สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เจโตปริยญาณ 16.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เจโตปริยญาณ 16 [๑๓๕] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ (การโน้มน้อมนี้คือทิศทางที่ไปสู่นิพพาน วิมุติ จิตโน้มไปเพื่อเจโตปริยญาณ ท่านก็ว่าโน้มไปแล้วก็เข้าสู่ความเจริญแบบเจโตปริยญาณ อ่านตามที่ท่านแปลแล้วเหมือนกับโน้มกิ่งไม้แต่ที่จริงเป็นจิตที่เอนเอียง ไปหาสัจจะที่เจริญขึ้นได้ ไปสู่ทิศทางที่เป็นโกล เป็นเป้าหมายอย่างถูกทาง) เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นด้วยใจ (ใจของเราเองเป็นตัวรู้ ใจของเราเป็นสัตว์อื่น เป็นบุคคลอื่น ไม่ใช่อื่นนี้คือสัตว์ตัวอื่น ไปรู้ใจหมาใจวัวใจม้าไม่ใช่สัตว์คือจิตเราเอง ไปรู้ใจบุคคลอื่น คือ บุคคลโสดาบันแต่ก่อนใจเราคือปุถุชน บุคคลที่เป็นสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ นี่คือความถูกต้อง ต้องยืนยันว่าเป็นความถูกต้อง ที่ไปยืนยันว่า ปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง ก็เลยแปลอื่นนี้ว่าเป็นตัวตนบุคคลเราเขาข้างนอก อันนั้นผิดกำหนดผิด ไม่เข้าเป้าการเรียนปรมัตถธรรมที่แท้จริง เหมือนบอกว่าปรโลกคือโลกอื่นที่ตายไปแล้วหรือไปดาวอังคาร ที่บอกว่าเห็นน้ำแล้วไปจองที่กัน การรู้ใจของสัตว์อื่นบุคคลอื่น ใจเราคือปัญญากำหนดรู้ )
คือจิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่าจิตปราศจากโทสะ (โทสะคือจิตของสัตว์เก่าสัตว์โบราณ สัตว์โลกสามัญปุถุชน ทำให้จิตเจริญดับความเป็นสัตว์โลกๆที่หยาบ กลาง ละเอียดไปตามลำดับ) จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ (ทำให้ไม่มีไปตามลำดับก็เห็นได้ ขั้นแรกทำให้จิตเปลี่ยนแปลงได้ลดกิเลส แล้วจิตก็แบ่งเ
อ่านต่อ
ป็นสองสายคือ ถีนนังมิทธัง กับอุทธัจจะ ลดได้ก็ยังแบ่งเป็นสองสาย คือสังขิตตังจิตตัง กับวิกขิตตังจิตตัง ตอนแรกลดได้ก็ยังไม่สมบูรณ์ ทำให้หยุดได้ ทำให้มันลดอิทธิพลลงได้ แต่ลักษณะที่จิตได้เป็นแบบ ๑.สังขิตตัง จับเป็นก้อน เหมือนผมคนเป็นสังขตัง จับเป็นก้อนกระจุก ส่วนวิกขิตตังจิตตังมันก็ได้แต่จับไม่ติดกระจายกระเด็นกระดอน แต่ลึกๆก็ลดลง กิเลสน้อยลง รู้จักเห็นมีญาณที่อ่านออก เทียบกับวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ชั้นสูงที่รู้จักพลังงานขั้นนิวเคลียส พอเราทำสำเร็จก็เหมือนตีแตกได้ พอตีแตกจากนิวเคลียสก็กลายเป็นนิวเคลียร์ สังขิตตังจิตตังก็เป็น นิวเคลียร์ฟิวชั้น วิขิตตังจิตตังก็เป็น นิวเคลียร์ฟิชชั่น แต่ของพระพุทธเจ้าทำได้แล้วไม่ใช่ว่าไม่อยู่ในอำนาจ อย่างเขาทำระเบิดปรมาณูเขาก็ทำให้แตกตัวระเบิดแรง