สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สามัญผลสูตรอันลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน สามัญผลสูตรอันลึกซึ้ง พอมาสามัญผลสูตรก็มาปฏิบัติศีลอันเป็นอาริยะ สำรวมอินทรีย์อันเป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอาริยะ มีการสันโดษอันเป็นอาริยะ เรียกว่าใจพอเข้าไป จนสุดท้ายถึงสูญ หมดตัวตนแล้วสูญเลย อัปปิจฉะสันตุฏฐิปวิเวก อสังสัคคะวิริยารัมภะ ไปตามลำดับ จิตก็จะพอ เช่นเรายกตัวอย่าง ใช้เงินเดือนละแสนก็ลดลงไป เอาเดือนละห้าหมื่นก็พอพากเพียรทำจนจิตคลาย จะกินใช้แค่นี้ก็พอ ต่อมาลดลงอีกเหลือสองหมื่นก็พอ พอได้จิตก็วิเวกสงบ ไม่ใช่นั่งหลับตาสะกดจิต แต่กิเลสหายไปไม่วุ่นวายนี้คือสงบจิต กำจัดกิเลสตายครึ่งหนึ่งก็สงบครึ่งหนึ่ง เหลือเศษเท่าไหร่ก็ไม่สงบเท่านั้น จนหมดสมบูรณ์ ทำกรรมกิริยากับโลกแข็งแรงเต็มที่ มีกายกัมมัญญตา มีกายปาคุญญตา องค์ประชุม สัญญา เวทนา สังขารแคล่วคล่อง อารมณ์แคล่งคล่อง กำหนดรู้ ต่างแข็งแรงปราดเปรียวว่องไว นี่คือองค์ประชุมรูปนามที่เป็นกายกัมมัญญตา เวทนาสัญญาสังขารแคล่งคล่องว่องไว เป็นเรื่องเดาไม่ได้ ถ้าไม่มีสภาวะสัจจะจริงไปไม่ออก อสังสัคคะ เขาแปลกันว่าไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ก็ไม่รู้ว่าคณะอะไร คณะคือกอบกองของมวลสวรรค์รสโลกีย์แม้แต่อุปกิเลสก็เป็นสวรรค์ อุบัติเทพก็ต้องลด มันดีแต่อย่ายึดถือให้จางคลายเป็นผรณาปีติ อย่าไปเกาะเกี่ยวสร้างกลุ่มก้อนเป็นอุพเพงคาปีติ แต่ให้มีปีติ มีอภิปโมทยังจิตตัง ศาสนาพระพุทธเจ้าไม่แห้งเหี่ยว เป็นพุทธคือผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานไม่ใช่ผู้แห้งเหี่ยวเดียวดาย ในอุนุปุพพิกถาแม้สวรรค์ก็ไม่ได้ให้ยึดถือในรสอร่อย ก็ไม่เห็นโทษอาทีนวะ ไม่เห็นเนกขัมมะแน่ อสังสัคคะไม่ได้ แม้ทานศีลภาวนาจะทำอย่างไรให้เกิดผลก็ไม่รู้ ๑. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . ๒. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) ๓. เรื่อ
อ่านต่อ
งที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . ๔. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . ๕. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . ๖. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) ๗. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . ๘. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) ๙. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) ๑๐. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๙) ก็ทำให้เกิดผลไปตามลำดับ แต่ทุกวันนี้กถา แปลว่าคำพูดไม่ได้พูดไปตามกถาวัตถุ ๑๐ หรอก แต่พูดเดรัจฉานกถา พูดไปเรื่องต่างๆแต่ไม่เป็นกถาวัตถุ ๑๐ กลายเป็นเรื่องจะไปรวย สุขสบาย เจริญ โลกีย์ไปหมด ไม่เป็นลำดับต้นกลางปลาย เป็นแต่เดรัจฉานกถา มาเข้าสามัญผลสูตร สำรวมอิทรีย์ สติสัมปชัญญะ ปฏิบัติศีลก็สำรวมอินทรีย์ โดยมีสติสัมปชัญญะ โดยเป็นองค์รวม จิตจึงเกิดสันโดษ มีผล สมาธิปัญญาวิมุติ วิมุติญาณทัสนะ หรือเป็นตามวรรณะ ๙ ๑ . เลี้ยงง่าย ( สุภระ ) ๒ . บำรุงง่าย , ปรับให้เจริญได้ง่าย ( สุโปสะ ) ๓ . มักน้อย , กล้าจน ( อัปปิจฉะ ) ๔ . ใจพอ สันโดษ ( สันตุฏฐิ ) ๕ . ขัดเกลากิเลส ( สัลเลขะ ) ๖ . เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ ( ธูตะ , ธุดงค์ ) ๗ . มีอาการน่าเลื่อมใส ( ปาสาทิกะ ) ๘ . ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม ( อปจยะ ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ ๙ . ขยันเสมอ , ระดมความเพียร ( วิริยารัมภะ ) เข้าตามหลักธรรมะของพระพุทธเจ้าคือมีสัจธรรม สัลเลขธรรม นิยานิกธรรม สันติธรรม ปฏิบัติธรรมนี้อยู่กับคนอื่น ที่คอยยอดจี้ ยอดขลัดเกลา เราก็ทำจิตให้สงบได้ สุดท้ายก็มีสันติธรรม ปฏิบัติธรรมให้มีศีลเคร่งเป็นธูตะ คือปฏิบัติได้ก็ศีลเคร่งขึ้นๆ เพราะปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าธุดงค์คือการเดินออกป่า หรือเดินดราม่า เอาดอกดาวโรยโปรยแล้วเดิน นี่คือไม่รู้เรื่อง เขลา โง่ ทำไปตามประสา ดูแล้วน่าเกลียดแล้วหลอกชาวบ้านชาวเมือง ธูตะคือศีลเคร่งที่ปฏิบัติได้แล้วก็จะไม่เคร่งเลย ทำได้อย่างสบาย แต่มันเคร่งสำหรับคนทำไม่ได้นะ ปฏิบัติแล้วตายเลย แต่ท่านทำได้แล้วไม่เคร่งอย่างพระมหากัสสปะ มีธุดงควัตร ๑๓ ข้อ เช่นใช้แต่ผ้าบังสุกุล ผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาตัดเป็นผ้านุ่มห่ม สมัยโบราณผ้าหายากจริงๆ ธุดงควัตร หมายถึงกิจวัตรของการธุดงค์ที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตมี 13 วิธีจัดเป็นข้อ สมาทาน ละเว้น และข้อสมาทานปฏิบัติ คือ ปังสุกูลิกังคะ ละเว้นใช้ผ้าที่ประณีตเหมือนที่คหบดีใช้ (พระป่านิยมใช้ผ้าท่อนเก่า) สมาทานถือใช้แต่ผ้า บังสุกุล ที่เขาทิ้งแล้ว เตจีวริตังคะ ละเว้นการมีผ้าครอบครองและใช้สอยผ้าเกิน 3 ผืน (วัดป่าสมาทานการใช้สอยผ้าไตรจีวร ในความหมายว่าผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าคลุมด้วย ปิณฑปาติกังคะ ละเว้นรับอดิเรกลาภ (คือรับนิมนต์ไปฉันที่ได้มานอกจากบิณฑบาตรเช่นไปฉันที่บ้านที่โยมจัดไว้ต้อนรับ) สมาทาน เที่ยว บิณฑบาต เป็นประจำ สปทานจาริปังคะ บิณฑบาตไปทางเดียว ไม่ข้ามฝั่งถนนไปรับบาตรอีก เอกาสนิกังคะ ละเว้น อาสนะ ที่สอง สมาทานอาสนะเดียว (ฉันมื้อเดียว). ปัตตปิณฑิกังคะ ละเว้นฉันภาชนะที่ 2 ใส่อาหารรวมในภาชนะเดียวกันทั้งหมด สมาทาน ฉันเฉพาะใน บาตร . ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ละเว้นการรับประทานอาหารเหลือ สมาทานเมื่อเริ่มลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม. อารัญญิกังคะ ละเว้นการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้าน รุกขมูลิกังคะ ละเว้นนอนในที่มีที่มุงที่บัง (เช่นบ้าน ถ้ำ กุฏิ) สมาทานอยู่โคนไม้ อัพโภกาสิกังคะ ละเว้นการเข้าในที่มีที่มุงที่บังและใต้ต้นไม้ สมาทานอยู่กลางแจ้ง โสสานิกังคะ ละเว้นการอยูในสถานที่ไม่เปลี่ยว สมาทานอยู่ป่าช้า ในคัมภึร์หมายถึงป่าช้าเผาศพ ซึ่งต้องเคยมีการเผาศพมาก่อนอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ยถาสันถติกังคะ ละเว้นการโลเล (ยึดติด) ในเสนาสนะ สมาทานอยู่ในที่ตามมีตามได้ เสนาสนคาหาปกะจัดให้อย่างไรก็อยู่ตามนั้น. เนสัชชิกังคะ สมาทานถืออิริยาบถนั่ง-อิริยาบถยืน-อิริยาบถเดินเพียง 3 อิริยาบถไม่อยู่ในอิริยาบถนอน ...เรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สามัญของศาสนาพุทธ เป็นกรณีพิเศษสุดของศาสนาพุทธมีแค่ทานกัสสปะท่านเดียว เพราะท่านสั่งสมจริตเช่นนี้เป็นวิสัยของท่านไม่สามัญทั่วไปจะไม่เอาตามก็ไม่เป็นไรมันเกินไปทางทุกรกิริยา สามัญผลคือผลที่ทำให้บรรลุธรรมเป็น โสดาฯสกิทาฯอนาคาฯอรหันต์ จริง เมื่อสำรวมอินทรีย์ทำให้สันโดษได้ ใจมันพอมันหยุดมันจบ โดยปฏิบัติมักน้อยสันโดษไปเรื่อยๆจนอสังสัคคะ มีธูตะ ปาสาทิกะ มีอาการน่าเลื่อมใสเป็นปกติ จะอนุโลมปฏิโลมอะไรก็ได้ ถ้าได้แล้วก็มีสัจจานุโลมมิกญาณ เพราะสังขารุเปกขาญาณแข็งแรง จิตอุเบกขาแข็งแรงกับสังขารทั้งหลายก็ทำให้อเนญชาภิสังขาร ไม่กระทบกระเทือนกับสวรรค์ ท่านจะประมาณของท่านเอง เช่นจะช่วยคนตกบ่อก็จะช่วยได้อย่างไรตามน้ำหนักที่ท่านรับไหว แน่ใจว่าคนข้างล่างดึงท่านลงบ่อไม่ได้นะ ไม่เช่นนั้นจมบ่อทั้งคู่แน่ ต้องไม่ประมาท ผู้ทำได้จะอนุโลมปฏิโลม เมื่อสามารถสันโดษอันเป็นอาริยะได้ คุณสมบัติอันเป็นอาริยะนี้เจริญเป็นฌาน เป็นสมาธิ ฌานเป็นภาคปฏิบัติเพ่งเผา มีพลังปัญญาเป็นไฟฌาน ไม่กดข่ม แต่จะละลายไฟราคะโทสะโมหะได้ ไฟฌานมีฤทธิ์ไปสลายได้จริงๆเมื่อถึงขีดถึงรอบจะสลายได้จริงๆ จิตที่ได้จะสั่งสมฌาน เป็นสมาธิตั้งมั่นแข็งแรงสั่งสมผลตกผลึกจิตตั้งมั่นจากฌาน เป็นสมาธิ ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิแล้วเกิดฌาน แต่ฌานจะสั่งสมลดละจางคลายตกผลึกควบแน่นเป็นสมาธิตั้งมั่น เป็นสมาหิโต ตั้งมั่นสมบูรณ์แล้วทำได้แล้ว อนุตตรังจิตตังจะต้องสั่งสมเจโต ปัญญา มีวิมุติ มีสมาหิตังจิตตังสมบูรณ์แบบเต็มรูป เป็นอุภโตภาค มีเจโตวิมุติปัญญวิมุติเต็มรอบ ลืมตาปฏิบัติมีฌาน ๑ ๒ ๓ ๔ โดยมีปัญญาที่เรียกว่าวิชชา ๘ ร่วมตลอด วิปัสสนาญาณ รู้เห็นตลอด มีรู้ๆเห็นๆวิปัสสะ คือความรู้หลัก ถ้าไม่รู้อย่างเห็นๆเลย วิ แปลว่าย่ิง ปัสสะแปลว่าเห็น รู้อย่างเห็นยิ่งเลย วิปัสสนาญาณคือรู้อย่างเห็นยิ่งเลย ต้องมีตัวเห็นตัวสัมผัสกันรู้ เช่น กิเลส รู้จักิเลส ปฏิบัติแล้วเห็นกิเลสจางคลาย มีนิโรธานุปัสสี อย่างจริง ปฏิบัติมีเวทนา ๑๐๘ จับเหตุที่เป็นเคหสิตะได้ จับได้เป็นอัตตาก็กำจัดมันด้วยวิธีต่างๆ มีวิกขัมภนะ ปหาน ๕ ก็เกิดวิปัสสนาวิธี ด้วยการพิจารณา ให้เกิดพลังปัญญาอย่างเห็นๆทำได้ก็มีมโนมยิทธิ มีฤทธิ์เดชเก่งทำได้ มีฤทธิ์ทำให้กิเลสลดไม่ใช่เหาะเหินเดินน้ำดำดิน ไม่ใช่ไปหลงโลกีย์หมด แล้วแยกมโนมยิทธิ กับอิทธิวิธญาณกันไม่ออก มโนมยิทธิคือทำได้ เมื่อทำได้ก็หลากหลายเรียกว่า อิทธิวิธญาณ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ ก็ไม่ใช่ว่า มีฤทธิ์เนรมิตคนเดียวให้เป็นหลายคนได้เหมือนกันหมดเต็มห้องมีแฝดเป็นพันเลย ก็ว่ากันไปแล้วหาตัวจริงไม่เจอ นอนนั้นทำให้ปรากฏก็ได้ทำให้หายก็ได้ คือกิเลส ถ้าคุณทำได้เก่งแล้วจะอนุโลมก็ได้ แต่บางอย่างลองไม่ได้นะ อย่างอาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ต้องร่วมรู้ไปกับเขา ไม่อย่างนั้นก็ช่วยเขาไม่ได้ เช่นแม่ไปเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก ไม่เช่นนั้นอยู่ด้วยไม่ได้เลี้ยงดูกันไม่ได้ ทำให้ทะลุกำแพงภูเขา หากไม่มีสภาวะก็คิดเป็นตัวตนไปเลอะใหญ่ นั่นมันเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ที่พระพุทธเจ้าท่านเบื่อหน่ายระอาเกลียดชัง เพราะฉะนั้นกองกิเลสเท่าภูเขาเราเดินผ่านได้เหมือนไปในที่ว่าง ทุกวันนี้กิเลสกองยิ่งกว่าภูเขา แข็งยิ่งกว่ากำแพงเหล็ก แต่ผู้พ้นแล้วก็เดินผ่านไปได้สบาย เหมือน invisible man อย่างท่านพุทธธรรมตั๊กม้อ เดินบนน้ำเลย เอามาฉายกันดูอย่างนั้นไม่ใช่ไม่ใช่เรื่องศาสนาพุทธ หมายความว่าท่านเหนือโลกีย์ไม่สามัญปุถุชน ปุถุชนนั้นทนไม่ได้ เดินบนน้ำก็ตกตุ๋ม ดำดินก็หัวแหลก แต่ของท่านนี้อยู่กับกิเลส กิเลสมันเผาไหม้ ชาวโลกเขาทำไม่ได้แต่ท่านทำได้ กลับกับชาวโลกเขา ปฏิโสตังทวนกระแส น้ำก็เดินบนน้ำไม่ได้ ดำดินไม่ได้แต่ท่านทำได้กลับกันทวนกระแสกับเขา เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ไม่ใช่เหาะจริงๆแต่เบาว่างเหมือนเหาะอยู่ลอยพื้นไม่ติดดินสบายคือว่าง ลอยเบา เหมือนบาตรบริหารท้องจีวรบริหารกายเหมือนนกน้อยปีกแข็งบินไปได้ทั่วสารทิศ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ที่มีอานุภาพด้วยฝ่ามือ ไม่ใช่เอามือไปทำจริง แต่คือท่านมีสิ่งเกินกว่ามนุษย์ทำได้จะมีไฟราคะไฟโทสะเท่าใด ท่านก็สัมผัสได้แตะต้องได้ไม่ต้องหนีหลีกเร้นไปผู้เดียวแต่อยู่กับกองไฟ ไฟนรก แต่ท่านอยู่ได้ไม่มอดไหม้ ลูบคลำแตะต้องได้ด้วยฝ่ามือไม่หนีไปไหน แม้ที่สุดใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกได้ พรหมโลกคือที่สะอาด อำนาจรูปนามท่านก็ไปที่บริสุทธิ์ได้เมื่อใดก็ได้จะเข้าไปคลุกคลีได้ ใจท่านสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลาทำได้ หรือจะอนุโลมไปคลุกคลีกกับเขาก็แตะไม่เปื้อนปริสุทธา ปริโยทาตา จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ เป็นเรื่องความวิเศษ อิทธิวิธญาณ ไม่ใช่อิทธิปาฏิหาริย์อาเทสนาปาฏิหาริย์แต่เป็นอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ ทิพยโสตย์คือลึกละเอียดไปเรื่อยๆ เหมือนบุรุษเดินทางไกลได้ยินเสียงกลอง เสียงดังก็ได้ยิน เสียงเบาก็ได้ยิน ไกลใกล้ได้ยินตามบารมี นอกจากได้ยินแล้วแยกเสียงออกด้วยว่าเสียงนี้ตะโพน กลอง บัณเฑาะว์ เปิงมาง จะแยกแยะออก ผู้ลึกซึ้งจะสัมผัสอาการกิเลส แม้แรง เบาก็รู้ได้แยกแยะออกได้ว่าราคะ หรือโทสะหรือโมหะ แยกละเอียดแม้คล้ายกันมากก็แยกได้มีเล็กน้อยก็แยกได้ แยกแยะ เจโตปริยญาณ ๑๖ สังขิตตังจิตตัง คือ fusion วิกขิตตังจิตตัง คือ fission ลักษณะสองนี้จะเกิด ตามจริต จริตศรัทธาจะเป็นสังขิตตัง จริตปัญญาจะเป็นวิกขิตตัง พวกเราฟังธรรมอาตมาก็ดูเข้าใจๆ แต่มันกระจายหายไป ก็พยายามทำให้รวมติดให้รู้ครบ หรือที่ตีไม่แตกออกมาหมดทุกซอกมุมทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็อมหรรคตะ ถ้าทำได้ก็มหรรคตะ เจริญได้ยิ่งใหญ่ขึ้นได้ มีวิมุติหลุดพ้นก็ผ่านล่วงเลยได้เป็นทั้งเจโตและปัญญาสมบูรณ์แบบ เป็นอนุตตรังจิตตังคือมาตรวัดสิ่งที่เราได้เรามีเราเป็นผลที่เรามี ก็รู้คร่าวๆแล้วตรวจสอบตนเองจึงรู้ถึงที่สุดถึงอาสวักขยญาณ จบหมดถอนอาสวะแล้วตั้งมั่นในอดีตอนาคต สมบูรณ์ทุกปัจจุบัน….จบ 590127_พุทธศาสนาตามภูมิ แสงอรุณ ๗ ก่อนมรรคมีองค์ ๘.docx