240403-3-044 ทางเอกภาค3-ตอน044(หน้า285)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt

โฟลเดอร์2524-25 MP3 ทางเอก-ภาค3- 232 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์180 KB
วันที่แก้ไข15 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันศุกร์ที่ 3 เมษายนพุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระพุทธที่รักและนำอบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกเรียนบอกกันเรื่องที่จะไปงานพุทธาภิเษกกันซะก่อนหาเรื่องงานพุทธาภิเษกนี่เราไปไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไม่มีอะไรสะดุดไม่มีอะไรต่ออะไรหรอกทุกอย่างมันเรื่องของเหตุการณ์เราไม่ได้ไปทำผิดทำพลาดแล้วไม่ได้ไปไอ้โน่นไม่มีอะไรเราเป็นเรื่องของเรามันเป็นงานประจำปีที่เราไปนี่เป็นงานประจำปีของเราเป็นงานเป็นกิจกรรมลักษณะ เป็นกิจวัตรเป็นเรื่องที่เราเป็นไปอยู่ธรรมดาๆของเราเราไม่ได้มีอะไรแปลกอะไรใหม่แล้วไม่ได้ทำไอ้โน่นไอ้นี่ขึ้นอะไรเรื่องของเรามีอยู่มีใบปลิวมีใบอะไรต่ออะไรของเราหลักฐานของเรามีหนังสือเนื้อหาเก่าๆแก่ๆก่อนๆอะไรแล้วก็ถือติดมือไปบ้างมีหนังสือพุทธาภิเษกเลือกซื้อปลุกเสกต้องซื้ออะไรต่ออะไรของเราทั้งนั้นน่ะเป็นเรื่องเป็นราวถือไปมีอะไรก็เขาจะต้องตรวจต้องดูต้องมีนู่นมีนี่อะไรเราก็เอาออกให้เขาดูเขาก็เข้าใจอะไรพูดก็พูดสุภาพมันก็นักธรรมะให้ดีๆแล้วค่อยพูดธรรมดาไม่ต้องบอกไม่ต้องเวิร์กอะไรไม่ต้องว่าอะไรพวกนี้เขาทำงานกันโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานกับเรานี่มันเป็นพวกที่ต้อง โรงแรมเขาต้องนั่งๆนอนๆเหนื่อยวันพรุ่งนี้พอดีทำงานคนอื่นทหารพวกอะไรเนี่ยเหนื่อยช่วงนี้ต้องทรมานทรกรรมมันไม่ดีหรอกแล้วก็ไม่ได้เป็นนักปฏิบัติธรรมอะไรจิตใจของเขาก็น่าสงสารจิตใจเขาน่าสงสารทั้งกายทั้งใจแหละมันต้องทรมานไม่ต้องอะไรต่ออะไรลำบากลำบนเพราะเงินเราต้องมีเมตตาใจดีค่อยๆพูดค่อยๆจาพูดให้เขารู้เรื่องแล้วค่อยเข้าใจไปไม่มีอะไรก็ต้องทำงานแล้วคนมันมีสารพัดมันมีทั้งผู้ร้ายผู้ดีอะไรเยอะแยะมีคนเอาใจตัวละส่วนใหญ่แล้วมันต้องปะทะกันอยู่ตลอดเวลามีอารมณ์มีอะไรแสดงต่างๆนานาเยอะเพราะเรามีอะไรประจำก็ ไปทุกด่านทุกอะไรนั่นแหละจะมีหรือไม่มีเราก็รู้ไปได้แค่ไหนก็เอาแค่น

อ่านต่อ

ั้นพูดกันดีๆไปที่สุดแล้วมันไม่ได้อะไรเราก็ไปพูดอนุโลมไม่ใช่ว่าเราจะไปเอาชนะคะทานอะไรเราไม่เอาชนะคัดค้านอะไรหรอกเราก็เป็นไปที่ดีที่สุดพูดก็ไม่รู้เหตุผลให้รู้ที่ถูกที่ต้องติดควรที่งามที่สุดเราจะเห็นว่าฤทธิ์เดชของสัจธรรมหรือนิดเดียวของความดีงามความถูกต้องเนี่ยระริกเด่นของสภาพธรรมที่เป็นมัชฌิมาชนิดใดของธรรมะที่เป็นมัสยิดตาแล้วประมาณแล้วที่มันลงตัวเป็นความพอเหมาะได้ไม่ว่าจะเป็นการดำริเป็นไปไม่ว่าจะถึงขนาดพูดแล้วจะมีประสิทธิภาพด้วยการกระทำลงไปแล้วมันจะมีผล ฤทธิ์มีแรงเราจะเห็นเรื่อยๆเราจะเห็นไปเองเราจะรู้ว่าธรรมะนี้มีพระเจ้าบันดาลมีอะไรแปลกๆมีอะไรมันมีประสิทธิภาพที่น่ากระทืบหน้าฉนวนเหมือนเป็นของปาฏิหาริย์มันเป็นของอภินิหารอะไรอะไรต่างๆมันจะเป็นไปโดยที่มันเป็นไปในปาฏิหาริย์ต่างๆพวกนี้มันไม่ได้เป็นปาฏิหาริย์ที่ลึกลับซับซ้อนมันซับซ้อนแต่มันไม่ลึกลับนั้นเป็นปาฏิหาริย์ที่ซับซ้อนมันเป็นปาฏิหาริย์ที่เราตามเห็นเหตุเห็นปัจจัยมันได้ไม่ใช่เป็นปาฏิหาริย์ที่มันมาจากไหนไม่รู้เป็นไสยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ไม่มีเหตุไม่มีผลไม่มีที่มาที่ไปไม่ใช่ศาลนี้มัน