แต่คุมไม่ได้เป็นการแตกตัวนิวเคลียร์ฟิวชั่นกับฟิชชั่น มันเป็นวัตถุ จิตของคนก็แตกตัวได้แต่เอามาใช้ได้หรือไม่ ของพระพุทธเจ้ากำจัดตัวร้ายได้ หรือพลังงานที่เอามากำจัดตัวร้ายนี้ได้ ถ้าจะว่าแล้วกิเลสตัวที่เป็นเป้าหมายคือนิวรณ์ แม้จะมีลักษณะ ๕ มันรวมหมด ต้นตระกูลราคะโทสะโมหะนั่นแหละอยู่ในนิวรณ์ ๕ ทำได้แล้วควบคุมได้มีผลสำเร็จได้ พลังงานนั้นเอามาใช้เพื่อให้กำจัดราคะโทสะโมหะ กำจัดตัวกิเลส โดยมีปัญญามีความรู้ความสามารถเอานิวเคลียร์นี้มาใช้ เป็นพลังปัญญาที่ยิ่งใหญ่ทำลายนิวรณ์ ๕ หรือราคะโทสะโมหะนี้ลงได้ เมื่อทำได้ก็รู้จักวิธีทำให้เจริญขึ้นอีกได้ ) จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหรรคต ก็รู้ว่าจิตเป็นมหรรคต หรือจิตไม่เป็นมหรรคต(หมายความว่าให้ยิ่งขึ้นเสริมขึ้นยิ่งใหญ่ขึ้นก็พัฒนาขึ้น ถ้าเราทำยังไม่ได้ก็รู้ ว่าอมหรรคตะ ไม่ใช่ทำอย่างกดข่ม ทำอย่างรู้ว่าเจริญได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ทำได้ก็เจริญเป็นมหรรคตะ จนเจริญไปยิ่งกว่า) จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า(สอุตรจิต) ก็รู้ว่าจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า (คือมีญาณรู้ว่ามีดีกว่านี้อีกยังไม่สูงสุด เป็นจิตเหนือโลกขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบด้วยจิตเหนือโลกแต่ยังไม่สุดเป็นอนุตตรังจิตตัง ก็รู้ไม่งมงาย ชัดเจน ท่านแปลว่า) หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ก็รู้ว่าจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น หรือจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ว่าจิตไม่หลุดพ้น (เจโตปริยญาณเป็นมาตรวัดจิต ต้องอ่านรู้จิตตน ตรวจสอบด้วยเตวิชโช สามวิชชาสุดท้าย ให้รู้ให้เข้าใจ เหมือนอาตมาบรรยายเสมอว่า ทำงานแล้วต้องตรวจสอบว่าอะไรขายไหมเหลืออยู่ ตรวจสต็อก ได้ราคาเท่าไหร่ ได้ดีจำหน่ายดี เหมือนกับเราทำได้เจริญจริงไหม อะไรควรทำเพิ่มหรือลด ลงบัญชีไปเรื่อยๆ ต้องทำต่อ จิตดีกว่านี้ยังมีอีก ไม่ใช่อนุตตรังจิตตัง หลักสูงสุดคือวิชชาและวิมุติ หรือนิโรธ หรือว่าเรียก จิตสงบ รู้สมบูรณ์ว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า เพราะกิเลสเกลี้ยงหมดสิ้นไม่เหลือ ตรวจดูหมดเลย การจะรู้ว่าเราเรียนมาแล้วว่าเราต้องรู้อะไร ปฏิบัติแล้วเรียนรู้จริงๆคือเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) บทเรียน กาย เวทนา จิต ธรรม ตัวปฏิบัติแท้ที่จะตรวจสอบคือเวทนา คืออาการเวทนาสุขทุกข์ ไปหลงสุขโลกียะคือสุขขัลลิกะก็คือเวทนา พอดับเหตุลงก็ไม่มีที่จะไปสุขเพราะดับเหตุแห่งสุข หรือทุกข์สมุทัย