สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นักบุญคืออมตบุคคลที่ไม่ใช่แค่นักการกุศล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.89 KB
วันที่แก้ไข25 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน นักบุญคืออมตบุคคลที่ไม่ใช่แค่นักการกุศล ทีนี้ เข้าสู่เนื้อของปรมัตถ์โลกุตระ ภาษาสองคำ คือคำว่านักบุญ กับนักกุศล นักบุญนี้แพร่หลาย แต่นักกุศลนี้ไม่แพร่หลาย แต่นักการกุศลนี้มี ถ้าบอกว่า เอาแต่แค่นักกุศลไม่ค่อยคุ้นหู แต่นักการกุศลนี้คุ้นหู นักบุญกับนักการกุศล 2 คำนี้ ถ้าเข้าใจสัจธรรมของพระพุทธเจ้าไม่บกพร่อง กุศล, การกุศลเป็นโลกียะเป็นสมบัติ บุญ เป็นโลกุตระ เป็นวิบัติ จะไม่มีใครเขามาพูดอย่างที่อาตมาพูดเลย อาตมาก่อนจะพูดอย่างนี้ได้และก็ไม่ตาย ถ้าอาตมาพูดอย่างนี้ตั้งแต่ 5 ปีที่บวชใหม่ๆอาตมาตายไปตั้งนานแล้ว เขาเอาตายเลย เขาจะบอกว่าไอ้คนนี้บ้าบอ มาบอกว่าบุญนี้คือนักฆ่า นักบุญคือนักฆ่า นักการกุศลคือนักประเหลาะ ได้รับความยอมรับ คำว่านักการกุศลได้รับการยอมรับว่าเป็นคนดี ถ้านักบุญแล้ว เขาก็ไปเข้าใจคำว่าบุญคือกุศล ก็เลยพอๆกัน นักบุญหรือนักการกุศล อย่างแม่ชีเทเรซา เป็นนักบุญ เป็นนักการกุศล ทำการกุศลตลอดชีพเลยจนตาย เสียสละชีวิตทำจนได้รับ Nobel Prize จนได้รับการยกย่องจนทางศาสนาคริสต์ก็ยกให้เป็นนักบุญ เป็นคนรับใช้ประชาชน เพราะฉะนั้นในความเป็นนักฆ่า มีความเป็นนักการกุศลอยู่ในตัว ซ้อนอย่างลึกซึ้งที่สุด นักบุญจะฆ่าตัวเองก่อน นักบุญจะฆ่าตัวเองให้ตายเสร็จก่อน ก็เลยตาย พอตายก็เหลือแต่ซากของการกุศล เพราะฉะนั้นจึงเป็นผู้ที่ทำการกุศลอย่างผีดิบ ผีดิบฆ่าไม่ตาย อย่างไรก็ไม่มีการฆ่าตาย พูดอย่างโวหารโพธิรักษ์ ถ้าพูดอย่างสัจธรรมหลักธรรมพระพุทธเจ้าคือเป็นอมตะบุคคล เป็นคนที่ไม่ยอมตาย เป็นคนที่ ผ่านวิมุติตามมูลสูตร เป็นคนที่มี ฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด(สัมภวะ) มีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ใครสามารถทำเวทนานี้ให้ประชุมลงได้ จึงเกิดเป็นสมาธิที่เป็นประ

อ่านต่อ

ธานของชีวิต ผู้ที่สามารถทำเวทนาให้เป็นที่ประชุมลง เป็นเอกสโมสรณาภวันติได้จบก็เป็นอรหันต์ เมื่อเป็นอรหันต์และก็สั่งสม อเนญชา ตกผลึกเป็นสมาธิตั้งมั่นแข็งแรงยิ่งขึ้นๆ โดยมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ มีวิมุติเป็นแก่นเป็นสาระ แล้วคนๆนี้คืออมตะบุคคล เป็นที่หยั่งลง เป็นทั้งประมุข เป็นผู้ที่ทำงานเป็นผีดิบที่ฆ่าไม่ตาย เป็นยอดคนอมตะที่ฆ่าไม่ตาย สำนวนโวหารของอาตมา แต่คนฟังธรรมสัจจะสาระจะไม่สับสนในพยัญชนะและสภาวะก็ไม่มีปัญหาไม่งง แต่คนที่งงในสภาวะ หรือไม่รู้จักสภาวะกับพยัญชนะก็แน่นอนจะสับสนหัวหมุนหน่อย ก็ทำความเข้าใจให้ดีๆ สุดท้าย อมตะแล้วของมูลสูตรก็คือ นิพพานเป็นปริโยสาน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู้ที่เป็นอมตะบุคคลอย่างเป็นพระอรหันต์ก็ทำงานเป็นโพธิสัตว์ต่อไปเรื่อยๆ ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานอย่างเช่นอาตมาก็ทำไปเรื่อยๆ เพราะเป็นอมตะบุคคลแล้ว

อาตมาเกิดมาในชาตินี้เป็นคน อาตมาก็เลย โดน กระแสหลัก เห็นว่าเป็นผีดิบ แล้วก็ฆ่าไม่ตาย เขาฆ่านะ แต่ฆ่าไม่ตาย เถรสมาคม ตอนนี้ก็เพลามือแล้วไม่ฆ่าแล้ว 1.เข้าใจ ถูกต้องว่าอาตมาเป็นผู้มาพัฒนาศาสนาจริงๆ เพราะมันดันทำอยู่ได้ เขาก็ต่อต้านอย่างกับอะไรดี จะ 50 ปีแล้วมันก็ไม่ยอมเลิก อาตมาจะพิสูจน์อย่าว่าแต่ 50 ปีเลยอาตมาจะอยู่ทำงาน ทำงานสถิติผู้ที่อยู่ทำงานศาสนา อย่างมีพระที่บวช ทำงานศาสนามาตั้งแต่อายุ 20 จนกระทั่งอายุ 100 ก็ทำงานศาสนามา 80 ปี บางคนอายุ 100 กว่า เป็นพระ แต่เท่าที่ฟัง มีพระอายุ 130 กว่า เขาว่านะ ไปเอาหลักฐานมาให้ดูหน่อยน่า เขาว่าอยู่อุดรหรืออุบลหรืออย่างไร ก็ได้แต่ข่าวคราว ตัวจริงยังไม่เคยเห็น แต่เอาเถอะ ต่อให้สถิติมี 130 ปี เขาบวชตอนอายุ 20 ถ้าถึง100 ก็ 80 ปีถ้าถึง 130 ปีก็ทำงาน 110 ปี ถ้าอาตมาทำงานจนถึงอายุ 151 อาตมาทำลายสถิติ เพราะอาตมาบวช 36 เอา 151-36=115 ปี อาตมาว่าที่อาตมาเป็นโรคไออยู่ทุกวันนี้ มันก็ไม่ทำให้อาตมารู้สึกว่าป้อแป้ อ่อนแอทำให้มันถดถอย ในการทำงานอะไรมันก็ไม่ใช่ มันเป็นก็รู้สึกว่ามันไม่ปกตินะ เราเทศน์ก็ไอ นอนก็ไอกินข้าวก็ไอมันไอเมื่อไหร่ก็ไอ เท่านั้นเอง ไอของอาตมานี้ 1.ไม่เจ็บคอ จะให้แรงอย่างไรก็ไม่เจ็บคอ ก็ขอบคุณไม่เจ็บคอ 2.