ซอนจะเห็นว่ามีที่มาที่ไปเพราะเหตุนั้นจึงเป็นเหตุนี้เพราะเหตุนี้จึงเป็นเหตุนั้นเพราะเหตุนั้นจึงเป็นผลนี้เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลนี้เพราะเหตุนี้จึงเป็นผลนี้ได้เป็นอิทัปปัจจยตาลายเป็นมาแต่เหตุเห็นรูตามภูมิปัญญาของผู้จะตามรู้ตามเห็นได้ผู้ใดไม่มีภูมิปัญญาก็ไล่ไปไม่ได้หรือไล่ไปไม่ลึกพอซับซ้อนเข้าไปแล้วก็ไปถึงจุดหนึ่งจุดหนึ่งมันก็ไม่ถึงที่สุดแต่ผู้รู้ที่รู้จริงตามไปถึงที่สุดเท่าที่ภูมิจะสามารถรู้ได้จริงๆไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องที่มีเหตุมีปัจจัยต่อเนื่องกันมาหนุนเนื่องกันมา เราจึงเป็นศาสนาที่เรียกว่ามันมั่นใจมันแน่ใจเพราะมันเห็นทุกๆจุดติดต่อเนื่องติดตามกันมาในสภาพที่มีเหตุมีผลอย่างมันก็เป็นสภาพเหตุผลอยากจะรู้ง่ายถ้าเป็นเหตุเป็นผลที่ลึกซึ้งให้เป็นผลที่ละเอียดสุขุมเป็นรูปเป็นเรื่องที่เป็นของมันยากยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์ที่เขาตามรู้สภาพที่มันเป็นของที่แม้แต่เครื่องวิทยาศาสตร์ก็ยังจับติดยากแล้วเราก็ยังสามารถที่จะติดได้ตามถึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนถึงขั้นอากาศสภาพวิญญาณธาตุ [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] เป็นผู้แพ้เราไม่ต้องเอาชนะคัดค้านที่ยอมนี่ไม่ใช่ว่ายอมเพราะแพ้อย่างแบบอย่างศักดิ์ศรีแบบรกๆเขาจะต้องแพ้ไม่รู้ว่าอะไรตามเรื่องทั้งๆที่มันไม่มีเหตุไม่มีผลแล้วก็จะต้องเอาชนะคะคราวไปเฉยๆไม่ใช่เราจะรู้เหตุรู้ผลเลยว่าก็มันพูดกันไม่รู้เรื่องแล้วคนนี้เขายึดคนนี้เขาเอาเหตุผลอะไรเราก็เห็นแล้วแง่ของเหตุผลเราชนะแต่แง่ของความยึดมั่นถือมั่นเป็นความดันทุรังเป็นความดื้อด้านและเป็นความโง่ของเขาเขาไม่รู้ยังไงยังไงเขาก็ไม่เข้าใจพูดกันด้วยเหตุด้วยผลอย่างโน้นอย่างนี้เขาก็เอาเหตุเอาปัจจัยอะไรที่มาต่อต้านโดยวิธีการที่ไม่ค่อยจะมาพากลน่ะหลายๆคนฟังดูจะรู้เองจริงๆ อยากจะรู้ว่าด้วยเหตุด้วยผลด้วยลักษณะธรรมมันเป็นไปตามธรรมเพราะฉะนั้นธรรมะต้องเป็นผู้ที่ยืดหยุ่นเป็นผู้ที่ไม่ต้องแตกหักนี่เรียกว่ามนุษย์เราเรียกว่าสัตว์โลกที่สูงสุดที่จะอยู่กันอย่างประนีประนอมใช้เหตุใช้ผลแล้วก็ใช้ปัญญาถึงที่สุดว่ะพรุ่งนี้เขาเขามีกิเลสแล้วเขาเป็นพานแล้วเขาสุดท้ายแล้วก็ไปไม่รอดแล้วเขายึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ในมานะในทิฐิในตัวตนเขายึดแล้วก็เราก็จะรู้ว่านี่เขายึดแล้วเขาไม่เอาเหตุไม่เอาผลไม่เอาความถูกความต้องความควรไม่ควรกว่าอะไรต่างๆปัญญาของเขาไม่ ถ้าแม้ว่าคนเรานี่นะมีปัญญารู้ถึงเราก็จะรู้ว่าเขารู้ถึงแล้วเขาก็จะยึดมั่นก็ตามแม้แต่เขาจะยึดนี่นะเขาก็จะยึดอย่างยอมยึดอย่างปราณีประนอมยึดอย่างสุภาพเขาจะขอยึดเขาขอแล้วสุดท้ายก็แพ้ได้เหตุผลแต่เขาจะขอยึดหลักอันนี้ก็เป็นการตกลงกันเป็นอันสุดท้ายก็เอาก็เอาสิแบบนี้เราก็รู้ว่าเขาไม่โง่เขาฉลาดแต่เขาขอยึดเขาขอเอาอย่างนี้ก็ได้อย่างนี้เขาจะเสพอย่างนี้จะติดอย่างนี้จะหยุดอยู่แค่นี้จะเอาแค่นี้ก็เป็นเรื่องของเขาเหมือนกับพวกติดฝิ่นเนี่ยมันรู้ว่าชั่วนะแต่ว่าไม่รู้ ไม่ต้องขอสูบอ่ะปกติเป็นขอสูบแล้วมันก็เสพติดอยู่นั่นแหละมันก็สะสมแล้วก็เป็นบาปเป็นเวรอยู่อย่างนั้นน่ะก็เขาขอติดบาปจะขอกันและสุดท้ายก็บอกก็ทนไม่ได้ถ้ามีกำลังอินทรีย์แค่นี้ก็ทนไม่ได้จริงๆก็เราก็รู้ว่าเขาทนไม่ได้เป็นที่สุดนะส่วนเขาไม่รู้เลยพูดยังไงก็ไม่รู้เรื่องเหตุผลอย่างโน้นอย่างนี้อะไรหรอกพี่ให้ตามที่เราจะสามารถคลี่คลายชี้แจงให้กระจัดกระจายไงเขาก็ไม่รู้เราก็รู้ว่าไอ้นี่ไม่ใช่มีปัญญาแต่แบบนี้มันไม่มีปัญญามันไม่รู้เลยแล้วก็ยึดด้วยแน่นอนพวกนี้ยึดง่ายและมันไม่รู้นี่มันก็นึกว่าตัวนั้นตัวที่ถูกต้องฉลาดมันมีอยู่จุดเดียวเท่านั้นน่ะเราจะคิดว่าเขาผิดเราถูก จุดที่ว่าอย่างนี้เราถูกในเขาผิดเราฉลาดเรามีเหตุมีผลอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเขาไม่มีเหตุไม่มีผลจริงหรือไม่ถ้าเขาไม่มีไม่มีพ้นเขาใดจะดันทุรังไม่รู้อย่างนู้นอย่างนี้ไม่ใช่อย่างนู้นอย่างนี้เถียงเขาก็จะมีเหตุมีผลของเขาเหมือนกันเพราะจำนวนเหตุผลต่างๆคนนั้นน่ะผู้ใดถอดใจเป็นกลางได้มากที่สุดผู้นั้นจะเอาเหตุผลเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลวิเคราะห์วิจัยก็จะรู้ความจริงว่าอันใดมันถูกมันควรอันใดมันดีกว่ากันแน่ๆได้เอามาไล่เป็นเหตุผลเป็นข้อเป็นเรื่องแล้วก็จะเห็นจุดที่เหนือกว่ากันได้ชัดเจนนะนั่นก็เป็นเรื่องของคนมีปัญญาทั้งสิ้นจะพูดเนี่ยเป็นเรื่องของปัญญาทั้งสิ้นเป็นเรื่องของเรื่องไม่ใช่เรื่องงมเรื่องงานเรื่องดันทุรัง ไม่ใช่แล้วเราต้องมาฝึกมาหาทางนั้นน่ะในจิตในใจอะไรที่เราจะกว่าจะไปรู้หรือกว่าจะไปมีปัญญากว่าจะสามารถปล่อยใจให้สบายๆจะวิเคราะห์วิจัยจะพูดเหตุพูดผลอะไรเราก็ไม่มีอารมณ์วู่วามไม่มีความรุนแรงไม่มีเรื่องที่จะต้องตีต้องโต้ต้องอะไรต่ออะไรเกินการมันจะสมเหมาะสมควรเพราะคำว่าสัมมาอะระหังพอเหมาะคำนี้จึงไม่ใช่คำตายตัวแต่มันจะเหมาะไปตามสัตบุรุษ 7 หรือสัตว์บริสุทธิ์ธรรม 7 ประการที่ว่าเราจะต้องมีประมาณดูตัวเราเองด้วยมีสัมมาคารวะดู เพลงอัตตัญญุตาประมาณตนทั้งลูกนอกรูปในต้องดูเป็นเหตุปัจจัยเกี่ยวข้องด้วยโดยรูปนอกด้วยฐานะนอกโดยสมมตินอกเราเป็นยังไงโดยปรมัตถ์จริงดูด้วยดูตามปรัชญาจึงรู้สมมติน้อมันมีสัจจะทั้ง 2 ส่วนที่เราจะต้องคำนึงทั้งหมดแล้วเราก็เป็นไปตามความเหมาะควรมีเหตุมีปัจจัยและนอกจากจะดูตัวดูตอนประกอบแล้วก็ดูแก่นสารสารัตถะบางทีเราจะเอาแก่นสารเข้าไปถึงแก่นสารจุดสูงสุดเรารู้อยู่แต่จะดันให้ไปถึงที่จุดสูงสุดนั้นเหตุปัจจัยอันนี้มันไปไม่ได้เราก็ต้องรู้ชั้นเชิงเรียกว่ารู้ธรรมะธรรมะนี่แปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีระเบียบทุกสิ่งทุกอย่างที่มีระเบียบ จะเรียกว่าสันติถ้าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีระเบียบไม่มีสันติทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีระเบียบไม่มีสันติธรรมะธรรมะแปลว่าทุกสิ่งทุกอย่างธรรมะแปลว่าชั้นเชิงธรรมะแปลว่าตื้นลึกหนาบานเท่านั้นแปลว่านอกแปลว่าในธรรมะแปลว่าดีแปลว่าชั่วทุกอย่างและมีระเบียบและมีสิ่งที่มีเหตุมีผลมีสิ่งที่เนื้อมีสิ่งที่กลางมีสิ่งที่ต่ำและแบ่งแยกเป็นต้นกลางปลายหรือต่ำกลางสูงอะไรไว้เป็นขั้นตอนแค่นี้หยาบๆแต่ในรายละเอียดมันมีอีกเยอะมากมายมันมีมากมายจนกระทั่งว่าเมื่อไปอยู่สูงแล้วมันดูเหมือนลักษณะมันซ้อนกันกับต่ำเราก็จะมีสภาพรู้สภาพคัมภีเพลาหรือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนเหล่านี้ สาไปดีๆแล้วก็จะรู้ผมเองผมพูดคำว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี่มาตั้งแต่ใหม่ๆตั้งแต่อยู่แดนจนกระทั่งทำให้คนวุ่นวายไปด้วยคำว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนน้องสาวท่านชาญวยุ่งอะไรกับสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนไปจนกระทั่งวุ่นวายไปพักนึงเหมือนกันคำว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนก็ค่อยๆเรียนค่อยๆรู้แล้วเราจะรู้ว่าสภาพมันสลับซับซ้อนแต่เมื่อรู้จักระบอบระบอบของมันแล้วแล้วมันจะรู้ว่าอ๋อนี่ไม่ใช่เอาหัวเป็นหางเอาเป็นหัวแต่ว่ามันรู้แล้วว่ามันมีแนวที่นมคล้ายกันในส่วนหนึ่ง เหมือนกับผมเป็นหนึ่งไปเป็น 2 นี่แยกกรุ๊ปแล้วไม่ยากง่ายๆอธิบายให้ง่ายๆฟังหลวงพ่อหนึ่งไปหา 2 คือแยกตัวไป 1 กับ 2 1 เป็นที่ 2 เป็นคู่พอไปถึงไป 3 อ้าวเหมือนกับหนึ่งอ้าวระดับหนึ่งไปหา 3 ได้ 1 กับ 3 ไปมีความสัมพันธ์กันแล้วไปมีความคล้ายกันทีเดียวกันอะไรงี้ก็เป็นปีส่วนที่ 1 เข้าไปหา 3 ได้แล้วทั้งๆที่ 1 กับ 2 มันคนละมันเป็นคนต่ำสูงกว่ากันมันก็ต่ำกว่า 2 หรือว่าก่อน 2 พอไป 3 เอา 1 เป็นหลังหลังหลังซะอีกแล้วเพราะไปมีสภาวะซ้อนขึ้นมาอีกอะไรอย่างนี้สัมพันธ์กันขึ้นมานี่ยกตัวอย่างง่ายๆให้ฟังนะเราปฏิบัติธรรมไปแล้วเราจะเกิดปัญญารู้สภาพนี้พอมันมาก เรื่องมากเขาไม่รู้จะอธิบายแบบไหนมันคำภีร์ว่าพาโสเข้าแล้วไม่รู้จะอธิบายแบบไหนมันซับซ้อนกันเข้าหลายวงหลายวงหลายวงหลายระดับหลายชั้นหลายชั้นหลายชั้นเข้าแล้วไม่รู้จะยกตัวอย่างอะไรอะไรยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นรูปเป็นสิ่งที่เป็นธรรมะชั้นลึกซึ้งแล้วยิ่งอาจนิทรรศน์ยิ่งจะชี้จะเอานำมาชี้นำมาบอกให้คนอื่นได้รู้ได้นั้นน่ะแสนยากยิ่งจริงๆแต่เราก็จะรู้เป็นปัจจัตตังคำว่าปัจจัตตังไม่ใช่คำจะให้มาแก้ตัวสำหรับที่จะพูดกับใครไม่รู้เรื่องไม่ใช่เป็นคำที่มันบอกลักษณะทำจริงๆว่าเรารู้ได้ด้วยตนเองแม้มันอธิบายไม่ได้มันก็รู้แล้วมันก็จะต้องพากเพียรที่จะรู้ให้กระจ่างเป็นนิพพาน เป็นธรรมนิตย์นิพพานธรรมะหรือเป็นธรรมะชั้นสุดยอดที่ดีสุดมันเกิดคำว่าสติคือมันเกิดตั้งลงอย่างลงมีลงที่เราแล้วล่ะมีสภาวะธรรมและเราก็จะพูดอะไรไม่ได้เราก็จะต้องศึกษาแยกแยะดูธรรมะดูแก่นสารสาระรู้ชั้นเชิงของมันออกมาจนสามารถที่จะมีปฏิภาณมีภาษามีนิรุตติมีปฏิภาณหยิบจับมันมีภาษามีคำพูดมีคำความหยิบจับออกมาร้อยเรียงเอามาชี้อันนั้นมาประกอบเอาอันนี้มาอธิบายนี้มาเป็นอุทาหรณ์เอานี่มาเทียบเอาไอ้นี่มาเคียงเพื่อเป็นนิมิตเป็นเครื่องหมายเป็นเครื่องชี้เป็นเครื่องบอกแล้วก็จะ กล่าวอ้างเป็นอุเทนมีนิมิตมีเครื่องหมายบอกได้ทำให้เห็นถึงความแตกต่างทำให้เห็นถึงความสูงความต่ำความเสมอกันความเหมือนกันความคล้ายกันหรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเราจะชี้ได้สูงต่ำกว่ากันเป็นชั้นช่อเลยทีเดียวสูงกว่ามากสูงกว่าน้อยต่ำกว่ามากต่ำกว่าน้อยเราจะมีอะไรมาร้อยรัดประกอบทำให้ผู้อื่นเห็นได้ด้วยนิมิตหมายโดยกล่าวชี้ถึงได้จึงจะเป็นทัศนันท์มันอนิจจังจริงๆด้วยแต่ถึงจะกลายเป็นทัศนะหรือนิทรรศหรือนิเทศมีทัศนะหรือนิเทศสามารถที่จะชี้ออกมาได้หรือเป็นนิเทศเป็นอุเทน สามารถทำได้อย่างนั้นเฮ้ยจะต้องประกอบไปด้วยคุณลักษณะทั้งนั้นแต่เราจะเรียกว่าจะถูกปฏิสัมภิทาญาณเรียกว่ารู้อัตถะรู้ธรรมะรู้นิรุตติรูปปฏิภาณหรือมีปฏิภาณก็ก็จริงนะเป็นความสามารถในเมื่อเราเกิดเรามีเราจริงแล้วถ้าเราไม่ได้เป็นคนไม่เอาภาระในสภาพพัฒนาหรือวุฒิเจริญเจริญอยู่เรื่อยๆแล้วเราก็เราสามารถที่จะเอามาบอกเอามาชี้แจงยกขึ้นมาเพื่อประโยชน์ผู้อื่นเราจะมีไปได้ทีเดียวแม้เราจะบรรลุธรรมแล้วเราก็รู้มีปัจจัตตังมีสิ่งที่เป็นอยู่เป็นอาทิตย์วิญญาณไม่สามารถกล่าวได้ออกได้คนนั้นจะหมด หาเลยหมดปัญหาตัวที่ว่าสำหรับเรานะหมดปัญหาแล้วเราก็จะคบกับตำรวจเป็นวุฒิธรรมธรรมดาฟังธรรมะสัทธรรมมัสสะนะจะฟังธรรมะฟังภาษาฟังคนอื่นพูดคนอื่นชี้คนอื่นมีลีลามีวิธีการมีเหลี่ยมมุมอย่างไรจะฟังฟังด้วยดีโยนิโสมนสิการก็จะโยนิโสมนสิการจะเอาใจใส่เพราะว่านักธรรมะหรือพระอริยเจ้าพระอรหันต์เจ้านี่ท่านมีมีการเอาใจใส่มีอิทธิบาทอ่าท่านจะมีอายุอยู่มีเวลาที่ยังไม่ตายจะเรียกอายุหยาบก็ตามท่านยังมีลมหายใจท่านยังมีชีวิตชีวาอยู่เรียกว่ามีอายุมีแบบแปลออกจากหยาบถึงตัวตนมีชีวิตชีวามันก็จะมีชีวิตชีวาที่ตรงกันกระทำ เป็นคำอธิษฐานว่าท่านมีอายุก็คือท่านมีอิทธิบาทถ้าจะไม่อธิบายจะเป็นคนที่มีอารมณ์ยินดีฉันทะเป็นผู้ที่มีฉันทะมีอะไรก็ฉันทะจะนั่งจะนอนจะยืนจะเดินมีฉันทะไม่มีความอารมณ์อึดอัดขัดเคืองอุปชาญาติโทรมานัดทุกกะปริเทวะไม่มีถ้าไม่มีถ้าจะเป็นคนเบิกบานร่าเริงเราถึงได้ตังค์ได้ให้ความหมายจำเพาะลงไปอาจารย์องค์ไหนเกจิอาจารย์องค์ไหนไม่มีใครมากล้าเปลี่ยนความหมายคำว่าพุทธะว่าเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานแจ่มใสไม่มีใครกล้ามาเปลี่ยนหรอกนะมันถูกเหลือเกินมันตรงเหลือเกินเป็นอัตถะนะคำว่าพุทธะที่จริงมันคำว่าพระบอก แล้วก็ได้อธิบายไปจนกระทั่งสุดท้ายแยกพยัญชนะอนุพยัญชนะตามที่อนุพยัญชนะไปจนกระทั่งถึงคำว่าอุ + ทะลุเกิดพระสงฆ์ไว้สิ่งที่มันเกิดมามันยังมีอยู่มันยังเกิดอยู่คุณยังไม่ตายยังมีอายุยังไม่ดับรูปนามขันธ์ 5 มันยังมีสิ่งที่เกิดที่ดับตามธรรมกายขันธ์ก็ยังทำงานเกิดเป็นอัตโนมัติมันจะเกิดยังมีลมหายใจยังมีธาตุรู้ยังมีเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณมันต้องเกิดแล้วก็ดับเกิดดับอยู่แน่นอนก็ทรงด้วยความเกิดทำทำพระเนี่ยธธงแปลว่าทรงสิ่งนี้ยังทรงอยู่ให้รู้ได้ก็ลอยเกิดพระอุทยานสิ่งที่ละเอียดอ่อนเป็นสิ่งที่ละเอียดมากละเอียดจนกระทั่งเรา มันว่าวิญญาณก็คือธาตุรู้ถ้ามันเกิดมันลอยเกิดโดยเราไม่รู้เราเรียกว่าอวิชชาเราเรียกว่าอวิชชามันเกิดโดยที่เราไม่รู้เราเรียกว่าอิจฉาจิตเราเกิดและรอยเกิดเมื่อมันลอยเกิดเป็นอะไรพุทธะแล้วเราก็เห็นพระเห็นตัวพอผ่านเนี่ยบัวอุดพระอ๋อพุทธะเกิดอยู่คำว่าพุทธเป็นอย่างไรเราเห็นสภาพธรรมของเขาสภาพธรรมของจิตจิตก็เกิดอันนี้เป็นเวทนารู้นี่เป็นความรู้สึกคุณรู้สึกยังไงรู้สึกไม่ทุกข์ไม่สุขคุณก็ไม่พูดถ้าพูดที่เป็นพุทธอันบริบูรณ์พุทธะเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าหรือแล้วแต่ควรจะเป็นพระพุทธเจ้าก็ตามใจมันเห็นเลยว่าพฤติกรรมของจิตแม้แต่จิต ว่าแต่พฤติกรรมของกายของวจีเลยกายวจีทำไมคุณจะไม่รู้ของตัวเองว่าจีพูดอยู่ตรงๆเป็นตัวคำตัวความกับกายกรรมทำไมคุณจะไม่รู้ของคุณคุณรู้แล้วคุณก็ตามอย่างลงไปหาจิตได้ด้วยว่าจิตอะไรเป็นตัวสั่งคิดอะไรเป็นตัวดุนดันเป็นตัวก่อเกิดเป็นตัวเหตุเราก็จะตามลงไปรู้ได้แม้กระทั่งที่สุดถึงจิตดังนี้เพราะฉะนั้นอะไรเป็นตัวที่เกิดมาก่อนจิตเกิดมาก่อนจิตเป็นตัวสั่งกายสั่งวจีจิตเป็นตัวลอยเกิดเป็นบุตรพระแล้วกับพุทธะเมื่อเป็นพุทธะแล้วที่สุดแล้วเราควบคุมเราอยู่ในอารมณ์ยังไงอาการยังไงต้องอยู่ในอารมณ์ยินดีอยู่ในอารมณ์ที่มันมีวิริยะอยู่ในอารมณ์มีจิตตะอยู่ในอารมณ์มีวิมังสาแม้เกิดอยู่เกิด เราก็เกิดอย่างเป็นแก่นสารและเราก็รู้ว่าแก่นสารอะไรก็ตามเราไม่ได้ยึดเป็นของของเราแก่นสารก็เป็นสภาวะธรรมที่ถ้าเผื่อว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยไปค้างอยู่ในโลกนี้พฤติกรรมเราเคยทำคนอื่นเขามีสัญญากำหนดจำได้เขาก็สามารถที่จะรักษาทำตามตั้งแต่พฤติกรรมกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมเขาสามารถทำมโนกรรมก็เหมือนวจีกรรมก็เหมือนกายกรรมก็เหมือนมีความรู้ในมโนในจิตวิญญาณในปัญญาอะไรต่างๆได้ถูกต้องว่าอย่างนี้เป็นความหมายเป็นทฤษฎีกำหนดมาตั้งแต่ด้านถึงจิตสามารถควบคุมจิตไม่ได้สามารถรู้ทฤษฎีต่างๆสอดร้อยเอามาใช้พอเหมาะพอเจาะทั้งนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิต วิญญาณเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณมีสูตรต่างๆที่จะใช้กับพฤติกรรมของจิตได้ยังถูกกาลเทศะฐานะและกระทำงานอยู่จริงๆเป็นผู้รู้กระทำและกระทำให้มันดีงามได้แล้วจะมีกายกรรมอยู่ก็พอดีพองามเป็นแก่นสารจะทำวจีกรรมอยู่ก็ดีงามเป็นแก่นสารเป็นเหตุผลชนะหินตายะเป็นผู้ชนะสุขายะเป็นไปเพื่อความสุขเย็นของมนุษยชาติเป็นแก่นสารจริงๆทุกอย่างมีแก่นสารของสมมติที่สัจจะแต่โดยปรมัตถสัจจะนั้นเรารู้แม้แต่แก่นสารนั้นก็เป็นเพียงแก่นสารที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วมันก็จะดับไปด้วยแก่นสารของมัน สุดท้ายจริงๆแล้วเรารู้ว่าไอ้ที่ไม่มีหรือแปรเปลี่ยนไปได้ตามกาละมันก็แปรเปลี่ยนไปมันไม่มีปัญหาอะไรยาวจะนานจะช้าอะไรก็ตามใจมันแม้แต่ศาสนาพุทธเราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าจะอยู่นิรันดรมีนิรันดรศาสนาพุทธจึงไม่เป็นศาสนานิรันดรแต่เป็นศาสนาจะเกิดเป็นครั้งคราวมีผู้ที่เวียนมาเป็นพระพุทธเจ้ากาละที่ไม่มีพระพุทธเจ้ามันก็ยังมีจริงๆอะไรอย่างนี้มันเป็นไปได้เพราะคำว่าพุทธชนะก็บอกแล้วว่าเป็นสภาพที่แล้วจับรู้แม้กระทั่งสิ่งที่เล็กละเอียดสูงสุดที่เราเรียกว่าจิตวิญญาณหรือธาตุรู้แล้วก็สามารถไปรู้อุทยานอุทธัจจะอย่างนั้นเราก็ พูดได้แล้วเราจะมาทำให้มันเป็นประโยชน์เราจะมาทำให้มันเป็นคุณค่าเราจะทำให้มันต่อออกไปเรียกว่าโยชนะโยชนะได้แปลว่าต่อไปยาวไกลออกไปเราจะเป็นคนต่อเมื่อเราเองเรายังเป็นผู้ที่ยังต่ออยู่แล้วก็ต่อไปให้แก่โลกต่อไปเป็นสภาพธรรมมันจะต่อออกไปโยนชนะต่อที่เรามาเรียกว่ายอดไกลเท่านั้นยอดไกลเท่านี้ยอดคุณก็ต่อไปคุณต่อไปได้ไกลเท่าไหร่ก็ต่อต่อในเนื้อหาสาระเท่าไหร่ที่คุณสามารถรู้คุณจะต่อไปก็ต่อไปสิโยชะอวด ประโยคชนะทีนี้คุณนั่นแหละเป็นคนสังโยคนะคุณนั่นแหละเป็นคนสังโยชน์คุณอยู่เหนือสังโยชน์คุณอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้สังโยชน์คำว่าแปลเอาความว่าผูกคุณเองคุณสร้างแต่คุณเองคุณไม่ได้ผูกคุณเองคุณก่อคุณตัดคุณสร้างแล้วคุณก็ปล่อยก็ไม่ได้ยึดว่าเป็นของเราคำว่าไม่ได้ยึดจึงหมายความว่าเราเป็นคนที่ไม่มีอะไรไว้มีแต่สร้างแล้วก็ปล่อยสร้างแล้วก็ปล่อยเราหมดห่วงหมดที่จะสะสมมดสะสมจริงๆไม่สระไม่สมไม่หวงไม่ไม่ต่อไม่ต่อไม่ติดอะไรของเราไว้เราเราต่อเราสร้างต่อแต่เราเองเราไม่ต่อตัวเราเราไม่ต่อ ที่เป็นภาษาสื่อให้ฟังฟังได้ก็ฟังเหตุผลของภาษานี้ไปแล้วคุณก็ไปปฏิบัติประพฤติกาลเวลาของคุณอะไรต่ออะไรควรเป็นอะไรต่ออะไรไปคุณวางเมื่อไหร่คุณตัดเมื่อไหร่คุณรู้แล้วพิสูจน์ตัวต่ำที่สุดตัวปล่อยพิสูจน์ตัววางเมื่อมันตัดได้ปล่อยได้ก็เห็นตัดปล่อยทีไรก็สบายสบายทุกทีหมดเรื่องได้ทุกทีแล้วคุณก็มีประสิทธิภาพในการปรับจริงๆยิ่งทำมันก็ยิ่งช้ำชองยิ่งทำก็ยิ่งได้ได้ดีๆแล้วก็รู้ผลของการตัดการต่ออย่าไปให้มันมายุ่งดวงเดียวก็โยงใยอยู่แม้แต่ในสภาพของจิตวิญญาณคุณก็ตามครูจนตัดได้ดังที่เรากำลังไล่กันมาตั้งแต่กลับมาพบจนกระทั่งเข้ามาสู่ภาวะพบ ดูสภาพที่เราได้ตัดอารมณ์กามใคร่อยากที่มันเกี่ยวข้องด้วยทวารข้างนอกแล้วก็ตามพบสภาพวิญญาณธาตุได้จับอารมณ์จิตแล้วก็ตัดอารมณ์ได้จนกระทั่งมันสัมผัสแตะต้องแล้วเราก็มีสติสัมปชัญญะที่จะเลือกเป็นที่จะรู้อะไรเหมาะอะไรควรพอประมาณแล้วเราก็ไม่ได้ติดเราไม่ได้ชอบเรารู้ความจริงตามความเป็นจริงได้สูงยิ่งขึ้นเราจึงจะไม่เกิดอาสาพระไม่เกิดรสนิยมโลกไม่เกิดรถที่มันเป็นอัตราหรืออัตราที่เราว่ามันเป็นชีวิตชีวาเป็นชีวิตชีวาเป็นความสุขความทุกข์เป็นสุขเวทนาหรือสุขเวทนาแต่ถ้าเราได้แล้วเราก็จะเป็นสุขถ้าเราไม่ได้แล้วเราจะเป็นทุกข์แต่สัมผัสเสพสมสุข ถ้าสัมผัสแล้วก็อาจจะทุกข์ก็ได้เราจะไม่ทุกข์เราจะรู้ว่ายากว่าง่ายว่ามันเป็นปฏิกิริยาของของเราจะไปจะหลงไม่หลงน่าจะไม่หลงสัมผัสอย่างนี้เราเรียกว่าเผ็ดอย่างนี้เรียกว่าร้อนอย่างนี้เรียกว่าแข็งอย่างนี้เลยอ่อนอย่างนี้เรียกว่าเหม็นเลยว่าหอมตามสมมติมันก็เป็นอย่างนี้อย่างนี้ถ้ามันเป็นประโยชน์อยู่หรือมันสมควรที่จะสัมผัสอยู่สัมพันธ์อยู่ก็สัมผัสสัมผัสอากาศร้อนอยู่ก็นี่หน้าร้อนแล้วมันก็ร้อนอยู่อย่างนี้แล้วก็มีใจผลักๆๆเสร็จแล้วคนเหนื่อยยิ่งผลักมากยิ่งเหนื่อยมากเพราะน้าแม้แต่อากาศร้อนจิตใจของเราไม่ค่อยผลักเท่าไหร่นี่นะถ้าอุณหภูมิ นัยของสรีระของเรามันก็ไม่มีอะไรที่มันๆมันก็สามารถที่จะไม่เป็นปฏิกิริยากับอุณหภูมินอกมากนักเราจะมีกำลังจิตหรือกำลังวิญญาณอีกส่วนหนึ่งที่จะสามารถควบคุมไม่อยู่ในภาวะที่ไม่มีปกติกริยาไม่มีปฏิกิริยานั่นแหละไม่มีอะไรที่เป็นปฏิกิริยาเมื่อไม่มีปฏิกิริยาอะไรคนคนนี้แม้แต่อากาศร้อนนะก็ไม่มีเหงื่อแต่ไม่ใช่ไม่มีเหงื่อเพราะโรคภัยอีกบางชนิดไม่ใช่เป็นคนที่เคยเหงื่อมากเหงื่อน้อยได้เหงื่อน้อยได้เพราะฉะนั้นอุณหภูมิของรูปก็มีมีเหตุมีปัจจัยมันจะเป็นสภาวะสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนแม้แต่ภาวะของ ปฏิกิริยาของจิตทำให้มีเหงื่อได้เพราะอากาศไม่ร้อนสักหน่อยหนาวหนาวแท้ๆเลยนะคนเหงื่อแตกได้พอเกิดปฏิกิริยาไม่ชอบใจเป็นนู่นเป็นนี่อะไรขึ้นมาเหงื่อแตกเลยโมโหขึ้นมาเหงื่อแตกแตกจริงๆเหงื่อแตกออกมาเห็นเห็นเลยทั้งๆที่หนาวๆไม่มีใครเขาสามารถเหงื่อแตกได้คนนี้เหงื่อแตกได้เพราะปฏิกิริยาของจิตร้อนเป็นอุณหภูมิเป็นเตโชธาตุร้อนปฏิกิริยาออกมาเป็นเหงื่อแตกออกมาได้เลยนะวันรูปก็เกิดภาวะอย่างนั้นสมส่วนหรือไม่สมส่วนน้ำก็เกิดภาวะที่สมส่วนหรือไม่สมส่วนอีกเหมือนกันไม่สมดุลไม่สมส่วนเป็นไปได้งั้นเรื่องพวกนี้มันมีอะไร ซับซ้อนคุณจะได้ศึกษาและคุณก็จะได้สบายอย่างสำคัญที่สุดก็คือจิตของเราก่อนจิตของเรานี่สบายเมื่อใดเมื่อใดก็สบายแล้วก็ไม่ใช่ดื้อด้านดันทุรังเอาชนะคะคานมันสบายแม้แพ้ก็สบายแม้ชนะก็สบายแม้เราอยู่ในส่วนที่เป็นผู้ผิดเออผิดแล้วก็ยอมรับแล้วเราก็แก้ตัวไม่ผิดแม้เราไม่ผิดและแพ้เราไม่ผิดนะและแพ้เราก็ยังสบายเพราะมันหมดมานะผิดเราไม่ผิดนะแต่เราต้องแพ้เรารู้เราจะเห็นว่าปัจจัยและไม่ได้หรอกคนนี้ก็ไม่ได้นี่มันมีที่เขายึดเขาถือเขาทุกอย่างแล้วด้วยเหตุด้วยผลด้วยอย่างนู้นอย่างนี้เรามีปัญญาเรามีความสามารถที่จะแจกแจงพูดยก มาเท่านั้นเท่านี้บางคนไม่ให้ยกเลยบางคนอันธพาลจะจัดบอกไม่ต้องพูดไม่ต้องชี้แจงก็เราเจอเสือเข้าแล้วนี่เขี้ยวยาวเปรี้ยงๆๆมันไม่ให้ยกเหตุผลอะไรเลยไม่ยอมใช้ปัญญามนุษย์นี่ใช้ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินมันไม่เอามันกระชากจะโชคกระชากจะเอาดาบฟันเอาเขี้ยวกัดท่าเดียวแล้วคนเนี่ยเราพูดกันรู้มีภาษามีสื่ออะไรหลายอย่างที่จะแสดงเพื่อรู้เพื่อตกลงตัดสินแต่นี่เขาไม่ตัดสินแล้วเขาจะเอาอำนาจเผด็จการควรจะเอาอย่างนี้เอามาบอกไม่เอาถ้าเล่นชกต่อยตีกันเล่นอำนาจผ่านๆอย่างนี้แรงๆเราไม่รุนแรงเราไม่เอาเราก็ยอมอย่ายอมแพ้ทั้งๆที่เรา อยู่กับเราชนะแต่เราก็ยอมแพ้ด้วยเหตุผลด้วยอะไรต่ออะไรด้วยเหตุประกอบองค์ประกอบเราก็ยังสบายใจเบิกบานยิ้มแย้มอยู่ได้เบิกบานมันเป็นใจยินดีใจพุทธะเป็นผู้ที่เบิกบานร่าเริงเป็นผู้รู้อยู่แท้ๆเลยมีสติสัมปชัญญะอย่างดีเราเป็นคนดันทุรังหรือเปล่าเป็นคนดื้อด้านเป็นคนโหดร้ายเป็นคนอะไรๆหรือเปล่าเปล่าเลยเราเป็นคนดีประนอมเราเป็นผู้ค้ำจุนโลกไว้ให้แตกร้าวไม่ให้ทะเลาะเบาะแว้งไม่ให้ดุเดือดอะไรขึ้นมาไม่รุนแรงเกินขอบเขตพอจะถึงขั้นตีรันฟันแทงถือไม้ถือมีดไม่เอาหรือแม้แต่จะขึ้นถึงขนาดกูกูมึงมึงกูวางตัววางอะไรนี่พระพุทธเจ้าท่านบอกจะขึ้นถึงกูมึงๆนี่หมายความว่ามันหยาบแล้วนะ คำว่ากูๆมึงๆมีที่จริงก็เป็นแต่เพียงคนคำอุทานของยกตัวอย่างเครื่องประกอบว่าถึงขั้นรุนแรงและขนาดนี้แล้วเนี่ยถึงขั้นไม่สมควรจะกล่าวคำว่ากูว่ามึงกันจนกระทั่งอย่างนี้พูดกันอยู่ดีๆฉันฉันเธอเธอดีๆขึ้นมาอยู่ปกติแล้วประเดี๋ยวมันก็แรงขึ้นแรงขึ้นถึงขั้นกูกูมึงมึงขึ้นมาแล้วโดยอารมณ์ไม่ใช่โดยยกตัวอย่างนั้นโดยอุทานของข่าวถึงทางจะต้องกล่าวอันนี้โดยหลักวิชาการก็มันไม่ใช่แล้วนี่มันเรื่องขึ้นอารมณ์วาจาหรือถึงขั้นถือไม้ถือมีดถือกระบองถืออะไรขึ้นมาแล้วอย่างนี้เราเรียกว่ากิริยาอย่างกิริยากายก็ดีไม่ดีก็ดีอยากดังนั้นจะต้องทะเลาะเบาะแว้งวิวาทตีกันฟันแทงกันรุนแรงกันเราไม่เอาเรามีเขต เรามีขอบเขตของกิริยากลายบัญชีมโนที่เรียกว่าเหมาะสมงามเราจะเอาแค่นี้เกินกว่านี้เราไม่เอาแล้วคนเมื่อ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน