เทศที่เศรษฐกิจจน ในบ้านนั้นเมืองนั้นประเทศนั้นจน ที่จนเพราะไม่สะสม ที่จนเพราะเป็นประเทศที่พออยู่พอกินแล้วก็มีอยู่มีกินอย่างอุดมสมบูรณ์เหมือนชาวอโศกนี้ เพราะฉะนั้นสร้างผลผลิตได้ก็สะพัดออกแจกจ่ายออกให้อยู่ในฐานจน จึงเป็นประเทศที่มีประโยชน์ต่อโลก เศรษฐกิจของประเทศไทยถ้าเป็นอย่างที่อาตมาว่าได้เหมือนชาวอโศก 1. ไม่เป็นหนี้ 2. ทำงานการมีความรู้ความสามารถพึ่งตนเองรอด 3. ทำให้เหลือให้เกินให้มาก 4.สะพัดแจกจ่ายออก การสะพัดแจกจ่ายออก ยิ่งสะพัดโดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องขาย ให้ แจกฟรี หรืออาตมาขยายไว้หมดแล้ว แม้จะขายอย่างจำเป็นก็ขายให้ต่ำกว่าราคาตลาดหรือเท่าทุนหรือต่ำกว่าทุนหรือแจกฟรี ก็ขยายไว้แล้ว มีระดับของการพาณิชย์บุญนิยม ซึ่งได้แจกแจงไว้หมดแล้ว ถ้าคนอยู่อย่างนี้ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่ อาตมาถึงบอกว่าประเทศไทยถ้าทำได้อย่างนี้ สอนให้คนรู้จัก ความจริงว่า 1. เป็นคนจนที่ดีที่สุด 2.คนต้องขยันหมั่นเพียร 3. ต้องมีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เป็นคนไม่มีความรู้ความสามารถทำอะไรไม่เป็นเรื่อง ความรู้ไม่มีทำอะไรก็เสียหายขยันแต่โง่นี้ไม่ได้นะ ต้องมีความรู้ต้องมีความสามารถ ขยันในสิ่งที่ควรขยัน ขยันในสิ่งที่ควรทำ เมื่อทำแล้วเป็นประโยชน์คุณค่า คุณนั้นแหละสังคมนั้นแหละประเทศนั้นแหละ จะเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดีที่สุดไม่รวย แต่เป็นประเทศที่ไม่เป็นภัยต่อโลก ไม่เป็นภัยต่อใคร มีแต่การสร้างและเลี้ยงดูโลก เกื้อกูลแก่โลก ไม่เอาเปรียบโลก เผื่อแผ่โลก เผื่อแผ่ออกไป โดยไม่สะสมด้วย ไม่กลัวว่าไม่ขาดแคลน เพราะ 1. เรามีความรู้ความสามารถ 2. เราขยันมันจะขาดแคลนทำไม ทรัพย์แท้ของมนุษย์คือ 1. ความรู้ ความสามารถ 2. ความขยัน ไม่มีบกพร่อง มีอยู่เหลือเพราะกินเผื่อแผ่ ยิ่งรวมกันเป็นมนุษย์ทุกคนมีความรู้ความสามารถ ทุกคนมีความขยันหมั่นเพียรสร้างสรรแล้ว ยิ่งปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้วก็ต้องรู้การใช้การกิน เป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่ายเป็นคนมักน้อย ไม่เอามาก มีก็สะพัดออก เป็นคนรู้จักพอแล้วปรับปรุงตัวเอง สัลเลขตัวเอง มีธูตะ มีอาการน่าเลื่อมใสเป็นคนไม่สะสม อปจยะ มั่นใจเป็นคนไม่สะสม ชีวิตไม่สะสม มีแต่หมุนเวียน สะพัด ไม่สะสม เป็นคนยอดขยัน วิริยารัมภะ ตามวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้านี้สมบูรณ์แบบ ประเทศไหนมีคุณสมบัติตามวรรณะ 9 นี้คือประเทศเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นทั้งประเทศไม่ได้ ชาวอโศกนี้เราเป็นแล้ว เป็นพวกชุมชนสังคมที่มีวรรณะ 9 เป็นคนที่ทำเศรษฐกิจได้จบแล้ว อาตมาพูดไปหลายที ชาวอโศก อาตมาพาทำทุกวันนี้จบแล้วสำเร็จแล้ว ทำได้สำเร็จแล้วเป็นแก่นแกน ใครมาเป็นคนแบบนี้ถือว่าเป็นคนเจริญที่สุดในโลกอย่างชาวอโศก พูดใหญ่ทั้งหมดแต่เป็นเรื่องจริงขอยืนยัน เป็นคนที่ไม่มีภัยไม่มีโทษแก่ใครเลย เป็นคนที่มีประโยชน์ แก้ไขๆในโลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)อย่างแท้จริง ทุกวันนี้ชาวอโศกเขาเฉลี่ยแล้วพวกเรานี้ ตีราคาแล้ว รับค่าตัว ทั้งที่จริงๆไม่ได้รับ แต่เขาประมวลเงินเข้าออก มาหารตามหลักเศรษฐศาสตร์ ประมวลว่า คนหนึ่งได้ประมาณ 35.7 บาท เฉลี่ยแล้วแต่ละคน แต่อยู่เป็นสุข ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะเพิ่มค่าแรงเกิน 300 กว่าบาท แต่ชาวอโศก 35.7 บาทเท่านั้น ทั้งที่ชาวอโศกแต่ละคนไม่ได้รับมีเงินเดือน 0 บาท แต่มีการรับ การรับ เรานับรายได้ที่เอามาจากสังคม เราทำงานมีร้านค้า มีสิ่งแลกเปลี่ยนเอาเงินเข้าออก เขาก็เอามาเฉลึ่ย ได้มวลของอโศก คนละ 35.7 บาทต่อคน แต่จริงๆแล้วคนไม่ได้รับเลยเอาเข้ากองกลางหมด อย่างนี้เป็นต้น จริงๆแล้วถ้าคนในอโศกนี้ขยัน ก็ขยันทำงานควรได้รับค่าตัววันละ 300 ไหม ก็เกินได้ แต่เอาแค่ 300 มาหักจาก 35.7 ซิ ได้เท่าไหร่ ที่เหลือคือสะพัดต่อสังคม นั่นคือ ชาวอโศกช่วยเศรษฐกิจของประเทศ 264 บาทต่อคนต่อวัน นั่นคือชาวอโศก ช่วยเศรษฐกิจประเทศชาติ ให้ไปหมดเลยนะ ในบ้านราชฯนี้คนมาทำงานรับจ้าง เดือนหนึ่งเราจ่ายไปเป็นล้าน ตลอดเวลาตลอดมา ตั้งแต่ไหนแต่ไหน หากนักศึกษามาศึกษาบุญนิยมจะรู้ว่า Thomas More ที่คิดยูโทเปีย นี้สู้ไม่ได้หรอก เศรษฐกิจแบบยูโทเปีย โทมัส มอร์ สู้แบบนี้ไม่ได้หรอก เป็น คอมมูนที่สุดยอดแล้วชาวอโศกทำได้สมบูรณ์แบบแล้ว อาตมาถึงบอกว่าอาตมาเคยพูดบรรยายว่าอาตมาทำงานสำเร็จแล้วตามแบบพระพุทธเจ้า มันจบแล้วที่เกิดพวกเรานี้ ก็ได้เท่านี้ที่เป็นแก่นแกน ที่เพิ่มมาอีกก็มีบ้างเราก็ต้องขยันเพื่อให้คนรับรู้สิ่งนี้เป็นสุดยอด ประเสริฐสุดแล้ว เศรษฐศาสตร์บทนี้สุดยอด ถ้าเมืองไทยประชาชนคนไทย มีเศรษฐกิจแบบชาวอโศกเพิ่มขึ้นอีก ประเทศไทยมีจะประกาศเศรษฐศาสตร์ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ใหม่มากที่สุดเลย ยังไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนไหนคิดได้ ของพระพุทธเจ้าอันนี้ ไม่มีใครคิดได้ แต่ของพระพุทธเจ้าทำได้ อาตมานำทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามาทำเป็นผลสำเร็จรูปธรรมมีมวลมีพฤติกรรมสังคมอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์คิดไม่ถึงว่า มันจะมีด้วยหรือคนแบบนี้ คนทำงานฟรี เขาก็พูดกันว่าของฟรีไม่มีในโลกด้วยซ้ำไป อย่าว่าแต่คนทำงานฟรี มีด้วยหรือ เขาบอกว่าของฟรีมีที่ไหนในโลก มนุษย์ต้องมีสิ่งตอบแทน แต่ของชาวอโศกให้โดยไม่มี สาเปกโข แล้วคนนี้ยืนอยู่ในทิศทางของคนมีแต่ให้โดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน จิตของคุณไม่สร้างสาเปกโขเลย ไม่หวังอะไรตอบแทนโดยไม่หวังสิ่งใดเลย นั่นคือจิตที่จบแล้ว จิตที่สูงสุดเลย เป็นผู้รับใช้สังคมเป็นผู้รับใช้ผู้อื่นอย่างเต็มร้อยไม่มีตัวตน อย่างนั้นจริงๆ แล้วจิตจริงคุณเป็นอย่างนี้ก็จบทำความเข้าใจได้และทำอย่างที่ทำความเข้าใจได้ นี่คือศาสตร์ของพระพุทธเจ้าพุทธศาสนา หรือพุทธศาสตร์นี่แหละ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธไม่หวังอะไรเลยในการทาน ในทานสูตรนี้ยิ่งใหญ่มาก ที่อาตมาพูดไป จนศาสนาพุทธกระแสหลักศาสนาพุทธทั่วๆไปเขาก็บอกว่า ศาสนาพุทธมันก็ต้องมีสวรรค์มีนรก อาตมาก็บอกว่าสวรรค์นรกมีในคนโลกีย์ คนโลกุตระหมดสวรรค์หมดนรก เพราะฉะนั้นเริ่มต้นตั้งแต่พระโสดาบันก็เข้าใจและว่า เรายังมีสวรรค์นรกอยู่ เราก็ยังคงไม่เข้าท่า จนพระโสดาบันก็รู้ตัว ลดสวรรค์ ลดนรก สวรรค์กับนรกเป็นอันเดียวกันคือภพชาติ คนนึกอยากได้สวรรค์เมื่อไหร่ก็ได้นรกทันที จะมีปริมาณมีคุณภาพเท่าใดก็ตามมันก็มีความเป็นนรกของคุณ คุณต้องการเท่าไหร่ คุณมีดีกรีเท่าไหร่ คุณก็เท่านั้นแหละ เพราะฉะนั้นคนที่เข้าใจชัดแล้ว เทียบจิตใจตัวเอง ว่าการจะให้ตัวเองไม่มี มีแต่ให้ โดยไม่สาเปกโข ไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย ดีไม่ดี ให้เขาแล้วโดนด่ามาตอบอีกด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะเราให้โดยบริสุทธิ์ใจ เขาจะด่าตอบก็เพราะเขาไม่รู้ 1. เราให้เขานี้ เราไม่ให้สิ่งที่ทุจริต เราไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศล เราไม่ให้สิ่งที่เป็นพิษ เราไม่ให้สิ่งที่มอมเมา เราให้แต่สิ่งที่ประเสริฐ อย่างนั้นจริงๆ ให้แล้วไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย บริสุทธิ์ที่สุด ใครทำได้อย่างที่อาตมาพูด ตอนหลังๆไม่กี่คำความนี้นั่นแหละคือความบริสุทธิ์ประเสริฐของมนุษย์ อาตมาว่าพูดไปแล้วมันเข้าตัวเอง พูดจากสภาวะจริงของตัวเองว่าเป็นเช่นนี้ ใครจะหมั่นไส้อาตมาว่าพูดเอาแต่ตัวเองก็ช่าง อาตมาว่าสิ่งอย่างนี้เป็นคุณสมบัติของคนที่เป็นจริงได้ ไม่ใช่คำพูดลอยลมอาตมาว่า อาตมาพูดอย่างนี้ก็ทำได้อย่างนี้ ยถาวาทีตถาการี
610323_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นักบุญคืออมตบุคคลที่ไม่ใช่แค่นักการกุศล