ก็ไม่เจ็บอวัยวะอื่น ไอจนปวดหน้าอกก็ไม่ใช่ มันไอก็ต้องไอ แล้วมันต้องไอแรงด้วยนะให้เบาๆก็ไม่ได้ เหตุก็เพราะว่ามันมีเสลด ค้างติดที่ตรงที่มันระคายเคือง เป็นปฏิกิริยาของสรีระ มันก็จะให้มีพลังงานที่ขจัดสิ่งเหล่านี้ให้หลุดออกไป ทำให้ระคายเคืองเท่านั้นเอง ก็ถือว่าเป็นวิบาก อาตมาเป็นโพธิสัตว์ที่สร้างวิบากเยอะ ที่มีวิบากเยอะก็ไปด่าเขา ผู้ที่ถูกด่าเขาก็ต้องพยาบาท แล้วพลังงานของกรรมวิบากมันมีจริง แต่ว่าอาตมามันยังดีตรงที่ว่าอาตมาทำงานด่าเขาด้วยสัจธรรม แต่มันด่านะว่าเขาตำหนิเขา มันไม่มีความชอบหรอก นอกจากคนซาดิสม์ มาโซคิส เป็นคนวิตถารใครมาด่าก็ชอบไม่ถูกด่านอนไม่หลับ คนพวกนี้ไม่ธรรมดาหรอก อาตมาด่ามาไม่รู้กี่ชาติแล้ว ยิ่งในชาตินี้ยิ่งแรงหนักและมาก เพราะว่ามันเสื่อมมากต่ำมากหนักมากและเป็นอลัชชีหนักคือเป็นคนที่ไม่ละอายต่อบาป สิ่งที่ผิดไม่รู้ ถ้าเขาจะโกรธตอบแสดงโต้ตอบด้วยจัดการปิดปากอาตมาให้หยุดได้เขาก็ต้องทำ แต่สุดท้ายเขาทำไม่ได้ก็ต้องปล่อย ให้มันเห่าไป เขาก็ว่าไป ให้อาตมาเห่าไป เขาก็ต้องใช้สำนวนภาษาอย่างนั้น อาตมาก็ไม่มีปัญหาอะไรอาตมาเข้าใจ อาตมาพูดนี้เป็นภาษาธรรมะทั้งนั้น แล้วเป็นภาษาธรรมะที่พยายามที่จะใช้โวหารสำนวนลีลา นัจจะคีตะวาทิตะ นัจจะ คือท่าทาง อาตมาออกมือออกไม้มาเท่านี้แหละ ที่เขาว่าไม่สุภาพ ก็ไม่ถึงกับออกอะไรมากมาย คีตะ คือ สำเนียงสุ้มเสียงก็อย่างนี้แหละ สำเนียงสุ้มเสียงดัง เน้น ก็อย่างนี้แหละ วาทิตะคือ คำที่สรรหามาพูด อย่านึกว่าอาตมาพูดง่ายๆนะ อาตมาพูดนี้ไม่ง่าย อาตมาสรรหาคำมาพูดนะ อย่างนักกวีก็สรรหาคำมาพูด แต่อาตมาเทศนาก็หาคำที่เหมาะควรมาพูดให้มันได้คิดว่าเป็นคำหรือภาษาที่ฟังแล้วจะเข้าใจ จะกระเทาะกิเลส จะเปิดของที่คว่ำให้หงาย จะเป็นแสงสว่างที่จุดในที่มืด วาทิตะที่อาตมาพูดไม่ใช่พูดชุ่ยๆ ใช้ภาษาแรงถูกสมัยถูกสัจธรรม อาตมาขอยืนยันว่าใช้ภาษาได้ถูกสัจธรรม ทำอย่างไรคำด่า แม้หลายครั้งเหมือนเป็นคำหยาบผสมมา แต่ไม่มากหรอก อยู่ในคำที่แรง ที่แรงนี่คือคำตำหนิทุจริตมันเลยแรง ยกตัวอย่าง คนรวยคือคนชั่ว คนรวยคือคนโง่ มันแรง แต่มันเป็นสัจจะนะ เพราะคนรวยนี้ มันทำให้สังคมเขาเดือดร้อน

610323_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ นักบุญคืออมตบุคคลที่ไม่ใช่แค่นักการกุศล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน