590128_พุทธศาสนาตามภูมิ นัยละเอียดของวิชชา ๘.docx
เนื้อหาในไฟล์
590128 พุทธศาสนาตามภูมิ นัยละเอียดของวิชชา 8
พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2559 แรม 5 ค่ำเดือนยี่ปีมะแม ที่ บวรราชธานีอโศก ท่าทางออกเสียงเหมือนคนแก่นะ ก็ดูไม่ดีหรอกไปแสดงราศีคนแก่ได้อย่างไร เราก็มาเรียนธรรมะต่อไปเรื่อย วันนี้มี sms มาของเมื่อวานนี้
Sms 27-01-16 _0893867xxx โลกโชคดีมีทุกคำสอนในพระศาสดาของทุกศาสนาดีที่สุด!แต่โลกโชคร้ายมีคนบิดเบือนพระธรรมคำสั่งสอนเลวที่สุด! แต่โลกยิ่งแย่ที่มีผู้รู้ถูกปล่อยผู้ไม่รู้ผิดเบียดเบียนโลกแย่ที่สุด _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูสอนธรรมพระศาสดาตามภูมิ!มักน้อย,ใจพอ,ไกลกิเลส,พากเพียร,ศีลสมบรูณ์,มั่นในกุศล ,ปัญญาเกิด,รู้แจ้งหลุดอัตตาพ้นตัวตนสาธุ! _0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมจรธ.สำนึกในน้ำใจทุกๆท่านที่คนจมโลกธรรมมองไม่เห็นแต่คนพ้นโลกธรรมมองเห็น! _0836965xxx นาอินทรีย์ วิถีไทย หลังไม่สู้ฟ้า ดำนานั่งแพ ใช้เมล็ดพันธุ์ 1 กก.ต่อไร่ ทำได้ 60 ไร่แล้วเพื่อฟ้าดิน _0817978xxx ขอบคุณบุญนิยมที่นำคำสอนขององค์ท่านมาเผยแพร่ทำให้เข้าใจตามความเป็นจริงจากสุรินทร์ค่ะ _0893867xxx ตั้งใจแอบส่งหลังจอรู้กันในหมู่กลุ่ม!โผล่จอทุกอันรู้หมดเลยเชื่อแล้วจ้าความลับบ่มีในโลก!ขอบคุณ _0817978xxx ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ให้โอกาสกับผู้ด้อยโอกาสที่อยู่ห่างไกลฟังทุกวันการฟังธรรมก็คือการภาวนานั่นเองค่ะ
คำถามจากพระตำนานไท ขุมทรัพย์ทั้งสี่ ขุมทรัพย์ทั้ง 4 หรือนิธิกุมภี คือขุมทอง 4 ขุม ได้แก่ ขุมทองสังขนิธี ขุมทองเอลนิธี ขุมทองอุบลนิธี ขุมทองปุณฑริกนิธี (เป็นขุมทรัพย์ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับผู้มีบารมี เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีบุญญาธิการ ขุมทรัพย์ทั้ง 4 หรือนิธิกุมภี ได้แก่ ขุมทอง 4 ขุม ประกอบด้วย สังขนิธิ เอลนิธิ อุบลนิธิ ปุณฑริกนิธิ ได้บังเกิดขึ
อ่านต่อ
้นที่มุมกำแพงพระนครทั้ง 4 ด้าน ในวันที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ทรัพย์สินที่พระองค์มีอยู่ก็ใช้ไม่หมด) อาตมา ว่า...อาตมาไม่ค่อยสนใจเรื่องแบบนี้ เลยไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร อาตมาเชื่อเรื่องบารมีเหมือนกัน ถ้าไม่มีมันก็ไม่มี แต่เราอย่าห่าม อย่าทำอะไรที่ไม่สังวรระวังไม่ระมัดระวัง พยายามทำตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า มักน้อยสันโดษใจพอ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มนุษย์ไม่มีศีลคือโมฆะบุรุษ เราได้เอาพระไตรปิฏก ล.1 สุตันตปิฎก ที่พูดเช่นนี้เพราะว่าเล่ม 1-8 เป็นพระวินัยเป็นกฎหมายของภิกษุ ส่วนเล่ม 1 ที่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าที่โบราณาจารย์สังคายนาไว้เล่ม 1 อาตมาหยิบพรหมชาลสูตรมาอธิบาย ก็ได้เห็นว่าได้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น