สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เนกขัมสิตอุกเบกขาคือเป้าหมายหลักของพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เนกขัมสิตอุกเบกขาคือเป้าหมายหลักของพุทธ _3867 ทุกขเวทนาเกิดเพราะทุกผัสสะมากระทบทางทวารทั้ง5ทุกขณะ!หยุดเวทนาทุกความความรู้สึกทุกอารมณ์ มิใช่หยุดที่สัญญา!แต่ให้หยุดที่สังขารจึงเกิดวิญญาณจากสังขารธ.ถูกไหม? จิตที่รับรู้จดจำที่เวทนาสัญญาไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อบางขณะบางคราวเข้าถึงตทังควิมุติ!ถ้าตั้งใจทำวิปัสสนาด้วยตังคปหานจนมีสมาธิตั้งมั่น ตัดขาดกิเลสตัณหาอุปาทานด้วยสมุจเฉทปหานจึงจะพ้นทุกข์ขั้นสมุจเฉทวิมุติได้ถูกไหม? พ่อครูว่า..เขาถือว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ คือ เป็นการดับทั้งสัญญาและเวทนาไม่รับรู้ทุกอย่าง อันนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดมาก แล้วจะบอกว่าทุกขณะมันก็ไม่เชิง เพราะว่าบางขณะสัมผัสก็อุเบกขา ผู้ที่ไม่ปฏิบัติธรรมก็จะเป็น เคหสิตอุเบกขาเวทนา เป็นการพักยกความสุขทุกชั่วคราว พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แยกว่าเป็นแบบเคหสิตะกับเนกขัมมะ การฝึกฝนเรียนรู้จิตเจตสิก ที่มันเกิดเป็นแบบ เคหสิตะก็เป็นแบบคนโลกๆทั่วไป และแบบเนกขัมมะคือ แบบที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราออกจาก กิเลส กาม พยาบาท ผู้ปฏิบัติได้ดังนี้คือผู้มีทางบรรลุธรรม ทำได้มากก็บรรลุมาก ทำได้น้อยก็บรรลุน้อย เป้าหมายหลักอยู่ที่เนกขัมมะ คือศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นเนื้อแท้เลย ผู้ที่ไม่เรียน มโนปวิจาร18 เรียนให้รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของความเป็นเวทนาที่เป็น เคหสิตะ นั่นลักษณะหนึ่ง ความเป็นเนกขัมสิตเวทนา นั้นเป็นอีกลักษณะหนึ่ง ถ้าไม่เรียนตรงนี้แล้วปฏิบัติให้เกิดผลออกเป็น เนกขัมสิตเวทนา ไม่มีทางบรรลุธรรม การปฏิบัติใดๆก็โมฆะจากการบรรลุธรรม ถ้าไม่มีญาณปัญญารู้จักเวทนาในเวทนาตัวนี้ การเรียนรู้โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเริ่มต้นตั้งแต่กายในกาย ต้องเรียนรู้โดยรู้จักองค์ประชุมของรูปกับนาม แล้วก็พิจารณาลงไปที่
อ่านต่อ
องค์ประชุมของรูปกับนามเรียกว่ากายในกาย แล้วจะพิจารณาเห็นว่า กายในกายที่เป็นองค์ประชุมของกายมีเวทนาอยู่ แล้วก็แยกแยะเวทนาในเวทนา ทำเนกขัมมะได้ นี่คือผลสำเร็จ ผู้ที่พิจารณาสติปัฏฐาน 4 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม จึงเป็นโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ ในโพธิปักขิยธรรม 37 จนเป็น บุคคล 8 และนิพพาน 1 ผู้ใดเกิดมาทำเช่นนี้ได้ก็ไม่โมฆะ ผู้ไม่ได้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเช่นนี้จะมีมรรคผลอะไรก็เป็นโมฆะทั้งนั้น เป็นผู้ที่สูญเปล่า ไม่ได้สิ่งที่ควรจะได้ ทั้งที่ได้องคาพยพอาการ 32 นี้มาเป็นคน หากไม่ได้อันนี้ไปนี่น่าเสียดาย โดยเฉพาะผู้ที่พบศาสนาพุทธด้วย แต่ใกล้เกลือกินด่างไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้น หยุดเวทนาทุกความรู้สึกทุกอารมณ์ มิใช่หยุดที่สัญญา ถูกต้อง หยุดเวทนาในเวทนา ไม่ใช่หยุดเวทนาทั้งหมด ต้องย้ำทวนให้ชัดเจน ไม่ใช่ไปดับความรู้สึกทั้งหมด แต่ดับความรู้สึกส่วนหนึ่ง ที่อาตมาอธิบายเวทนาแท้-เทียม ให้เกิดรู้ความจริงตามความเป็นจริง และจัดการเวทนาเก๊ เวทนาเทียมให้หมดไป สัญญาไม่ต้องไปดับ สัญญาเป็นตัวรู้แจ้งรู้ชัดรู้จริง แต่ให้หยุดที่สังขาร จึงเกิดวิญญาณ จากสังขาร ถามมาว่าถูกไหม? หยุดแต่ให้หยุดที่สังขาร อันนี้ก็ถูกต้อง คนเราไม่รู้จักสังขาร 3 กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร การปรุงแต่งของอาการจิต แล้วไม่รู้จักอาการที่ปรุงแต่งอย่างนี้ ผู้มีอวิชชาก็จะมีสังขารเป็นปัจจัย เมื่อไม่รู้ก็เกิดสังขาร 3 นี้แหละ พระพุทธเจ้าให้ดูตรงนี้แล้วปฏิบัติอภิสังขาร ก็มีสาม แต่ไม่ใช่ กายสังขารจิตสังขารวจีสังขาร แต่อภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร ศาสนาพุทธให้เรียนรู้อภิสังขาร 3 นี้แหละ หากไม่เรียนรู้แล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ก็ไม่มีทางบรรลุธรรม จะอวิชชาอยู่นั่นแหละ จะไปเรียนรู้อะไรมากมายเต็มหัวแต่ไม่รู้จักอภิสังขาร ผู้ที่มีอายุสังขารคือผู้ที่มีวิชชา ผู้ไม่มีวิชชาก็แก้ไขสังขารตัวเองไม่ได้ ผู้ที่มีวิชชาจะแก้ไขสังขารตัวเองให้ลดกิเลสได้ เรียกว่าบุญ บุญคือการชำระกิเลสในสังขาร หากชำระกิเลสในสังขารได้เรียกว่าปุญญาภิสังขาร ข้อเดียว ที่เป็นการปฏิบัติ จบสมบูรณ์แล้วเรียกว่าอปุญญาภิสังขาร พอทำปุญญาภิสังขารจนได้อรหัตตผลแล้วก็ไม่ต้องมีบุญอีก เพราะฉะนั้นการปฏิบัติที่จะมีกรรมต่อไป ก็มีแต่ อาเนญชาภิสังขาร เป็นการอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ทำในสิ่งที่ทำได้ให้ซ้ำให้มาก แล้วให้เกิดผลอย่างนี้แหละ ทำให้มาก แล้วจะเกิดความแข็งแรงอาเนญชา ไม่หวั่นไหวตั้งมั่นแข็งแรงมั่นคง หรือจะเกิดสมาธิ อเนญชาภิสังขารคือการสั่งสมจิตให้ตกผลึกเป็นสมาธิ การสั่งสมจิตที่เป็น ปุญญาภิสังขารแล้ว ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมต้องเข้าใจบุญ ทำสังขารให้เกิดบุญ ผู้ทำได้จึงเกิดอภิสังขาร ชำระกิเลสในสังขาร วิญญาณเป็นคำกลางๆ คือธาตุรู้จากเริ่มต้น ผัสสะแล้วเกิดวิญญาณแล้วเราก็ชำระกิเลสในวิญญาณ 600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา