สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เตวิชโช ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน เตวิชโช ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ต่อไปเป็นเตวิชโช
ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [๑๓๖] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ย้อนไปวินาทีที่ผ่านไป นาทีที่ผ่านไป ชม.ที่ผ่านไป วันที่ผ่านไป สัปดาห์ที่ผ่านไป เดือนที่ผ่านไป ปีที่ผ่านไปว่ามีราคะโทสะโมหะไปร่วมกับองค์รวมพฤติกรรมเราไหม) เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏ(ต่อเนื่องกัน)วิวัฏฏกัป(คือขาดตอน)เป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้นมีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น(วรรณะคือระดับ เช่นอบาย กาม ภพ ชาติ) มีอาหารอย่างนั้น(อาหารคือเครื่องอาศัย ๔ อย่าง ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ทำให้ร่างกายเจริญ แล้วมีสิ่งที่สัมผัสเรียกว่าผัสสาหาร ทั้งสิ่งที่เป็นอุปโภคบริโภคด้วย เป็นอาหาร จากผัสสะ แล้วก็มีมโนสัญเจตนา เป็นกามตัณหา ภวตัณหาหรือวิภวตัณหาคือตัณหาล้างตัณหาให้กิเลสลด) เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ(เกิดจากกิเลสตัณหา เกิดเวทนาเราก็รู้ลดมันได้ก็รู้ อย่างเคหสิตะมาเป็นเนกขัมมะก็รู้) มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น(ไม่ใช่อายุร่างกายแต่เป็นอายุกิเลส มันยังมาเกิดหรือไม่หรือไม่เกิด
อ่านต่อ
แล้ว ช้าลงๆ จนหายไปนาน จนกระทั่งมันไม่มาดับสนิท เราทำสำเร็จจากเวทนา ๒ ให้เป็นหนึ่ง เราชนะมันเราเป็นโลกุตระจิต แต่เราก็อยู่กับโลกโกียะได้) ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้(จากกามภพมาเป็นรูปภพ จากรูปภพก็เป็นอรูปภพ ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส การอุเทสคืออย่างอาตมาบรรยายนี่แหละ เหตุผลข้อความความหมายพร้อมหมด ) ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิมเขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้นเราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ (โบราณาจารย์ท่านแปลว่าจิตเดิมแท้ตรงคำว่าบ้านเดิม คือจิตที่ตั้งแต่เร่ิมต้น รู้อย่างไม่มอมเมาตั้งแต่เป็นพีชนิยาม ไม่มี i คือตัวตน ไม่มี s คือ she ไม่มี h คือ he ที่เป็น ish พีชนิยามไม่มี ish แต่อย่างสัตว์ก็มี ish ของตนแค่วงจำกัด ไม่เท่าไหร่ แต่เราสามารถรู้สภาพของต้นเดิมของจิต คือจิตเราเป็นพีชนิยาม เป็นแค่ self เป็นแค่วงวนของชีวะ แล้วไม่มีตัว สี่ห้าหกเจ็ดที่หลงโลกีย์บานปลาย นั่นแหละจิตเดิมแท้ เรามาปฏิบัติลดกิเลสที่เป็นอบาย ที่เป็นกาม ที่เป็นรูปภพ อรูปภพหมดไป จิตเราก็ไม่ได้หายไปแต่ลดรังสีตัวโง่ไป กลายเป็นพลังธรรมัญญารังสี เป็นจิตไม่เป็น ish ไม่มีตัวตนก็เอาจิตมาใช้กับพีชนิยามทำงานได้เกินสามัญ ที่ท่านอธิบายเป็นภาษาสามัญ ว่าจากบ้านโน้นไปบ้านโน้นไม่ได้กลับมาบ้านเก่าเลย แต่นี่ท่านทำแล้วกลับมาบ้านเก่ามาสู่จิตเดิมแท้ได้ ไม่ใช่ตรรกะ ที่เขาทำกันปัจจุบันที่ว่าจิตเดิมแท้ ไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วทำให้เป็นจิตเดิมแท้ตามขั้นตอนไม่ได้ จิตเดิมแท้คือเวทนาสัญญาสังขารตามเดิมแล้วเวทนาก็มาเสริมให้การทำงานของจิตดีขึ้น เป็นเวทนาที่เนกขัมสิตอุเบกขา เป็นฐานอุเบกขาเป็นพลังงานที่พอกพูนกลับมาอยู่บ้านเก่า ไม่ใช่จิตวิ่งไปหาบ้านโน้นนี้นั้น เป็นบ้านโลกีย์ที่พร้อมพรั่งด้วยโลกธรรม อย่างบ้านของบิลเกตต์ เขาสร้าง มโหฬารพันลึกเต็มไปด้วยเทคโนโลยีทุกอย่าง คนเดินเข้าไปในเขตนี้เขารู้เห็นหมดแต่ไกล ทุกส่วนเห็นหมด ซึ่งนายไมเคิลแจคสันก็พยายามสร้างบ้านให้เต็มรูปบันเทิงโลกๆ แต่สู้บิลเกตต์ไม่ได้ เขาก็ทำทุกคนในโลกีย์จะทำเช่นนั้นออกจากบ้านโน้นสู่บ้านนั้น จะเป็นบ้านจริงๆทางอาณาจักร อย่างเราทำใหญ่ตึกรามเราใหญ่ แต่แปลกที่ส้วมเราทำใหญ่ แต่บ้านไม่เห็นทำเพิ่ม ดีไม่ดีเล็กลงๆ เป็นสัจจะที่ชัดเจน ส้วมเป็นหน้าเป็นตาของคน เราทำให้สะอาดน่าอยู่ เรามีบ้านที่ไหนจะนั่งนอนที่ไหนก็เป็นทิพย์พอเป็นพอไป อยู่อย่างพอเหมาะพอดี มันจะมีปัญญาความรู้ลึกซึ้ง เรื่องบ้านเรือนที่อยู่อาศัยองค์ประกอบชีวิตเราจะรู้ว่าควรไม่ควรอย่างไร มีวิหารที่อาศัย มีอาหารที่อาศัยด้วยปัญญา รู้จักการเกิด แต่ก่อนอดีตเราหลง แล้วเราก็วาดอนาคต จนเราปฏิบัติสำเร็จ สร้างทุกปัจจุบันให้เป็นบ้านใหม่จนเป็นพีชนิยามกลับสู่บ้านเก่าได้สำเร็จ อาตมาพยายามโยงใยถึงจิตเดิมแท้ แต่เป็นจิตประสิทธิภาพสูงเพราะไม่ได้มีแค่พลังพีชะ แต่นี่มีพลังกว้างลึกมาก แต่ทว่าลดพลังเลวร้าย แปรสภาพพลังงานเหล่านั้นให้กลายเป็นพลังงานดี เจริญ
ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ(ก็ระลึกเหตุนิทานสมุทัย ปัจจัยแล้วพยายามตรวจสอบ จนรู้กิเลสหมด เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้างสามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้างตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้นแม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้อก่อนๆ. 590111_พุทธศาสนาตามภูมิ สามัญผลสูตร ตอน ๗