อันไหนยังไม่เข้าใจก็ค่อยไปค้นคว้าต่อ ก็บรรยายทวนไปมาหลายรอบ แต่เพราะมันเป็นหลักเบื้องต้นคือศีล กับความรู้ความเห็นทิฏฐิ เป็นพื้นฐานชีวิต มนุษย์เกิดมาแล้วไม่มีศีลเป็นหลักของชีวิตนั้นโมฆะและซวย ได้อกุศลวิบาก ได้วิบากบาปตกนรกหมกไหม้ ไม่ได้แช่งแต่น่าสงสาร ใครก็ตามเกิดมา ศาสนาแต่ละศาสนา ถ้าไม่สนใจธรรมะของศาสดา สักแต่ว่าเป็นศาสนิกไป แต่เราพูดของศาสนาพุทธหากไม่สังวร ตนเองเกิดมาเก่งอย่างไร ไม่มีหลักเกณฑ์ชีวิต อย่างน้อยตรวจสอบตนว่ามีศีล 5 จิตมีเมตตาไหม จะรุนแรงกับสัตว์ใด ถ้าจิตไม่มีเมตตา หวังร้ายต่อสัตว์อื่น อ่านอาการจิตให้ดี แม้แต่ศัตรูเราก็ไม่ควรหวังร้ายต่อเขา เราต้องพยายามหวังให้เขาได้ประโยชน์แม้ศัตรูกับเรา อย่างน้อยที่สุดให้เขาเลิกคิดชั่วร้ายเลว จะทำอย่างไร พูดติเตียนทักท้วงให้เขาสำนึกหรือใช้จิตวิทยาอย่างไรก็แล้วแต่ ข้อสำคัญการพูดติเตียนด้วยจิตเลว เอาความชั่วเขามาประจานมีเจตนาอกุศล อย่างนั้นเป็นคนเลว แต่คนไม่มีเจตนาอย่างที่ว่านี้มีหวังประโยชน์ต่อเขาไหม ให้เขาดีขึ้นให้เขาเจริญขึ้น นี่เป็นจิตดีที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นความหมายดีงาม ผู้ใดมีจิตหวังประโยชน์ต่อผู้อื่นแม้เป็นศัตรูก็ตาม ถ้าเขามีจิตหวังร้ายแล้วเราก็แรงไปเลย ก็เป็นกันในสังคมเป็นธรรมชาติ ศีลที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นสุดยอดแล้วในศาสนาพุทธ จิตใจสัตว์หรือโดยเฉพาะมนุษย์เกิดมาร่วมโลกเราก็ปรารถนาดีต่อกัน สัตว์ทุกตัวเกิดมารับวิบาก เขาก็รับวิบากของเขา พัฒนาตน อย่าให้วิบากเลวเพิ่ม เขาจะปล่อยตัวให้วิบากมากขึ้นก็แล้วแต่เขา แต่เราไม่ควรไปซ้ำเติมไม่ว่าสัตว์เล็กน้อยใหญ่ มนุษย์ด้วยกันก็ไม่น่าซ้ำเติม เช่น เขาเป็นศัตรูเรา เราก็ไม่ควรซ้ำเติมทำชั่วไปกับเขาเพิ่มขึ้น ถ้าเขาไม่ทำชั่วกับเรา ใครเขาก็ไม่อยากอยู่แล้ว แม้เขาไปทำชั่วกับคนอื่นเราก็ไม่ควรให้เขาทำชั่วกับใคร น่าจะทำดีไปทุกอย่าง นี่แค่ศีลข้อ 1 คนเราหากศึกษาจะเกิดจิตอย่างที่อาตมาสาธยาย ฟังแล้วดีไหม ไปทำให้ใจเราเป็นอย่างนี้จริงๆ สิ อาตมาได้ทำเช่นนั้น อาตมาได้ทำตามคำสอนพระพุทธเจ้าแม้เรื่องศีลข้อนี้ ศีลข้อ 2 อย่าไปยึดเอาของเขา ถ้าเขาทำก็อย่าให้เขาทำต่อ ให้เขาคืนเสีย แต่ถ้าเขามีสิทธิ์ของเขาถูกต้องแต่เราสิไปแย่งของเขา พระพุทธเจ้าว่าเราต้องการแต่ของที่เขาให้ รับแต่ของที่เขาให้ มันฟังง่ายแต่ลึกซึ้ง หรือบางขณะจิตเราต้องการมันจำเป็น เช่น เราป่วยเราต้องการยา เราก็ต้องการของที่เขาให้ ถ้าเขาไม่ให้ก็อย่าไปมีจิตต้องการสิ่งที่เขาให้แม้เราเจ็บป่วย หรือเราหิว อดอาหารหลายวัน ก็ต้องการ เราก็ต้องพึงต้องการของที่เขาให้ จิตอย่าไปต้องการของที่เขาไม่ให้ ผู้ใดมีจิตที่ขนาดอาตมาว่า พระพุทธเจ้าบัญญัติภาษานี้มาสูงส่งไหม แทนที่จะบอกว่าอย่าไปขโมย อย่าทุจริตเอาของคนอื่น ทำได้อย่างนั้นก็ดีแต่ถ้าทำจิตได้อย่างที่อาตมาว่าจะไม่ทะเลาะวิวาทแย่งชิงวุ่นวายเดือดร้อนอะไร สังคมเราศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ศึกษาให้ดี