ก็ดับสุขดับทุกข์เป็นอทุกขมสุข เป็นอุเบกขา เราเห็นชัดรู้ชัดมีตาทิพย์ อ่านเวทนา เห็นจิตที่มีพฤติกรรมเป็นเวทนา ๑๘ เป็นมโนปวิจาร ๑๘ อ่านรู้ว่ามันเกิดขึ้น ปวิจาร ๑๘ ลักษณะที่เป็นแบบโลกีย์ เกิดลักษณะเวทนาที่เป็นตัวทุกข์อาริยสัจ หรือสุขขัลลิกะ คืออาการแท้ของอาริยสัจ ๔ ผู้ไม่รู้เวทนาในเวทนาอย่างสัมมาทิฏฐิ ตั้งแต่ปริยัติ ที่มีอาจารย์หรือผู้รู้หยิบหัวข้อมาอุเทส ตั้งแต่เวทนา ๒ เป็นสภาพเกิดจากกาย จากจิต แยกกายแยกจิตเป็น กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา แยกกาย จิตอย่างสัมมาทิฏฐิ รู้กาย จิตอย่างสัมมาทิฏฐิ กายไปเข้าใจว่าคือมหาภูตรูปเฉยๆก็ผิด กายต้องมีนามธรรมร่วมเสมอ อย่างผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นกรรมฐานที่อุปัชฌาย์ต้องให้ กรรมฐานคืออันนี้ไม่ใช่ไปเพ่งพุทโธหรือลมหายใจเข้าออก อันนั้นคือกสิณ คือให้จิตเกาะเป็นของศาสนาอื่น เป็น meditation ไม่ใช่กรรมฐานที่เป็น supraconcentration ไม่ใช่กรรมฐานของสัมมาสมาธิ ที่ต้องดูอาการ ๓๒ แต่จะไปดูตับไตไส้พุง ลำไส้เล็กใหญ่ในอาการ ๓๒ ทั้งหมดมันก็ยาก ท่านก็ให้เรียนรู้ ๕ กรรมฐานนี้ก่อน แล้วจะรู้ความเป็นกาย เป็นจิต จะสามารถรู้อาการรูป นามของนามธรรม กายนี้คือเจตสิก จิตหรือมโนคือวิญญาณ นามธรรมที่เป็นตัวการกิเลส ต้องตรวจอ่าน ต้องพิจารณาให้รู้กาย ตอนนี้ก็นึกถึงสมณะบวชใหม่ของเรานี่ สมณะอุตตโม อาตมาก็เปรยๆว่า เราบวชนี่ให้กรรมฐาน ๕ หรือเปล่า เราไม่ได้ให้กันเลย สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่เพิ่งสิ้นไปนี้ท่านก็ว่าต้องให้กรรมฐาน ๕ แก่ผู้มาบวชนี้ด้วย แต่ในหลักการจิต นั้นต้องทำ เป็นหลักสำคัญในมูลกรรมฐาน ๕ ทุกวันนี้เพี้ยนไปเอากสิณมาเป็นกรรมฐาน แต่ก่อนกสิณมี ๑๐ แต่ตอนนี้แตกเป็นกสิณ มากมาย มีทั้งพุทโธ ยุบหนอพองหนอ มีลูกแก้วเป็นกสิณ ใสๆเป็นกสิณ เกินกสิณ ๔๐ แล้ว เอายกมือขึ้นลงก็เป็นกสิณ เอาจิตไปเกาะลมหายใจก็สะกดจิต hypnotize ให้จิตนิ่งดับดิ่ง จนกระทั่งถ้าสะกดจตให้คนเขาควบคุมจิตเราได้เลย สะกดจิตตนแล้วตนก็ดับ ก็เลยให้คนอื่นสะกดเราได้ต่อ กรรมฐาน๕ นี้เราจะแยกกายแยกจิตออก เล็บ ผม ขน ฟัน หนัง เมื่อใดเป็นกาย เมื่อใดไม่เป็นกาย มันมีอาการเมื่อปรุงแต่งกับนามธรรม ตั้งแต่มหาภูตรูป ก็มีดิน น้ำ ไฟ ลม ก็สังเคราะห์มาเป็นอาการ ๓๒ แล้วปรุงแต่งกันอยู่สังขารกันอยู่ทุกอย่างใน ๓๒ นี้ พระพุทธเจ้าจึงให้เรียนรู้อาการ คำว่าอาการนี้ต้องเรียนรู้ ถ้าไม่เรียนรู้อาการก็ไม่เรียนรู้รูปนาม ที่ประชุมเป็นกาย นามก็เป็นกาย รูปก็เป็นกาย แต่รูปกายต้องมีนามร่วมเสมอ ถ้ามีแต่รูปกับรูปไม่เป็นกาย เป็นพีชะ เช่นฟักเขียวกับถั่วพร้า มันปรุงแต่งเป็นสังขารแบบพืช ไม่มีธาตุจิตนิยาม มีแค่สัญญากับสังขาร จะต้องเข้าใจว่า เวทนา สัญญา สังขาร เป็นเจตสิก ๓ของวิญญาณ อาการเวทนาเป็นอย่างไร อาการสัญญาที่ทำงานรู้กำหนดไป กำหนดจนสัญญาเป็นปัญญา ปรุงแต่งสังขารอย่างไร กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร เราก็รู้ ลดสมุทัยลงได้ชำระได้ก็เกิดบุญ ทำบุญสำเร็จ จนหมด อปุญญะ ไม่ต้องชำระแล้ว เข้าฐานนิพพานเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เหตุปัจจัยเกิดจากองค์ประกอบส่ิงที่เป็นอาการปรุงแต่ง แล้วมันถูกเรารู้ด้วยญาณปัญญาวิชชา วิปัสสนาญาณ ทำได้ก็เป็นมโนมยิทธิ ทำเก่งอิทธิวิธี โสตทิพย์ ตรวจสอบด้วยเจโตปริยญาณ แล้วก็ตรวจสอบ ด้วย เตวิชโช คือญาณ อีก ๓ มุทุภูตธาตุคือ จิตที่อ่อนเร็วไว เจโตเปลี่ยนไว ปัญญารู้ไวปรับได้ เหมาะควรต่อการงานที่เป็นประโยชน์มีกายกัมมัญญตา มีสัปปุริสธรรม ๗ มหาปเทส ๔ อาตมาก็พาทำได้เท่านี้ ขนาดออกไปอยู่ในสนามรบอย่าง ๑๘ ก.พ.๕๗ ถ้าหัวขบวนหนีไปพวกเราก็ไม่เหลือ แต่อาตมาไม่ได้ห่าม มีแต่จิตปรารถนาดีต่อเขา จะห้ามปราม มีแต่ความสงบ มีแต่เมตตา สยบความรุนแรงได้ เราก็ทำได้แค่นั้น ได้แค่ไหน คุณจะเอาปืนเอาระเบิดไปฆ่าเขาตายแล้วชนะอย่างนั้นจะไปเก่งอะไร เขาทำมาตั้งแต่ช้างม้าวัวควายมีเล็บมีเขามีเขี้ยวมีส้นเท้าอย่างยีราฟหรือม้าก็ไปทำร้ายเขาเจ็บปวดตายก็ชนะ ทำมาตั้งแต่เดรัจฉาน เราเป็นคนจะมาหาอาวุธไปทำร้ายกันเพื่อชนะก็มีสัญชาตญาณเดรัจฉานอย่างเก่า เราต้องทำอย่างไม่เบ่งข่มทำร้ายแต่ช่วยเหลือเขาเมตตาเขา อาตมาพาไปทำนั้นยิ่งใหญ่กว่าสงครามโลก ยิ่งใหญ่กว่าสงครามอื่นๆเราทำมาตั้งแต่เล็กๆนี่แหละ ที่อาตมาเคยยกตัวอย่างตอนผู้การแต้ม ยกพลมา ที่ทำเนียบ เพื่อจะเอาชนะปราบเราให้ถอย เราก็สู้ด้วยสงบ จนคณะนั้นถอยไป อาตมาว่า จนผู้การแต้มเสียท่า ตอนนั้นก็มีจักรทิพย์กับผู้การแต้มกำลังชิงกันอยู่ ผู้การแต้มก็เลยถอยไปลาออกให้คนอื่นขึ้นมา ทางโลกเขาเห็นว่าผู้การแต้มแพ้ ที่จริงก็ต้องแพ้ให้ความสงบ เสียผลไปถึงโลกธรรม ที่เล่าไปนี้ก็เห็นว่าผู้การแต้มดีมีคุณธรรม ถ้ามาปราบพวกอาตมาที่นั่งประนมมือก็จะเห็นว่าเป็นอย่างไรนะ บาปเวรพวกนี้ แต่ผู้การแต้มก็ชนะทางธรรมนี้มันชนะด้วยกันอย่างนี้ ถ้าผู้การแต้มก็ปราบเรา เราจะสู้ได้อย่างไร ดีไม่ดีเราก็อาจตาย ซึ่งไม่สมควรเลย แต่นี่เป็นเหตุการณ์ที่ประเสริฐ อาตมาถึงเห็นว่าความสงบสยบความเคลื่อนไหวได้ชัด แต่ผู้ไม่มีดวงตาก็ไม่เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้ง คัมภีรา ทุททสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา บัณฑิตเวทนียา 590111_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๗