ทำจิตในจิตให้เข้าใจว่าเป็นได้ถึงอย่างนี้หรือ เราก็ค่อยทำโน้มจิตไป เกิดผัสสะเกี่ยวข้องเหตุการณ์ทำจิตเราให้เป็นเช่นนี้ได้ แม้แต่ในราคะมูล ก็ลดมัน การอยากเอามาเป็นของตนคือโลภะ ส่วนราคะเอามาเสพรส ในเรื่องราคะอยากได้เสพรสใดๆ ได้สัมผัสเสียดสีในชีวิตเรา เสียดสีทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ได้เสพรส เราก็ไปอยากได้เสพรสนั้น ต้องอ่านใจเลิกเสพรสเหล่านี้ ทางภายนอกทวาร 5 มีชอบใจไม่ชอบใจ ก็เป็นกิเลส ถ้าฝึกฝนลดแล้วสัมผัสก็ไม่มีราคะมูล รู้ความจริงตามความเป็นจริง รูปเสียงกลิ่นรสตามจริงของมันจะเย็นจะร้อนอ่อนแข็งก็เป็นไปตามจริงของมัน อะไรยากหรือไม่ยากก็รู้ น้ำมันร้อนจัดไปซดเข้าไปปากไม่ได้ ก็รู้ว่ายาก อาหารมันเผ็ดไปไม่ไหวมันเค็มมากไป แต่ว่าไม่ต้องชอบ ไม่ต้องไม่ชอบ ไม่ต้องมีอาการเหล่านี้ รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าควรตอบรับอย่างไร ตามควรของโลกเขาก็ไม่เกิดการวุ่นวาย ไม่ดูดมาเป็นของตน ไม่ผลักออกไป ควรรับมาอย่างพอเหมาะพอดีก็ทำ เมื่อกิเลสลดก็จะเป็นอย่างนี้ มีแต่เสียสละสร้างสรร ส่วนทิฐิ ก็ละเอียดลงไปอีกถึงทิฏฐิ 62 เป็นความยึดผิด และที่สุดก็คือยึดถูก ถูกที่ยังติดอยู่ไปหลงติดก็เป็นทุกข์ แม้ถูกจริงๆ คนยึดอยู่ก็เป็นตัวกูของกู เกิดความหวงแหน เกิดการป้องกัน ถ้าเราไม่ยึดติดก็ให้คนอื่นได้
สื่อธรรมะพ่อครู (จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปฎิบัติญาณ 1-5 แล้วตรวจสอบด้วยญาณ 6-8 มาเข้าสู่บทเรียน อาตมาอ่านวิชชา 8 มาได้ 5 วิชชาแล้ว คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธญาณ ทิพพโสตญาณ เจโตปริยญาณ ญาณ 5 ญาณนั่นแหละที่ใช้ ส่วน 3 ญาณหลัง คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เป็นเตวิชโชที่ใช้ตรวจสอบและลงบัญชี 3 ญาณหลังนี่ไม่ยาก เป็นตัวลงบัญชี ไม่ได้เป็นตัวปฏิบัติอะไร ก็ลงบัญชีตรวจสอบว่าได้ผลหรือไม่อย่างไร คุณเป็นนักค้าขาย ทำญาณ 5 ญาณนั้นมา ได้เสียขาดทุนกำไรอย่างไร คุณก็มาตรวจสอบว่าได้ผลสมบูรณ์หรือไม่ เที่ยงแท้แน่นอนหรือไม่ ทำให้กิเลสเกิดดับอย่างไร ไม่ใช่ตรรกะว่าทุกอย่างมีความเกิดความดับ แต่ไม่ได้ทำอะไรก็ไม่เกิดผล สู้คุณเห็นอกุศล กิเลสคุณเกิด แล้วคุณก็ดับกิเลสตัวเดียวนี้ได้ จะดีกว่ารู้ไปหมดว่าเกิดดับ แต่ทำให้ดับไม่ได้สักตัว อกุ ศ ลจิตนั้นไม่เกิดในจิตคุณเลยอันนั้นคือนิพพาน นี่คือเห็นจิตเกิดจิตดับ ไม่ใช่แค่คิดนึกตรรกะเอาว่าจิตเกิดจิตดับ เราต้องอ่านอกุศลจิตที่หยั่งลงโอกกันติแล้ว เราก็ต้องทำนิพพัตติ อภินิพพัตติ ให้ได้ นี่คือเข้าเป้า โยนิโสมนสิการลงถึงสัมภวะ จิตมันเกิดเราก็ทำจิตให้ดับได้ อยู่ที่หทยรูป คือแหล่งที่มันมีอาการเกิด จับได้ที่ไหนมันอยู่ตรงนั้น วิปัสสนาญาณคือต้องเห็นอย่างยิ่งอย่างวิเศษเลย ต้องมีสภาวะนั้นจริงๆ ไม่ใช่โมเมผิดเพี้ยน อ่านจิตออกตั้งแต่สักกายะของตน มีเวทนาสุขหรือทุกข์ ชอบหรือชัง โกรธหรือรัก ต้องอ่านอาการนี้ให้ออก คืออ่านรูปนามได้ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือญาณปัญญาที่ไปอ่านรู้อ่านออกขณะมันเกิดอาการเลย นี่คือสักกายะต้องมีรูปกับนามเสมอ กายมี 1 ไม่ได้ มีแต่รูปไม่มีนามไม่ใช่กาย มีแต่นามไม่มีรูปก็ไม่ใช่กาย เรามีวิปัสสนาญาณ อ่านจิตเจตสิกรูปนิพพานได้ แยกเจตสิก จิต ออก แล้วมันก็ถูกรู้ได้ คำว่านามรูปคือหมายถึงทั้งวัตถุและนามธรรมได้ นามที่ถูกรู้ก็เป็นรูป เราต้องไม่สับสน อ่านรูปนามออก สุดท้ายถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ รู้สูงสุดถึงขนาดนั้น มโนมยิทธิ คือภาวะจิตที่เก่ง ทำได้สำเร็จในตัวเรา เมื่อเราทำสำเร็จมีฤทธิ์อำนาจสำเร็จ เก่งทำให้กิเลสในจิตเราลดได้ คนจะเก่งมากมายอะไร อาตมาก็ไม่ทึ่งเลย แต่ถ้าทำให้กิเลสลดได้ นี่สิอาตมาว่า ขอยกมือไหว้เลยคนนั้นที่ทำให้กิเลสตนเองลดได้ อย่าทำเก่งทำกิเลสคนอื่นลดได้ จะเก่งกว่าพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าว่าท่านเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น อาตมาไม่ไปแย่งเก่งใคร เราทำความเก่งให้กิเลสเราลดได้ก็ดีที่สุดแล้ว จะเก่งภายนอก ทำสร้างสรรเทคนิคอะไรก็ดี อย่าไปเอาไปทำเบ่งข่มคนอื่นเขา คนเอาความเก่งสร้างอาวุธมาฆ่าคนก็เลวแล้ว แล้วเอาไปเอาเปรียบคนอื่นข่มคนอื่นอีก เลวจริงๆ เลยจิตอย่างนี้ ใครหาว่าอาตมาด่าก็ด่าคนเลว หมาบางตัวมันดีกว่าอาตมายังด่าไม่ได้เลย ก็ต้องด่าคนเลวนี่แหละ จะไปด่าหมาทำไม บางทีมันดีกว่าคนอีก ถึงหมาเลวอย่างไรไปด่าหมามันก็ไม่รู้เรื่องหรอก เสียน้ำลายทำไม สรุปเข้าเป้ามีฤทธิ์ทำให้กิเลสตนเองลดคืออิทธิวิธี อิทธิวิธี คือ มากมายหลากหลายเยอะแยะทำได้มากมาย แล้วลึกซึ้งทิพยโสตญาณ ทำได้ยิ่งขึ้นๆ เจโตปริยญาณคือมาตรวัด เริ่มทำได้ยังไม่เก่งเคร่งคุม เหมือนคนหัดจักรยานได้ใหม่ๆ หรือเป็นแบบเกาะตัวแน่นไม่รู้ว่าได้อะไร เป็น Fusion หรือกระจายออกไปหมด วิขิตตังจิตตัง เป็น Fission ใครจะจริตไหนก็ต้องรู้ลักษณะแท้ให้ชัด ดีขึ้นเรื่อยๆ สอุตตรังจิตตัง ก็ดีขึ้นๆ ก็ทำต่อให้จบ ถ้าไม่มีก็เดาไม่ได้หรอก ต้องมีสัจจะ ว่าถึงสมาหิตังอย่างไร วิมุติหลุดพ้นสมบูรณ์หรือไม่ ขาดอย่างกระทบกระเทือนอย่างไรก็ไม่มีกิเลส อย่างไม่มีอะไรหักล้างได้ ไม่กลับกำเริบ โดยญาณปัญญาคุณจะรู้ว่าจบสนิท Ultimate ได้ เลยอนุตตรังจิตตังไม่มีกว่านี้อีกแล้ว ถ้าไม่มีสภาวะจริงคุณอธิบายอย่างอาตมานี้ไม่ได้ ต่อให้คุณมีพยัญชนะฟังอาตมาเข้าใจ แล้วคุณเอาไปอธิบายคนอื่น ถ้าผู้รู้ไปซักคุณเข้าคุณจะจนมุม
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ [136] ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้างสี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัป (คือวนในกัปที่คุณรู้ดี) เป็นอันมากบ้าง ตลอดวิวัฏฏกัป (คือกัปนั้นคุณรู้บ้างไม่รู้บ้างหรืออีกนัยคือรู้ได้ดีที่สุด) เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า (สมมุติว่าเมื่อวานนี้ตากระทบรูปมะม่วงเขาเอามาอวดเรา เราก็เห็นแล้วอยากได้น่ากิน อยากได้ก็ขอเขา เขาไม่ให้เราก็เกิดอาการจิตไม่ชอบใจคนไม่ให้ เราก็ทบทวน เราเป็นอย่างนี้จริงหรือเปล่า? ก็ทบทวนระลึกชาติ หรือเขาไม่ให้เราก็เฉยๆ ไม่มีปัญหา เขาไม่ให้ก็อาจเสียดาย ก็แล้วแต่ก็ทบทวนอ่านจิตเรา เหตุการณ์เกิดยิ่งกว่าละครน้ำเน่า นั่นคือหนัง มี 3 ลักษณะ หนังรัก หนังบู๊ หนังน้ำเน่า พวกศิลปินจะรู้น้ำเน่า ถ้าสีมาผสมกันเละสีเน่าเลยต้องทิ้งไป ไม่ได้สัดส่วน สิ่งที่เกิดแล้วมันจะดีหรือไม่ดีเราก็รู้ แต่สิ่งที่เป็นอดีตแล้วแก้ไม่ได้ ขี้หลุดออกมาจากร่างกายแล้วอย่าเอามาขยำ บ้าหรือเปล่าไปขยำขี้อยู่นั้นแหละ อาตมาถือว่าคนที่เอาอดีตมาจมงมกับอดีตคืองมขี้ แต่จะเอามาใช้สอยเพิ่มเติมก็ได้คุณมีจริงก็เอามาใช้ ไม่ต้องไปโม้ แต่ถ้าคุณไม่มีจะเอามาใช้ไม่ได้ แล้วโกหกชาวบ้านชาวเมืองเขาอีก ระลึกชาติต้องมีของจริง มีเรื่องราวเหตุปัจจัยอย่างไร เรามีสมุทัยอย่างไร เราได้ดับมันไหม นี่คือปรมัตถ์ อย่าไประลึกบ้าบออะไรเลย จะระลึกได้เท่าใดกี่ชาติก็แล้วแต่คุณจะทำได้เท่าไหร่ แล้วท่านก็ต่อว่า)
ในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น (ภพนั้นคุณเกิดในยุคนั้นได้ชื่ออย่างนั้น จะเอาเป็นตัวตนบุคคลเราเขาก็ได้ ผิวพรรณหมายถึงชั้นวรรณะความดีงาม คำว่าอาหารคือเครื่องอาศัย เราก็เข้าใจอาหารที่เราอาศัยในชีวิต เสวยสุขทุกข์อย่างไร อาหารกินเข้าร่างกายก็เรียกว่าบริโภค อาหารที่ใช้สอยก็เป็นเครื่องกินใช้ บ้านช่องเรือนชานก็คืออุปโภค หากไปยึดเป็นเราเป็นของเรา หรือเสพรสก็มีโลภะ ราคะ โทสะมูล ถ้าได้ก็เสวยสุข ไม่ได้ก็เสวยทุกข์ ได้นานก็คือกำหนดอายุเท่านั้น อายุของสงครามที่คุณมัวเมาไปแย่งเป็นตัวกูของกู นานเท่าไหร่ก็บ้าเท่านั้น ถ้าหยุดแย่งได้ก็หมดอายุ ยังอยากแย่งอยู่ไหม อายุที่ว่าคืออายุสุขทุกข์ กับการแย่งตัวกูของกู แย่งเสพโลภกับราคะ ถ้าไม่ได้ก็โทสะ ก่อเวรภัยฆ่าแกง พยาบาทอาฆาต กี่ชาติ อย่างที่เขาทำ ขอยกตัวอย่าง อย่างลูกน้องคุณทักษิณทำงานให้ดี เพราะว่าได้ผลประโยชน์จากทักษิณ พอทักษิณไม่ให้ก็โกรธ คุณแน่ใจว่าเลี้ยงเสือตะเข้แน่ใจอย่างไรว่ามันจะไม่พยาบาท ในชีวิตอย่าสร้างสงครามทั้งรักและชัง เป็นเวรทั้งนั้น ไม่ใช่ well นะแต่เป็นเวร เวร มันเวรทั้งนั้นทั้งรักและชัง การยึดมั่นเป็นตัวกูของกูกับการได้มาเสพรสเท่านั้นเอง นี่คือสิ่งที่อาตมาย่อให้ฟัง) ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้น เราก็ได้มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น (เท่านี้แหละวนอยู่เท่านี้แหละในความเป็นมนุษย์) ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมากพร้อมทั้งอาการ (อาการคือสิ่งที่เป็นปฏิกิริยาของรูปธรรมนามธรรม แต่อาการของจิตสิต้องศึกษา อาการ 32 ก็เป็นการเคลื่อนไหวของเหตุปัจจัย ข้างนอกก็มีนัจจะคีตะวาทิตะ อย่างนี้เรียกว่าชก อย่างนี้เรียกว่ารำ อย่างนี้เรียกว่าลูบคลำ มีคีตะสุ้มเสียงสำเนียงภาษาพูด ก็เท่านี้เอง แม้แต่นกก็พูดภาษานก ลิงก็สื่อภาษาลิง อาการต่างๆ ที่ประกอบด้วยปฏิกิริยาทุกอย่าง ข้างนอกถึงข้างใน ผมขนเล็บฟันหนังมีอาการปรุงแต่งเรียกลักษณะ 4 1. ลักษณะ รูปร่าง 2. สสัมภาระ คือมีการปรุงแต่งสังขาร ภาษาอีสานมีระดับการสุกว่า สุก เที๊ย สู๋ เน่า เช่น ขี้ลี้ข้อล้อแคแล้โคโล้ จิงปิงโจงโปงแจงแปงจางปาง 3. อารัมนะ คืออาการของอารมณ์ อาการสิ่งประชุมกันเรียกว่าลักษณะอาการที่ทำการประชุมกันเรียกว่าสสัมภาระ อาการของอารมณ์เรียกว่าอารัมนะ ก็เอามาเรียก 4. สมมุติ ต้องเข้าใจว่านิยามสมมุติกันอย่างไร อารมณ์หมายความว่าอย่างไร ก็รู้คำจำกัดความว่าหมายถึงอย่างนี้ สมมุติเป็นตัวตนว่าอย่างนี้คือคน ในภาษาไทย ก็เข้าใจกัน ลักษณะอย่างนี้ สสัมภาระ อารมณ์อย่างนี้ คนเขาจะรู้ว่าคนนี้อย่าเข้าใกล้ คนนี้ควรเข้าใกล้จะรู้ เรียกสมมุติกันอย่างไรก็มี 4 ลักษณะ ) พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ (เริ่มต้นสองแล้วจะมีความต่างกัน ไม่มีอะไรเหมือนกัน จะคล้ายกันได้ เอโก แต่จริงๆ แล้วส่วนตัว คนอื่นจะคล้ายก็ว่าไป แต่เราจะต้องรู้คล้าย กับอันเดียวกัน กับไม่มี คุณทำของคุณให้ได้ แม้เหมือนกันยิ่งกว่าแฝด แม้พลังทางวัตถุเขาก็แยก fusion กับ fission สรุปรวมลงนิวเคลียสเท่านี้เอง เป็นพลังงานฟิสิกส์ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นพลังงานจิต คุณเข้าใจจิตได้ไม่ง่ายเพราะจิตละเอียดกว่าฟิสิกส์ ในฟิสิกส์ไม่มีอารมณ์ ถ้าไปเรียน psychology ก็อาจมีบ้างแต่ไม่ลึกเท่าของพระพุทธเจ้า อาการตั้งแต่รูปธรรมถึงอาการของนามธรรม ที่เป็นจิตเจตสิกรูปนิพพานแล้วเอามาเป็นอุเทสสื่อให้ฟัง เราจะขยายความให้คนรู้จากที่เราอุเทส ต้องรู้อาการจริงเสียก่อนแล้วจะเอาอาการไปอุเทสได้ แล้วคุณรู้แต่บัญญัติก็ไม่ได้รู้อาการจริง คำว่านิเทส คือมันเทศน์โดยไม่มีเนื้อแท้ มีแต่บัญญัติ สื่อสารนี้มีแต่บัญญัติไม่ใช่เนื้อแท้เป็นนิเทศน์ไม่ใช่อุเทศ) ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงจากบ้านตนไปบ้านอื่น แล้วจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่นอีก จากบ้านนั้นกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม (วนอยู่อย่างนี้นานนับกัปกาล อาจมีมากอย่างแล้วก็วนตลอดกาลนาน) เขาจะพึงระลึกได้อย่างนี้ว่า เราได้จากบ้านของเราไปบ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้นได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น เราได้จากบ้านแม้นั้นไปยังบ้านโน้น แม้ในบ้านนั้นเราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น แล้วเรากลับจากบ้านนั้นมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ (คือความวน ความไม่จบนี้คือความวน ความจบคือไม่ไปบ้านไหนแล้ว ถึงไปก็ไม่แปลก ไปอย่างรู้ อย่างเป็นประโยชน์ หากไม่ไปอย่างเป็นประโยชน์อย่าไป) ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิบริสุทธิ์ผ่องแผ้วไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้างสามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้างตลอดสังวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอด วิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัปวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้างว่า ในภพโน้น เรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นเสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้ไปเกิดในภพโน้นแม้ในภพนั้นเราก็มีชื่อนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น (ผิวพรรณคือชั้นสูงชั้นต่ำ) มีอาหารอย่างนั้น (อาหารคือเครื่องอาศัยที่ไปสมมุติว่าชั้นสูงชั้นต่ำ) เสวยสุขทุกข์อย่างนั้นๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้วได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ดูกรมหาบพิตรนี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ข้ อ ก่อนๆ คนคิดว่าจะต้องเป็นใหญ่ของโลก เขาก็เคยมี บ้าๆ บอๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังมี เราเห็นว่ามันบ้า ถ้าคิดในวงแคบ ก็วุ่นวายในวงแคบ นี่ดันมาคิดในวงกว้าง แล้วมีฤทธิ์แรงในวงกว้างด้วย บรรลัยจักรเลย อย่าง นายคิม เกาหลีเหนือคิดอยากใหญ่ สร้างระเบิดไฮโดรเจนได้แล้ว เอาไว้ขู่ประเทศต่างๆ ในโลก ประเทศไหนยอมก็ชื่นใจ เราเห็นความงมงายของคน งมงายไปทำไมขนาดนั้น แทนที่จะสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลกัน มาปลูกผักแจกกันนี่ดีกว่านายคิม อรหันต์ไม่มีตัวตนแล้วจะรักหน้าทำไม จะไปทำเพื่อหน้าทำไม ประมาททำไม แต่อรหันต์นี้รักหน้ายิ่งกว่าใครนะ เพราะหน้าแตกแล้วหมอที่ไหนจะรับเย็บ
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จุตูปปาตญาณ จุตูปปาตญาณ จุติคือเคลื่อนไป จะเคลื่อนสู่สูงก็คือเกิด เคลื่อนสู่ต่ำก็เรียกว่าตาย จุติหมายถึงเคลื่อนสู่สูง หรือต่ำ หรือตายก็ได้ ถ้าคุณไปเห็นสัตว์ตัวนี้กำลังเคลื่อนไป ลงหรือขึ้น หรือเห็นคนนี้เกิดหรือเจริญหรือเสื่อม คุณก็เห็นแค่รู้คนอื่นเขา แต่ถ้าคุณมารู้ตัวเอง คุณอ่านการเกิดการดับ คุณก็มาอ่านของตนเอง หากคุณอ่านแค่ร่างก็แค่นั้น แต่ถ้าอ่านจิตว่ามันเลื่อนสูงหรือต่ำหรือเกิด เกิดสูญ ไม่เกิดอีก หรือยังเกิดอีกหยั่งลงอีก ถ้าไม่รู้ก็โอกกันติหยั่งลงเป็นชาติ สัญชาติใส่ความจำใส่เซฟ ก็ชาติสัญชาติโอกกันติไปเรื่อยๆ คนในโลกจะมีชาติสัญชาติโอกกันติเท่านั้น จะหยั่งลงโลกุตรจิตหรือไม่ คุณได้ละหน่ายคลาย ทำให้จิตนิพพัตติได้ มีอภินิพพัตติได้สมบูรณ์เป็นรอบๆ ของโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ คนในโลกก็มีชาติสัญชาติโอกกันติ คุณ ห้ ามอกุศลจิตไม่ให้เกิดไม่ได้ ดีไม่ดีหลงอร่อยเป็นเรื่องน่าสะสม ก็สะสมอร่อยไปเรื่อยๆ กิเลสจะหนาขึ้น จะไม่มีที่สิ้นสุด สนุกสนานรสชาติจัดจ้านขึ้นๆ ไม่มีขีดจบ ถ้าไม่พอมาหาสูญก็ไม่จบ ถ้าไม่พอก็ไป infinity คนไปดีดดิ้นสะสมรสชาติ อีกหน่อยจะมีคนเส้นโลหิตแตกตายในสนามฟุตบอล ที่เอาชนะกัน สุดยอดไคลแมกซ์ คนไหนเตะเข้าโกลก็แสดงอาการ อาตมากลัวเส้นโลหิตแตกตาย เขาไม่รู้ว่าเขาบำเรออารมณ์ คนรู้แล้วว่าเป็นมาไม่รู้กี่ชาติ สะสมไปก็ได้มากจัดจ้านมากขึ้นก็นึกว่าคุณเก่ง เช่น กระเทยนี่สะสมความดีดดิ้นของอิตถีภาวะ เขาก็นึกว่าเขาประเสริฐเลิศเลอทุกทีก็น่าสงสาร ซับซ้อนไปเรื่อยๆ คนที่ไม่รู้จักการเกิด การเกิดแล้วเคลื่อนไปสู่สูงหรือต่ำ จึงต้องมาเรียนรู้อารมณ์จิต เรียนเวทนาในเวทนานี่แหละจบ แยกเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนาได้ ทำให้เกิดลดละจางคลายดับได้ ถ้าอ่านอาการอารมณ์ลักษณะพวกนี้ไม่ออก อย่าหวังเลย ใครจะเอาเกิดตลอดเป็นจุติเทพอาตมาไม่เอาด้วย อาตมาจะรู้เกิดรู้ดับ คุมการเกิดการดับได้ เป็นอมตบุคคล คนเป็นอรหันต์แล้วจิตจะดับได้ อ่านของตนเองว่าคุณหยุดจิตตนเองได้ ลืมตาอยู่แล้วกระทบกับอะไรตอนนี้ จะรับรู้แล้วคุณอ่านจิตคุณไม่ปรุงเลย กระทบแล้วไม่ปรุงเลย คุณคิดนี่แหละ ตอนนี้คุณก็กระทบสัมผัสแล้วคุณไม่คิด เฉยเลย บางคนไม่กระทบก็อยู่กับความคิดที่หยุดไม่ได้ อยู่เฉยๆ แม้หลับตาก็หยุดคิดไม่ได้ จิตอรหันต์คือจิตหยุดได้ ลืมตากระทบก็หยุดคิดได้ หลับตาก็หยุดคิดได้ ไม่คิดเลย นั่นคือความสามารถ อาตมาสงสารผู้ที่ท่านพากเพียรทำอันนี้เฉยๆ ไม่มาเรียนทางพระพุทธเจ้าเป็น analysis แต่ไปเรียน hypnosis เมื่อไม่กี่วันก็อ่านของ อ.บูรพาว่าให้หยุดคิด มันไม่ใช่ต้องมาวิจัยวิเคราะห์หยุดคิดเป็นอันๆ แล้วสั่งสมความสามารถ พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติมีเหตุปัจจัยลืมตา แล้วหยุดได้ในเหตุปัจจัยใดที่ให้หยุดได้ ไม่ใช่ไม่ให้เกิดความคิดเลย พวกสมถะต่างจากวิปัสสนาเช่นนี้ แต่วิปัสสนานี้อย่างเห็นๆ แล้ววิจัย ไม่ใช่เห็นๆ แล้วหยุด ของพระพุทธเจ้าวิจัยแล้วดับเหตุอย่างมีปัญญา ไม่ต้องข่มจิตเลย การข่มจิตกับการรู้ว่ามีพลังปัญญาสลายสิ่งเหล่านี้ได้ ถ้าไม่เกิดเช่นนี้ไม่มีวิปัสสนาญาณ การเกิดของศาสนาพุทธไม่เรียกดับ แต่เรียกว่าวุฒิ มีการเข้ากับออก หลุดพ้นไปแล้วรู้ว่าเราเนกขัมมะขาดเด็ดออกมาได้เลย นิโรธคือนิโรธวุฒฐานะ ความเลวกับประณีต ก็ไม่ยาก เลวก็คือหยาบ ประณีตคือละเอียด ผิวพรรณดีกับผิวพรรณทราม ก็คือสิ่งเห็นได้สัมผัสได้ จะเป็นความรู้ชั้นเชิง วุฒิ มันสูงหรือต่ำ มันดีหรือทราม ได้ดีตกยาก สุกฏะหรือทุคตะ ไปดีหรือไปไม่ดี ก็สามารถอ่านออกของแต่ละคู่ได้ ถ้าเรามีอาการหรือกรรม มีความเป็น กรรม มีอาการ ที่เป็นกิริยากรรม ก็แบ่งได้ว่าดีหรือเลว ละเอียดหรือหยาบ ได้ดีหรือตกยาก ไม่เป็นทั้งสองอย่างกลางๆ แต่รู้ว่านี่ดีนี่ทรามโดยสมมุติ แล้วเราไม่เป็นทั้งสองอย่าง ถ้าเราจะเป็นเราก็เป็นแต่ดี ถ้าเราจะอยู่กับสมมุติก็ต้องอยู่กับสิ่งดี ไม่เอาสิ่งไม่ดี แต่ถ้าไม่อยู่กับสมมุตติเราก็ว่าง สัตว์คือจิตเราเป็นไปตามกรรมที่ทำ ได้ดีหรือตกยากก็อยู่ที่กรรมที่ทำจริง ผู้ใดชัดเจนเชื่อกรรมวิบากจะไม่ทำกรรมชั่วกรรมไม่ดีเด็ดขาด จะทำแต่สุวรรณะ ไม่ทำทุวรรณะ จะทำแต่สิ่งปราณีตไม่ทำสิ่งหยาบ จะทำแต่สุกฏะ ไม่ทำทุคตะ ด้วยตาเรามีทิพย์รู้แจ้งของเราเอง อย่าไปใส่เกือกรู้ของคนอื่น แต่ถ้าจะรู้ตามบารมีก็ได้ตามธรรม เราจะช่วยเขาบ้างก็ดี แต่ช่วยเขาไม่ได้รู้ไปก็เท่านั้น แต่รู้ของเราก่อนทำของเราให้ดี สัตว์ย่อมเป็นไปตามกรรม แต่ผู้ที่ติเตียนพระอาริยเจ้านั้นเพราะเขายึดมิจฉาฯ จบ..